|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
คำชี้แจงการดาวน์โหลด
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี
บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที
พุทธวจนคืออะไร
วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช > พระธรรมเทศนา > แผ่นที่ 50
ที่มา วิมุตติ
ต้นจิต ปิติ นิมิต เวทนา
ที่มา พระมหาทองมั่น สุทฺธจิตโต
- ธรรมบรรยาย ต้นจิต ปิติ นิมิต เวทนา โดย... พระครูปลัดประจาก สิริวณฺโณ ณ ศุนย์ปฏิบัติธรรม ตาณัง เลณัง เฉลิมราช ๖๐ ปี เชียงใหม่ (ถ้าต้องการแผ่น DVD ให้ติดต่อขอได้ ที่ ศูนย์ฯ โทร 053-887210)
- ธรรมบรรยาย ต้นจิต ปิติ นิมิต เวทนา โดย... พระครูปลัดประจาก สิริวณฺโณ ณ ศุนย์ปฏิบัติธรรม ตาณัง เลณัง เฉลิมราช ๖๐ ปี เชียงใหม่ (ถ้าต้องการแผ่น DVD ให้ติดต่อขอได้ ที่ ศูนย์ฯ โทร 053-887210)
ชวน เผย บรรหาร นัดคุยปชป. 15 ก.ย.นี้
ที่มา Voice TV


ประธานสภาที่ปรึกษา ปชป. เผย บรรหาร นัดหารือเวทีปฏิรูปการเมือง 15 ก.ย.นี้
นายชวน หลีกภัย
ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา
ประธานที่ปรึกษาหัวพรรคชาติไทยพัฒนา จะขอเข้าพบตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์
เพื่อทาบทามให้ร่วมเวทีปฏิรูปการเมือง ว่า ไม่มีปัญหาอะไร
ตนยินดีให้มาพบและให้มาพูดคุยกันก่อน
ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่สามารถพูดได้
เพราะเกรงว่าจะคลาดเคลื่อน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนที่ชัดเจน
ซึ่งขณะนี้ทราบว่าจะมีการนัดพูดคุยกันหลังวันที่ 15 ก.ย.นี้
Source : News Center / posttoday / VoiceTV ( Image)
by
Boonyisa
30 สิงหาคม 2556 เวลา 14:11 น.
คุยกับประมวล เพ็งจันทร์ “พุทธศาสนาที่ไม่มีไวยากรณ์” (ตอนที่ 2) - See more at: http://blogazine.in.th/blogs/buddhistcitizen/post/4308#sthash.U0IteXMT.dpuf
ที่มา ประชาไท
23 สิงหาคม, 2013 - 11:30 | โดย buddhistcitizen
23 สิงหาคม, 2013 - 11:30 | โดย buddhistcitizen
สุรพศ ทวีศักดิ์
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร

ผม คิดว่ามันอาจจะมีฐานอะไรบางอย่าง ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดอย่างวัชรยานเขาก็จะบอกว่าถ้าคุณเชื่อว่าธรรมชาติของ มนุษย์มีพุทธภาวะหรือมีจิตเดิมแท้อยู่แล้วสิ่งนี้มันก็จะเปิดให้กับความเป็น ไปได้ทุกอย่าง ทีนี้ศาสนาไม่มีไวยากรณ์ของอาจารย์อะไรคือฐานที่มันเปิดให้กับความเป็นไปได้ ที่อาจารย์ไม่ไปตัดสินผิดถูกหรืออะไรต่างๆ
ในภาษา ของวัชรยานนั้นมีคำๆหนึ่งที่เขาใช้กันคือคำว่า “โพธิจิต” ถ้าให้ผมบอกฐานอันนั้น ผมหยิบคำนี้แหละมาใช้ ของเถรวาทเราไม่มีคำนี้ มีก็เอามาใช้แบบหยิบยืมคำนี้มาใช้ แต่ผมเข้าใจว่าไม่ใช่ เพราะเวลาเถรวาทเราใช้คำว่าศรัทธา เช่น เราพูดถึงศรัทธาสี่ กรรมศรัทธา วิปากศรัทธา กรรมมัสสกศรัทธา และตถาคตโพธิศรัทธา คำอธิบายเรื่องศรัทธาสี่ในพุทธศาสนาเถรวาทตื้นเขินมากเลย ลองไปถามดูซิครับพระ ผู้รู้ หรือนักปราชญ์ราชบัณฑิตทางพุทธศาสนาอธิบายศรัทธาสี่ประการนี้อย่างไร ผมเข้าใจว่าอธิบายกันฟุ่มเฟือยด้วยภาษา แล้วก็แปลความหมายของภาษาออกมา แต่ในวิถีชีวิตของเราที่เป็นพุทธนั้นกลับไม่ได้หยั่งลึกลงไปในศรัทธาสี่ ประการนี้สักเท่าไรเลย
ทำไมอาจารย์คิดว่าโพธิจิตปิ๊งกว่า
คือ โพธิจิตอยู่ดีๆไม่ใช่มันเกิดนะครับ อันที่หนึ่งทันทีที่เราตระหนักได้ว่าโพธิจิตเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอันที่ สองเราต้องมีสิ่งที่เรียกว่าปณิธานที่จะบ่มเพาะโพธิจิต ปณิธานนี้ไม่ใช่เป็นความอยากตามศรัทธาแบบพุทธเถรวาท โทษทีในพุทธศาสนาแบบเถรวาทนั้นเรื่องศรัทธาถูกนำมาใช้เพื่อสนองตอบความโลภ คือยิ่งศรัทธามากยิ่งมีความโลภมาก (หัวเราะ) และผมเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ศรัทธาในภาษาที่เราพูดเมื่อตะกี้สี่ข้อเลยนะครับ เพราะเวลาเราพูดถึงสี่ข้อนั้นเป็นศรัทธาที่เป็นกุศล แต่เวลาเราพูดถึงศรัทธาที่มีความเชื่อว่าฉันอยากจะได้อะไรและฉันจะได้ด้วย วิธีนี้ เราเชื่อว่าองค์เทพหรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่สามารถทำให้ฉันได้ นั่นคือศรัทธาที่เต็มไปด้วยอกุศลมูล เต็มไปด้วยโลภะ
ทีนี้พอเรากลับ มาสู่สิ่งที่เรียกว่าโพธิจิตคือจิตที่มีคุณสมบัติก็แล้วกันนะครับ ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไรนะ มันมีคุณสมบัติ คือคุณสมบัติของจิตที่จะรู้ความเป็นจริงได้อย่างเบิกบานแจ่มใส ยิ่งพอเรามาถึงจุดๆ หนึ่งว่าเรามีปณิธานที่จะบ่มเพาะโพธิจิตขึ้นในใจ ขึ้นในตัวเรา ที่จะรักษาโพธิจิตนี้ไว้ ความหมายคืออะไร ความหมายมันกลับมาสู่ประเด็นเรื่องจิตของเราที่เป็นโพธิจิต และโพธิจิตที่ว่านี้แม้จะไม่อธิบายตามหลักไวยากรณ์เลย ผมเข้าใจว่ามันมีความหมายบางอย่างขึ้นมาในใจที่เรารู้ได้ ยิ่งถ้าจะอธิบายตามหลักไวยากรณ์ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีกว่า จะต้องเป็นจิตที่ปลอดพ้นจากสิ่งที่เรียกว่าเป็นอกุศลมูล โลภะ โทสะ โมหะ
เพราะ ฉะนั้น ทันทีที่เรามีปณิธานมุ่งหน้าตั้งมั่นอยู่ในโพธิจิต ก็คือการสร้างฐานที่ยืนหรือที่ตั้งของจิต และฐานที่ตั้งของจิตนี้ในความหมายว่าไม่มีอะไรเป็นสิ่งเลวร้ายเลย ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคเลย ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่จะต้องรังเกียจเลย เพราะทุกสิ่งที่ถูกรังเกียจมันก็มาจากสิ่งที่ไม่ใช่โพธิจิตทั้งนั้น
ประเด็น ตรงนี้พอดีอาจารย์เอ่ยคำว่าวัชรยานขึ้นมา ผมก็เลยเผลอพูดคำว่าวัชยานออกมาในความหมายนี้ ในความหมายที่พูดถึงโพธิจิต พูดถึงปณิธานที่ตั้งมั่นเพื่อบ่มเพาะโพธิจิต ผมเข้าใจว่าเป็นฐานจะเรียกว่าศรัทธาในพุทธศาสนาที่เมื่อตะกี้อาจารย์บอกว่า เป็นตถาคตโพธิศรัทธา (ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระตถาคต) ก็ใช่ เพราะเหตุว่ากระบวนการที่เราบอกว่าเป็นโพธิจิตที่ถูกบ่มเพาะขึ้นมาจากการที่ เรามีตถาคตโพธิศรัทธา และตถาคตโพธิศรัทธาที่มีอยู่ในใจเรา ทำให้เรามีความเชื่อมั่นหนักแน่นและมั่นคงในการที่จะบ่มเพาะโพธิจิตให้เกิด ขึ้น
ถ้าเปรียบเทียบกับเถรวาท เป้าหมายการปฏิบัติธรรมคือนิพพานใช่ไหมครับ โดยต้องเดินตามมรรคมีองค์แปด หรือไตรสิกขา การบ่มเพาะโพธิจิตมีแนวทางอย่างไร
ผม เข้าใจว่า เวลาเราพูดว่าดำเนินตามมรรคมีองค์แปดนั้นมันมีความเป็นไวยากรณ์อย่างที่เรา พูดถึงเมื่อกี้เลย มันเริ่มจากว่าทิฐิที่มีมิจฉาทิฐิ สัมมาทิฐิ และอริยมรรคมันเป็นองค์ที่เป็นสัมมา เพราะฉะนั้นสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาอะไรก็ว่ากันไปเป็นขบวน แม้กระทั่งไปถึงสุดท้ายที่ว่าสัมมาสติ สัมมาสมาธิก็ยังกลายเป็นเรื่องที่ต้องมาถกเถียงกันอยู่อีกด้วยซ้ำไป
แต่ ประเด็นโพธิจิตนั้น เรากำลังพูดถึงสภาวะที่กำหนดหมายรู้ด้วยใจของเราเองภายใน และสภาวะที่เรารู้เองภายในนี้มันไม่มีไวยากรณ์ซับซ้อน ตรงนี้ถ้าพูดภาษาของคนยังมีค่ายมีทฤษฎีก็ว่าผมเข้าข้างทฤษฎีของวัชรยาน แต่ผมไม่ได้เข้าข้างในความหมายว่าวัชรยานดีกว่าเถรวาท ผมต้องการจะบอกเพียงว่าทันทีที่เรากลับมาสู่ประเด็นของโพธิจิต มันไม่มีประเด็นเรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องดีเรื่องชั่ว เรากำลังพูดถึงความหมายภายในใจของคนคนหนึ่งที่กำหนดหมายรู้ขึ้นมา แต่ในเวลาที่เราพูดถึงอริยมรรคมีองค์แปดนั้นมันเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่ามี ความคิดเชิงทฤษฎีที่จะต้องบ่มเพาะสิ่งที่มันเป็นสัมมาทิฐิ และสัมมาทิฐิจะเกิดขึ้นได้เพราะมีปรโตโฆษะมีโยนิโสมนสิการอะไรก็ว่าไป แล้วก็มีการเปรียบเทียบกับมิจฉาทิฐิ สุดท้ายก็เกิดสิ่งที่มันเป็นอะไรมากมายเป็นมิจฉา เป็นสัมมา แม้กระทั่งที่ว่ามีนิวรณ์ห้าเป็นอุปสรรคที่ขวางกั้นไม่ให้เราเข้าถึงนิพพาน เป็นต้น
แต่พอไปถึงโพธิจิตไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะในกรณีของวัชรยานที่เราบ่มเพาะโพธิจิตมันจึงมีลักษณะที่ทำให้เถรวาทเขา รับไม่ค่อยได้ในกรณีที่มันไม่ค่อยมีหลักเกณฑ์ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนของทฤษฎีข้างนอก แต่มันมีเพียงแค่สภาวะจิตเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจได้ว่าทำไมเวลาเราพูดถึงวัชรยานจึงมีความสับสนในเชิง ทฤษฎีในเชิงความคิด เพราะว่าทันทีที่จะเสนอทฤษฎีอะไรออกมามันก็จะกลายมาเป็นความคิดแล้ว ความคิดไม่ใช่โพธิจิต
นี่ไม่ใช่เป็นการจะเอาวัชรยานมาบอกว่าถูกและ เถรวาทผิดนะครับ แต่ผมเข้าใจว่าในโลกยุคปัจจุบันที่อาจารย์พูดถึงเมื่อกี้ว่ามีความซับซ้อน มีความรวดเร็วของของข้อมูลข่าวสารนั้น ผมเข้าใจว่ามันมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจได้ถึงความหมายของการเรียนรู้ พุทธศาสนาแบบไม่มีไวยากรณ์ไม่ได้ ก็คือเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เรียนรู้พุทธศาสนาผ่านไวยากรณ์ ขอโทษครับทันที่ที่เราซึ่งเคยเป็นนักบวชในพุทธศาสนาและผ่านการเรียนรู้ ปริยัติธรรมมานับแต่มีการสร้างระบบการศึกษาปริยัติธรรมอย่างเป็นระบบขึ้นมา ในประเทศไทย ชาวบ้านไม่ได้เข้ามาสู่หลักสูตรนี้ก็จริงนะ แต่ชาวบ้านเขารับเอาผลของการศึกษาแบบนี้ต่อไปจากผู้ที่ศึกษา เพราะฉะนั้น ผมเข้าใจว่าการเรียนรู้พุทธศาสนาแบบโบราณมันหายไปเลย
