สัมภาษณ์พิเศษ
แม้เป็นแค่รัฐบาลรักษาการ ไม่มีอำนาจในมือ กลับถูกฝ่ายตรงข้ามเล่นงานจนหลังพิงกระดาน
สถานภาพรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เวลานี้อาจอยู่ในภาวะ "จนตรอก" ก็ไม่เชิงเพราะถูกดาบตุลาการจี้คอหอยอยู่
"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนากับ "ชูศักดิ์ ศิรินิล" หัวหน้าสำนักงานฝ่าย กฎหมายพรรคเพื่อไทย ให้วิเคราะห์ทางรอดของพรรค ยามที่ฝ่ายตรงข้ามงัดกฎหมายเข้าฟาดฟันจนรัฐบาลอยู่ในฝ่ายตั้งรับในขณะนี้
- กระแสการพูดถึงรัฐบาลรักษาการต้องพ้นสภาพไป หลังจากไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ภายใน 30 วัน
เป็น เรื่องที่ต้องการจะให้เป็นแบบนั้น เพื่อนำไปสู่สุญญากาศที่เรียกว่ามีช่องว่างตามรัฐธรรมนูญนำไปสู่การใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าพูดกันตามหลักการรัฐธรรมนูญ ประเทศใด ๆ ในโลกรวมทั้งประเทศไทย ไม่มีใครเขียนกฎหมายหรือกำหนดรัฐธรรมนูญให้เกิดช่องว่างหรือสุญญากาศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล จะไม่มีรัฐบาลทำหน้าที่ไม่ได้ เหตุผลเพราะรัฐบาลมีหน้าที่กระทำตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน
โดยสรุปมันเลือกตั้งไม่ได้ สภายังไม่เกิดกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าคุณเลือกตั้งแล้วต้องเปิดประชุมรัฐสภา ภายใน 30 วัน เมื่อทำไม่ได้ ก็ต้องทำให้ได้ กกต.ต้องเป็นคนทำ ส่วนนายกฯยังมีไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนว่าต้องมีการเลือกนายกฯภายใน 30 วัน นับตั้งแต่เปิดประชุมสภาครั้งแรก เมื่อเปิดครั้งแรกไม่ได้ ก็ยังมีนายกฯไม่ได้
เมื่อ 1 ยังมีไม่ได้ 2 มันก็มีไม่ได้ 3 ก็มีไม่ได้ มันต้องทำให้มี 1 เสียก่อน คือคุณเลือกตั้ง ส.ส.ให้ได้ แม้เลยกำหนด 30 วันไปแล้ว แต่เป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัด ไม่ได้มีความผิด เพราะเขาบอกว่าทำไม่ได้จริง ๆ มีการขัดขวางการเลือกตั้ง ก็ต้องพยายามทำให้มันได้ ดังนั้นเมื่อนายกฯยังไม่มี รัฐบาลชุดนี้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องรักษาการต่อไป เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องรักษาการในตำแหน่งต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่จะมารับหน้าที่ และไม่มีกำหนดเวลาจะต้องรักษาการกี่วัน
แต่ถ้าต้องพ้นจากรัฐบาล รักษาการ คำถามคือ 1.พ้นโดยกฎหมายอะไร เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 เขียนไว้ชัดเจนว่าต้องทำหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ และไม่ได้บอกว่าต้องพ้นไป คุณจะเอาเหตุผลใด ๆ ก็ตามทีว่า นี่คือช่องว่างและใช้มาตรา 7 คำถามมันยาวไปกว่านั้นว่ามันจะเป็นช่องว่างจริงหรือ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้วมีขั้นมีตอน แล้วถ้าใช้มาตรา 7 มันยิ่งไปกันใหญ่ เพราะมาตรา 7 ใช้ในกรณีถ้าไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้คือไม่มีเขียนเรื่องนี้ไว้ แต่กรณีนี้มีเขียนไว้เนี่ย ส.ส.มายังไง ครม.มายังไง รักษาการต่อไปยังไง มันไม่เข้ามาตรา 7
