Respect My Vote
“เคารพเสียงของฉัน”: กับประวัติศาสตร์สิทธิการเลือกตั้งในอเมริกา
ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
วลี “Respect My Vote”
มาจากการรณรงค์เพื่อให้คนหนุ่มสาวโดยเฉพาะในกลุ่มคนผิวสีออกไปลงคะแนนเลือก
ตั้ง โดยอาศัยดนตรีและวัฒนธรรมฮิปฮอปของคนดำเป็นสื่อประกอบ
องค์กรที่ดำเนินการรณรงค์นี้เรียกว่า Hip Hop Caucus (HHC)
ซึ่งเป็นองค์กรระดับชาติในสหรัฐฯ
มีวัตถุประสงค์ในการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางการเมืองให้คนหนุ่ม
สาวที่มีสิทธิในการเลือกตั้งออกไปใช้สิทธิดังกล่าว
โปรแกรมขององค์กรนี้ยังมุงหมายที่จะส่งเสริมและสร้างความเท่าเทียมกันทาง
สังคมและการเมืองในปริมณฑลด้านต่างๆทั้งทางเศรษฐกิจ การศึกษา
สุขภาพและที่อยู่อาศัยไปถึงสภาพแวดล้อมและความยุติธรรมทางสังคม
กลุ่มนี้เป็นสมาชิกของฟอรัมผู้นำของคนผิวดำและที่ประชุมผู้นำว่าด้วยสิทธิ
พลเมืองและมนุษยชน
การรณรงค์ “เคารพเสียงของฉัน”
ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งนายโอบามา
ทำให้เขาได้รับคะแนนเลือกตั้งจากคนดำสูงถึงร้อยละ 95
แต่เมื่อวัดจากจำนวนคนดำที่ออกไปใช้เสียงในปี 2008
อัตราเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นคือจาก 11% เป็น 13%
เห็นได้ว่าปัญหาคนผิวสีที่ไปออกเสียงน้อยนั้นมีที่มาและปัจจัยด้านลบอยู่มาก
กล่าวอย่างสั้นๆคือการเลือกตั้งเป็นกิจกรรมที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงใน
ภาวะของการเป็นพลเมืองในประเทศนั้นๆอย่างลึกซึ้ง
และไม่ใช่เพียงเรื่องของการหย่อนบัตร ๒ นาทีเท่านั้น
เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า
เครื่องมืออันสำคัญและจำเป็นยิ่งอันหนึ่งในระบบประชาธิปไตยอเมริกาได้แก่การ
เลือกตั้ง ทำไมต้องมีการเลือกตั้ง เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนนั้นเอง
และความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยถือว่าทุกคนเท่าเทียมกัน
(แม้สติปัญญายังไม่เท่ากันก็ตาม) อันแสดงออกที่คะแนนหนึ่งเสียงของตัวเอง
กล่าวได้ว่าคนที่เป็น “นักเลือกตั้ง”
เก่าแก่และปฏิบัติมานานนมที่สุดในโลกคือคนและนักการเมืองอเมริกัน
ถามว่าแล้วการเลือกตั้งในสหรัฐฯเคยทำให้การเมืองของเขาสามานย์จนกลายเป็น
ปฏิกูลบ้างไหม คำตอบของคนส่วนใหญ่น่าจะตอบว่าไม่
แต่เสียงส่วนน้อยเช่นปัญญาชนฝ่ายซ้ายสมัยทศวรรษปีค.ศ.๑๙๖๐
และนักสู้ผิวดำสาย Black Power ที่มุ่งโค่นอำนาจรัฐขาว
ก็ต้องตอบว่าใช่แน่นอน
ว่าไปแล้วกลุ่มคนที่มีปัญหาและดำเนินการต่อสู้กับระบบ
เลือกตั้งอเมริกามานานและหนักหน่วงดุเดือดรุนแรงกว่าชนกลุ่มใดๆในสหรัฐฯก็
คือคนแอฟริกันอเมริกันหรือคนผิวดำนั่นเอง
ที่สำคัญนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามกลางเมือง
และการได้รับสิทธิเสรีภาพของพลเมืองเหมือนคนผิวขาวทั่วไปจากบทบัญญัติแก้ไข
รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๓, ๑๔ และ ๑๕
อันหมายถึงสิทธิในการเลือกตั้งและรับสมัครเลือกตั้งในระบบการเมือง
ประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน
แต่ในทางปฏิบัติคนผิวดำกลับไม่ได้รับสิทธิการเมืองดังกล่าวเลย
ด้วยฝีมือของนักการเมืองและนักกฎหมายผิวขาวในมลรัฐทางใต้ที่พร้อมใจกันออก
กฎหมายระดับรัฐมากีดกันกระทั่งขัดขวางไม่ให้คนดำได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
ทางออกสำหรับพวกเขาก็คือการหันไปใช้การออกเสียงด้วยตีน
แทน! (Voting by feet)
นั่นคือที่มาของการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิทางการเมือง
กระทั่งนำไปสู่การผนึกกำลังกันกลายเป็นขบวนการสิทธิพลเมือง (Civil Rights
Movement) อันยิ่งใหญ่ ภายใต้การนำของสาธุคุณมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์
ในที่สุดรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีจอนห์สันต้องยอมออกรัฐบัญญัติว่าด้วยการ
ออกเสียงให้แก่คนดำในปีค.ศ. ๑๙๖๕
รวมเวลาในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งของคนผิวดำราว ๑๐๐
ปีหลังจากประกาศเลิกทาสโดยประธานาธิบดีลิงคอล์น
พลเมืองอีกชั้นชนหนึ่งที่ถูกลิดรอนสิทธิในการเลือกตั้งมา
นานก็คือสตรีทั้งหลาย ไม่ว่าผิวสีอะไรก็ตาม
กระทั่งนำไปสู่การเกิดขบวนการเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งของสตรี
อเมริกัน(ส่วนใหญ่ผิวขาว) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑
อันนำไปสู่การแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราที่ ๑๙ (คศ.๑๙๒๐)
ดังนั้นที่มาและความหมายนัยของการเลือกตั้งในระบบการเมืองอเมริกันจึงไม่ใช่
เรื่องเล่นๆและไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่งได้
ไม่ว่าจะมีอำนาจและความมั่งคั่งแค่ไหนก็ตามที่จะมาลิดรอนและทำลายสิทธิใน
เสียงเลือกตั้งของเขาได้
“เคารพในเสียงของฉัน”!
ooo
ไทยเวอชั่น เริ่มแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น