ถอดรหัสมหากาพย์การเมืองไทย: สิ่งที่ชนชั้นนำ- อำมาตย์ต้องการจะเกิดขึ้นได้มีเพียงทางเดียวคือต้องรัฐประหาร
แต่ปัญหาคือจริงๆแล้ว พวกเขาจะได้อะไร
(ตอนที่ 4)
เมื่อลำดับเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ชนชั้นนำและอำมาตย์ต้องการ จะเกิดขึ้นได้ก็มีเพียงทางเดียว คือต้องรัฐประหารเท่านั้น
ด้วยเหตุผลโดยสรุปคือ
1.การแก้รัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาถูกปิดกั้นไปหมดแล้ว
2.การปฏิรูปประเทศที่สุเทพกับพวกเสนอมีเนื้อหาที่ล้าหลัง
ยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้อีกมาก
และไม่ได้เสนอให้ปฏิรูปโดยวิถีทางในระบบรัฐสภา
3.การเคลื่อนไหวของสุเทพกับพวกจงใจสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารอย่างชัดเจน
4.การลงดาบขององค์กรอิสระจะทำให้รัฐบาลทรุดลง
แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วได้ในทันที
และไม่สามารถสร้างระบบที่มีหลักประกันว่าอำนาจจะอยู่ในมือชนชั้นนำและ
อำมาตย์ได้อย่างสมบูรณ์
ถ้าสถานการณ์พัฒนาต่อไปในทิศทางที่เป็นอยู่ ก็ดูเหมือนจะหนีไม่พ้นการรัฐประหาร
เราเห็นบทบาทของผู้นำกองทัพมาแล้วในแต่ละช่วงแต่ละตอนของ
ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา
ในรอบนี้บทบาทของผู้นำกองทัพก็ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไร
ผู้นำกองทัพเริ่มต้นด้วยบอกว่าต้องวางตัวเป็นกลาง
ซึ่งก็เหมือนที่รัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายเคยเจอมาแล้ว
ต่อมาก็แสดงท่าทีขึงขังเหมือนกับจะไม่เอากับสุเทพกับพวกเสียแล้ว
ทั้งยังประกาศด้วยว่าการรัฐประหารทำไม่ได้แล้ว เพราะจะเกิดความเสียหายตามมา
แต่ต่อมาก็เปลี่ยนไปอีก คือให้ความร่วมมือกับรัฐบาลแบบจำกัดมาก
จนกระทั่งในที่สุดก็บอกว่าไม่ปิดไม่เปิดประตูปฏิวัติรัฐประหาร
ล่าสุดบอกว่าไม่ยืนยันว่าจะไม่ปฏิวัติ
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนเราว่าแม้ผู้นำกองทัพจะประกาศ
ว่าจะไม่ทำรัฐประหารอย่างแน่นอน หลังจากนั้นไม่นานก็กลับทำรัฐประหาร
แล้วนับประสาอะไรกับเมื่อผู้นำกองทัพประกาศว่าไม่ปิดไม่เปิดประตูปฏิวัติรัฐ
ประหารเล่า โอกาสที่จะเกิดรัฐประหารจะไม่ยิ่งเพิ่มขึ้นอีกมากหรือ
ถ้าจะเปรียบเทียบกับการรัฐประหารในอดีต จะพบว่าเวลานี้ก็ใกล้จะครบเงื่อนไขที่จะเกิดการรัฐประหารเข้าไปทุกทีแล้ว
เรื่องคอรัปชั่นนั้นอาจจะยกขึ้นมาได้บ้าง แต่ไม่มีน้ำหนัก
เพราะองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการคอรัปชั่นทั้งหลายก็มาจากฝ่ายตรงข้ามกับ
รัฐบาลอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มักใช้เป็นข้ออ้าง
ถึงแม้ไม่มีกรณีใดที่อ้างได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง
แต่ก็มีการนำเอาเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้โจมตีกล่าวหาฝ่ายรัฐบาล
กันอย่างหนักมาโดยตลอด
เรื่องที่น่าจะถูกใช้เป็นข้ออ้างมากที่สุดในคราวนี้ก็คือ
สภาพที่กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย บ้านเมืองอยู่ในสภาพที่ปกครองบริหารไม่ได้
เกิดความขัดแย้งรุนแรงและสูญเสียมากขึ้น จนจำเป็นที่กองทัพต้องเข้าแทรกแซง
บ้านเมืองนี้มีการใช้หลักเหตุผลที่แปลกประหลาดอยู่ว่า
สำหรับรัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับสนับสนุนของชนชั้นนำและอำมาตย์
ผู้นำกองทัพจะช่วยรัฐบาลรักษากฎหมายหรือแม้แต่ทำเกินกว่ากฎหมายจนถึงขั้น
ปราบประชาชนก็ได้
