แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

ไม่มีชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยในบ้านเปรม

ที่มา Thai E-News



โดย ภาคิน นิมมานนรวงศ์
ที่มา ประชาไท

ข้อโต้แย้ง (1)

ไม่นานมานี้ บทความที่ น่าสนใจชิ้นหนึ่งชี้ว่า การที่ยิ่งลักษณ์เดินทางเข้าพบเปรมในบ้านสี่เสาฯ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าบรรดาเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ (Network Monarchy) ได้เลือกแล้วว่าจะยืนข้างประชาธิปไตย ผู้เขียนบทความยังตีความไปด้วยว่า นี่คือการแสดงจุดยืนของเครือข่ายสถาบันกษัตริย์เพื่อการปรับตัวในระยะยาว กลับกัน ท่ามกลางชัยชนะของยิ่งลักษณ์ (เครือข่ายทักษิณ) และฝ่ายประชาธิปไตยในบ้านของเปรม เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ก็ได้รับชัยชนะอีกครั้งเช่นกัน เพราะพวกเขารู้ดีว่า “เพื่อเอาชนะใจคนหมู่มาก พวกเขาต้องเลือกใคร”

จากข้อสรุปข้างต้น จึงดูเหมือนว่า ในการต่อสู้ครั้งนี้ ทุกคนจะชนะ เว้นเพียงแต่สุเทพและคณะเท่านั้นที่ถูกหักหลัง ปัญหาคือ หากฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะแล้วจริง ๆ ตั้งแต่ในบ้านเปรม ทุกวันนี้ เรากำลังเผชิญกับอะไรอยู่กันแน่

แน่นอนว่า หากต้องการดำรงอยู่ต่อไปในสังคมไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน เครือข่ายสถาบันกษัตริย์จำต้องยอมรับว่าพวกเขามิได้มีอาญาสิทธิ์ตามอำเภอใจ ในการกำหนดชะตากรรมของประเทศ และควรตระหนักเสียทีว่า ที่มาของอำนาจการปกครองที่ชอบธรรม คือคะแนนเสียงของประชาชน มิใช่เพียงเสียงกระซิบของสถาบันทางวัฒนธรรมอันล้าสมัยใด ๆ ที่ไม่อาจตรวจสอบได้ กระนั้น เพียงแค่การเข้าพบและแลกเปลี่ยน "ของขวัญ" ระหว่างกัน คือสัญญาณที่เพียงพอแล้วหรือว่าพวกเขาพร้อมจะเปลี่ยนแปลง

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตลอดครึ่งเดือนผ่านมา สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น คือการประกาศปิดกรุงเทพฯ ท่ามกลางการคาดเดาไปต่าง ๆ นานาว่านายทุนเบื้องหลังการประท้วงที่ยืดยาวมาหลายเดือนนี้เป็นใครบ้าง (ในกรณีของคนเสื้อแดง เป็นที่รับรู้และคาดเดาไม่ยากอยู่แล้วว่า นายทุนนั้นคือทักษิณ) เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า เครือข่ายสถาบันกษัตริย์เองยังคงให้การสนับสนุนผู้ประท้วง และอย่างน้อยที่สุด บางคนในเครือข่ายนั้นก็ได้เปิดหน้าไพ่ออกมาแล้วว่า เขาหรือเธอไม่มีวันอยู่ข้างประชาธิปไตย ต่อให้ต้องกลายเป็นกบฏ

นอกจากนี้ กระแสความกังวลเกี่ยวกับการก่อรัฐประหารยังมีอยู่จริง แม้ผู้นำระดับสูงของกองทัพจะไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธ และบางคนจะเห็นว่า นั่นเท่ากับการฆ่าตัวตายก็ ตามที ในทำนองเดียวกัน บรรดาเครือข่ายต่อต้านประชาธิปไตยที่ขึ้นสู่อำนาจจากการคัดสรรโดยบรรดา "ผู้ทรงคุณวุฒิ" ยังคงลอยหน้าขัดขวางการเลือกตั้งพร้อมการปฏิรูป ทั้งยังนำเสนอความคิดที่บิดเบือนหลักการและดูถูกดูแคลนผู้คนอีกมากมายที่ไม่ ได้เห็นด้วยกับแนวทางการปฏิรูปประเทศที่พวกเขาต้องการ