- ที่อาจารย์ว่าเป็นภาวะปกติ แต่คนบางกลุ่มบอกว่าวันนี้อยู่ในภาวะไม่ปกติ องค์กรที่เหลืออยู่ต้องมาหาทางออกนำไปสู่มาตรา 7
มันไม่ได้หรอก พูดง่าย ๆ คุณก็ตีความเข้าข้างตัวเอง เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ คุณจะไปตีความแบบเลอะเลือน อันนี้ภาวะปกติ อันนี้ภาวะไม่ปกติมันไม่ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง มันต้องอ้างบทบัญญัติของกฎหมาย ยิ่งถ้าคุณจะแต่งตั้งองค์กรที่มาใช้อำนาจอธิปไตยคืออำนาจบริหารประเทศ มันก็ต้องอาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
- แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความให้รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพอะไรจะเกิดขึ้น
ผมไม่แน่ใจว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตีความ เพราะยังเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เช่น วินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส. ส.ว. วินิจฉัยสมาชิกภาพรัฐมนตรี ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ประเทศนี้เราก็เห็นมาแล้วว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ เช่น แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. แนะนำให้เราแก้รายมาตรา พอแก้ไปก็เข้ารัฐธรรมนูญมาตรา 68 มาตรา 68 กลายเป็นหัวใจหลักของศาลรัฐธรรมนูญ เอามาตีความจนเลอะเทอะหมด แต่ถ้าไปตีความอย่างนั้น ปัญหาจะเกิดทันทีว่า ศาลต้องชี้ขาดไปว่าเมื่อวินิจฉัยวันนี้ว่ารัฐบาลชุดนี้สิ้นสุด ปัญหาต่อไปใครจะเป็นรัฐบาล ศาลรัฐธรรมนูญจะกล้าชี้ออกไปเลยไหมว่า ให้ใช้อำนาจตามมาตรา 7 (หัวเราะ) ผมก็ถามว่า อ้าว... ระหว่างรัฐบาลรักษาการสิ้นสุด ไปจนถึงมี ครม.ใหม่ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะรักษาการต่อไปได้อีกไหม
- ถ้าศาลชี้ว่าสิ้นสภาพก็ถือว่าศาลก้าวก่ายฝ่ายบริหาร
ก็ถูกน่ะสิ ในความเห็นส่วนตัวพยายามมองว่า...ไปยากน่า และส่วนตัวคิดว่าศาลไม่มีอำนาจรับคำร้องตั้งแต่ต้น แต่ถ้าตีความตามมาตรา 68 ว่าที่คุณยังอยู่ต่อไปเท่ากับคุณกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง ประเทศโดยไม่ใช่วิถีทางที่เป็นประชาธิปไตย ผมก็ว่า..โอ้ บ้านนี้เมืองนี้ไม่ต้องเรียนกฎหมายกันแล้วมั้ง
- ดังนั้นอันดับแรก กกต.ต้องจัดเลือกตั้งให้จบ
มัน ก็ต้องทำ 1.รัฐธรรมนูญเขียนให้เป็นอำนาจหน้าที่ กกต. 2.มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาเป็นกฎหมาย 3.รัฐธรรมนูญเขียนให้เลือกตั้งเพื่อเป็นกระบวนการให้ได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตย คุณจะไปละเว้นได้อย่างไร
- มองการทำงานของ กกต.ที่ทำให้ได้ ส.ส.ช้าอย่างไร