ผมนึกถึงตอนที่ ผมกลับไปบ้านที่เกาะสมุยแล้ว ผมไปศึกษาประวัติปู่ทวดของผมที่เป็นนักบวชซึ่งมีชื่อเสียง ท่านเป็นพระยุคก่อนท่านพุทธทาส และท่านพุทธทาสก็ยกย่องมาก พอสืบถามประวัติพุทธศาสนาบนเกาะก็จะนำไปสู่ท่านผู้นี้ว่าเป็นผู้นำพุทธศาสนา มาเจริญบนเกาะสมุย ท่านเคยเดินทางมาศึกษาพุทธศาสนาที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่สามารถที่จะสอบเปรียญได้เพราะท่านพูดภาษากลางไม่ได้ ปู่ทวดผมรูปนี้ไม่เคยเข้าโรงเรียน เพราะฉะนั้นเมื่อมาเรียนภาษาบาลีที่วัดมหาธาตุแต่สอบไม่ได้หรอก เพราะพูดภาษาไทยกลางไม่ได้ ไม่มีความรู้พอที่จะสอบ แต่ท่านก็มีความรู้พุทธศาสนานะ เพราะในความหมายของท่านตามประวัติที่ถูกเล่าขานมายืดยาวว่าท่านถึงกับเดิน ทางจาริกธุดงค์ไปถึงพม่า อินเดีย ซึ่งหลักฐานตรงนี้ไม่ใช่เป็นหลักฐานที่เลื่อยลอย เพราะเหตุว่าท่านยังนำเอาคติการสร้างกุฏิ สร้างศาสนสถานแบบลังกา อินเดียมาใช้ที่วัดของท่าน
แต่ท่านผู้นี้ไม่ได้มีความรู้อะไรมาก ในสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จไปตรวจกิจการพุทธศาสนาที่มณฑลภาคใต้ เมื่อไปถึงเกาะสมุยปู่ทวดผมท่านนี้เป็นพระเถระที่มีอาวุโสสูงสุดมาต้อนรับ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ายังทรงมีพระมหาสมณวินิจฉัย พูดเป็นทำนองว่าพระภิกษุที่อยู่บนเกาะนี้ไม่ค่อยมีความรู้ นุ่งห่มไม่เป็นปริมณฑล พระไม่ค่อยเรียบร้อยประมาณนี้นะครับ (หัวเราะ) ซึ่งผมเข้าใจว่าในสมัยนั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าเริ่มที่จะใช้กรอบการนุ่งห่ม เป็นปริมณฑล หรือกรอบกรุงเทพฯไปจับพระในท้องถิ่นต่างๆ แต่ปู่ทวดของผมท่านอยู่กับชาวบ้านที่ปลูกสวนมะพร้าว วัดเกาะสมุยที่กลายมาเป็นวัดที่มั่นคงได้เพราะมีสวนมะพร้าวเยอะมาก ท่านไม่ได้ชวนชาวบ้านทำบุญด้วยการเอาเงินไปถวายวัด เพราะสมัยนั้นชาวบ้านไม่มีเงิน แต่ท่านชวนชาวบ้านที่มีแรงงานให้ไปช่วยกันปลูกมะพร้าวให้วัด เพราะฉะนั้นวัดที่ท่านสร้างไว้หลายวัดบนเกาะสมุยจึงมีสวนมะพร้าวเยอะไปหมด เลย ลองนึกถึงภาพว่าพระที่อยู่กับการทำงานแบบนี้กับชาวบ้านจะนุ่งห่มเป็นปริมณฑล ได้ยังไง (หัวเราะ)
แต่ประเด็นคือ ปู่ทวดผมรูปนี้ที่ทำให้ยายผมมีความแนบสนิทกับพุทธศาสนาถึงขนาดที่เมื่อเอ่ย คำว่าพุทโธก็คือหมายความว่าชีวิตนี้จบ กิจของเราจบแล้วด้วยการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ทุกครั้งที่ทำอะไรก็เพื่อพระนฤพาน ผมเข้าใจว่าการถ่ายโอนความรู้แบบนี้เป็นการถ่ายโอนความรู้ที่มีอยู่ก่อนที่ จะมาถึงยุคพวกเรา พอมาถึงยุคพวกเราคือยุคที่เราเข้าสู่ระบบที่มีความรู้
อาจารย์กำลังจะบอกว่ามันคล้ายกับประเพณีการถ่ายทอดการบ่มเพาะโพธิจิต
ใช่ๆ ผมกำลังจะพูดอย่างนั้น แต่ผมจะกระโดดไปตรงนั้นเร็วไปเดี๋ยวจะสับสน กำลังจะบอกว่ามีกระบวนการถ่ายโอนแบบนี้ แต่พอมาถึงยุคของเรามันเป็นยุคที่เราเริ่มมีความรู้เชิงไวยากรณ์มากมายแล้ว ผมมีความรู้ ขอโทษผมไม่แน่ใจ สมมติว่าพ่อท่านเพชรปู่ทวดผมเนี่ยนะเนรมิตกลับมามีชีวิตแล้วมาโต้วาทีกับผม ก็ต้องแพ้ผมนะ
ถ้าอย่างนั้นวัชรยานที่ไปอยู่ในโลกตะวันตกที่เต็มไปด้วยไวยากรณ์ เขาไปเกิดตรงนั้นได้อย่างไร
ผม เข้าใจว่าคนตะวันตกเริ่มเบื่อไวยากรณ์ (หัวเราะ) นึกภาพออกไหมครับเขาเริ่มเบื่อไวยากรณ์ คำที่วิจักขณ์ (พานิช) ใช้เสมอคือคำว่า ต้องยอมศิโรราป คือคุณไม่ใช้ไวยากรณ์มาตั้งเป็นคำถาม แต่คุณใช้ตัวของคุณสยบยอมเพื่อที่จะเชื่อฟังคุรุหรือครู ซึ่งผมเข้าใจว่านี่เป็นอุบายอะไรบางอย่างที่วิจักขณ์เขาใช้คำนี้เสมอ จนเขามีคำว่าศิโรราปพิมพ์ไว้ที่เสื้อเขา
แต่เหมือนกับว่าการบ่มเพาะโพธิจิตมันไม่มีกรอบที่แน่นอน เช่นไม่ขึ้นกับว่าคุณต้องบวชหรือไม่
อ๋อ ใช่ ที่สำคัญเวลาเราพูดถึงวัชรยานเราจึงมีครู ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนักบวช เป็นโยคี เป็นใครที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเพศนักบวชก็ได้ เพราะฉะนั้นท่านมิลาเรปะที่เป็นสายนิกายที่วิจักขณ์เขาศรัทธานั้น ท่านนาโรปะ มิลาเรปะไมใช่นักบวช
อะไรคือคุณสมบัติของครูที่ดึงดูลูกศิษย์เข้าไปหา
ถ้าตามความศรัทธาของศิษย์คือครูเป็นผู้รู้ ผ่านการบ่มเพาะโพธิจิต เป็นโพธิจิตที่งอกงามเบิกบานเป็นเนื้อเป็นตัวท่านแล้ว
ซึ่งเขาเห็นแล้วเขาสัมผัสได้
ใช่ แล้วกระบวนการแบบนี้มันเป็นกระบวนการที่ไม่ผ่านไวยากรณ์ ลองนึกถึงภาพนะครับถ้าเราจะเอาประวัติของวัชรยานสายที่วิจักขณ์เขาไปเรียนมา ตอนทีท่านมิลาเรปะ ไปเรียนกับท่านนาโรปะเกือบไม่สอนอะไรเลย เพียงแค่สั่งให้ไปสร้างบ้านสักหลังหนึ่งให้ฉันอยู่ ถ้าฉันพอใจฉันจะให้เธอเป็นศิษย์ ท่านมิลาเรปะต้องไปแบกหินจนบ่าเป็นแผลถลอก สร้างใกล้จะเสร็จท่านบอกไม่ถูกไม่ชอบรื้อทิ้งสร้างใหม่ ทำอยู่อย่างนี้ (หัวเราะ)
เหมือนในหนังจีนที่ไปขอเป็นศิษย์ฝึกวิทยายุทธกับอาจารย์เลยครับ
ใช่ๆ ทำอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งท่านมิลาเรปะรู้สึกเหมือนกับต้องร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด แม้กระทั่งภรรยาของท่านนาโรปะก็เกิดความรู้สึกสงสารท่านมิลาเรปะอย่างมากที่ ถูกกระทำแบบมันไม่ไหวแล้วประมาณนี้ ผมเข้าใจว่าเรื่องเหล่านี้อาจจะนำเอามาเล่าเพียงแค่เป็นโครงสร้างหยาบๆ ให้เห็นภาพเท่านั้นเองว่าสุดท้ายแล้วมันมีสิ่งที่เรียกว่าความศรัทธา
ที นี้ความศรัทธาที่ว่านี้มันเชื่อมั่นในความหมายเรื่องจิตที่จะรู้ แล้วก็มีความเชื่อว่าจิตที่รู้ได้มีอยู่จริงในตัวครูแล้ว เป็นตัวอย่างให้เห็น ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่อาจจะพูดยากเนื่องจากเราไม่มีพื้นฐานทาง วัฒนธรรมขึ้นมารองรับ คือเวลาเราพูดถึงวัชรยานเกือบทุกเรื่องก็พูดได้นะครับ แต่ผมเข้าใจว่ามันเข้าใจยากเพราะเราไม่มีพื้นฐานของความเชื่อมารองรับ พอเราไม่มีพื้นฐานความเชื่อมารองรับปุ๊บสิ่งที่เราพูดกันก็กลายเป็นเพียงแค่ ตำนานเท่านั้นเอง
ผมเข้าใจว่าพื้นฐานที่รองรับนั้นสำคัญ เหมือนกับเวลาเราพูดเรื่องความตายตามคติของวัชรยาน เราพูดได้เพราะเรามีหนังสือคู่มือการเตรียมตัวตายแบบธิเบตใช่ไหม มีการอบรมบาโด อบรมอะไรกัน แต่คำถามคือพวกเราซึ่งไปเข้าคอร์สอบรมเรามีฐานความศรัทธาฐานความเชื่ออะไร บางอย่างอยู่ในใจของเราไหม ผมเข้าใจว่าตรงนี้มันทำให้สิ่งที่เราพูดแม้พูดด้วยภาษาของวัชรยาน แต่ความหมายแบบวัชรยานอาจจะไม่ได้อยู่ในใจเรา
ผม ฟังอาจารย์แล้วเหมือนกับว่าการบ่มเพาะโพธิจิตก็ต้องการบริบทบางอย่าง เช่นเปรียบเทียบตอนที่อาจารย์สอนหนังสืออยู่อาจารย์ก็อยู่ในโลกของพุทธศาสนา แบบมีไวยากรณ์ เพราะอาจารย์อยู่ในบริบทต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดไวยากรณ์ แต่ถ้าอาจารย์จะหลุดออกไปจากศาสนาแบบนี้อาจารย์ก็ต้องเลือกบริบทชีวิตอีกแบบ หนึ่ง เพราะฉะนั้นการเข้าถึงศาสนาแบบไม่มีไวยากรณ์ในที่สุดก็ต้องเลือกออกไปจาก ระบบ
อือ บอกอย่างนั้นก็ได้ ที่ว่าบอกอย่างนั้นก็ได้ ก็เพราะว่าผมกำลังดิ้นรนอยู่ ผมมีความรู้สึกว่าเหมือนผมเป็นนกอยู่ในกรงผมก็เลยรู้สึกว่ากำลังพยายามที่จะ บินออกจากกรง ทีนี้ความสำนึกว่ากรงผมเข้าใจว่ามันมีความหมายสำคัญอยู่เหมือนกัน เพราะนกในสวนสัตว์ใหญ่มันอยู่ในกรงเหมือนกันนะ แต่กรงใหญ่มากแล้วมันไม่รู้สึกว่าเป็นกรง เพราะฉะนั้นกรณีที่พูดถึงเรื่องกรงผมคิดว่าที่สำคัญอยู่ที่ใจว่าเรามีความ สำนึกว่าเป็นกรงไหม แล้วผมเข้าใจว่าตรงนี้เป็นรายละเอียดถี่ถ้วนอยู่ภายใน สุดท้ายแล้วคำว่ากรงอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ เพราะว่านกที่พอใจอยู่ในกรงก็ไม่ได้นึกว่านี่คือกรง แต่นี่คือบ้านก็ได้
ความรู้สึกนี้มันคล้ายกับปรัชญา existentialism ที่บอกว่าเรารู้สึกแปลกแยกกับระบบ จารีตประเพณีทางสังคม แล้วในที่สุดเราต้องเลือกอะไรที่เป็นตัวเรา มันเป็นแบบเดียวกันไหม
คล้ายๆ เพราะเวลาเราพูดถึงภาวะแปลกแยกหรือ alienation มันหมายถึงแปลกแยกจากเพื่อน จากสังคม สุดท้ายก็แปลกแยกจากตัวเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพูดถึงนี้คล้ายๆกัน และภาวะที่เรียกว่าความแปลกแยกนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ในปรัชญาอัตถิภาวนิยมที่ ถูกยกขึ้นมาพูดแม้ไม่พูดตามหัวข้อ แต่ว่าพูดในหัวข้ออื่นก็ยังโยงมาสู่หัวข้อนี้อยู่ร่ำไปว่าเราเกิดภาวะแปลก แยก
เหมือนกับว่าจะไปสู่ศาสนาไม่มีไวยากรณ์ได้มันต้องถึงจุดจริงๆ
