สำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 13 มกราคม 2557 ความว่า
พระ
บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ
และค่าใช้จ่ายในการศพผู้เสียชีวิต แก่เจ้าหน้าที่และประชาชน
ซึ่งเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร
ในกรณีเหตุการณ์อันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการ
เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็น
ประมุข (กปปส.) โดยไม่มีการประชาสัมพันธ์
จึง
เรียนมาเพื่อทราบ และกรุณาติดต่อเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้บาดเจ็บ
และค่าใช้จ่ายในการศพของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว กับนางพรจันทร์
นุกูลประดิษฐ์ ที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง สำนักพระราชวัง โทรศัพท์ 02 224
3660 โดยตรงต่อไป
ขอแสดงความนับถือ
(นายกฤษณ์ กาญจนกุญชร)
ราชเลขาธิการ
............
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
13ตุลา:น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร
13 ตุลาคมปี 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พี่โบว์-นางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ” ณ วัดศรีประวัติ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี..ความรู้สึกตื้นตันที่ได้เห็น“แม่ของแผ่นดิน” ก็ ยังคงอยู่ในใจ แม้ไม่อาจที่จะถ่ายทอดเป็นภาพถ่ายให้ทุกคนเห็นได้ ทุกวันนี้มือตบที่ได้รับจากงานศพยังคงอยู่ (แม้ลูกอมที่อยู่ในนั้นจะรับประทานหมดแล้ว)-จากบันทึกของ kittinunn เว็บบล็อกโอเคเนชั่น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 ตุลาคม 2555
13 ตุลา 51 เย็นศิระ เพราะพระบริบาล
เมื่อ
วันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี
ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์
ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
จัดการชุมนุมและปะทะกับเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ณ
เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร-เมื่อ วันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมและปะทะกับเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
ใน โอกาสดังกล่าวนายจินดา ระดับปัญญาชาติวุฒิ บิดาของนางสางอังคณา พร้อมด้วยนางสาวดารณี นางสาววิชชุดา บุตรสาวทั้งสองเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พลับพลาที่ประทับ
สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ ประมาณ 15 นาที ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ
หลัง จากที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯกลับ นายจินดาให้สัมภาษณ์ โดยที่หนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า นางสาวอังคณาเป็นคนดีเป็นคนเก่ง และขอชื่นชมที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ขอเป็นกำลังใจให้ครอบ ครัวสู้ต่อไป
"พระองค์ทรงรับ สั่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวอังคณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับรู้เรื่องราวโดยตลอด รวมทั้งกรณีพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือมาด้วย ซึ่งผมและครอบครัวระดับปัญญาวุฒิรู้สึกภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้
ที่ ทั้งสองพระองค์เสด็จในงานพระราชทานเพลิงของลูกสาว ซึ่งผมและครอบครัวจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสที่ทรงห่วงใยมาเป็นกำลังใจในการ ดำเนินชีวิตต่อไป"
ต่อมานายจินดาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า
"พระองค์ตรัสว่า อังคณาเขาทำดีน่ะ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านตรัสว่า เสียใจไม่น่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เลย"

"สมเด็จพระ ราชินีทรงถามสารทุกข์สุกดิบของครอบครัว พระองค์ตรัสถามถึงอาการของภรรยาผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมทูลฯตอบไปว่า รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช อยู่ในพระราชินูปถัมภ์ พระองค์ท่านยังทรงกล่าวอีกว่า ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ด้วย"
พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า

"ตี๋ ชิงชัย" วาดพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยมือซ้าย
พระ มหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯต่อพสกนิกรนั้นยังแผ่ไพศาลต่อมาอย่างสืบ เนื่อง ในคราววันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหามหาราชินีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552 เวบไซต์ผู้จัดการASTV รายงาน ข่าวว่า "พระราชินีตรัสชื่นชม"ตี๋ ชิงชัย"วาดพระสาทิสลักษณ์"เก่งมาก" โดยรายละเอียดข่าวมีว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ ตี๋ ชิงชัย ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมภรรยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่นายชิงชัยวาดด้วยมือซ้าย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า "เก่งมาก"

พระ บรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผลงานการวาดด้วยมือซ้ายของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลา 51
"ตี๋ ชิงชัย" เป็นหนึ่งในศิลปินนักสู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น "ตี๋ ชิงชัย" ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมือข้างขวาที่เคยใช้วาดรูป ขาดกระจุยและกล่องเสียงถูกทำลาย แต่มีตำรวจบางคนและสื่อมวลชนบางฉบับ ได้รายงานว่านายชิงชัยว่ากำระเบิดมาเอง แต่ผู้จัดการASTVระบุว่า ในความเป็นจริงสิ่งที่เขากำอยู่ในมือคือพวงกุญแจหนัง
พสกนิกร ไทยต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า นับเป็นบุญที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ได้อาศัยพระบรมโพธิสมภารเป็นที่พึ่ง โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองมีวิกฤตการณ์แตกแยกความสามัคคี แบ่งออกเป็นหลายฝ่ายช่วงหลายปีมานี้
ทั้ง นี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ที่อาศัยอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร นอกจากประชาชนฝ่ายผู้ชุมนุมแล้ว ก็รวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง ด้วย

พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น-พระ ราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในการวางพวงมาลา และพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 ในการนี้มีรับสั่งว่า
เสียใจ เสียดายนายทหารที่ดี นับว่าเป็นการสูญเสียทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง และขอขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาเป็นอย่างดี มีความภักดีต่อราชวงศ์(รายละเอียดข่าว)
ใน คราวเกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นในบ้านเมืองเมื่อปีที่แล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่นั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ตามประกาศสำนักนายกฯ ระบุว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบก ซึ่งเสียชีวิตเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยความเสียสละและฝ่าอันตรายจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการและเป็นแบบอย่างอันควรแก่การยกย่อง สรรเสริญสืบไปจำนวน 5 ราย ดังนี้
ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
1. พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม
เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
2 . ร้อยเอก ภูริวัฒน์ ประพันธ์
3. ร้อยเอก อนุพนธ์ หอมมาลี
4. ร้อยโท อนุพงษ์ เมืองอำพัน
5. ร้อยตรี สิงหา อ่อนทรง
ประกาศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สุเทพ เทือกสุบรรณ
รองนายกรัฐมนตรี

เย็นศิระ เพราะพระบริบาล-เมื่อ เวลา19.00น.เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2553 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี เพื่อทรงเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการขอพื้นที่คืนจากผู้ ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เมษายน โดยมีประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)
เสด็จวัดชนะสงครามทำบุญวิสาขบูชาปี53
สมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ วัดชนะสงคราม
ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทรงสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในวันวิสาขบูชา ขึ้น
15 ค่ำ เดือน 7เมื่อ วันที่ 28 พ.ค.2553 เมื่อเวลา 18.48 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทรงสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันและเดือนเดียวกัน คือวันเพ็ญเดือนวิสาขะ หรือเดือน 6 แต่ปีนี้วันวิสาขบูชาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 7
ทรงเป็นพุทมามกะ และศาสนูปถัมภกที่พสกนิกรพึงเจริญตามรอยเบื้องพระยุคลบาท(รายงานข่าวจากASTV)
ทรงมีพระราชหัตถเลขาชมเชยสตรีไทยช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของชาติ
อีก เรื่องหนึ่งที่นำความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นต่อปวงพสกนิกรชาวไทยก็คือใน คราวที่เกิดจลาจลในกรุงเทพฯเมื่อปีที่แล้วนั้น ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ นางสนองพระโอษฐ์ และรองราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้อัญเชิญพระราชหัตถเลขา ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชทานให้กับคุณนภัส ณ ป้อมเพชร
พระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2553 มีความรายละเอียดว่า
ถึง คุณนภัส ณ ป้อมเพ็ชร์
ฉัน ได้อ่านจดหมายของคุณที่เขียนถึงสำนักข่าว CNN แล้ว รู้สึกภูมิใจที่คุณยืนขึ้นทำหน้าที่ของคนไทยตอบโต้นักข่าวต่างชาติอย่าง องอาจตรงไปตรงมา แต่ก็ด้วยความสุภาพและมีเหตุผลที่ชัดเจนพอที่จะทำให้ประชาคมโลกที่ได้อ่าน จดหมายของคุณต้องทบทวนความเชื่อถือที่มีต่อ CNN
ชื่นชมยิ่งที่คุณช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศชาติ
( ลายพระราชหัตถเลขาในสมเด็จพระนางเจ้าฯ )
'พล.อ.ณพล'เผย พระราชินีพระราชทานเงินช่วยชุมชนบ่อนไก่20ล.บาท
ไทยรัฐ รายงาน
ว่า พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ เผย "พระราชินี" พระราชทานเงิน 20
ล.บาท ช่วยชาวบ่อนไก่ 2 พันคน จากเหตุทหารกระชับพื้นที่เสื้อแดงปี 53
ระบุผู้ค้ารถเข็นไม่อยู่ในข่ายได้เงินชดเชย...
เมื่อ วันที่ 4 ส.ค. 2555 ที่โรงแรมเฟิร์ส ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไม่ได้ทรงสนพระทัยทุกข์ของประชาชนเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ต้องการช่วยประชาชนที่ทุกข์ยากในทุกภาคของประเทศ เมื่อได้รับจดหมายร้องเรียน หรือร้องทุกข์เข้ามา พระองค์ท่านก็จะรับสั่งให้ตนและคณะทำงานลงไปดู เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาให้ราษฎรเหล่านั้น
“สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็บอกให้ผมไปดูหน่อยว่า ชาวบ้านตรงบ่อนไก่มีปัญหาอะไร เพราะพระองค์ทรงทราบว่ามีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ก็มีคนค้านว่าจะไปช่วยทำไมตรงนั้น บ่อนไก่แดงทั้งเมือง พระองค์ท่านก็ไม่ว่าอะไร รับสั่งให้ผมลงไป เพราะ เชื่อว่าผมจัดการได้ พร้อมพระราชทานเงินเบื้องต้นใส่ถุงมา 2 ล้านบาท ผมแต่งชุดธรรมดา ใส่เสื้อขะมุกขะมอม หมวกทรวงม้าเหยียบไปดู คุยหาข่าวจากร้านส้มตำไก่ย่าง ถามว่าไปไหนกันหมด เขาก็บอกว่าไปหาเงิน เพราะพวกทหารไล่ยิง เดือดร้อน รถเข็นเดือดร้อน ยิงหม้อก๋วยเตี๋ยวทะลุ กระจกพัง ชาวบ้านบอก ทหารตัวดี ถ้าเจอจะเอาทุเรียนตบหน้า เท่าที่ฟังชาวบ้านไม่ได้รับการช่วยเหลือจากทางการ เพราะหาบเร่ รถเข็นไม่มีใบทะเบียนการค้าที่จะได้รับสิทธิ์ได้เงินชดเชย” พล.อ.ณพล กล่าว
รอง สมุหราชองครักษ์ กล่าวต่อไปว่า จากนั้นตนได้นัดหมายให้ชาวบ้านมารับความช่วยเหลือที่กองงานของรองสมุหราช องครักษ์ ในเบื้องต้นมีคนมาขอให้ช่วยเหลือ 50 คน ซึ่งตนได้มอบเงินพระราชทานให้คนละ 5 พันบาท เพื่อใช้ทำทุนในการค้าขาย หรือซื้อรถเข็นใหม่ พร้อมถุงยังชีพพระราชทาน ที่สามารถใช้ยังชีพได้ 2-3 สัปดาห์ พร้อมบอกชาวบ้านว่า มีใครที่เดือดร้อนอีกให้มากรอกประวัติ และแจ้งความเสียหาย แล้วเราจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจเพื่อช่วยเหลือต่อไป ปรากฏว่ามีชาวบ้านมาแจ้งความจำนงจำนวนมาก สรุปแล้วเราได้ช่วยชาวบ้านที่บ่อนไก่ไปกว่า 2 พันคน ใช้เงิน 20 ล้านบาทที่พระองค์ท่านพระราชทานลงมา.