มอง ด้วยเจตนาไม่ได้มีอคติ มองแง่ดีว่าเขาก็มีเจตนาจัดเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ก็เป็นนักกฎหมาย มาจากศาล ธรรมชาติของคนเหล่านี้ 1.คิดก่อนว่าถูกกฎหมาย ผิดกฎหมายไหม ทำได้ไหม ระมัดระวังไว้อย่างแรง พอมันมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างนี้ สิ่งที่ กกต.คิดหนักคือ กฎหมายให้อำนาจหรือเปล่า ภาพที่ออกมาเหมือนไม่พยายามจัดการเลือกตั้ง แต่ลึก ๆ แล้วคนเหล่านี้กลัวจะผิดกฎหมาย กลัวว่าท้ายสุดตนเองจะต้องรับผิดชอบ มันจึงเกิดการตีความ การส่งศาล สรุปเขากลัวเกินเหตุ
- การที่ กกต.กลัวเกินเหตุ จะทำให้ไปเข้าทางฝ่ายตรงข้ามที่จะฉวยให้เกิดภาวะสุญญากาศหรือไม่
มัน ก็ต้องไปอย่างนี้ มันก็ต้องเลือกกันไปจนกว่ามันจะได้ เราก็รู้ว่าปัญหาการเมืองมาจากการยุบสภา รัฐบาลก็เป็นแค่รัฐบาลรักษาการ ทำอะไรก็ยาก ทำหลายเรื่องต้องขออนุมัติ กกต. ทำในเชิงนโยบายไม่ได้ เราก็อยากให้พ้นภาวะวิกฤตไปเสียที เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว บ้านเมืองจะได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่งั้นเราก็มานั่งรักษาการกันอยู่อย่างนี้ ทำอะไรก็ลำบาก
ถ้าเรามอง ให้การเลือกตั้งจบไปเสีย มันจะได้เข้าสู่โหมดการคัดเลือกรัฐบาล สมมติว่าเป็นพรรคเพื่อไทย เขาก็ประกาศไปแล้วว่าอยู่ไม่นาน คุณอยากปฏิรูปให้เสร็จ 1 ปีก็อยู่แค่นั้น แล้วเลือกตั้งใหม่ ก็เป็นประชาธิปไตยที่อยากให้ประเทศเดินหน้าต่อไป
- แต่ก็มีคนร้องศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะมีโอกาสให้เป็นโมฆะไหม
อะไร จะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นได้ แต่คำถามคือศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะไหม ไปค้นดูรัฐธรรมนูญไม่มีนะ แต่มีศาลหนึ่งคือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง อำนาจตามรัฐธรรมนูญคือวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง เพียงแต่ขณะนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งยังไม่ออกระเบียบเรื่องนี้ชัดเจน คำถามคืออำนาจของใคร
- พรรคเพื่อไทยมีทางออกทางการเมืองอื่น ๆ อีกหรือไม่ นอกจากกอดกฎหมาย โดยให้ กกต.จัดการเลือกตั้ง
มี การแก้ปัญหาความขัดแย้งอยู่หลายวิธี เช่น การเจรจา การประนีประนอม มันเป็นเรื่องทางการเมืองที่จะทำไป เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของผู้บริหารพรรคว่าจะหาทางออกอย่างไร เชื่อว่าผู้บริหารพรรคทำกันอยู่พอสมควร แต่คงพูดไม่ได้ว่าทำอะไรบ้างที่ว่าเรากอดกฎหมายไว้แน่น เนื่องจากพรรคเราเป็นเป้า ความขัดแย้งมีช้านาน ระบบสองมาตรฐานยังมีอยู่ชัดเจน เราจึงไม่มีทางต้องกอดกฎหมายไว้ก่อน ขนาดกอดกฎหมายแล้วนะ (หัวเราะ) ขนาดกอดเต็มที่แล้วก็ยังไม่วาย ยึดตามกฎหมายเป๊ะ ๆ เห็นไหม แก้ไขที่มา ส.ว.จะไปถอดถอน นี่ขนาดยึดกฎหมาย จึงไม่มีทางอื่น ผมยังงงว่าสังคมสองมาตรฐานยังมีอยู่ และยังไม่ต่างไปจากปี 2549-2550