มัน ก็ต้องผ่านการเรียนรู้นั่นแหละ ผมเข้าใจว่าคนปัจจุบันกำลังมองหาสิ่งที่เรียกว่าหนทาง ทีนี้ในการมองหาคนทางมันต้องมีความหมายของการคิดไปข้างหน้าว่าสิ่งที่ปรากฏ อยู่ต่อหน้าเราตอนนี้มันจะเป็นหนทางไปที่ไหน จะเป็นหนทางที่เราประสงค์ที่จะไปปลายทางไหม ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นประเด็นที่ละเอียด เนื่องจากในปัจจุบันพวกเราที่เติบโตขึ้นมาแล้วบอกว่าอยากรู้พุทธศาสนาโดยไม่ ต้องมีไวยากรณ์ทำได้ไหม ผมบอกทำไม่ได้ ที่ทำไม่ได้เพราะเราอยู่ท่ามกลางไวยากรณ์ทั้งนั้นเลย แม้กระทั่งที่เราจะออกจากกรงยังต้องเป็นไปตามไวยากรณ์เลย
แล้วกรงของแต่ละคนก็ตีกรอบความคิดของแต่ละคน
ขอ โทษนะครับ ถ้าเราพูดแบบไม่เกรงใจใคร เวลานั่งประชุมสัมมนากันในบางเวลา ผมรู้สึกเกือบจะตั้งคำถามนะ แต่ขอโทษภาษาที่ผมใช้ต่อไปนี้ไม่ได้ต้องการตำหนิหรือวิจารณ์นะครับ ผมมีความรู้สึกว่าหรือว่าระบบการศึกษาปริยัติธรรมในสังคมไทยปัจจุบันมันจะ เป็นปัญหาที่เป็นโทษมากกว่าจะเป็นคุณเสียแล้วกระมัง เพราะพวกเราจำนวนหนึ่งที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ มันเหมือนกับติดหล่มยังไงไม่รู้ คือเราไม่เปิดใจรับความคิดหรือการตั้งสมมติฐานบางอย่างที่ต่างออกไปจากความ รู้ที่เราเรียนมาบ้างเลย หรือระบบการศึกษาปริยัติธรรมในพุทธศาสนาเถรวาทของเรามันมีข้อผิดพลาดอะไร
ผม ก็รู้สึกในใจครับว่าในแง่หนึ่งเราเป็นหนี้ระบบนี้ที่ให้โอกาสเรามีการศึกษา มีชีวิตการงานเลี้ยงตัวเองได้ แต่มาคิดอีกด้านหนึ่ง เราต้องดิ้นรนมากพอสมควรที่จะหลุดออกจากกรอบความเชื่อที่ถูกปลูกฝังกล่อม เกลามา เหมือนกับเราถูกทำร้ายเหมือนกัน และเวลาเรามองเข้าไปถึงสิ่งที่อาจารย์บอกว่าการใช้พุทธศาสนาแบบไวยากรณ์ ผมก็คิดว่าหลายๆอันมันทำร้ายสังคม ทำร้ายคนในระบบนั้นด้วย แต่เขาอาจไม่รู้ตัวว่าเขาถูกทำร้าย ไม่รู้ผมพูดแรงไปหรือเปล่า หรืออาจารย์คิดอย่างไร
ผมมีเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นความ รู้สึกที่ละเอียดอ่อน คือเมื่อตอนที่ผมไปเดินรอบเกาะสมุยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ผมก็ถือฤกษ์โดยการเข้าไปกราบพระมหาเถระที่อาวุโสสูงสุดบนเกาะสมุย ปัจจุบันท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเป็นองค์แรกและก็เป็นองค์เดียวบนเกาะ สมุย แม้ท่านจะออกตัวว่าท่านได้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเพราะท่านเป็นสามเณรมา พร้อมๆกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ คือเป็นสามเณรมาด้วยกันมีอาจารย์องค์เดียวกันกับสมเด็จ แต่เนื่องจากว่าสมเด็จเกี่ยวเป็นสามเณรที่เรียนหนังสือเก่ง ฉลาด หลวงพ่อจึงส่งมาเรียนที่วัดสระเกศ ท่านนี้ก็อยู่ที่เกาะสมุยมาไม่ได้เป็นอะไร เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกว่าท่านนั้นไม่ได้มีความสามารถอะไรหรอกเป็นเรือน้อย ลอยตามเรือลำใหญ่ท่านว่าอย่างนั้น (หัวเราะ)
แต่ที่ผมอยากเล่าคือผม เข้าไปกราบคารวะท่านเพื่อจะขอให้ท่านได้โปรดให้พรผม ผมจะออกเดินเพื่อคารวะเกาะสมุย ท่านเป็นพระที่ผมขอคารวะก่อน ท่านก้มลงมา ผมนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ท่านนั่งอยู่บนอาสน์สงฆ์สูงหน่อย ก้มลงเอามือมาจับมือผมขณะที่ผมพนมไหว้ แล้วท่านพูดออกมาว่า “เราโลกียสุขก็ไม่ได้เสพ โลกุตตรสุขก็ไปไม่ถึง” แทนที่ท่านจะให้พรผม ท่านกลับรำพึงถึงตัวท่านเองที่อายุ 90 ประมาณนั้น อายุท่านมากกว่าสมเด็จไปนิดหนึ่ง ผมรู้สึกสะเทือนใจ นี่บอกตรงๆคนอื่นอาจจะบอกว่าผมคิดมากหรือผมเป็นคนอ่อนไหวง่าย แต่หลวงพ่อที่ผมเคารพตอนที่ผมบวชมาท่านก็เป็นพระเถระของเกาะสมุยแล้ว วันนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่แล้วผมก็กลับไปคารวะท่านเพื่อจะบอกว่าพรุ่งนี้เช้า มืดผมจะออกเดินแต่แทนที่จะให้พรผม ท่านกลับพูดออกมาแบบนั้น ผมสะเทือนใจตรงที่ว่าโอ้นี่คือภาพรวมของนักบวชไทยหรือ
นี่เป็นผลของระบบโครงสร้างคณะสงฆ์แบบที่เป็นอยู่
ใช่ ระบบโครงสร้างพวกนี้ แล้วเมื่อท่านมีอายุอยู่ในวัยหนุ่มท่านก็เข้มแข็งผ่านการทำงานเป็นพระสังฆา ธิการมาตามลำดับจนเป็นเจ้าคณะอำเภอ เมื่ออายุครบต้องเกษียณมาเป็นที่ปรึกษา ท่านก็ทำงานรับใช้สถาบันพระศาสนามาเป็นเวลานาน แต่บทรำพึงของท่านมันก็น่าสะเทือนใจ
แต่ท่านก็ซื่อตรง พูดออกมาตรงๆ
ท่าน ซื่อตรงๆ ผมจึงเคารพท่านมาก แต่ที่เล่าตรงนี้เพียงเพื่อจะบอกว่ามันมีอะไรบางอย่างอยู่ในระบบ ผมเรียกว่าระบบเรียนรู้ก็แล้วกันอย่าแยกปริยัติปฏิบัติเลย เป็นระบบการเรียนรู้ตามแนวพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย ที่บอกว่ารู้สึกสะเทือนใจนั้นไม่ได้สะเทือนใจเพื่อจะตำหนิว่าผิดหรือถูก แต่สะเทือนใจในความหมายที่ว่ามันมีอะไรที่ทำให้เราซึ่งผ่านเส้นทางนี้มา เหมือนกัน เหมือนที่อาจารย์พูด ผมกับอาจารย์คิดตรงกันก็คือ ทุกครั้งที่เราระลึกถึงการเรียนรู้ในทางพุทธศาสนาแบบระบบนี้เรามีความสำนึก ในบุญคุณของระบบการศึกษาที่หล่อเลี้ยงเรา ถ้าจะบอกกล่อมเกลาเรามาก็ได้ นี่คือสิ่งที่เราไม่เคยลืมและมีความสำนึกอยู่เสมอ แต่ในขณะที่ไม่ลืมและสำนึกเสมอนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่คิดหาหนทาง เป็นอย่างอื่นนะครับ เราก็ถามตัวเองเสมอว่าระบบที่เราเรียนรู้มานั้นมันดีแล้วหรือยัง เราควรจะทำอะไรต่อ ซึ่งผมเข้าใจว่าประเด็นนี้คือที่ผมกับอาจารย์มานั่งคุยกันว่า แล้วเราจะออกจากไวยากรณ์ที่เราเคยท่องจำมาได้อย่างไร ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นผิด แต่ยังมีความรู้สึกว่ามันยังไม่พอ
ใน อนาคตอาจารย์มองว่าเป็นไปได้ไหมที่ระบบของการเรียนรู้พุทธศาสนาแบบมี ไวยากรณ์จะสามารถส่งต่อไปถึงศาสนาแบบไม่มีไวยากรณ์ได้ คือมันเกิดผลกระทบต่อคนทั่วไปด้วย
ผมเข้าใจว่ามัน เป็นภาวะซึ่งเป็นปกติที่เมื่อสิ่งที่อยู่ในกรอบของไวยากรณ์ที่พูดถึงนี้ไม่ ได้รับการยอมรับ พอไม่ได้รับการยอมรับมันมาถึงจุดๆหนึ่งที่เหมือนกับสมัยหนึ่งเราอ่านบทกวี ของท่านอังคารแล้วก็ถูกวิจารณ์จากบรรดากวีในยุคเดียวกันหรือคนที่มีอาวุโส มากกว่าท่านว่าท่านอังคารเขียนกวีไม่เป็น เขียนกวีไม่ถูกประมาณนี้ เพราะไม่เคารพในฉันทลักษณ์ แบบแผนของกวี โชคดีว่าท่านอังคารท่านเป็นคนดื้อพอที่จะไม่กริ่งเกรงคำวิพากษ์วิจารณ์นั้น จวบจนกระทั่งมาถึงวันหนึ่งก็มีความรู้สึกเหมือนกับว่าบทกวีที่ไม่มีความ เคารพในฉันทลักษณ์แบบท่านอังคารนี่แหละคือบทกวีที่คนอ่านแล้วรู้สึกว่าใช้ ได้
ผมเข้าใจว่าไม่ใช่ผิดที่มีกวีท่านอื่นๆวิจารณ์ท่านอังคารเพราะ เขามีกรอบไวยากรณ์ของฉันทลักษณ์แบบเดิมอยู่ แล้วเขาก็มีความรู้สึกว่าควรเป็นไปตามฉันทลักษณ์นี้ แต่สำหรับเราผู้อ่านเราไม่ได้สนใจเรืองฉันทลักษณ์ แต่เราสนใจเรื่องความหมายที่มันก่อให้เกิดความรู้สึกขึ้นในใจเรา ว่าขณะที่เราอ่านบทกวีของท่านอังคารนั้นเรารูสึกว่ามันได้ความรู้สึกที่เรา ชอบกว่าแบบเดิม
ที่อาจารย์ไปสนใจวัชรยานของธิเบตเพราะว่าให้ความรู้สึกมากว่า
ใช่ ผมตอบอาจารย์เลยว่าใช่ มันให้ความรู้สึกได้มากกว่า เป็นความรู้สึกที่ผมเข้าใจว่ามันดี มันเป็นสิ่งที่เลือนหายไปจากพื้นที่ของการปฏิบัติก็แล้วกัน เมื่อตะกี้เราใช้คำว่าปริยัติและการปฏิบัติใช่ไหม มันเลือนหายไปจากพื้นที่แห่งการปฏิบัติตามแนวเถรวาทซึ่งผมปฏิบัติอยู่
โปรดติดตามตอนที่ 3 (ตอนจบ)
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร

ผม คิดว่ามันอาจจะมีฐานอะไรบางอย่าง ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดอย่างวัชรยานเขาก็จะบอกว่าถ้าคุณเชื่อว่าธรรมชาติของ มนุษย์มีพุทธภาวะหรือมีจิตเดิมแท้อยู่แล้วสิ่งนี้มันก็จะเปิดให้กับความเป็น ไปได้ทุกอย่าง ทีนี้ศาสนาไม่มีไวยากรณ์ของอาจารย์อะไรคือฐานที่มันเปิดให้กับความเป็นไปได้ ที่อาจารย์ไม่ไปตัดสินผิดถูกหรืออะไรต่างๆ
ในภาษา ของวัชรยานนั้นมีคำๆหนึ่งที่เขาใช้กันคือคำว่า “โพธิจิต” ถ้าให้ผมบอกฐานอันนั้น ผมหยิบคำนี้แหละมาใช้ ของเถรวาทเราไม่มีคำนี้ มีก็เอามาใช้แบบหยิบยืมคำนี้มาใช้ แต่ผมเข้าใจว่าไม่ใช่ เพราะเวลาเถรวาทเราใช้คำว่าศรัทธา เช่น เราพูดถึงศรัทธาสี่ กรรมศรัทธา วิปากศรัทธา กรรมมัสสกศรัทธา และตถาคตโพธิศรัทธา คำอธิบายเรื่องศรัทธาสี่ในพุทธศาสนาเถรวาทตื้นเขินมากเลย ลองไปถามดูซิครับพระ ผู้รู้ หรือนักปราชญ์ราชบัณฑิตทางพุทธศาสนาอธิบายศรัทธาสี่ประการนี้อย่างไร ผมเข้าใจว่าอธิบายกันฟุ่มเฟือยด้วยภาษา แล้วก็แปลความหมายของภาษาออกมา แต่ในวิถีชีวิตของเราที่เป็นพุทธนั้นกลับไม่ได้หยั่งลึกลงไปในศรัทธาสี่ ประการนี้สักเท่าไรเลย
ทำไมอาจารย์คิดว่าโพธิจิตปิ๊งกว่า
คือ โพธิจิตอยู่ดีๆไม่ใช่มันเกิดนะครับ อันที่หนึ่งทันทีที่เราตระหนักได้ว่าโพธิจิตเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอันที่ สองเราต้องมีสิ่งที่เรียกว่าปณิธานที่จะบ่มเพาะโพธิจิต ปณิธานนี้ไม่ใช่เป็นความอยากตามศรัทธาแบบพุทธเถรวาท โทษทีในพุทธศาสนาแบบเถรวาทนั้นเรื่องศรัทธาถูกนำมาใช้เพื่อสนองตอบความโลภ คือยิ่งศรัทธามากยิ่งมีความโลภมาก (หัวเราะ) และผมเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ศรัทธาในภาษาที่เราพูดเมื่อตะกี้สี่ข้อเลยนะครับ เพราะเวลาเราพูดถึงสี่ข้อนั้นเป็นศรัทธาที่เป็นกุศล แต่เวลาเราพูดถึงศรัทธาที่มีความเชื่อว่าฉันอยากจะได้อะไรและฉันจะได้ด้วย วิธีนี้ เราเชื่อว่าองค์เทพหรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่สามารถทำให้ฉันได้ นั่นคือศรัทธาที่เต็มไปด้วยอกุศลมูล เต็มไปด้วยโลภะ