เมื่อ วันที่ 4 ส.ค. 2555 ที่โรงแรมเฟิร์ส ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไม่ได้ทรงสนพระทัยทุกข์ของประชาชนเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ต้องการช่วยประชาชนที่ทุกข์ยากในทุกภาคของประเทศ เมื่อได้รับจดหมายร้องเรียน หรือร้องทุกข์เข้ามา พระองค์ท่านก็จะรับสั่งให้ตนและคณะทำงานลงไปดู เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาให้ราษฎรเหล่านั้น
“สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็บอกให้ผมไปดูหน่อยว่า ชาวบ้านตรงบ่อนไก่มีปัญหาอะไร เพราะพระองค์ทรงทราบว่ามีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ก็มีคนค้านว่าจะไปช่วยทำไมตรงนั้น บ่อนไก่แดงทั้งเมือง พระองค์ท่านก็ไม่ว่าอะไร รับสั่งให้ผมลงไป เพราะ เชื่อว่าผมจัดการได้ พร้อมพระราชทานเงินเบื้องต้นใส่ถุงมา 2 ล้านบาท ผมแต่งชุดธรรมดา ใส่เสื้อขะมุกขะมอม หมวกทรวงม้าเหยียบไปดู คุยหาข่าวจากร้านส้มตำไก่ย่าง ถามว่าไปไหนกันหมด เขาก็บอกว่าไปหาเงิน เพราะพวกทหารไล่ยิง เดือดร้อน รถเข็นเดือดร้อน ยิงหม้อก๋วยเตี๋ยวทะลุ กระจกพัง ชาวบ้านบอก ทหารตัวดี ถ้าเจอจะเอาทุเรียนตบหน้า เท่าที่ฟังชาวบ้านไม่ได้รับการช่วยเหลือจากทางการ เพราะหาบเร่ รถเข็นไม่มีใบทะเบียนการค้าที่จะได้รับสิทธิ์ได้เงินชดเชย” พล.อ.ณพล กล่าว
รอง สมุหราชองครักษ์ กล่าวต่อไปว่า จากนั้นตนได้นัดหมายให้ชาวบ้านมารับความช่วยเหลือที่กองงานของรองสมุหราช องครักษ์ ในเบื้องต้นมีคนมาขอให้ช่วยเหลือ 50 คน ซึ่งตนได้มอบเงินพระราชทานให้คนละ 5 พันบาท เพื่อใช้ทำทุนในการค้าขาย หรือซื้อรถเข็นใหม่ พร้อมถุงยังชีพพระราชทาน ที่สามารถใช้ยังชีพได้ 2-3 สัปดาห์ พร้อมบอกชาวบ้านว่า มีใครที่เดือดร้อนอีกให้มากรอกประวัติ และแจ้งความเสียหาย แล้วเราจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจเพื่อช่วยเหลือต่อไป ปรากฏว่ามีชาวบ้านมาแจ้งความจำนงจำนวนมาก สรุปแล้วเราได้ช่วยชาวบ้านที่บ่อนไก่ไปกว่า 2 พันคน ใช้เงิน 20 ล้านบาทที่พระองค์ท่านพระราชทานลงมา.