- เมื่อ 2 มาตรฐานยังมีอยู่ ถ้าให้ประเมินระหว่างการเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายกฯถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเรื่องจำนำข้าว และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพ คิดว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสเจอแจ็กพอตในเคสใดมากที่สุด
เลือกตั้งเป็น โมฆะในความเห็นผมมันไปยาก แต่มันก็มีข้อที่ควรมองว่าเป็นทางออกทางรัฐศาสตร์อันหนึ่ง เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง แล้วสังคมน่าจะเย็นลง ความขัดแย้งอาจบรรเทาเบาบางลง ในทางข้อเท็จจริงมันก็อาจมีการคิดประเด็นนี้กันอยู่ ผมก็ไม่รู้ว่าไปได้หรือไม่ แต่โดยข้อกฎหมายไปยาก
ส่วน ป.ป.ช.มันก็ไม่มีอะไร ถ้าเขาชี้มูลนายกฯก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะนายกฯ ตำแหน่ง รมว.กลาโหมยังอยู่ รองนายกฯก็ทำหน้าที่แทนตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่ปัญหาว่าจะอีกนานแค่ไหน ถ้า ป.ป.ช.ชี้มูล ก็ไม่มีผลกระทบพรรคเพื่อไทย
- ใน 3 เคสที่นายกฯและพรรคเพื่อไทยกำลังโดนเล่นงาน ทางไหนเจ็บน้อยที่สุด
เงื่อนไขมัน ต่างกัน ไม่เกี่ยวกับเจ็บไม่เจ็บ สมมติถามว่า ออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ พรรคเพื่อไทยก็พร้อม ถ้านายกฯโดน ป.ป.ช.ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพถือว่าสาหัสในแง่มัน ฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วเลือกตั้งที่มีอยู่ทำไง มันไปไกลเลยนะ กกต.จะจัดการเลือกตั้งให้เสร็จทำไง มันจะสร้างความแตกแยก สร้างความร้าวฉานรุนแรงมาก
- ก็เป็นช่องทางให้ฝ่ายตรงข้ามเสนอนายกฯมาตรา 7
อัน นี้เสียหาย ไม่เฉพาะพรรคเพื่อไทย แต่เสียหายโดยรวม เสียหายในความเป็นบริบทประเทศ แล้วผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานรุนแรงมาก
- ในทางรัฐศาสตร์ พรรคเพื่อไทยยอมถอยในเกมได้มากแค่ไหน
คุณ สุเทพ (เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.) เรียกร้องให้ออกจากรักษาการ มันต้องพูดต่อไปว่า เขาให้ออกหมด ไม่ใช่เฉพาะคุณยิ่งลักษณ์ ให้ออกไปหมายความว่า ครม.ชุดนี้ไม่มีอยู่แล้ว เพื่อให้มันเกิดช่องว่าง จะได้ใช้มาตรา 7 มันคือการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง มันทำไม่ได้ มันสุดโต่งเกินไป ถ้าพรรคเพื่อไทยยอมแบบนั้นมันหมายถึงเท่ากับคุณปฏิวัติยึดอำนาจ เพียงที่ผ่านมาทหารยึด แต่นี่คุณสุเทพ ยึด
- เมื่อพรรคเพื่อไทยยอมถอยด้านกฎหมายไม่ได้ แต่ยอมถอยด้านรัฐศาสตร์ได้ไหม โดยให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ
เราไม่คิดว่าทางนี้คือทางถอยทางรัฐศาสตร์ เพราะการที่วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เราไม่ใช่ผู้วินิจฉัยเอง มันต้องเป็นองค์กรอื่น มันต้องเบี่ยงเบนกฎหมายกันอย่างเต็มที่ ต้องดำน้ำเขียนอย่างเต็มที่ แต่วิธีที่เจ็บน้อยที่สุดคือเราเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ถามว่าเจ็บไหมก็คือเจ็บ แต่อย่างอื่นมันนอกรัฐธรรมนูญหมด