ทีนี้พอเรากลับ มาสู่สิ่งที่เรียกว่าโพธิจิตคือจิตที่มีคุณสมบัติก็แล้วกันนะครับ ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไรนะ มันมีคุณสมบัติ คือคุณสมบัติของจิตที่จะรู้ความเป็นจริงได้อย่างเบิกบานแจ่มใส ยิ่งพอเรามาถึงจุดๆ หนึ่งว่าเรามีปณิธานที่จะบ่มเพาะโพธิจิตขึ้นในใจ ขึ้นในตัวเรา ที่จะรักษาโพธิจิตนี้ไว้ ความหมายคืออะไร ความหมายมันกลับมาสู่ประเด็นเรื่องจิตของเราที่เป็นโพธิจิต และโพธิจิตที่ว่านี้แม้จะไม่อธิบายตามหลักไวยากรณ์เลย ผมเข้าใจว่ามันมีความหมายบางอย่างขึ้นมาในใจที่เรารู้ได้ ยิ่งถ้าจะอธิบายตามหลักไวยากรณ์ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีกว่า จะต้องเป็นจิตที่ปลอดพ้นจากสิ่งที่เรียกว่าเป็นอกุศลมูล โลภะ โทสะ โมหะ
เพราะ ฉะนั้น ทันทีที่เรามีปณิธานมุ่งหน้าตั้งมั่นอยู่ในโพธิจิต ก็คือการสร้างฐานที่ยืนหรือที่ตั้งของจิต และฐานที่ตั้งของจิตนี้ในความหมายว่าไม่มีอะไรเป็นสิ่งเลวร้ายเลย ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคเลย ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่จะต้องรังเกียจเลย เพราะทุกสิ่งที่ถูกรังเกียจมันก็มาจากสิ่งที่ไม่ใช่โพธิจิตทั้งนั้น
ประเด็น ตรงนี้พอดีอาจารย์เอ่ยคำว่าวัชรยานขึ้นมา ผมก็เลยเผลอพูดคำว่าวัชยานออกมาในความหมายนี้ ในความหมายที่พูดถึงโพธิจิต พูดถึงปณิธานที่ตั้งมั่นเพื่อบ่มเพาะโพธิจิต ผมเข้าใจว่าเป็นฐานจะเรียกว่าศรัทธาในพุทธศาสนาที่เมื่อตะกี้อาจารย์บอกว่า เป็นตถาคตโพธิศรัทธา (ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระตถาคต) ก็ใช่ เพราะเหตุว่ากระบวนการที่เราบอกว่าเป็นโพธิจิตที่ถูกบ่มเพาะขึ้นมาจากการที่ เรามีตถาคตโพธิศรัทธา และตถาคตโพธิศรัทธาที่มีอยู่ในใจเรา ทำให้เรามีความเชื่อมั่นหนักแน่นและมั่นคงในการที่จะบ่มเพาะโพธิจิตให้เกิด ขึ้น
ถ้าเปรียบเทียบกับเถรวาท เป้าหมายการปฏิบัติธรรมคือนิพพานใช่ไหมครับ โดยต้องเดินตามมรรคมีองค์แปด หรือไตรสิกขา การบ่มเพาะโพธิจิตมีแนวทางอย่างไร
ผม เข้าใจว่า เวลาเราพูดว่าดำเนินตามมรรคมีองค์แปดนั้นมันมีความเป็นไวยากรณ์อย่างที่เรา พูดถึงเมื่อกี้เลย มันเริ่มจากว่าทิฐิที่มีมิจฉาทิฐิ สัมมาทิฐิ และอริยมรรคมันเป็นองค์ที่เป็นสัมมา เพราะฉะนั้นสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาอะไรก็ว่ากันไปเป็นขบวน แม้กระทั่งไปถึงสุดท้ายที่ว่าสัมมาสติ สัมมาสมาธิก็ยังกลายเป็นเรื่องที่ต้องมาถกเถียงกันอยู่อีกด้วยซ้ำไป
แต่ ประเด็นโพธิจิตนั้น เรากำลังพูดถึงสภาวะที่กำหนดหมายรู้ด้วยใจของเราเองภายใน และสภาวะที่เรารู้เองภายในนี้มันไม่มีไวยากรณ์ซับซ้อน ตรงนี้ถ้าพูดภาษาของคนยังมีค่ายมีทฤษฎีก็ว่าผมเข้าข้างทฤษฎีของวัชรยาน แต่ผมไม่ได้เข้าข้างในความหมายว่าวัชรยานดีกว่าเถรวาท ผมต้องการจะบอกเพียงว่าทันทีที่เรากลับมาสู่ประเด็นของโพธิจิต มันไม่มีประเด็นเรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องดีเรื่องชั่ว เรากำลังพูดถึงความหมายภายในใจของคนคนหนึ่งที่กำหนดหมายรู้ขึ้นมา แต่ในเวลาที่เราพูดถึงอริยมรรคมีองค์แปดนั้นมันเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่ามี ความคิดเชิงทฤษฎีที่จะต้องบ่มเพาะสิ่งที่มันเป็นสัมมาทิฐิ และสัมมาทิฐิจะเกิดขึ้นได้เพราะมีปรโตโฆษะมีโยนิโสมนสิการอะไรก็ว่าไป แล้วก็มีการเปรียบเทียบกับมิจฉาทิฐิ สุดท้ายก็เกิดสิ่งที่มันเป็นอะไรมากมายเป็นมิจฉา เป็นสัมมา แม้กระทั่งที่ว่ามีนิวรณ์ห้าเป็นอุปสรรคที่ขวางกั้นไม่ให้เราเข้าถึงนิพพาน เป็นต้น
แต่พอไปถึงโพธิจิตไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะในกรณีของวัชรยานที่เราบ่มเพาะโพธิจิตมันจึงมีลักษณะที่ทำให้เถรวาทเขา รับไม่ค่อยได้ในกรณีที่มันไม่ค่อยมีหลักเกณฑ์ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนของทฤษฎีข้างนอก แต่มันมีเพียงแค่สภาวะจิตเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจได้ว่าทำไมเวลาเราพูดถึงวัชรยานจึงมีความสับสนในเชิง ทฤษฎีในเชิงความคิด เพราะว่าทันทีที่จะเสนอทฤษฎีอะไรออกมามันก็จะกลายมาเป็นความคิดแล้ว ความคิดไม่ใช่โพธิจิต
นี่ไม่ใช่เป็นการจะเอาวัชรยานมาบอกว่าถูกและ เถรวาทผิดนะครับ แต่ผมเข้าใจว่าในโลกยุคปัจจุบันที่อาจารย์พูดถึงเมื่อกี้ว่ามีความซับซ้อน มีความรวดเร็วของของข้อมูลข่าวสารนั้น ผมเข้าใจว่ามันมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจได้ถึงความหมายของการเรียนรู้ พุทธศาสนาแบบไม่มีไวยากรณ์ไม่ได้ ก็คือเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เรียนรู้พุทธศาสนาผ่านไวยากรณ์ ขอโทษครับทันที่ที่เราซึ่งเคยเป็นนักบวชในพุทธศาสนาและผ่านการเรียนรู้ ปริยัติธรรมมานับแต่มีการสร้างระบบการศึกษาปริยัติธรรมอย่างเป็นระบบขึ้นมา ในประเทศไทย ชาวบ้านไม่ได้เข้ามาสู่หลักสูตรนี้ก็จริงนะ แต่ชาวบ้านเขารับเอาผลของการศึกษาแบบนี้ต่อไปจากผู้ที่ศึกษา เพราะฉะนั้น ผมเข้าใจว่าการเรียนรู้พุทธศาสนาแบบโบราณมันหายไปเลย
ผมนึกถึงตอนที่ ผมกลับไปบ้านที่เกาะสมุยแล้ว ผมไปศึกษาประวัติปู่ทวดของผมที่เป็นนักบวชซึ่งมีชื่อเสียง ท่านเป็นพระยุคก่อนท่านพุทธทาส และท่านพุทธทาสก็ยกย่องมาก พอสืบถามประวัติพุทธศาสนาบนเกาะก็จะนำไปสู่ท่านผู้นี้ว่าเป็นผู้นำพุทธศาสนา มาเจริญบนเกาะสมุย ท่านเคยเดินทางมาศึกษาพุทธศาสนาที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่สามารถที่จะสอบเปรียญได้เพราะท่านพูดภาษากลางไม่ได้ ปู่ทวดผมรูปนี้ไม่เคยเข้าโรงเรียน เพราะฉะนั้นเมื่อมาเรียนภาษาบาลีที่วัดมหาธาตุแต่สอบไม่ได้หรอก เพราะพูดภาษาไทยกลางไม่ได้ ไม่มีความรู้พอที่จะสอบ แต่ท่านก็มีความรู้พุทธศาสนานะ เพราะในความหมายของท่านตามประวัติที่ถูกเล่าขานมายืดยาวว่าท่านถึงกับเดิน ทางจาริกธุดงค์ไปถึงพม่า อินเดีย ซึ่งหลักฐานตรงนี้ไม่ใช่เป็นหลักฐานที่เลื่อยลอย เพราะเหตุว่าท่านยังนำเอาคติการสร้างกุฏิ สร้างศาสนสถานแบบลังกา อินเดียมาใช้ที่วัดของท่าน
แต่ท่านผู้นี้ไม่ได้มีความรู้อะไรมาก ในสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จไปตรวจกิจการพุทธศาสนาที่มณฑลภาคใต้ เมื่อไปถึงเกาะสมุยปู่ทวดผมท่านนี้เป็นพระเถระที่มีอาวุโสสูงสุดมาต้อนรับ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ายังทรงมีพระมหาสมณวินิจฉัย พูดเป็นทำนองว่าพระภิกษุที่อยู่บนเกาะนี้ไม่ค่อยมีความรู้ นุ่งห่มไม่เป็นปริมณฑล พระไม่ค่อยเรียบร้อยประมาณนี้นะครับ (หัวเราะ) ซึ่งผมเข้าใจว่าในสมัยนั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าเริ่มที่จะใช้กรอบการนุ่งห่ม เป็นปริมณฑล หรือกรอบกรุงเทพฯไปจับพระในท้องถิ่นต่างๆ แต่ปู่ทวดของผมท่านอยู่กับชาวบ้านที่ปลูกสวนมะพร้าว วัดเกาะสมุยที่กลายมาเป็นวัดที่มั่นคงได้เพราะมีสวนมะพร้าวเยอะมาก ท่านไม่ได้ชวนชาวบ้านทำบุญด้วยการเอาเงินไปถวายวัด เพราะสมัยนั้นชาวบ้านไม่มีเงิน แต่ท่านชวนชาวบ้านที่มีแรงงานให้ไปช่วยกันปลูกมะพร้าวให้วัด เพราะฉะนั้นวัดที่ท่านสร้างไว้หลายวัดบนเกาะสมุยจึงมีสวนมะพร้าวเยอะไปหมด เลย ลองนึกถึงภาพว่าพระที่อยู่กับการทำงานแบบนี้กับชาวบ้านจะนุ่งห่มเป็นปริมณฑล ได้ยังไง (หัวเราะ)
แต่ประเด็นคือ ปู่ทวดผมรูปนี้ที่ทำให้ยายผมมีความแนบสนิทกับพุทธศาสนาถึงขนาดที่เมื่อเอ่ย คำว่าพุทโธก็คือหมายความว่าชีวิตนี้จบ กิจของเราจบแล้วด้วยการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ทุกครั้งที่ทำอะไรก็เพื่อพระนฤพาน ผมเข้าใจว่าการถ่ายโอนความรู้แบบนี้เป็นการถ่ายโอนความรู้ที่มีอยู่ก่อนที่ จะมาถึงยุคพวกเรา พอมาถึงยุคพวกเราคือยุคที่เราเข้าสู่ระบบที่มีความรู้
อาจารย์กำลังจะบอกว่ามันคล้ายกับประเพณีการถ่ายทอดการบ่มเพาะโพธิจิต
ใช่ๆ ผมกำลังจะพูดอย่างนั้น แต่ผมจะกระโดดไปตรงนั้นเร็วไปเดี๋ยวจะสับสน กำลังจะบอกว่ามีกระบวนการถ่ายโอนแบบนี้ แต่พอมาถึงยุคของเรามันเป็นยุคที่เราเริ่มมีความรู้เชิงไวยากรณ์มากมายแล้ว ผมมีความรู้ ขอโทษผมไม่แน่ใจ สมมติว่าพ่อท่านเพชรปู่ทวดผมเนี่ยนะเนรมิตกลับมามีชีวิตแล้วมาโต้วาทีกับผม ก็ต้องแพ้ผมนะ
ถ้าอย่างนั้นวัชรยานที่ไปอยู่ในโลกตะวันตกที่เต็มไปด้วยไวยากรณ์ เขาไปเกิดตรงนั้นได้อย่างไร
ผม เข้าใจว่าคนตะวันตกเริ่มเบื่อไวยากรณ์ (หัวเราะ) นึกภาพออกไหมครับเขาเริ่มเบื่อไวยากรณ์ คำที่วิจักขณ์ (พานิช) ใช้เสมอคือคำว่า ต้องยอมศิโรราป คือคุณไม่ใช้ไวยากรณ์มาตั้งเป็นคำถาม แต่คุณใช้ตัวของคุณสยบยอมเพื่อที่จะเชื่อฟังคุรุหรือครู ซึ่งผมเข้าใจว่านี่เป็นอุบายอะไรบางอย่างที่วิจักขณ์เขาใช้คำนี้เสมอ จนเขามีคำว่าศิโรราปพิมพ์ไว้ที่เสื้อเขา