มติชนออนไลน์ รายงานว่า นารี แสงประเสริฐศรี วัย 52 ปี มารดาของนายมานะ แสงประเสริฐศรี วัย 21 ปีเจ้า
หน้าที่กู้ภัยที่เสียชีวิตเนื่องจากถูกยิงที่ศีรษะ
จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 บอกว่า
ลูกชายมีอาชีพขับแท็กซี่ ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมนั้น
ไม่สามารถไปขับแท็กซี่ได้ ขณะเกิดเหตุได้เข้าไปช่วยเหลือประชาชน
เนื่องจากเป็นอาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง แต่กลับถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิตคาที่
"หลัง จากการเสียชีวิตได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นเงิน 400,000 บาท และได้รับเงินช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จากการเป็นหน่วยกู้ภัย 150,000 บาท นอกจากนี้ยังได้รับเงินช่วยเหลือจากสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาแล้ว 1 ครั้งเป็นเงิน 50,000-100,000 บาท โดยยื่นเรื่องผ่านทางจดหมายเวียนของชุมชน
"โดย ส่วนตัวรู้สึกเสียใจที่ลูกชายเสียชีวิต แต่ก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป ทั้งนี้ ลูกชายถือเป็นกำลังสำคัญในการเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนเงินช่วยเหลือที่ได้รับมาแล้วนั้น แม้จะมากแต่ก็เทียบไม่ได้กับการสูญเสียที่เกิดขึ้น ฉันเองไม่คาดฝันว่าจะมาสลายการชุมนุมที่บ่อนไก่เนื่องจากห่างไกลพื้นที่ราช ประสงค์มาก ส่วนเรื่องความช่วยเหลือที่จะได้รับจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถนั้น ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ก็มีความรู้สึกปลื้มปีติยินดีมาก" นารีกล่าว
ด้วย น้ำพระทัยแผ่ไพศาลต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าใต้ร่มพระบารมี ทำให้บ้านเมืองที่เคยรุ่มร้อน ก็ผ่อนคลายร่มเย็นสงบลงด้วยพระบารมีเป็นที่ตั้ง
ปวง ข้าพระพุทธเจ้าต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิ ได้ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
.........
ภาพข่าวพระราชกรณียกิจเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519
เมื่อลมฝนบนฟ้ามาแล้ว ร่มโพธิ์แก้วจะพาพฤกษาสดใส(ภาพขวา)-พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จฯ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 6 ต.ค. พสกนิกรชาวไทยผู้มั่นคงในองค์พระมหากษัตราธิราช เฝ้าถวายความจงรักภักดีโดยคับคั่ง
พุทธมามก(ภาพซ้าย)-สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จฯ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศ ถวายสักการะสมเด็จพระญาณสังวร ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามก ปฏิบัติพระองค์โดยเบญจศีล ยึดมั่นในหลักพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อวันที่ 6 ต.ค. นี้ (ภาพและคำบรรยาย:เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 ตุลาคม 2556
สถาบันกษัตริย์ อันเป็นที่เทิดทูนสักการะของพสกนิกรชาวไทยได้มีบทบาทสำคัญในการดับ วิกฤตการณ์การเมืองมาหลายคราว ให้เหตุร้ายต่างๆสงบเย็นลงด้วยพระบารมี ทว่าในคราวเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ไม่ได้มีบันทึกทางราชการไว้ในแง่มุมนี้แต่อย่างใด