แม้เป็นแค่รัฐบาลรักษาการ ไม่มีอำนาจในมือ กลับถูกฝ่ายตรงข้ามเล่นงานจนหลังพิงกระดาน
สถานภาพรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เวลานี้อาจอยู่ในภาวะ "จนตรอก" ก็ไม่เชิงเพราะถูกดาบตุลาการจี้คอหอยอยู่
"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนากับ "ชูศักดิ์ ศิรินิล" หัวหน้าสำนักงานฝ่าย กฎหมายพรรคเพื่อไทย ให้วิเคราะห์ทางรอดของพรรค ยามที่ฝ่ายตรงข้ามงัดกฎหมายเข้าฟาดฟันจนรัฐบาลอยู่ในฝ่ายตั้งรับในขณะนี้
- กระแสการพูดถึงรัฐบาลรักษาการต้องพ้นสภาพไป หลังจากไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ภายใน 30 วัน
เป็น เรื่องที่ต้องการจะให้เป็นแบบนั้น เพื่อนำไปสู่สุญญากาศที่เรียกว่ามีช่องว่างตามรัฐธรรมนูญนำไปสู่การใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าพูดกันตามหลักการรัฐธรรมนูญ ประเทศใด ๆ ในโลกรวมทั้งประเทศไทย ไม่มีใครเขียนกฎหมายหรือกำหนดรัฐธรรมนูญให้เกิดช่องว่างหรือสุญญากาศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล จะไม่มีรัฐบาลทำหน้าที่ไม่ได้ เหตุผลเพราะรัฐบาลมีหน้าที่กระทำตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน
โดยสรุปมันเลือกตั้งไม่ได้ สภายังไม่เกิดกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าคุณเลือกตั้งแล้วต้องเปิดประชุมรัฐสภา ภายใน 30 วัน เมื่อทำไม่ได้ ก็ต้องทำให้ได้ กกต.ต้องเป็นคนทำ ส่วนนายกฯยังมีไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนว่าต้องมีการเลือกนายกฯภายใน 30 วัน นับตั้งแต่เปิดประชุมสภาครั้งแรก เมื่อเปิดครั้งแรกไม่ได้ ก็ยังมีนายกฯไม่ได้
เมื่อ 1 ยังมีไม่ได้ 2 มันก็มีไม่ได้ 3 ก็มีไม่ได้ มันต้องทำให้มี 1 เสียก่อน คือคุณเลือกตั้ง ส.ส.ให้ได้ แม้เลยกำหนด 30 วันไปแล้ว แต่เป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัด ไม่ได้มีความผิด เพราะเขาบอกว่าทำไม่ได้จริง ๆ มีการขัดขวางการเลือกตั้ง ก็ต้องพยายามทำให้มันได้ ดังนั้นเมื่อนายกฯยังไม่มี รัฐบาลชุดนี้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องรักษาการต่อไป เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องรักษาการในตำแหน่งต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่จะมารับหน้าที่ และไม่มีกำหนดเวลาจะต้องรักษาการกี่วัน
แต่ถ้าต้องพ้นจากรัฐบาล รักษาการ คำถามคือ 1.พ้นโดยกฎหมายอะไร เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 เขียนไว้ชัดเจนว่าต้องทำหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ และไม่ได้บอกว่าต้องพ้นไป คุณจะเอาเหตุผลใด ๆ ก็ตามทีว่า นี่คือช่องว่างและใช้มาตรา 7 คำถามมันยาวไปกว่านั้นว่ามันจะเป็นช่องว่างจริงหรือ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้วมีขั้นมีตอน แล้วถ้าใช้มาตรา 7 มันยิ่งไปกันใหญ่ เพราะมาตรา 7 ใช้ในกรณีถ้าไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้คือไม่มีเขียนเรื่องนี้ไว้ แต่กรณีนี้มีเขียนไว้เนี่ย ส.ส.มายังไง ครม.มายังไง รักษาการต่อไปยังไง มันไม่เข้ามาตรา 7