แต่สำหรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน
เมื่อมีปัญหาจากการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเกิดขึ้น
ถึงแม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงเพียงใดก็ตาม
ผู้นำกองทัพก็จะ "วางตัวเป็นกลาง"
แล้วก็มีหลักเหตุผลต่อไปว่าหากมีความรุนแรงเกิดขึ้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องรับผิดชอบ
สำหรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะตกเป็นเป้านิ่ง
เนื่องจากสังคมเกิดสภาพที่แยกแยะไม่ได้ระหว่างการรักษากฎหมายกับการใช้ความ
รุนแรง เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายถูกมองว่าใช้ความรุนแรงอยู่ฝ่ายเดียว
และเมื่อเกิดความรุนแรงและความสูญเสียขึ้น รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ
จะเห็นว่าด้วยตรรกะเหตุผลแบบนี้
การเคลื่อนไหวของสุเทพกับพวกจึงสร้างความเสียหายได้อย่างไม่มีขีดจำกัดโดย
ไม่ต้องเกรงกลัวต่อกฎหมาย
สร้างเงื่อนไขให้ผู้นำกองทัพอ้างเป็นเหตุในการยึดอำนาจได้มากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ปัญหาคือเมื่อรัฐประหารแล้วชนชั้นนำและอำมาตย์ก็จะไม่ได้สิ่งที่ต้องการอยู่ดี
การรัฐประหารจะไม่เป็นที่ยอมรับจากประชาคมโลก จะเกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างรุนแรง
สิ่งที่ชนชั้นนำและอำมาตย์ต้องการนั้นคือ
ระบบการปกครองที่การเลือกตั้งจะไม่มีความหมาย
ประชาชนไม่มีสิทธิมีเสียงที่จะกำหนดให้ใครเป็นรัฐบาล
ไม่สามารถเลือกได้ว่าอยากได้นโยบายอย่างไรในการบริหารประเทศ
ที่มาและการดำรงอยู่ของรัฐบาลจะขึ้นกับชนชั้นนำและอำมาตย์
ไม่ขึ้นกับประชาชน
นี่คือระบบที่ล้าหลัง เคยใช้มาแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน
แล้วประชาชนไทยที่ผ่านการเรียนรู้ถึงคุณค่าของประชาธิปไตย
ความหมายของการเลือกตั้ง
ประโยชน์ของการแข่งขันทางการนโยบายของพรรคการเมืองจะยอมหรือ
ถ้าประชาชนจำนวนมากลุกขึ้นมาต่อต้านการรัฐประหารและระบบที่จะถูกสร้างขึ้นหลังการรัฐประหาร ผู้นำกองทัพจะปราบไหวหรือ
ปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งที่จะตามมาคือ ชนชั้นนำและอำมาตย์รวมถึงผู้นำกองทัพจะเอาสุเทพกับพวกไปไว้ไหน และจะจัดการกับพวกนี้อย่างไร
สุเทพกับพวกได้เติบใหญ่มีอิทธิฤทธิ์จนใครก็คุมไม่อยู่แล้ว
ระบบการปกครองที่จะสร้างขึ้นใหม่ รัฐบาลใหม่ที่จะตั้งกันขึ้นมา
จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ไม่ต้องถามสุเทพกับพวกบ้างหรือ
แน่ใจแล้วหรือว่าจะตรงกัน
ปัญหาใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ
หากการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเป็นเพราะสุเทพกับพวก
หรือต้องเป็นไปตามความต้องการของสุเทพกับพวก
ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานว่าหากใครต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง
ก็ให้ใช้วิธีเดียวกันกับสุเทพและพวกคือ ใช้วิธีการนอกระบบ
ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงตามอำเภอใจ หรือใช้กำลังและความรุนแรง
เมื่อรัฐประหารแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้น
นำและอำมาตย์ต้องการ สังคมไทยจะอยู่ในสภาพที่ใครก็คุมไม่ได้
อยู่กันไม่เป็นสุข ขัดแย้งรุนแรงไม่สิ้นสุด ประเทศจะบอบช้ำไปอีกนาน
นี่คือสิ่งที่ชนชั้นนำ อำมาตย์ และผู้นำกองทัพต้องการให้เกิดขึ้นแน่หรือ.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น