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บันทึกไว้ในบทความทางวิชาการว่า จากการศึกษานั้นพบว่า ไม่ได้มีการบันทึกในหนังสือทางการชื่อ พระราชกรณียกิจ ระหว่างเดือนตุลาคม 2519 –กันยายน 2520 ของสำนักราชเลขาธิการ แต่อย่างใด (ดูหน้า 2 ของหนังสือ ซึ่งสรุปพระราชกรณียกิจวันที่ 5 ตุลาคม แล้วข้ามไปวันที่ 8 ตุลาคมเลย)
กระนั้นก็ตามหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น ก็ได้บันทึกพระราชกรณียกิจอันเปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระราชวงศ์ ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยไว้ดังต่อไปนี้
วันที่ 19 กันยายน 2519 จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ถูกขับไล่ไปในคราวเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้กลับเข้าประเทศ โดยบวชเป็นสามเณรมาจากสิงคโปร์ จากนั้นได้มายังวัดบวรนิเวศฯ เพื่อบวชเป็นภิกษุ โดยมีพระญาณสังวร เป็นองค์อุปัชฌาย์
ต่อมาในเวลา 21.30 น.วันที่ 23 กันยายน 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระบรมราชินีฯเสด็จไปที่วัดบวรนิเวศ เพื่อสนทนาธรรมกับพระญาณสังวรฯ ซึ่งเคยเป็นพระพี่เลี้ยงเมื่อพระองค์ทรงผนวช
ในระหว่างการเยือน คุณหญิงเกษหลง สนิทวงศ์ นางสนองพระโอษฐ์ ได้แถลงว่า สมเด็จพระราชินีให้มาบอกว่า ได้ทราบว่าจะมีคนใจร้ายจะมาเผาวัดบวรนิเวศ จึงทรงมีความห่วงใยอย่างมาก “ขอให้ประชาชนช่วยกันดูแลป้องกัน อย่าให้ผู้ใจร้ายมาทำลายวัด” (ที่มา:www.2519.net)
เย็นศิระเพราะพระบริบาล-เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ได้ตีพิมพ์ภาพในหลวงและสมเด็จพระบรมฯ กำลังทรงเสด็จทอดพระบาท โดยมีลูกเสือชาวบ้านจำนวนหนึ่งนั่งถวายบังคมกับพื้น พร้อมคำบรรยายว่า “เมื่อลมฝนบนฟ้ามาแล้ว ร่มโพธิ์แก้วจะพาพฤกษาสดใส พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จฯ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 6 ต.ค. พสกนิกรชาวไทยผู้มั่นคงในองค์พระมหากษัตราธิราช เฝ้าถวายความจงรักภักดีโดยคับคั่ง”
ดร.สมศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าคำบรรยายนี้ถูกต้อง ก็แสดงว่า ในวันนั้น ในหลวงทรงได้เสด็จไปยังบริเวณใกล้กับสถานที่เกิดเหตุ (ธรรมศาสตร์-สนามหลวง)มาก น่าเสียดายว่า คำบรรยายไม่ได้ระบุว่าทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอะไรและเวลาใด (ทั้ง 2 พระองค์อยู่ในฉลองพระองค์สูทสากล)
ขณะที่พสกนิกรที่เข้าเฝ้าในภาพแต่งกายลูกเสือชาวบ้าน
ติดกันยังเป็นพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมฯทรงกำลังนมัสการพระญาณสังวร โดยมีคำบรรยายว่า “พุทธมามก สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช เสด็จฯ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศ ถวายสักการะสมเด็จพระญาณสังวร ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามก ปฏิบัติพระองค์โดยเบญจศีล ยึดมั่นในหลักพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อวันที่ 6 ต.ค. นี้” (ทรงอยู่ในฉลองพระองค์สูทสากล จึงอาจเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่เสด็จวัดพระแก้วในอีกภาพหนึ่ง)