- ที่อาจารย์ว่าเป็นภาวะปกติ แต่คนบางกลุ่มบอกว่าวันนี้อยู่ในภาวะไม่ปกติ องค์กรที่เหลืออยู่ต้องมาหาทางออกนำไปสู่มาตรา 7
มันไม่ได้หรอก พูดง่าย ๆ คุณก็ตีความเข้าข้างตัวเอง เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ คุณจะไปตีความแบบเลอะเลือน อันนี้ภาวะปกติ อันนี้ภาวะไม่ปกติมันไม่ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง มันต้องอ้างบทบัญญัติของกฎหมาย ยิ่งถ้าคุณจะแต่งตั้งองค์กรที่มาใช้อำนาจอธิปไตยคืออำนาจบริหารประเทศ มันก็ต้องอาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
- แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความให้รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพอะไรจะเกิดขึ้น
ผมไม่แน่ใจว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตีความ เพราะยังเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เช่น วินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส. ส.ว. วินิจฉัยสมาชิกภาพรัฐมนตรี ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ประเทศนี้เราก็เห็นมาแล้วว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ เช่น แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. แนะนำให้เราแก้รายมาตรา พอแก้ไปก็เข้ารัฐธรรมนูญมาตรา 68 มาตรา 68 กลายเป็นหัวใจหลักของศาลรัฐธรรมนูญ เอามาตีความจนเลอะเทอะหมด แต่ถ้าไปตีความอย่างนั้น ปัญหาจะเกิดทันทีว่า ศาลต้องชี้ขาดไปว่าเมื่อวินิจฉัยวันนี้ว่ารัฐบาลชุดนี้สิ้นสุด ปัญหาต่อไปใครจะเป็นรัฐบาล ศาลรัฐธรรมนูญจะกล้าชี้ออกไปเลยไหมว่า ให้ใช้อำนาจตามมาตรา 7 (หัวเราะ) ผมก็ถามว่า อ้าว... ระหว่างรัฐบาลรักษาการสิ้นสุด ไปจนถึงมี ครม.ใหม่ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะรักษาการต่อไปได้อีกไหม
- ถ้าศาลชี้ว่าสิ้นสภาพก็ถือว่าศาลก้าวก่ายฝ่ายบริหาร
ก็ถูกน่ะสิ ในความเห็นส่วนตัวพยายามมองว่า...ไปยากน่า และส่วนตัวคิดว่าศาลไม่มีอำนาจรับคำร้องตั้งแต่ต้น แต่ถ้าตีความตามมาตรา 68 ว่าที่คุณยังอยู่ต่อไปเท่ากับคุณกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง ประเทศโดยไม่ใช่วิถีทางที่เป็นประชาธิปไตย ผมก็ว่า..โอ้ บ้านนี้เมืองนี้ไม่ต้องเรียนกฎหมายกันแล้วมั้ง
- ดังนั้นอันดับแรก กกต.ต้องจัดเลือกตั้งให้จบ
มัน ก็ต้องทำ 1.รัฐธรรมนูญเขียนให้เป็นอำนาจหน้าที่ กกต. 2.มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาเป็นกฎหมาย 3.รัฐธรรมนูญเขียนให้เลือกตั้งเพื่อเป็นกระบวนการให้ได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตย คุณจะไปละเว้นได้อย่างไร
- มองการทำงานของ กกต.ที่ทำให้ได้ ส.ส.ช้าอย่างไร
