แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์: ประสบการณ์ใหม่ของผมกับเครือข่าย '2 เอา 2 ไม่เอา'

ที่มา ประชาไท

หลังการแถลงข่าวเครือข่าย “2 เอา  2 ไม่เอา” ผมได้ตอบคำถามนักข่าวประชาไทเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ภายหลังจากที่บทสัมภาษณ์ตีพิมพ์ออกไปอาจารย์เกษียร เตชะพีระ เพื่อนร่วมเครือข่ายก็ได้แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกับผมผ่านเฟซบุ๊คของอาจารย์อย่างเป็นมิตร
ผมไม่ได้เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อชี้แจงเพิ่มเติมหรือตอบโต้คำ วิจารณ์ของอาจารย์เกษียรต่อสาธารณะ จริงๆ แล้วผมกลับรู้สึกขอบคุณอาจารย์อย่างยิ่งที่พยายามจะสื่อให้ความรู้กับผม อย่างจริงใจ โดยไม่ได้มุ่งโจมตีตัวบุคคล หรือลดคุณค่าในสิ่งที่ผมได้พูดไป ทำให้ผมมีความรู้เพิ่มขึ้น เข้าใจ มุมมองที่ต่างกันได้มากขึ้น มากกว่านั้นคือ เห็นจุดอ่อนของวิธีคิด วิธีพูดของตัวเองมากขึ้น ตัวผมเองก็ได้เขียนจดหมายไปขอบคุณอาจารย์เกษียร เป็นการส่วนตัวด้วยแล้ว
เหตุที่ผมเขียนบทความนี้ก็เพียงแต่อยากบอกเล่าให้ทุกท่านได้ทราบถึงความ เชื่อเบื้องหลัง และประสบการณ์เบื้องต้น ของผมในการเข้าร่วมเครือข่าย “2 เอา 2 ไม่เอา” ซึ่งสำหรับผม เรียกได้ว่าเป็น “ประสบการณ์ใหม่” ในชีวิต แม้ที่ผ่านมากว่า 30 ปี จะมีโอกาสทำงานสร้างสิ่งดีๆ ภายใต้ความแตกต่างมาพอสมควร ได้ผลบ้าง ล้มเหลวบ้าง เพราะแนวทางการทำงานร่วมกันในเครือข่ายนี้มีความน่าสนใจ มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากเครือข่ายอื่นๆ
ผมเคยเขียนอีเมลคุยกับเพื่อนๆ ร่วมเครือข่ายว่า เราไม่ควรจะทำให้ทุกคนเข้าใจผิดว่าเครือข่ายนี้มีเอกภาพมากจนเกินความเป็น จริง แต่ให้ฝ่ายต่างๆในสังคมได้เห็นความจริงที่ว่า พวกเราสามารถทำงานร่วมกันภายใต้ความแตกต่างได้ เพื่อทำให้ฝ่ายต่างๆที่สนใจ และสงสัยในการรวมตัวครั้งนี้ (ว่ารวมกันได้อย่างไร) เห็นอย่างชัดเจนว่า เราเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกันภายใต้ความแตกต่าง เพราะเราเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยต้องสร้างการมีส่วนร่วมสู่การปฏิรูปภายใต้ความเห็นที่หลากหลายและ แตกต่าง ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามหาข้อสรุป และอยู่กับข้อสรุปที่เราไม่เห็นด้วย แต่พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าที่จะต้องมาตั้งป้อมสู้กัน ให้แพ้ชนะกันไปข้างหนึ่ง
สำหรับรูปธรรมสู่การสร้างประสบการณ์ใหม่ (ทั้งในหมู่สมาชิกเครือข่าย และอาจมีผลไปถึงกลุ่มต่างๆที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่าย) ก็คือการที่เราสามารถออกมาแสดงความเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างกันได้ ภายใต้เป้าหมายและหลักการ 4 ข้อที่เราได้แถลงไปแล้ว (เอาเลือกตั้ง เอาปฏิรูปบนวิถีทางประชาธิปไตย ไม่เอารัฐประหาร และไม่เอาความรุนแรง) และการยืนยันว่าเราเคารพในความจริงใจและความคิดที่แตกต่างกันของสมาชิกใน กลุ่ม