ที่จริงแล้ว ดูเหมือนผู้เขียนเองก็ไม่ได้มั่นใจในข้อเสนอของตัวเองนัก เนื่องจากยอมรับไว้ว่านี่อาจเป็นการด่วนสรุปเกินไป ยิ่งกว่านั้น เนื้อหาในตอนท้าย ๆ ก็ออกจะเป็นเสียงกระตุ้นเตือนเครือข่ายกษัตริย์ให้ปรับตัว มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงว่าพวกเขาได้ตระหนักแล้วว่าต้องทำอย่างไรเพื่อจะ อยู่รอด

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าการตีความนี้จะใกล้เคียงความจริงมากน้อยเพียงใด และไม่ว่านี่จะเป็นสัญญาณถึงชัยชนะของเครือข่ายสถาบันฯ เก่าหรือเครือข่ายสถาบันฯ ใหม่ เป็นชัยชนะของยิ่งลักษณ์ เพื่อไทย หรือเครือข่ายทักษิณอย่างที่ผู้เขียนเสนอ มันก็ไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยหน้าไหนอยู่ดี

การประนีประนอมระหว่างชนชั้นนำแต่ละกลุ่ม ไม่เคยเป็นสิ่งยืนยันว่า ประชาธิปไตย ที่หมายถึงการเมืองที่วางรากฐานอยู่บนอำนาจของประชาชน จะได้รับชัยชนะ และพลังของประชาชนไม่เคยชนะและจะไม่มีวันชนะ หากเราคิดว่า การเมืองไทยเป็นเพียงเกมกระดานที่มีผู้เล่นไม่กี่สิบคนคอยทอดลูกเต๋า เดินหมาก เล่นละครตามบทที่เขียนไว้หลังฉาก และหลงคิดไปว่าชัยชนะของเราจะเกิดขึ้นง่าย ๆ เมื่อใครสักคนพาเราเดินไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่

แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตัดสินใจของชนชั้นนำมีส่วนอย่างมาก ในการกำหนดความเป็นไปทางการเมืองของสังคมไทยโดยรวม ทว่าการต่อสู้เพื่อยืดคืนพื้นที่ทางอำนาจจากมือคนเหล่านั้นให้มากที่สุดต่าง หากที่จะทำให้ประชาธิปไตยได้รับชัยชนะจริง ๆ

สิ่งสำคัญคือ เราต้องไม่เข้าใจผิดว่า ความพยายามเพียงเล็กน้อยของชนชั้นนำเป็นสัญญาณถึงการยอมลดทอนอำนาจในมือตัว เองลงอย่างสิ้นเชิง และต้องไม่คิดว่าชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่สุเทพและคณะยอมสลายการชุมนุม การเลือกตั้งดำเนินไปตามปกติ และเครือข่ายทักษิณได้กลับมาครองอำนาจ ทว่านักโทษการเมืองยังคงถูกขังลืมอยู่ในคุก ตัวบทกฎหมายยังคงปิดปากไม่ให้เราพูด เรายังต้องขอบคุณทหารที่ไม่ทำรัฐประหาร และสถาบันทางวัฒนธรรมดั้งเดิมต่าง ๆ ล้วนแต่ยังคงตรวจสอบไม่ได้