มอง ด้วยเจตนาไม่ได้มีอคติ มองแง่ดีว่าเขาก็มีเจตนาจัดเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ก็เป็นนักกฎหมาย มาจากศาล ธรรมชาติของคนเหล่านี้ 1.คิดก่อนว่าถูกกฎหมาย ผิดกฎหมายไหม ทำได้ไหม ระมัดระวังไว้อย่างแรง พอมันมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างนี้ สิ่งที่ กกต.คิดหนักคือ กฎหมายให้อำนาจหรือเปล่า ภาพที่ออกมาเหมือนไม่พยายามจัดการเลือกตั้ง แต่ลึก ๆ แล้วคนเหล่านี้กลัวจะผิดกฎหมาย กลัวว่าท้ายสุดตนเองจะต้องรับผิดชอบ มันจึงเกิดการตีความ การส่งศาล สรุปเขากลัวเกินเหตุ
- การที่ กกต.กลัวเกินเหตุ จะทำให้ไปเข้าทางฝ่ายตรงข้ามที่จะฉวยให้เกิดภาวะสุญญากาศหรือไม่
มัน ก็ต้องไปอย่างนี้ มันก็ต้องเลือกกันไปจนกว่ามันจะได้ เราก็รู้ว่าปัญหาการเมืองมาจากการยุบสภา รัฐบาลก็เป็นแค่รัฐบาลรักษาการ ทำอะไรก็ยาก ทำหลายเรื่องต้องขออนุมัติ กกต. ทำในเชิงนโยบายไม่ได้ เราก็อยากให้พ้นภาวะวิกฤตไปเสียที เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว บ้านเมืองจะได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่งั้นเราก็มานั่งรักษาการกันอยู่อย่างนี้ ทำอะไรก็ลำบาก
ถ้าเรามอง ให้การเลือกตั้งจบไปเสีย มันจะได้เข้าสู่โหมดการคัดเลือกรัฐบาล สมมติว่าเป็นพรรคเพื่อไทย เขาก็ประกาศไปแล้วว่าอยู่ไม่นาน คุณอยากปฏิรูปให้เสร็จ 1 ปีก็อยู่แค่นั้น แล้วเลือกตั้งใหม่ ก็เป็นประชาธิปไตยที่อยากให้ประเทศเดินหน้าต่อไป
- แต่ก็มีคนร้องศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะมีโอกาสให้เป็นโมฆะไหม
อะไร จะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นได้ แต่คำถามคือศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะไหม ไปค้นดูรัฐธรรมนูญไม่มีนะ แต่มีศาลหนึ่งคือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง อำนาจตามรัฐธรรมนูญคือวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง เพียงแต่ขณะนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งยังไม่ออกระเบียบเรื่องนี้ชัดเจน คำถามคืออำนาจของใคร
- พรรคเพื่อไทยมีทางออกทางการเมืองอื่น ๆ อีกหรือไม่ นอกจากกอดกฎหมาย โดยให้ กกต.จัดการเลือกตั้ง
มี การแก้ปัญหาความขัดแย้งอยู่หลายวิธี เช่น การเจรจา การประนีประนอม มันเป็นเรื่องทางการเมืองที่จะทำไป เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของผู้บริหารพรรคว่าจะหาทางออกอย่างไร เชื่อว่าผู้บริหารพรรคทำกันอยู่พอสมควร แต่คงพูดไม่ได้ว่าทำอะไรบ้างที่ว่าเรากอดกฎหมายไว้แน่น เนื่องจากพรรคเราเป็นเป้า ความขัดแย้งมีช้านาน ระบบสองมาตรฐานยังมีอยู่ชัดเจน เราจึงไม่มีทางต้องกอดกฎหมายไว้ก่อน ขนาดกอดกฎหมายแล้วนะ (หัวเราะ) ขนาดกอดเต็มที่แล้วก็ยังไม่วาย ยึดตามกฎหมายเป๊ะ ๆ เห็นไหม แก้ไขที่มา ส.ว.จะไปถอดถอน นี่ขนาดยึดกฎหมาย จึงไม่มีทางอื่น ผมยังงงว่าสังคมสองมาตรฐานยังมีอยู่ และยังไม่ต่างไปจากปี 2549-2550