ที่มา:บทความ"เราสู้" หลัง 6 ตุลา โดยสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ทรงต้องการให้บ้านเมืองสามัคคี-หนังสือพิมพ์ดาวสยาม ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ตีพิมพ์ว่า เมื่อเวลา 17.00 น.ของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้รับสั่งเรียกนายธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าการกรุงเทพมหานครเข้าเฝ้าฯ ทรงรับสั่งเกี่ยวกับการที่ได้มีลูกเสือชาวบ้านจากต่างจังหวัดนับเป็นหมื่นๆ คนได้มาชุมนุมนั้นอาจจะประสบปัญหาเกี่ยวกับอาหารและที่พัก ทรงรับสั่งให้นายธรรมนูญชี้แจงให้ลูกเสือชาวบ้านสลายตัว
ในขณะนั้นเองสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฏราชกุมาร ได้เสด็จพร้อมกับนายธรรมนูญ เทียนเงิน มาที่ทำเนียบรัฐบาลและที่ชุมนุมลูกเสือชาวบ้านด้วย ได้ทรงมีพระราชดำรัสกับกลุ่มลูกเสือชาวบ้านที่มาชุมนุมว่า
"ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนยิ้มแย้มและใจเย็นๆ ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ แต่ต้องค่อยแก้ค่อยไป บ้านเมืองตอนนี้กำลังต้องการความสามัคคีและกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่สำคัญ ฉะนั้นขอให้ทุกคนสลายตัวเสีย ถือว่าให้ของขวัญกับข้าพเจ้า ท่านเหนื่อยกันมามากแล้ว ขอให้กลับไปหลับนอนเสียให้สบาย ทุกคนโปรดทราบว่า สองล้นเกล้าฯทรงเป็นห่วง ไม่มีอะไรที่สองล้นเกล้าฯจะเสียใจเท่ากับพวกเราฆ่ากันเอง ขอให้ทุกคนโชคดี"..
ขณะที่วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ ได้บันทึกเกี่ยวกับพระราชดำรัสครั้งนี้ว่า “ได้มีรับสั่งขอบใจที่ทุกคนรู้สึกเจ็บร้อนแทนพระองค์” (ยังเตอร์กของไทย, หน้า 219)
ที่มา:เชิงอรรถบทความ เราสู้หลัง6ตุลา โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
พระมหากรุณาธิคุณ-เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ตีพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์เจ้าฟ้าชายในหน้า 1 พร้อมคำบรรยายว่า
“เสด็จฯทำเนียบ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จฯไปทำเนียบรัฐบาลเมื่อเย็นวันที่ 6 ต.ค. ทรงมีรับสั่งกับลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งไปชุมนุมอย่างแน่นขนัดประมาณ 6 หมื่นคน”
ที่มา:เชิงอรรถบทความ เราสู้หลัง6ตุลา โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
พระมหากรุณาธิคุณจาก2ทูลกระหม่อม-หนังสือพิมพ์เสียงปวงชน ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ได้ตีพิมพ์ภาพถ่ายที่ทั้ง 2 พระองค์ทรงกำลังก้มลงสอบถามอาการผู้บาดเจ็บที่กำลังนอนอยู่บนเตียงผู้หนึ่ง ด้วยพระพักตร์ห่วงใย พร้อมคำบรรยายภาพว่า
“ทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการกวาดล้าง ที่ธรรมศาสตร์ ที่โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อ 15.00 น. วันที่ 7 เดือนนี้ และพระราชทานเงินของมูลนิธิสายใจไทยให้ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน”
สองสัปดาห์ต่อมา คือในวันที่ 20 ตุลาคม 2519 ได้มีพิธีบำเพ็ญกุศลและ บรรจุศพนายเสมอ อ้นจรูญ ลูกเสือชาวบ้านคนหนึ่งที่บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยในเช้าวันที่ 6 และเสียชีวิต (จากกระสุนของฝ่ายนักศึกษา?) โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ 2 พระองค์ เสด็จพระดำเนินทรงร่วมงานด้วย วันต่อมา ไทยรัฐ ตีพิมพ์บนหน้า 1 พระฉายาลักษณ์ทั้งสองพระองค์ในฉลองพระองค์ไว้ทุกข์ดำ กำลังทรงนั่งย่อพระวรกายลงสนทนากับครอบครัวของนายเสมออย่างใกล้ชิด พร้อมคำบรรยายภาพสั้นๆ (ในลักษณะที่หนังสือพิมพ์เรียกว่า “ภาพเป็นข่าว”)