แน่นอน ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ได้หมายความว่า เรากำลังฝันถึงโลกอุดมคติที่ไม่มีความขัดแย้งอื่นใดอีกเลย หรือประชาธิปไตยคือ ยาวิเศษ ที่จะทำให้สังคมเป็นสุขอย่างถ้วนหน้ากัน กลับกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งเหล่านี้จะนำเราไปสู่ปัญหาใหม่ ๆ อีกนานานัปการที่รอสังคมไทยก้าวไปให้ถึง ประเด็นคือเราจะก้าวผ่านความขัดแย้งพื้นฐานเหล่านี้ไปได้เมื่อไหร่ พูดอีกอย่างก็คือ เมื่อไหร่ที่ข้อถกเถียงระดับมูลฐานที่ว่า คนควรเท่าเทียมกันหรือไม่ จะกลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง จนแม้ชนชั้นผู้มีการศึกษาจะไม่เชื่อก็กระดากปากที่จะปฏิเสธ และเมื่อไหร่ที่ข้อโต้แย้งว่า ที่สุดแล้ว มนุษย์ไม่เคยและไม่ได้เท่ากันจริง ๆ จะกลายเป็น ข้อโต้แย้งเชิงวิพากษ์ มิใช่ความเชื่อกระแสหลักที่ได้รับการผลิตซ้ำกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในสังคม ไทย
ข้อเสนอ (2)

ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรลองพิจารณาการเมืองในมุมมองอื่น อันได้แก่ การเมืองในฐานะการปฏิเสธ มากกว่าจะเป็นการเมืองของการสนับสนุน กล่าวคือ เราไม่จำเป็นต้องเลือกสนับสนุนข้างใดข้างหนึ่งอย่างสุดกู่ แต่เราจำเป็นต้องยืดหยัดปฏิเสธข้างที่ผิดหลักการ พูดให้ชัดคือ สำหรับสังคมที่ใฝ่ฝันจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เราต้องต่อต้านทุกฝ่ายที่มีเป้าหมายเพื่อลิดรอนอำนาจไปจากมือเรา

นี่จึงไม่ใช่เพียงการเมืองของการเลือกข้างอย่างที่เราคุ้น เคยกันมาตลอด 7-8 ปี ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างสี ทั้งยังไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างเครือข่ายสถาบันกษัตริย์กับเครือข่ายทักษิณ หรือระหว่างชนชั้นนำเดิมกับชนชั้นนำใหม่ แต่คือการต่อสู้ระหว่าง เสียงของประชาชนจริง ๆ กับเสียงของคนที่อวดอ้างว่าตัวเองเป็นคนดีมีศีลธรรมในหมู่ชนชั้นนำเพียงหยิบ มือ

ในแง่นี้ การเลือกปฏิเสธข้างที่ผิดหลักการและมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละที่จะฉกฉวยอำนาจไป จากมือประชาชน จึงไม่ได้ทำให้การต่อต้านการประท้วงที่นำโดยสุเทพและคณะ กลายเป็นสิ่งเดียวกับการสนับสนุนเครือข่ายทักษิณและเพื่อไทยให้กลับมาครอง อำนาจ แต่การต่อต้านพวกเขา (และการต่อต้านรัฐประหาร) คือการต้านการใช้อำนาจนอกระบบ การเล่นนอกกติกา การดูถูกเสียงของเราตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน เพราะฉะนั้น การเมืองของการปฏิเสธจึงทำให้เราต่อต้านฝ่ายที่ละเมิดหลักการประชาธิปไตย และอำนาจนอกกติกาที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไปพร้อม ๆ กับการต่อต้านความล้มเหลว โกงกิน หรือฉ้อฉลของเครือข่ายทักษิณและเครือข่ายของนักการเมืองทั้งหลายได้อย่างไม่ ต้องลังเลใจ

การปฏิรูปประเทศไม่ควรเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับการเลือก ตั้ง เราไม่ควรถูกบีบบังคับให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างสิ่งที่จำเป็นทั้งสองทาง พูดให้ถึงที่สุด การเมืองไทยต้องไม่ใช่เพียงการเลือกสนับสนุนข้างใดข้างหนึ่งอย่างมืดบอด แต่คือการเลือกปฏิเสธทุกข้างที่ละเมิดกติกาและไม่เคารพเสียงของผู้คน ด้วยเหตุนี้ การเมืองของการปฏิเสธจึงมีรากฐานอยู่บนการตั้งคำถามใหม่ที่ว่า ใครกันแน่คือศัตรูที่แท้จริงของเรา