- เมื่อ 2 มาตรฐานยังมีอยู่ ถ้าให้ประเมินระหว่างการเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายกฯถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเรื่องจำนำข้าว และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพ คิดว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสเจอแจ็กพอตในเคสใดมากที่สุด
เลือกตั้งเป็น โมฆะในความเห็นผมมันไปยาก แต่มันก็มีข้อที่ควรมองว่าเป็นทางออกทางรัฐศาสตร์อันหนึ่ง เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง แล้วสังคมน่าจะเย็นลง ความขัดแย้งอาจบรรเทาเบาบางลง ในทางข้อเท็จจริงมันก็อาจมีการคิดประเด็นนี้กันอยู่ ผมก็ไม่รู้ว่าไปได้หรือไม่ แต่โดยข้อกฎหมายไปยาก
ส่วน ป.ป.ช.มันก็ไม่มีอะไร ถ้าเขาชี้มูลนายกฯก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะนายกฯ ตำแหน่ง รมว.กลาโหมยังอยู่ รองนายกฯก็ทำหน้าที่แทนตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่ปัญหาว่าจะอีกนานแค่ไหน ถ้า ป.ป.ช.ชี้มูล ก็ไม่มีผลกระทบพรรคเพื่อไทย
- ใน 3 เคสที่นายกฯและพรรคเพื่อไทยกำลังโดนเล่นงาน ทางไหนเจ็บน้อยที่สุด
เงื่อนไขมัน ต่างกัน ไม่เกี่ยวกับเจ็บไม่เจ็บ สมมติถามว่า ออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ พรรคเพื่อไทยก็พร้อม ถ้านายกฯโดน ป.ป.ช.ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพถือว่าสาหัสในแง่มัน ฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วเลือกตั้งที่มีอยู่ทำไง มันไปไกลเลยนะ กกต.จะจัดการเลือกตั้งให้เสร็จทำไง มันจะสร้างความแตกแยก สร้างความร้าวฉานรุนแรงมาก
- ก็เป็นช่องทางให้ฝ่ายตรงข้ามเสนอนายกฯมาตรา 7
อัน นี้เสียหาย ไม่เฉพาะพรรคเพื่อไทย แต่เสียหายโดยรวม เสียหายในความเป็นบริบทประเทศ แล้วผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานรุนแรงมาก
- ในทางรัฐศาสตร์ พรรคเพื่อไทยยอมถอยในเกมได้มากแค่ไหน
คุณ สุเทพ (เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.) เรียกร้องให้ออกจากรักษาการ มันต้องพูดต่อไปว่า เขาให้ออกหมด ไม่ใช่เฉพาะคุณยิ่งลักษณ์ ให้ออกไปหมายความว่า ครม.ชุดนี้ไม่มีอยู่แล้ว เพื่อให้มันเกิดช่องว่าง จะได้ใช้มาตรา 7 มันคือการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง มันทำไม่ได้ มันสุดโต่งเกินไป ถ้าพรรคเพื่อไทยยอมแบบนั้นมันหมายถึงเท่ากับคุณปฏิวัติยึดอำนาจ เพียงที่ผ่านมาทหารยึด แต่นี่คุณสุเทพ ยึด
- เมื่อพรรคเพื่อไทยยอมถอยด้านกฎหมายไม่ได้ แต่ยอมถอยด้านรัฐศาสตร์ได้ไหม โดยให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ
เราไม่คิดว่าทางนี้คือทางถอยทางรัฐศาสตร์ เพราะการที่วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เราไม่ใช่ผู้วินิจฉัยเอง มันต้องเป็นองค์กรอื่น มันต้องเบี่ยงเบนกฎหมายกันอย่างเต็มที่ ต้องดำน้ำเขียนอย่างเต็มที่ แต่วิธีที่เจ็บน้อยที่สุดคือเราเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ถามว่าเจ็บไหมก็คือเจ็บ แต่อย่างอื่นมันนอกรัฐธรรมนูญหมด

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น