แต่เหมือนกับว่าการบ่มเพาะโพธิจิตมันไม่มีกรอบที่แน่นอน เช่นไม่ขึ้นกับว่าคุณต้องบวชหรือไม่
อ๋อ ใช่ ที่สำคัญเวลาเราพูดถึงวัชรยานเราจึงมีครู ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนักบวช เป็นโยคี เป็นใครที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเพศนักบวชก็ได้ เพราะฉะนั้นท่านมิลาเรปะที่เป็นสายนิกายที่วิจักขณ์เขาศรัทธานั้น ท่านนาโรปะ มิลาเรปะไมใช่นักบวช
อะไรคือคุณสมบัติของครูที่ดึงดูลูกศิษย์เข้าไปหา
ถ้าตามความศรัทธาของศิษย์คือครูเป็นผู้รู้ ผ่านการบ่มเพาะโพธิจิต เป็นโพธิจิตที่งอกงามเบิกบานเป็นเนื้อเป็นตัวท่านแล้ว
ซึ่งเขาเห็นแล้วเขาสัมผัสได้
ใช่ แล้วกระบวนการแบบนี้มันเป็นกระบวนการที่ไม่ผ่านไวยากรณ์ ลองนึกถึงภาพนะครับถ้าเราจะเอาประวัติของวัชรยานสายที่วิจักขณ์เขาไปเรียนมา ตอนทีท่านมิลาเรปะ ไปเรียนกับท่านนาโรปะเกือบไม่สอนอะไรเลย เพียงแค่สั่งให้ไปสร้างบ้านสักหลังหนึ่งให้ฉันอยู่ ถ้าฉันพอใจฉันจะให้เธอเป็นศิษย์ ท่านมิลาเรปะต้องไปแบกหินจนบ่าเป็นแผลถลอก สร้างใกล้จะเสร็จท่านบอกไม่ถูกไม่ชอบรื้อทิ้งสร้างใหม่ ทำอยู่อย่างนี้ (หัวเราะ)
เหมือนในหนังจีนที่ไปขอเป็นศิษย์ฝึกวิทยายุทธกับอาจารย์เลยครับ
ใช่ๆ ทำอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งท่านมิลาเรปะรู้สึกเหมือนกับต้องร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด แม้กระทั่งภรรยาของท่านนาโรปะก็เกิดความรู้สึกสงสารท่านมิลาเรปะอย่างมากที่ ถูกกระทำแบบมันไม่ไหวแล้วประมาณนี้ ผมเข้าใจว่าเรื่องเหล่านี้อาจจะนำเอามาเล่าเพียงแค่เป็นโครงสร้างหยาบๆ ให้เห็นภาพเท่านั้นเองว่าสุดท้ายแล้วมันมีสิ่งที่เรียกว่าความศรัทธา
ที นี้ความศรัทธาที่ว่านี้มันเชื่อมั่นในความหมายเรื่องจิตที่จะรู้ แล้วก็มีความเชื่อว่าจิตที่รู้ได้มีอยู่จริงในตัวครูแล้ว เป็นตัวอย่างให้เห็น ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่อาจจะพูดยากเนื่องจากเราไม่มีพื้นฐานทาง วัฒนธรรมขึ้นมารองรับ คือเวลาเราพูดถึงวัชรยานเกือบทุกเรื่องก็พูดได้นะครับ แต่ผมเข้าใจว่ามันเข้าใจยากเพราะเราไม่มีพื้นฐานของความเชื่อมารองรับ พอเราไม่มีพื้นฐานความเชื่อมารองรับปุ๊บสิ่งที่เราพูดกันก็กลายเป็นเพียงแค่ ตำนานเท่านั้นเอง
ผมเข้าใจว่าพื้นฐานที่รองรับนั้นสำคัญ เหมือนกับเวลาเราพูดเรื่องความตายตามคติของวัชรยาน เราพูดได้เพราะเรามีหนังสือคู่มือการเตรียมตัวตายแบบธิเบตใช่ไหม มีการอบรมบาโด อบรมอะไรกัน แต่คำถามคือพวกเราซึ่งไปเข้าคอร์สอบรมเรามีฐานความศรัทธาฐานความเชื่ออะไร บางอย่างอยู่ในใจของเราไหม ผมเข้าใจว่าตรงนี้มันทำให้สิ่งที่เราพูดแม้พูดด้วยภาษาของวัชรยาน แต่ความหมายแบบวัชรยานอาจจะไม่ได้อยู่ในใจเรา
ผม ฟังอาจารย์แล้วเหมือนกับว่าการบ่มเพาะโพธิจิตก็ต้องการบริบทบางอย่าง เช่นเปรียบเทียบตอนที่อาจารย์สอนหนังสืออยู่อาจารย์ก็อยู่ในโลกของพุทธศาสนา แบบมีไวยากรณ์ เพราะอาจารย์อยู่ในบริบทต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดไวยากรณ์ แต่ถ้าอาจารย์จะหลุดออกไปจากศาสนาแบบนี้อาจารย์ก็ต้องเลือกบริบทชีวิตอีกแบบ หนึ่ง เพราะฉะนั้นการเข้าถึงศาสนาแบบไม่มีไวยากรณ์ในที่สุดก็ต้องเลือกออกไปจาก ระบบ
อือ บอกอย่างนั้นก็ได้ ที่ว่าบอกอย่างนั้นก็ได้ ก็เพราะว่าผมกำลังดิ้นรนอยู่ ผมมีความรู้สึกว่าเหมือนผมเป็นนกอยู่ในกรงผมก็เลยรู้สึกว่ากำลังพยายามที่จะ บินออกจากกรง ทีนี้ความสำนึกว่ากรงผมเข้าใจว่ามันมีความหมายสำคัญอยู่เหมือนกัน เพราะนกในสวนสัตว์ใหญ่มันอยู่ในกรงเหมือนกันนะ แต่กรงใหญ่มากแล้วมันไม่รู้สึกว่าเป็นกรง เพราะฉะนั้นกรณีที่พูดถึงเรื่องกรงผมคิดว่าที่สำคัญอยู่ที่ใจว่าเรามีความ สำนึกว่าเป็นกรงไหม แล้วผมเข้าใจว่าตรงนี้เป็นรายละเอียดถี่ถ้วนอยู่ภายใน สุดท้ายแล้วคำว่ากรงอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ เพราะว่านกที่พอใจอยู่ในกรงก็ไม่ได้นึกว่านี่คือกรง แต่นี่คือบ้านก็ได้
ความรู้สึกนี้มันคล้ายกับปรัชญา existentialism ที่บอกว่าเรารู้สึกแปลกแยกกับระบบ จารีตประเพณีทางสังคม แล้วในที่สุดเราต้องเลือกอะไรที่เป็นตัวเรา มันเป็นแบบเดียวกันไหม
คล้ายๆ เพราะเวลาเราพูดถึงภาวะแปลกแยกหรือ alienation มันหมายถึงแปลกแยกจากเพื่อน จากสังคม สุดท้ายก็แปลกแยกจากตัวเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพูดถึงนี้คล้ายๆกัน และภาวะที่เรียกว่าความแปลกแยกนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ในปรัชญาอัตถิภาวนิยมที่ ถูกยกขึ้นมาพูดแม้ไม่พูดตามหัวข้อ แต่ว่าพูดในหัวข้ออื่นก็ยังโยงมาสู่หัวข้อนี้อยู่ร่ำไปว่าเราเกิดภาวะแปลก แยก
เหมือนกับว่าจะไปสู่ศาสนาไม่มีไวยากรณ์ได้มันต้องถึงจุดจริงๆ
มัน ก็ต้องผ่านการเรียนรู้นั่นแหละ ผมเข้าใจว่าคนปัจจุบันกำลังมองหาสิ่งที่เรียกว่าหนทาง ทีนี้ในการมองหาคนทางมันต้องมีความหมายของการคิดไปข้างหน้าว่าสิ่งที่ปรากฏ อยู่ต่อหน้าเราตอนนี้มันจะเป็นหนทางไปที่ไหน จะเป็นหนทางที่เราประสงค์ที่จะไปปลายทางไหม ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นประเด็นที่ละเอียด เนื่องจากในปัจจุบันพวกเราที่เติบโตขึ้นมาแล้วบอกว่าอยากรู้พุทธศาสนาโดยไม่ ต้องมีไวยากรณ์ทำได้ไหม ผมบอกทำไม่ได้ ที่ทำไม่ได้เพราะเราอยู่ท่ามกลางไวยากรณ์ทั้งนั้นเลย แม้กระทั่งที่เราจะออกจากกรงยังต้องเป็นไปตามไวยากรณ์เลย
แล้วกรงของแต่ละคนก็ตีกรอบความคิดของแต่ละคน
ขอ โทษนะครับ ถ้าเราพูดแบบไม่เกรงใจใคร เวลานั่งประชุมสัมมนากันในบางเวลา ผมรู้สึกเกือบจะตั้งคำถามนะ แต่ขอโทษภาษาที่ผมใช้ต่อไปนี้ไม่ได้ต้องการตำหนิหรือวิจารณ์นะครับ ผมมีความรู้สึกว่าหรือว่าระบบการศึกษาปริยัติธรรมในสังคมไทยปัจจุบันมันจะ เป็นปัญหาที่เป็นโทษมากกว่าจะเป็นคุณเสียแล้วกระมัง เพราะพวกเราจำนวนหนึ่งที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ มันเหมือนกับติดหล่มยังไงไม่รู้ คือเราไม่เปิดใจรับความคิดหรือการตั้งสมมติฐานบางอย่างที่ต่างออกไปจากความ รู้ที่เราเรียนมาบ้างเลย หรือระบบการศึกษาปริยัติธรรมในพุทธศาสนาเถรวาทของเรามันมีข้อผิดพลาดอะไร
ผม ก็รู้สึกในใจครับว่าในแง่หนึ่งเราเป็นหนี้ระบบนี้ที่ให้โอกาสเรามีการศึกษา มีชีวิตการงานเลี้ยงตัวเองได้ แต่มาคิดอีกด้านหนึ่ง เราต้องดิ้นรนมากพอสมควรที่จะหลุดออกจากกรอบความเชื่อที่ถูกปลูกฝังกล่อม เกลามา เหมือนกับเราถูกทำร้ายเหมือนกัน และเวลาเรามองเข้าไปถึงสิ่งที่อาจารย์บอกว่าการใช้พุทธศาสนาแบบไวยากรณ์ ผมก็คิดว่าหลายๆอันมันทำร้ายสังคม ทำร้ายคนในระบบนั้นด้วย แต่เขาอาจไม่รู้ตัวว่าเขาถูกทำร้าย ไม่รู้ผมพูดแรงไปหรือเปล่า หรืออาจารย์คิดอย่างไร
ผมมีเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นความ รู้สึกที่ละเอียดอ่อน คือเมื่อตอนที่ผมไปเดินรอบเกาะสมุยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ผมก็ถือฤกษ์โดยการเข้าไปกราบพระมหาเถระที่อาวุโสสูงสุดบนเกาะสมุย ปัจจุบันท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเป็นองค์แรกและก็เป็นองค์เดียวบนเกาะ สมุย แม้ท่านจะออกตัวว่าท่านได้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเพราะท่านเป็นสามเณรมา พร้อมๆกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ คือเป็นสามเณรมาด้วยกันมีอาจารย์องค์เดียวกันกับสมเด็จ แต่เนื่องจากว่าสมเด็จเกี่ยวเป็นสามเณรที่เรียนหนังสือเก่ง ฉลาด หลวงพ่อจึงส่งมาเรียนที่วัดสระเกศ ท่านนี้ก็อยู่ที่เกาะสมุยมาไม่ได้เป็นอะไร เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกว่าท่านนั้นไม่ได้มีความสามารถอะไรหรอกเป็นเรือน้อย ลอยตามเรือลำใหญ่ท่านว่าอย่างนั้น (หัวเราะ)
แต่ที่ผมอยากเล่าคือผม เข้าไปกราบคารวะท่านเพื่อจะขอให้ท่านได้โปรดให้พรผม ผมจะออกเดินเพื่อคารวะเกาะสมุย ท่านเป็นพระที่ผมขอคารวะก่อน ท่านก้มลงมา ผมนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ท่านนั่งอยู่บนอาสน์สงฆ์สูงหน่อย ก้มลงเอามือมาจับมือผมขณะที่ผมพนมไหว้ แล้วท่านพูดออกมาว่า “เราโลกียสุขก็ไม่ได้เสพ โลกุตตรสุขก็ไปไม่ถึง” แทนที่ท่านจะให้พรผม ท่านกลับรำพึงถึงตัวท่านเองที่อายุ 90 ประมาณนั้น อายุท่านมากกว่าสมเด็จไปนิดหนึ่ง ผมรู้สึกสะเทือนใจ นี่บอกตรงๆคนอื่นอาจจะบอกว่าผมคิดมากหรือผมเป็นคนอ่อนไหวง่าย แต่หลวงพ่อที่ผมเคารพตอนที่ผมบวชมาท่านก็เป็นพระเถระของเกาะสมุยแล้ว วันนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่แล้วผมก็กลับไปคารวะท่านเพื่อจะบอกว่าพรุ่งนี้เช้า มืดผมจะออกเดินแต่แทนที่จะให้พรผม ท่านกลับพูดออกมาแบบนั้น ผมสะเทือนใจตรงที่ว่าโอ้นี่คือภาพรวมของนักบวชไทยหรือ
นี่เป็นผลของระบบโครงสร้างคณะสงฆ์แบบที่เป็นอยู่
ใช่ ระบบโครงสร้างพวกนี้ แล้วเมื่อท่านมีอายุอยู่ในวัยหนุ่มท่านก็เข้มแข็งผ่านการทำงานเป็นพระสังฆา ธิการมาตามลำดับจนเป็นเจ้าคณะอำเภอ เมื่ออายุครบต้องเกษียณมาเป็นที่ปรึกษา ท่านก็ทำงานรับใช้สถาบันพระศาสนามาเป็นเวลานาน แต่บทรำพึงของท่านมันก็น่าสะเทือนใจ