นี่จึงเป็นการปฏิเสธเพื่อเลือกข้างประชาชน เพื่อทำให้นักการเมืองและชนชั้นนำตระหนักในพลังของประชาชนจริง ๆ  และทำให้พวกเขาสำนึกเสียทีว่า การเล่นไม่ซื่อกับประชาชน มีเดิมพันที่สูงเสียจนต้องคิดแล้วคิดอีก และไม่กล้าง่าย ๆ

นี่คือการปฏิเสธเพื่อเลือกข้างที่ทำให้พวกเขารู้ว่า ความชอบธรรมของอำนาจอยู่ในมือเรา ไม่ใช่คนส่วนน้อยที่เอาแต่อวดอ้างว่าตัวเองเป็นคนดี และถือครองอำนาจที่ควรจะเป็นของเราไปอย่างหน้าตาเฉย
ดูเผิน ๆ มวลมหาประชาชนของสุเทพและคณะได้แสดงพลังของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยก็ จริง แต่ปัญหาคือ การเลือกปฏิเสธและเหยียดหยามอำนาจของประชาชนโดยรวม กลับทำให้ความชอบธรรมและอำนาจอธิปไตยที่พวกเขาเรียกร้อง วางอยู่ในมือของ "คนอื่น" เสียตั้งแต่ต้น

เราต้องเลือกข้างที่บั่นทอนกำลังของนักการเมืองที่เราชิง ชัง ต้องเลือกข้างที่ทำให้ชนชั้นนำทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายของใคร ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ สำนึกว่าการดูถูกว่าประชาชนโง่เง่า เท่ากับบั่นทอนอำนาจในมือของพวกเขาเอง

เราต้องเลือกข้างที่ทำให้เสียงของพวกเราแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่การเลือกข้างที่รังแต่จะไปเสริมพลังให้คนเหล่านั้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 

การที่เปรมเปิดโอกาสให้ใคร พบ นั่นคือชัยชนะของฝั่งนั้นเสมอ ถ้าเปรมไม่เอา เปรมก็เลือกจะผีไม่เผา เงาไม่เหยียบตั้งแต่แรก ขณะที่ร่องรอยของประวัติศาสตร์ในอดีต ทำให้เห็นว่า เครือข่ายสถาบันฯเคียงข้าง ฝ่ายผู้ได้รับชัยชนะในที่สุด พูดให้ถึงที่สุด พวกเขารู้แล้วว่า ในระยะยาว ใครเป็นผู้ชนะในเกมส์นี้...
[ การเคลื่อนไหวของเปรม = การเคลื่อนไหวของ network monarchy]
ooo
ที่มา ประชาไท
โดย เจนวิทย์   เชื้อสาวะถี

จากบทความเดิมชื่อ:เปรมกับการเป็นผู้นำแบบตัวแทน (Represent leadership): ชัยชนะของยิ่งลักษณ์และฝ่ายประชาธิปไตยในบ้านเปรม
 ooo
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ถนนทุกสายในทางการเมืองไทย วิ่งเข้าบ้าน เปรม  ติณสูลานนท์ ในโอกาสเข้าอวยพรวันปีใหม่ สถานะของเปรมโดดเด่นและสูงส่งในการเมืองไทย เพราะผู้คนในแวดวงการเมืองรู้ดีว่า เปรมเป็น ผู้นำของ network monarchy และรัฐบุรุษผู้นี้นี่เอง ที่เป็นผู้ชี้ขาดในทางการเมืองอยู่ข้างหลังของการเมืองไทยเรื่อยมา