วันที่ 22 ตุลา ไทยรัฐ และ ไทยเดลี่ ตีพิมพ์พระฉายาลักษณ์ของ 2 พระองค์ในพระอริยาบทเดียวกันระหว่างทรงสนทนากับลูกเสือชาวบ้านที่มาร่วมงาน และเฝ้ารับเสด็จในวันบรรจุศพนายเสมอ แต่อยู่ในหน้า 4
มีเพียง เดลินิวส์ ฉบับวันนั้น ที่นอกจากตีพิมพ์พระฉายาลักษณ์ในหน้า 1 แล้ว ยังรายงานข่าวในหน้าเดียวกัน ดังนี้:
ฟ้าหญิงฯ สดุดีศพลูกเสือชาวบ้าน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองเสด็จทรงบำเพ็ญพระกุศลและบรรจุศพ “นายเสมอ อ้นจรูญ” ลูกเสือชาวบ้านที่เสียชีวิตจากการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ จากเหตุการณ์จลาจล “6 ต.ค.” ที่วัดพระศรีมหาธาตุ ท่ามกลางลูกเสือชาวบ้านร่วมพิธีกว่า 5 พันคน ทรงสดุดีวีรกรรมว่าสมควรแก่การเชิดชูเป็นแบบอย่าง
เมื่อเวลา 15.00 น. (ที่ 20 ตุลาคม 2519) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จทรงบำเพ็ญพระกุศลและบรรจุศพ นายเสมอ อ้นจรูญ ลูกเสือชาวบ้านรุ่นที่ 5 ค่ายวังสราญรมย์ 206/3 กทม. 70 ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุ เมื่อเสด็จมาถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระสงฆ์ 39 รูป สวดมาติกาจบแล้ว เจ้าพนักงานลาดภูษาโยง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯเสด็จไปทอดผ้าแล้วทรงหลั่งทักษิโณทก
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา ทรงกล่าวสดุดีเกียรติคุณ นายเสมอ อ้นจรูญ ว่า
“การปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ [เป็นไปตาม] คำสัตย์ปฏิญาณที่ได้ปฏิญาณไว้กับลูกเสือชาวบ้าน สมควรแก่การเชิดชู เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ลูกเสือชาวบ้านต่อไปในด้านมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”แล้วเสด็จไปที่หน้าหีบศพ ทรงหยิบดินห่อผ้าขาวดำวางบนพานที่ตั้งหน้าหีบศพ ทรงวางพวงมาลา
ในโอกาสนี้ ทั้งสองพระองค์ เสด็จเยี่ยมลูกเสือชาวบ้านกว่า 5,000 คน ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดใกล้เคียง ที่มาเฝ้ารับเสด็จอย่างคับคั่งตามพระอัธยาศัยด้วย
สำหรับวีรกรรมของนายเสมอ ที่ได้ปฏิบัติจนถึงแก่เสียชีวิต คือ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.นี้ เวลา 08.00 น. นายเสมอได้ติดตามตำรวจเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ ถูกฝ่ายผู้ก่อการไม่สงบระดมยิงมาจากด้านข้างหอประชุมใหญ่ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ที่มา:บทความ เราสู้หลัง 6 ตุลา โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ทรงเยี่ยมกับพสกนิกร-ในหลวง และพระบรมราชวงศ์เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร และลูกเสือชาวบ้านที่จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ทรงพระเกษมสำราญกับราษฎรอย่างใกล้ชิด อันนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
จากรายภาพข่าวพระราชกรณียกิจของหนังสือพิมพ์ในช่วงเวลานั้น ก็คงทำให้พสกนิกรชาวไทยได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยทั่วกันว่า แผ่นดินไทยสงบร่มเย็นมาตลอดได้ก็ด้วยพระบารมี
ขอทรงพระเจริญ












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น