แต่ท่านก็ซื่อตรง พูดออกมาตรงๆ
ท่าน ซื่อตรงๆ ผมจึงเคารพท่านมาก แต่ที่เล่าตรงนี้เพียงเพื่อจะบอกว่ามันมีอะไรบางอย่างอยู่ในระบบ ผมเรียกว่าระบบเรียนรู้ก็แล้วกันอย่าแยกปริยัติปฏิบัติเลย เป็นระบบการเรียนรู้ตามแนวพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย ที่บอกว่ารู้สึกสะเทือนใจนั้นไม่ได้สะเทือนใจเพื่อจะตำหนิว่าผิดหรือถูก แต่สะเทือนใจในความหมายที่ว่ามันมีอะไรที่ทำให้เราซึ่งผ่านเส้นทางนี้มา เหมือนกัน เหมือนที่อาจารย์พูด ผมกับอาจารย์คิดตรงกันก็คือ ทุกครั้งที่เราระลึกถึงการเรียนรู้ในทางพุทธศาสนาแบบระบบนี้เรามีความสำนึก ในบุญคุณของระบบการศึกษาที่หล่อเลี้ยงเรา ถ้าจะบอกกล่อมเกลาเรามาก็ได้ นี่คือสิ่งที่เราไม่เคยลืมและมีความสำนึกอยู่เสมอ แต่ในขณะที่ไม่ลืมและสำนึกเสมอนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่คิดหาหนทาง เป็นอย่างอื่นนะครับ เราก็ถามตัวเองเสมอว่าระบบที่เราเรียนรู้มานั้นมันดีแล้วหรือยัง เราควรจะทำอะไรต่อ ซึ่งผมเข้าใจว่าประเด็นนี้คือที่ผมกับอาจารย์มานั่งคุยกันว่า แล้วเราจะออกจากไวยากรณ์ที่เราเคยท่องจำมาได้อย่างไร ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นผิด แต่ยังมีความรู้สึกว่ามันยังไม่พอ
ใน อนาคตอาจารย์มองว่าเป็นไปได้ไหมที่ระบบของการเรียนรู้พุทธศาสนาแบบมี ไวยากรณ์จะสามารถส่งต่อไปถึงศาสนาแบบไม่มีไวยากรณ์ได้ คือมันเกิดผลกระทบต่อคนทั่วไปด้วย
ผมเข้าใจว่ามัน เป็นภาวะซึ่งเป็นปกติที่เมื่อสิ่งที่อยู่ในกรอบของไวยากรณ์ที่พูดถึงนี้ไม่ ได้รับการยอมรับ พอไม่ได้รับการยอมรับมันมาถึงจุดๆหนึ่งที่เหมือนกับสมัยหนึ่งเราอ่านบทกวี ของท่านอังคารแล้วก็ถูกวิจารณ์จากบรรดากวีในยุคเดียวกันหรือคนที่มีอาวุโส มากกว่าท่านว่าท่านอังคารเขียนกวีไม่เป็น เขียนกวีไม่ถูกประมาณนี้ เพราะไม่เคารพในฉันทลักษณ์ แบบแผนของกวี โชคดีว่าท่านอังคารท่านเป็นคนดื้อพอที่จะไม่กริ่งเกรงคำวิพากษ์วิจารณ์นั้น จวบจนกระทั่งมาถึงวันหนึ่งก็มีความรู้สึกเหมือนกับว่าบทกวีที่ไม่มีความ เคารพในฉันทลักษณ์แบบท่านอังคารนี่แหละคือบทกวีที่คนอ่านแล้วรู้สึกว่าใช้ ได้
ผมเข้าใจว่าไม่ใช่ผิดที่มีกวีท่านอื่นๆวิจารณ์ท่านอังคารเพราะ เขามีกรอบไวยากรณ์ของฉันทลักษณ์แบบเดิมอยู่ แล้วเขาก็มีความรู้สึกว่าควรเป็นไปตามฉันทลักษณ์นี้ แต่สำหรับเราผู้อ่านเราไม่ได้สนใจเรืองฉันทลักษณ์ แต่เราสนใจเรื่องความหมายที่มันก่อให้เกิดความรู้สึกขึ้นในใจเรา ว่าขณะที่เราอ่านบทกวีของท่านอังคารนั้นเรารูสึกว่ามันได้ความรู้สึกที่เรา ชอบกว่าแบบเดิม
ที่อาจารย์ไปสนใจวัชรยานของธิเบตเพราะว่าให้ความรู้สึกมากว่า
ใช่ ผมตอบอาจารย์เลยว่าใช่ มันให้ความรู้สึกได้มากกว่า เป็นความรู้สึกที่ผมเข้าใจว่ามันดี มันเป็นสิ่งที่เลือนหายไปจากพื้นที่ของการปฏิบัติก็แล้วกัน เมื่อตะกี้เราใช้คำว่าปริยัติและการปฏิบัติใช่ไหม มันเลือนหายไปจากพื้นที่แห่งการปฏิบัติตามแนวเถรวาทซึ่งผมปฏิบัติอยู่
โปรดติดตามตอนที่ 3 (ตอนจบ)
ยุกติ มุกดาวิจิตร: สามลัทธิในระบบการศึกษาไทย
ที่มา ประชาไท
28 สิงหาคม, 2013 - 08:31 | โดย yukti mukdawijitra
28 สิงหาคม, 2013 - 08:31 | โดย yukti mukdawijitra
บันทึกประกอบการพูดเรื่อง "การศึกษาไทย" เมื่อสัปดาห์ก่อน
ผมเสนอว่าเรากำลังต่อสู้กับสามลัทธิคือ ลัทธิบูชาชาติ-ศาสน์-กษัตริย์
ลัทธิล่าปริญญา และลัทธิแบบฟอร์ม
(1) ลัทธิบูชาชาติ-ศาสน-กษัตริย์
ปัญหาในระดับโรงเรียนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยมีเยอะ
นักเรียนส่วนใหญ่เรียนประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์แบบที่สร้างสมความงมงาย
เพื่อนผม เพื่อนคุณ พวกคุณเอง จำนวนมากเรียนเก่งมาก เป็นคนดีมาก
แต่ก็งมงายมาก งมงายกับความเป็นไทยมาก
จนไม่สามารถช่วยให้ประเทศพัฒนาก้าวหน้ากว่านี้ไปได้ไกลนัก
โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไทยเราทุกวันนี้สอนให้เชื่อง ด้วยการบอกให้จด
บอกให้จำ มากกว่าสอนให้คิด ให้ตั้งคำถาม เมื่อสอนอย่างนั้นแล้ว
ก็จึงคิดเองไม่ได้ ไม่มีวิธีที่จะค้นหาความรู้เอง ผลเสียที่สุดก็คือ
เชื่องมงายกับสิ่งที่สอนในโรงเรียน เช่น เชื่อว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็น
"เจ้าของ" แผ่นดินไทย เป็นเทพยดา อะไรโน่น
แต่แท้จริงแล้วพระมหากษัตริย์เป็นเพียงประมุขของประเทศ
สอนให้เชื่อว่าศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งที่ไม่จริง
มีเรื่องงมงายพิสูจน์ไม่ได้มากมายในพระไตรปิฎก ที่เอาไว้หลอกคน
ไม่สามารถช่วยให้คนพ้นทุกข์ได้ง่ายๆ
หรือเชื่อว่าชาติไทยมีมานานแล้วและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาตลอด
ทั้งที่จริงแล้วเป็นสิ่งประดิษฐ์สร้างขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง
สอนให้เชื่อว่าตนเป็นคนไทย มีบรรพบุรุษเป็นชาวอยุธยาและชาวบางระจัน
โถ่ สืบย้อนกลับไป 3-4 รุ่นส่วนใหญ่ก็มาจากเมืองจีนทั้งนั้นแหละ
ไม่งั้นก็มาจากเมืองลาว ผมก็ด้วย แต่เราถูกสอนให้เกลียดตัวเอง
เกลียดความเป็นคนอื่น เกลียดความจริง เกลียดบรรพบุรุษเจ๊ก
บรรพบุรุษลาวของตนเอง อยากเป็นไทยกันหมด
หลายประเด็นต้องใช้เวลากันนาน แต่ขอพูดเฉพาะเรื่องศาสนา
ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมคนสมัยนี้ยังกลัวการไม่มีศาสนากันอีก
เขาอ่อนแอขนาดนั้นจริงๆ เขาอยากเป็นคนดีและเขาก็ดีเพราะศาสนาจริงๆ
หรือเพราะเขาดัดจริตไปอย่างนั้นเองหรือเพราะเขาไม่เคยคิดว่า
ไม่มีศาสนาเราก็อยู่ได้
หากจะสอนศาสนาในโรงเรียนจริง ต้องสอนทุกๆ ศาสนาที่สำคัญๆ
ให้เท่าเทียมกัน เพื่อให้นักเรียนรู้แล้วเขาจะสามารถคิดเอง
เลือกเองได้ว่าจะเชื่ออะไรหรือไม่เชื่ออะไรเลย หรือไม่อย่างนั้น
เขาก็จะได้เรียนรู้ว่าศาสนาอื่นๆ เขาคิดอย่างไร เขาเชื่ออะไรกัน
จะได้เข้าใจความแตกต่างกัน อยู่ร่วมกันได้อย่างเข้าใจกัน
(2) ลัทธิล่าปริญญา
การฝึกฝน การค้นคว้า การวิจัย การเรียนรู้ แตกต่างกัน
แต่สมัยนี้ระบบการศึกษาไทยเขาสอนกันแต่ทักษะ ไม่ได้สอนความรู้
ไปดูรัฐเผด็จการทั่วโลก เขาจะสร้างคนเก่งทักษะเยอะ
เก่งความคิดแบบวิทยาศาสตร์ เก่งความรู้ทางเทคนิคต่างๆ
ที่ไม่เชื่อมโยงกับสังคม-การเมือง เก่งศิลปะที่ไม่เอาสังคม-การเมือง
รัฐไทยมีคราบประชาธิปไตย แต่หากดูการศึกษา แสดงความเป็นเผด็จการมากกว่า
"ลัทธิล่าปริญญา" เป็นปัญหาใหญ่ที่อยู่กับสังคมไทยมานาน
ผมพูดเรื่องนี้ก็เหมือนกีดกันคนไม่ให้เรียนสูงๆ ที่จริงไม่ใช่จะกีดกัน
แต่ประเด็นคือ เราเรียนเอาปริญญาไปเพื่ออะไรกัน
เราเรียนโทเรียนเอกกันไปเพื่ออะไร
ทุกวันนี้ระบบการศึกษาที่มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพียงเพื่อให้มีปริญญา
ให้เพิ่มคำนำหน้าชื่ิอ มันทำให้ระบบการศึกษาบิดเบือนไปหมด
อย่างการเรียน ป. ตรี ทุกวันนี้มันมากเกินไป
แล้วเรามาบอกกันว่าคนจบตรีทำอะไรไม่เป็น ก็ทำไม่เป็นแน่ล่ะครับ
เพราะเขาไม่ได้สอนให้ทำอะไร เขาสอนให้คิดเป็น
ส่วนจะทำอะไรก็ไปฝึกกันต่อเอาเอง ทุกวันนี้แค่จะฝึกให้มีทักษะการเขียน
การพูด ก็ยากแล้ว เพราะห้องเรียนมันใหญ่ ห้องเล็กๆ เขาไม่ให้เปิด หรือไม่
บางทีวิชามากมายจำเป็นต้องเรียนห้องเล็ก เราก็ยังทำให้มันใหญ่ เป็นพันๆ
คนห้องนึง แบบนี้มันจะใช้ได้อย่างไร จะฝึกอะไรลึกๆ ได้อย่างไร
บอกให้ทำห้องเล็กๆ มหาวิทยาลัยก็ติดเงื่อนไขของเงินลงทุน
ทีอย่างนี้ไม่เอามาวัดกันว่าเรามีห้องเรียนที่เล็กพอจะมีคุณภาพได้แค่ไหน
ผมเคยยืมความคิดอาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ไปเสนอให้สมาคมวิชาการศึกษาทั่วไป
ว่าให้เลิกจัดการวิชาการศึกษาทั่วไปแบบอัดให้อยู่ในปีเดียวได้แล้ว
วิชาที่เป็นพื้นฐานจริงๆ ก็จัดไป
แต่วิชาอีกมากมายสามารถจัดการให้เรียนปีไหนก็ได้
ไม่ต้องอัดเรียนกันในปีเดียว อีกอย่างคือ
ความรู้หลายอย่างมันเรียนตอนปีหนึ่งแล้วให้อะไรน้อยกว่าปีสูงๆ
และแบบนี้จะทำให้ห้องเรียนน้อยลง แต่ผู้บริหารคงไม่สนใจ
ในประเทศที่เจริญกว่าเรา
ค่าแรงคนจบทางด้านสายวิชาชีพมันสูงพอจะดึงคนไปเรียนสายอาชีพได้
คนไม่ต้องจบปริญญาก็มีชีวิตสุขสบายได้ไม่แตกต่างกัน
ทุกวันนี้เรามีแต่คนทำงานภาคบริการ กับงานออฟฟิสที่เกี่ยวข้องกับด้านบริการ
เราขาดแคลนคนทำงานด้านวิชาชีพ
อีกเรื่องที่สำคัญคือ การเรียนต่อโท เอก
ทุกวันนี้เรียนกกันอย่างกับเรียนประถม เรียนมัธยม หลักสูตรระดับโท เอก
เปิดกันเยอะมาก ผมไม่แปลกใจถ้าเป็นสายอาชีพ คนอยากเรียนต่อยอด
หรือเพื่อเพิ่มความรู้ด้านวิชาชีพที่ตนไม่เคยเรียนมาก่อน
แต่ปัจจุบันนี้เหมือนว่า ต้องมี ป. โท ป. เอก กันไปอย่างนั้นเอง ปัญหาคือ
สาขาวิชาจำนวนมากมันไม่ได้ช่วยอะไรในแง่วิชาชีพ เพราะมันเป็นวิชาการมาก
จบไปแล้วควรเป็นนักวิชาการ เป็นครู หรือทำวิจัย
แต่คนก็ยังอยากเข้ามาเรียนเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็น ดร.