ตัวอย่างการถกเถียงเรื่องการเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้งระหว่างสมาชิก ในเครือข่ายในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างที่ดีมากของพวกเราชาว “2 เอา 2 ไม่เอา” ที่พร้อมจะหาจุดร่วม โดยบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องสงวนจุดต่าง แต่พยายามพูดถึงความแตกต่างที่มี โดยไม่ทำให้เกิดความรู้สึก หรือตีความว่าเป็นการดูถูกความเห็นของอีกฝ่าย หรือที่แย่กว่าคือทำให้รู้สึกว่า นี่เป็นการพยายามเอาชนะคะคานกันทางความคิด เพราะผมเชื่อว่า ความเห็นที่แตกต่างเป็นประโยชน์เสมอ หากทำให้ผู้อ่าน (ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในกลุ่ม หรือผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม) มีความรู้เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสร้างให้เกิดอารมณ์
ในช่วงที่ผ่านมา สังคมไทยยังมีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับรู้ความเห็นต่างอย่างเป็นมิตร และกระตุ้นการนำไปคิดต่อด้วยตนเอง และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ผมดีใจ ในความริเริ่มของการเกิดเครือข่าย “2 เอา 2 ไม่เอา” เพราะผมเองมีความเคารพในความคิดของทุกท่านที่อยู่ในวงนี้ (อย่างน้อยก็สมาชิกหลักๆ เท่าที่ผมรู้จัก)
ผมรู้สึกดีใจที่เห็นเพื่อนสมาชิกเครือข่ายที่มีความเห็น มีภูมิหลังทางวิชาการ ได้รับรู้ ข้อมูลข้อเท็จจริง ที่แตกต่างกัน แต่มีความหวังอยากเห็นประเทศชาติออกจากวิกฤตของวงจรอุบาทว์ของการแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย ได้มาทำงานร่วมกัน โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะเจอกับความยากลำบากในการทำงานร่วมกันอะไรบ้าง แต่มีความเชื่อว่า เราจะจัดการกับความแตกต่างเหล่านั้นได้ เพราะเรามีความเชื่อมั่นในความดีของกันและกัน และไม่มีใครมีวาระแอบแฝงซ้อนเร้นที่จะใช้ประโยชน์จากอีกฝ่ายหนึ่ง
ผมมีความเคารพในความมุ่งมั่นและ integrity ของทุกคน และมีความหวังเต็มหัวใจ ว่าเครือข่ายนี้จะเป็นตัวอย่างเล็กๆ อันหนึ่งของการทำสังคมเห็นพลังสร้างสรรค์ที่แท้จริงของความแตกต่าง
เรื่องแบบนี้เอาแต่คิดวิเคราะห์แล้วบอกว่าเป็นไปไม่ได้คงไม่ดี
เพราะเรื่องยากๆแต่มีประโยชน์มากต้องลงมือทำก่อนจึงจะรู้
ส่วนตัวผมเองนั้นตั้งตารอที่จะได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ในการทำงานร่วม กันภายใต้ความแตกต่าง ด้วยหวังจะให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจริงๆ
ความฝันนี้อาจจะไม่มีทางเป็นจริง เพราะความแตกต่างที่มี มันอาจจะมากเกินกว่าที่จะหาจุดร่วมได้ง่ายๆ หรือไม่พวกเราก็ไม่มีความอดทน เพราะไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ที่จะต้องพยายามทำงานร่วมกันภายใต้ความแตกต่าง ซึ่งผมเองก็คงเสียดายมากจริงๆ แม้จะเข้าใจดีว่า ถ้าถึงเวลานั้น ก็คงพูดได้คำเดียวว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น