ผมเจอคนที่เข้ามาเรียนแบบนี้แล้วเห็นใจ
เห็นใจที่เขาต้องมาเจอคนสอนหนังสือแบบผม ที่ถูกฝึกมาให้เป็นคนทำงานวิชาการ
ต้องคิด ต้องเขียน ต้องอ่านมากมายอยู่เสมอ ต้องวิพากษ์วิจารณ์
ต้องพยายามเสนออะไรใหม่ๆ แต่คนที่มาเรียนจำนวนมากไม่ได้ต้องการเป็นคนแบบผม
ก็เลยล้มเหลว เสียเวลาเสียเงินเปล่า เสียความมัั่นใจในตนเองไปเปล่าๆ
ส่วนคนสอนอย่างผม บางทีก็ทำให้ต้องลดทอนระดับการศึกษาลง บางทีสอน ป เอก
แบบไม่ต่างจากสอน ป ตรี ไม่ใช่ว่าพวกเขาโง่
แต่เพราะพวกเขาไม่ได้เรียนอะไรแบบนี้มาก่อน
ก็กลายเป็นว่าต้องมาปูพื้นกันใหม่เลย
ยิ่งหลักสูตรที่มุ่งทำเงินยิ่งแย่ ห้องเรียนใหญ่ ค่าเรียนแพง จะให้ใครสอนอะไรยากๆ เสี่ยงกับการเรียนไม่จบ เรียนช้า ได้อย่างไร
(3) ลัทธิแบบฟอร์ม
ลัทธิแบบฟอร์มคือปัญหาเรื่องการบริหาร
มหาวิทยาลัยทุกวันนี้ถูกระบบประกันคุณภาพกัดกร่อน
กลายเป็นทาสของการประกันคุณภาพที่วัดด้วยปริมาณ
ผมพูดจากฐานะผู้บริหารเองด้วย ผมเป็นรองคณบดีมาแล้วสองตำแหน่ง
เป็นกรรมการสองสถาบันวิจัย เป็นประธานบริหารศูนย์วิจัยอีกหนึ่งแห่ง
การทำงานในตำแหน่งเหล่านี้ในปัจจุบันเห็นอะไรมากมาย
พูดเสร็จแล้วใครจะให้ออกจากตำแหน่งก็จะยิ่งยินดีเป็นอย่างยิ่ง
จะได้สอนกับทำวิจัยและเขียนงานให้เต็มที่กว่านี้
ปัญหาของลัทธินี้ดูได้จากหลายจุด จับไปที่ไหนก็เห็นปัญหาเต็มไปหมด
ลองดูที่การพยามยามตีพิมพ์ผลงาน ผลงานจำนวนมากที่ส่งมาให้อ่านใช้ไม่ได้
อาจารย์จำนวนมากเขียนหนังสือกันยังไม่เป็นเลย ไม่รู้ว่าเรียนอะไรกันมา
แต่จะบอกปัดไม่ให้พิมพ์ก็จะเสียน้ำใจกัน
เพราะอ่านดูก็รู้ว่านี่คนนั้นคนนี้เขียน วงการเราก็มีแคบๆ แค่นี้
ใครทำอะไรอยู่ก็รู้ทั้งนั้น งานดีๆ ก็มีนะครับไม่ใช่ไม่มี แต่งานแย่ๆ
น่ะเยอะ เพราะต้องเร่งรีบเนื่องจากมีระบบบีบคั้นให้ผลิตงานมากมาย
ทุกวันนี้อาจารย์มหาวิทยาลัยกำหนดให้ต้องสอนอย่างน้อยสองวิชาต่อภาคการ
ศึกษา แล้วทำอย่างอื่น คือทำวิจัย เขียนบทความ ทำตำรา
แต่เอาเข้าจริงต้องสอนถึงสาม-สี่วิชาต่อภาค เพราะหลักสูตรเยอะ
ไม่สอนก็จะกลายเป็นกินแรงคนอื่น ไม่สอนมหาวิทยาลัยก็จะไม่มีรายได้เพียงพอ
คณะก็จะไม่มีงบประมาณพอที่จะบริหารอะไรให้ดีได้
นอกจากนั้นอาจารย์ยังต้องพิมพ์งานอย่างน้อยปีละหนึ่งชิ้น
และต้องทำวิจัยสม่ำเสมอ
งานเขียนเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนหมด พวกคุณไม่เห็นหรอก สังคมไม่เห็นหรอก
เพราะส่วนใหญ่มันจะไปสุมอยู่ใต้บันไดตึก
คุณจะเจอกองวารสารที่แจกเท่าไหร่ก็ไม่หมด
บ้านผมมีวารสารที่แจกกันไปกันมามากมาย
อุตสาหกรรมความรู้ที่สูญเปล่าเหล่านี้มีเพื่อสังเวยระบบประกันคุณภาพด้วย
ปริมาณ วิธีวัดคุณภาพเขาดูที่ผู้ทรงคุณวุฒิกับวิธีจัดการ แต่เอาเข้าจริงๆ
ทำงานกันไม่กี่คน คุณภาพจริงๆ จึงต้องดูที่ตัวชิ้นงาน
แต่ไม่มีใครมาอ่านหรอก
ที่พูดอย่างนี้เนี่ย บอกก่อนว่าพร้อมๆ กับงานบริหารต่างๆ ที่ว่าน่ะ
ผมสอน 8-9 วิชาต่อปี
ผมมีบทความพิมพ์ในวารสารวิชาการทั้งไทยและเทศปีละไม่ต่ำกว่า 4-5 ชิ้น
และทำวิจัยอีกเฉลี่ยเล็ก-ใหญ่ปีละชิ้น เรื่องไปบรรยายสาธารณะ
และการบริการวิชาการต่อสาธารณะคงไม่ต้องมาบอกเล่ากัน
ชอบไม่ชอบเร่่ืองของคุณ แต่ประเด็นคือ จะมาว่าผมไม่ทำงานต่างๆ
แล้วมาบ่นต่อว่าระบบน่ะไม่ได้ ผมได้คะแนนประเมินเต็ม 100
มาติดต่อกันหลายครั้งแล้ว
ระบบประกันคุณภาพด้วยปริมาณแบบนี้กำลังเกาะกุมหัวผู้บริหาร
เวลานี้ในหัวผู้บริหารทุกคนต้องตีค่ากิจกรรมต่างๆ
ให้เป็นตัวเลขประกันคุณภาพให้ได้
ไม่ใช่คุณจะคิดงานตามอุดมการณ์อะไรได้อย่างอิสระ
แต่ต้องอยู่ในกำกับควบคุมอย่างเป็นระบบของกรอบต่างๆ เช่น
ถ้าคุณจัดกิจกรรมแล้วได้ผลสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องทำแบบสำรวจมา
แล้วเอาเข้าที่ประชุม
การวิจัยเชิงสำรวจกลายมาเป็นเครื่องมือในการกีดกันโครงการอะไรใหม่ๆ เช่น
พอจะสร้างอะไรที หรือจะทำหลักสูตรใหม่ที ผู้บริหารก็จะถามว่า
ทำวิจัยสำรวจมาก่อนหรือยัง ผลเป็นอย่างไร
ทุกวันนี้สัดส่วนของงบประมาณมาจากรัฐเท่าไหร่
ผมบอกได้เลยว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของรายจ่าย แต่ละคณะต้องหารายได้กันเอง
ไม่งั้นมีสามารถทำงานได้เพียงพอกับข้อเรียกร้องของระบบประกันคุณภาพใน
ปัจจุบันหรอก ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยเลี้ยงตัวเองมากกว่ารับเงินจากรัฐ
แต่รัฐควบคุมมากยิ่งขึ้น มากยิ่งกว่าสมัยที่มหาวิทยาลัยรับเงินจากรัฐ
เข้าใจไหมครับว่า มหาวิทยาลัยตอนนี้เป็นอิสระน้อยลงในการบริหาร
แต่ถูกถีบให้ต้องปากกัดตีนถีบเองมากขึ้น
ลัทธิแบบฟอร์มเข้ามาควบคุมการเรียนการสอน
ในโครงครอบของการประกันคุณภาพที่เรียกกันว่า มคอ. (แปลว่า ไม่มีใครเอาบ้าง
มหาคาบไปอ้วกบ้าง แล้วแต่ศรัทธา) เรื่องนี้ผมพูดมามาก้ว ขอข้ามๆ ไปบ้าง
ปัญหาใหญ่คือ ทุกวันนี้เราให้อำนาจคนไม่กี่คน
มากำหนดทิศทางความรู้ของประเทศผ่านแบบฟอร์มที่ซ้ำซ้อน
เรื่ิองการประกันคุณภาพซ้ำซ้อนนี่เรื่องนึง
แต่อีกเรื่องที่ใหญ่กว่าคือ การจัดการการศึกษาแบบรวมศูนย์
รวบอำนาจในมือคนไม่กี่คนที่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง
คือคนเรารู้ทุกเรื่องไม่ได้อยู่แล้ว แต่คนชราเหล่านี้ทำเหมือนรู้ทุกเรื่อง
(4) ทางออกจากลัทธิงมงาย
คนชอบพูดกันว่า "พวกเนี้ย ดีแต่วิจารณ์ ไม่รู้จักเสนอทางออกบ้าง"
ผมก็อยากบอกว่า "วิจารณ์ก็ยากแล้วนะครับ ทางออกน่ะไปคิดกันเองบ้างสิ
จะไม่คิดอะไรเองบ้างเลยรึไง" แต่เอาเถอะ ผมช่วยคิดให้หน่อยก็ได้
แต่คิดแล้วพวกคุณก็ไม่กล้า หรือไม่อยากเอาไปทำหรอก เพราะมันแก้ยาก
เรื่องการเรียนการสอน ให้เลิกงมงาย
คุณต้องสอนการศึกษาสังคมและประวัติศาสตร์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์
ให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนและค้นคว้านอกตำราด้วย ซึ่งทำได้ไม่ง่ายเลย
แต่อุปสรรคใหญ่คือ ผู้มีอำนาจไม่กล้าทำหรอก
เพราะมันจะรื้อถอนซากเดนความคิดที่ค้ำจุนระบอบเก่าๆ
เรื่องระบบการศึกษาที่เราทุ่มผลิตปริญญาตรีมากไป อันนี้เรื่องใหญ่ ฝากให้ รมต. ศึกษาไปคิดต่อเอาเองก็แล้วกันครับ
เรื่องระบบการบริหาร ระบบประกันคุณภาพไม่ใช่ไม่มีประโยชน์
ผมเห็นด้วยกับการตรวจสอบ แต่ควรเป็นการตรวจสอบที่คุณภาพ
ไม่ใช่ดูแต่ปริมาณเสียจนเฟ้อกันไปหมด
จะดูคุณภาพก็ต้องแยกแยะประเภทของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยวิจัยดูอะไร
ผลิตอะไร มหาวิทยาลัยมุ่งผลิตบัณฑิตดูอะไร แยกกัน
อีกอย่างคือต้องแยกสาขาวิชา สาขาที่ต่างกันจะใช้วิธีเดียวกันหมดไม่ได้
การเทียบสาขาวิชาต่างกันด้วยเกณฑ์เดียวกันเหมือนเอาปลากระป๋องไปเทียบกับปลา
รมควัน มันคนละเรื่องกัน แล้วเอาคนผลิตปลากระป๋องมาตัดสินคนทำปลารมควัน
มันใช้ไม่ได้
เอาคนไม่รู้เรื่องสังคมศาสตร์ที่เป็นสายวิชาการมาตรวจสอบคุณภาพงานทางสังคม
ศาสตร์สายวิชาการ มันยิ่งผิดฝาผิดตัว
เหมือนให้ผมที่เป็นนักสังคมศาสตร์ไปประเมินโรงเรียนแพทย์ จะทำได้ยังไง
แต่พวกคุณเอาหมอมาประเมินคณะผม หมอก็ฟังผมพูดไม่รู้เรื่องสิ
ไม่มีใครฉลาดข้ามสาขาวิชาในเรื่องลึกๆ หรอก หมอก็ควรเจียมตัวบ้าง
ไม่ใช่รับงานทั่วไปหมด นึกว่าตอนเด็กๆ
เรียนเก่งแล้วจะเข้าใจทุกอย่างได้ง่ายๆ รึไง
นี่ผมพูดแบบรวมๆ ทางออกในรายละเอียดถ้าจะให้ผมคิดแล้วเสนอ
คงต้องใช้เวลานำเสนอสักสามชั่วโมง
เฉพาะแค่เสนอทางออกจากระบบประกันคุณภาพแบบ สกอ.
ก็ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงแล้ว
หากท่านรัฐมนตรีหรือใครคิดจะปฏิวัติระบบการศึกษาไทย
ผมเสนอให้รื้อถอนลัทธิทั้งสามที่เกาะกุมถ่วงรั้งการศึกษาไทยอยู่ขณะนี้
หาไม่แล้วก็ไม่ต้องมาโพนทะนาว่าเรา
"จะต้องให้ผู้เรียนเป็นใจกลางของการศึกษา สอนให้คนคิดไม่ใช่ให้จำ
สอนให้รู้จักโลกกว้าง..."
เก็บสโลแกนเหล่านี้เอาไว้หลอกกันเองในหมู่ผู้ชราในกระทรวงศึกษาธิการก็พอ
ครับ
กรณีบอย โกสิยพงษ์ เรื่องสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ - See more at: http://blogazine.in.th/blogs/phuttipong/post/4315#sthash.hfnaHq6T.dpuf
ที่มา ประชาไท
28 สิงหาคม, 2013 - 06:06 | โดย Phuttipong
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า เหตุที่คณะราษฎรต้องตั้ง "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" (ทรัพย์สินส่วนที่ไม่ต้องเสียภาษี) ขึ้นมา โดยแยกออกจาก "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" (ทรัพย์สินส่วนที่ต้องเสียภาษี) ก็เพื่อจะให้รัฐเป็นธุระจัดการด้านความเป็นอยู่ของกษัตริย์เอง ผ่านการจัดการโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ภายหลังรัฐประหาร ๒๔๙๐ได้แก้ไขเพิ่มเติม "พระราชบัญญัติจัดการระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์" โดยให้เป็นพระราชอำนาจโดยแท้ ในการเข้าครอบงำ "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" สืบมาจนมาถึงปัจจุบัน) ส่วนทรัพย์สินที่ได้มาโดยสืบจากกองมรดกบิดามารดานั้นให้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ดูแลรักษาเอง
ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หาได้แยกแยะระหว่างทรัพย์สินของแผ่นดิน กับทรัพย์สินกษัตริย์ไม่ หากแต่กองอยู่รวมกันตามแต่จะใช้ก็โดยพระราชอัธยาศัย เมื่อเปลี่ยนระบอบจากระบอบเผด็จการแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตย ก็จะปล่องงบประมาณแผ่นดินให้กองปนกันกับทรัพย์สินกษัตริย์ดั่งเดิมไม่ได้ แต่จะต้องแยกแยะว่าเงินภาษีอากรของราษฎรนั้นจะต้องใช้ตามส่วนสัดอย่างไร จึงเกิดการวางแผนงบประมาณประจำปีขึ้นครั้งแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ควรเข้าใจว่า การจัดการงบประมาณแผ่นดินหลัง ๒๔๗๕ เป็นต้นมา หาใช่การแย่งชิงสมบัติจาก "เจ้า" ไม่ --- หากแต่เป็น "การทวงคืน" ทรัพย์สินของประชาชนซึ่งเจ้าทึกทักโดยอำนาจในความเป็นจริงขณะนั้น นำทรัพย์สินไปเป็นของตน คณะราษฎรนำทรัพย์สินกลับคืนมาเป็น สาธารณสมบัติของรัฐ แล้วจัดการทรัพย์สินวางแผนการใช้ให้เป็นระเบียบล่วงหน้ารายปี
เอาล่ะ เรากลับมาสู่ประเด็นเรื่องฟอร์บ (จัดอันดับรวยที่สุด) กันครับ ที่ไปโจมตีเขาว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ของกษัตริย์ --- เรามาพิจารณากันดีกว่าครับว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงเหนือ "กองทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ?
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ชื่อว่า คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
คณะกรรมการคณะนี้มีอำนาจลงมติแสดงความคิดเห็นในการจัดการทรัพย์สินเพื่อ ประโยชน์พระมหากษัตริย์ แต่ความคิดเห็นนั้น ยังไม่มีผลทันทีแต่จะมีผลบังคับได้ก็แต่โดยได้รับพระบรมราชานุญาตเท่านั้น (มาตรา ๖ มาตรา ๗ ประกอบมาตรา ๕ ทวิ วรรคสอง)*
ยิ่งไปกว่านั้น เราอาจต้องพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ด้วยว่า ในบรรดาคณะกรรมการจัดการทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์ มี "บุคคลภายนอกเพียงคนเดียว" เป็นประธานโดยตำแหน่ง (คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) นอกนั้น "กรรมการอื่น" ในคณะกรรมการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มาจากการแต่งตั้งโดยพระราชอัธยาศัยทั้งสิ้น (มาตรา ๔ ตรี วรรคหนึ่ง)
(* พระบรมราชานุญาต นั้นก็อาจมอบหมายให้บุคคลใดใช้ดุลพินิจตัดสินใจแทนก็ได้เป็นการมอบอำนาจทั่ว ไปให้ เว้นแต่จะถูกเพิกถอนการมอบอำนาจนั้น เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ)
โดยทั่วไป การประชุมแบบคณะกรรมการเพื่อลงมติใด ๆ ประธาน (ในที่นี้ คือ รัฐมนตรีคลังฯ) จะไม่ลงคะแนนเสียง [เว้นแต่คะแนนเสียงเท่ากัน จึงจะให้ประธานลงคะแนนเสียงชี้ขาด] นั่นเท่ากับว่า "บุคคลภายนอกซึ่ง กษัตริย์มิได้แต่งตั้งเองนั้น" ไม่อาจส่งผลใด ๆ ต่อการโหวตลงมติในการจัดการโอนจำหน่าย/ลงทุนเพื่อประโยชน์ในกองทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดเลย หรือถ้ามี ก็มีเพียง ๑ เสียง นอกนั้นเป็น กรรมการของกษัตริย์เองทั้งสภา (หรือคณะกรรมการ)
และผู้มีอำนาจเป็นผู้ลงลายมือชื่อจัดการไปตามมติของคณะกรรมการฯ ก็คือ "ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยกษัตริย์ ตามพระราชอัธยาศัย - เรื่อง "พระราชอัธยาศัย" นี้เอง ศาลปกครองสูงสุด เคยวางบรรทัดฐานใน คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๘๔/๒๕๔๗ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าโดยสภาพของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น มิใช่ หน่วยงานทางปกครอง แต่อย่างใด ฉะนั้น เมื่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มิใช่ หน่วยงานของรัฐ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจขอให้ศาลปกครองสั่งเปิดเผย "เอกสารฎีกาซึ่งทรงมีพระราชวินิจฉัยและทำการฟ้องขับไล่นางยับซื้อ มารดาของผู้ฟ้องคดีทั้งหกให้ออกจากที่ดิน" (รายละเอียดดูในลิงค์โหลดคำสั่งศาลปกครองฯ)
ทรัพย์สินทั้งหลายภายใต้การจัดการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีที่มาจากการหาประโยชน์จากสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่น ที่ดินสาธารณะในครอบครอง --- แล้วนำไปลงทุนต่อ เช่น ซื้อขายหุ้น) บรรดาเงินบริจาคทูลเกล้าฯถวายต่างๆ ที่ "ถวายโดยเอกชน" ก็จัดเป็นทรัพย์สินที่จัดอยู่ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คือ ไม่เสียภาษี เพราะ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ (ที่ต้องเสียภาษี) ตามมาตรา ๔ วรรคสอง นิยามเพียงกรณีทรัพย์สินที่ "ถวายโดยรัฐ" เท่านั้น ที่จะจัดเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ส่วนทรัพย์สินอื่นนอกจากนั้นให้ถือเป็น ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา ๔ วรรคท้าย)
จะเห็นได้ว่า
"ผู้มีอำนาจที่แท้จริง" ในการควบคุมการจัดการและใช้สอย "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" (และไม่ต้องเสียภาษี) ก็คือ กษัตริย์ นั่นเอง ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัตจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์
ควรกล่าวด้วยว่า การเผยแพร่ข้อเท็จจริงทางสถิติจัดลำดับกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด ไม่มีความผิดตามกฎหมายอาญาแต่อย่างใด.
(โหลดใน ห้องสมุดกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา : http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%a812/%a812-20-9999-update.pdf )
"รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ" (มาตรา ๖ วรรคท้าย)
"ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่เพื่อประโยชน์แก่ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และโดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต" (มาตรา ๗)
"ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมได้รับความยกเว้นจากการเก็บภาษีอากรเช่นเดียวกับทรัพย์สินของแผ่นดิน" (มาตรา ๘)
"ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์"...รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า ๔ คนซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง" (มาตรา ๔ ตรี วรรคหนึ่ง)
28 สิงหาคม, 2013 - 06:06 | โดย Phuttipong
กรณีบอย โกสิยพงษ์ เรื่องสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
ตามที่ได้มีการเผยแพร่สเตตัสของคุณบอย โกสิยพงษ์ (เผยแพร่เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖) เรื่อง "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์"
สเตตัสดังกล่าวปรากฏความคลาดเคลื่อนหลายประการเนื่องจากขาดการพิจารณา
"ตัวบท" แม้คุณบอย โกสิยพงษ์ จะมิได้เขียนเอง
หากแต่บุคคลจำนวนมากเผยแพร่ต่อ ๆ กันอย่างแพร่หลายจากการเผยแพร่โดยคุณบอยฯ
เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้อง ผมจึงเห็นสมควรอธิบายให้ชัดแจ้งกันก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า เหตุที่คณะราษฎรต้องตั้ง "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" (ทรัพย์สินส่วนที่ไม่ต้องเสียภาษี) ขึ้นมา โดยแยกออกจาก "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" (ทรัพย์สินส่วนที่ต้องเสียภาษี) ก็เพื่อจะให้รัฐเป็นธุระจัดการด้านความเป็นอยู่ของกษัตริย์เอง ผ่านการจัดการโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ภายหลังรัฐประหาร ๒๔๙๐ได้แก้ไขเพิ่มเติม "พระราชบัญญัติจัดการระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์" โดยให้เป็นพระราชอำนาจโดยแท้ ในการเข้าครอบงำ "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" สืบมาจนมาถึงปัจจุบัน) ส่วนทรัพย์สินที่ได้มาโดยสืบจากกองมรดกบิดามารดานั้นให้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ดูแลรักษาเอง
ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หาได้แยกแยะระหว่างทรัพย์สินของแผ่นดิน กับทรัพย์สินกษัตริย์ไม่ หากแต่กองอยู่รวมกันตามแต่จะใช้ก็โดยพระราชอัธยาศัย เมื่อเปลี่ยนระบอบจากระบอบเผด็จการแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตย ก็จะปล่องงบประมาณแผ่นดินให้กองปนกันกับทรัพย์สินกษัตริย์ดั่งเดิมไม่ได้ แต่จะต้องแยกแยะว่าเงินภาษีอากรของราษฎรนั้นจะต้องใช้ตามส่วนสัดอย่างไร จึงเกิดการวางแผนงบประมาณประจำปีขึ้นครั้งแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ควรเข้าใจว่า การจัดการงบประมาณแผ่นดินหลัง ๒๔๗๕ เป็นต้นมา หาใช่การแย่งชิงสมบัติจาก "เจ้า" ไม่ --- หากแต่เป็น "การทวงคืน" ทรัพย์สินของประชาชนซึ่งเจ้าทึกทักโดยอำนาจในความเป็นจริงขณะนั้น นำทรัพย์สินไปเป็นของตน คณะราษฎรนำทรัพย์สินกลับคืนมาเป็น สาธารณสมบัติของรัฐ แล้วจัดการทรัพย์สินวางแผนการใช้ให้เป็นระเบียบล่วงหน้ารายปี
เอาล่ะ เรากลับมาสู่ประเด็นเรื่องฟอร์บ (จัดอันดับรวยที่สุด) กันครับ ที่ไปโจมตีเขาว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ของกษัตริย์ --- เรามาพิจารณากันดีกว่าครับว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงเหนือ "กองทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ?
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ชื่อว่า คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
คณะกรรมการคณะนี้มีอำนาจลงมติแสดงความคิดเห็นในการจัดการทรัพย์สินเพื่อ ประโยชน์พระมหากษัตริย์ แต่ความคิดเห็นนั้น ยังไม่มีผลทันทีแต่จะมีผลบังคับได้ก็แต่โดยได้รับพระบรมราชานุญาตเท่านั้น (มาตรา ๖ มาตรา ๗ ประกอบมาตรา ๕ ทวิ วรรคสอง)*
ยิ่งไปกว่านั้น เราอาจต้องพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ด้วยว่า ในบรรดาคณะกรรมการจัดการทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์ มี "บุคคลภายนอกเพียงคนเดียว" เป็นประธานโดยตำแหน่ง (คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) นอกนั้น "กรรมการอื่น" ในคณะกรรมการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มาจากการแต่งตั้งโดยพระราชอัธยาศัยทั้งสิ้น (มาตรา ๔ ตรี วรรคหนึ่ง)
(* พระบรมราชานุญาต นั้นก็อาจมอบหมายให้บุคคลใดใช้ดุลพินิจตัดสินใจแทนก็ได้เป็นการมอบอำนาจทั่ว ไปให้ เว้นแต่จะถูกเพิกถอนการมอบอำนาจนั้น เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ)
โดยทั่วไป การประชุมแบบคณะกรรมการเพื่อลงมติใด ๆ ประธาน (ในที่นี้ คือ รัฐมนตรีคลังฯ) จะไม่ลงคะแนนเสียง [เว้นแต่คะแนนเสียงเท่ากัน จึงจะให้ประธานลงคะแนนเสียงชี้ขาด] นั่นเท่ากับว่า "บุคคลภายนอกซึ่ง กษัตริย์มิได้แต่งตั้งเองนั้น" ไม่อาจส่งผลใด ๆ ต่อการโหวตลงมติในการจัดการโอนจำหน่าย/ลงทุนเพื่อประโยชน์ในกองทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดเลย หรือถ้ามี ก็มีเพียง ๑ เสียง นอกนั้นเป็น กรรมการของกษัตริย์เองทั้งสภา (หรือคณะกรรมการ)
และผู้มีอำนาจเป็นผู้ลงลายมือชื่อจัดการไปตามมติของคณะกรรมการฯ ก็คือ "ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยกษัตริย์ ตามพระราชอัธยาศัย - เรื่อง "พระราชอัธยาศัย" นี้เอง ศาลปกครองสูงสุด เคยวางบรรทัดฐานใน คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๘๔/๒๕๔๗ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าโดยสภาพของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น มิใช่ หน่วยงานทางปกครอง แต่อย่างใด ฉะนั้น เมื่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มิใช่ หน่วยงานของรัฐ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจขอให้ศาลปกครองสั่งเปิดเผย "เอกสารฎีกาซึ่งทรงมีพระราชวินิจฉัยและทำการฟ้องขับไล่นางยับซื้อ มารดาของผู้ฟ้องคดีทั้งหกให้ออกจากที่ดิน" (รายละเอียดดูในลิงค์โหลดคำสั่งศาลปกครองฯ)
ทรัพย์สินทั้งหลายภายใต้การจัดการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีที่มาจากการหาประโยชน์จากสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่น ที่ดินสาธารณะในครอบครอง --- แล้วนำไปลงทุนต่อ เช่น ซื้อขายหุ้น) บรรดาเงินบริจาคทูลเกล้าฯถวายต่างๆ ที่ "ถวายโดยเอกชน" ก็จัดเป็นทรัพย์สินที่จัดอยู่ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คือ ไม่เสียภาษี เพราะ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ (ที่ต้องเสียภาษี) ตามมาตรา ๔ วรรคสอง นิยามเพียงกรณีทรัพย์สินที่ "ถวายโดยรัฐ" เท่านั้น ที่จะจัดเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ส่วนทรัพย์สินอื่นนอกจากนั้นให้ถือเป็น ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา ๔ วรรคท้าย)
จะเห็นได้ว่า
"ผู้มีอำนาจที่แท้จริง" ในการควบคุมการจัดการและใช้สอย "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" (และไม่ต้องเสียภาษี) ก็คือ กษัตริย์ นั่นเอง ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัตจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์
ควรกล่าวด้วยว่า การเผยแพร่ข้อเท็จจริงทางสถิติจัดลำดับกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด ไม่มีความผิดตามกฎหมายอาญาแต่อย่างใด.
__________________________
[บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง] พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ [แก้ไขเพิ่มเติมจนถึง ๒๔๙๑](โหลดใน ห้องสมุดกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา : http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%a812/%a812-20-9999-update.pdf )
"รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ" (มาตรา ๖ วรรคท้าย)
"ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่เพื่อประโยชน์แก่ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และโดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต" (มาตรา ๗)
"ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมได้รับความยกเว้นจากการเก็บภาษีอากรเช่นเดียวกับทรัพย์สินของแผ่นดิน" (มาตรา ๘)
"ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์"...รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า ๔ คนซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง" (มาตรา ๔ ตรี วรรคหนึ่ง)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