เมื่อ ราวสองเดือนที่แล้ว ในวิชาผู้นำทางการเมือง มีรุ่นน้องท่านหนึ่งนำเสนอใน class ว่าเปรมเป็นผู้นำแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ กล่าวคือ เปรมรักษาสถานะของตัวเอง ด้วยการใช้อำนาจนำที่ตัวเองมีทั้งหมดปกปักรักษาสถาบันการเมืองหลักของไทย มาหลายทศวรรษ ขณะที่พลังบารมีของสถาบันทางวัฒนธรรมของไทย ก็คุ้มครอง ปกป้องเปรมให้ปลอดภัยจากภัยอันตรายทุกชนิดในทางการเมือง

อำนาจของทักษิณทั้งพลังเงิน และมวลชน ทำร้ายเปรมไม่ได้เลย ทำได้เพียงกระตุกเครือข่ายผู้จงรักภักดีให้ออกมาขับไล่ตัวทักษิณไวขึ้น

อย่าง ไรก็ตามผู้เขียนคิดว่า วิธีการจะเข้าใจ เปรมอย่างถึงที่สุด ทำได้โดยการตระหนักว่า เปรมเป็น ผู้นำแบบตัวแทน (represent leadership) กล่าวคือ การเคลื่อนไหวทุกชนิด ทุกประเภทในห้วงวันเวลา ท่ามกลางวิกฤตต่างๆ ของเปรม มีผู้คนสนใจ เพราะผู้คนถือว่า/ให้ค่า ว่าการเคลื่อนไหวของเปรม เป็นการเคลื่อนไหวของอำนาจที่เหนือไปกว่านั้น พูดให้ถึงที่สุด [ การเคลื่อนไหวของเปรม = การเคลื่อนไหวของ network monarchy]

การเข้า พบ เปรม ของยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ไม่นานมานี้ สำหรับผู้เขียน จึงไม่ใช่การพบปะธรรมดาในเทศกาลปีใหม่ จึงไม่ใช่แค่การเข้ารับพรเพื่อรับสนอง พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไปปฏิบัติเท่านั้น จึงไม่ใช่แค่การเข้าไปรับเน็คไทร์ รับของขวัญปีใหม่ และจึงไม่ใช่กิจวัตรประจำที่ใครๆ จะเข้าพบเช่นนั้นได้ ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า เปรมไม่ได้ให้คนเข้าพบง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่เปรมไม่เอาแล้ว และเลือกเขี่ยทิ้งในทางการเมือง เช่น ทักษิณ

นี่เป็นวาระพิเศษ โดยที่พิเศษเพราะเป็นการชี้ขาดทางการเมืองอย่างหนึ่ง

ไม่ ว่าจะโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจของเปรม การให้ยิ่งลักษณ์ และเหล่าทหารที่ปรับตัวมารับใช้ฝ่ายการเมือง และทำหน้าที่ของข้าราชประจำ เข้าพบ ผู้เขียนมองว่าเป็นการส่งสัญญาณอย่างสำคัญในทางการเมือง ว่า เปรมในฐานะตัวแทนของเครือข่ายฯ ได้ส่งสัญญาณแล้วในทางการเมือง ว่าพวกเขาเลือกอะไร คิดอย่างไร

พวกเขาได้ส่งสัญญาณผ่านการพบปะครั้ง นี้ ไปยังสุเทพว่า พวกเขาเลือกยืนข้างฝ่ายประชาธิปไตย พวกเขาตระหนักว่า พวกเขาทั้งหลายจะอยู่รอด และอยู่ร่วมกับมวลชนจำนวนมากในสังคมไทย ด้วยการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่มีวิธีการอื่น กระทั่งการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพราะการปฏิรูปใดๆ สามารถเดินไปพร้อมกับการเลือกตั้งและประชาธิปไตยได้

ผู้เขียนไม่ได้ นั่งเทียนเขียน แต่ผู้เขียนเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของเหล่า network monarchy ทั้งหลายว่า  การที่เปรมเปิดโอกาสให้ใครพบ นั่นคือชัยชนะของฝั่งนั้นเสมอ ถ้าเปรมไม่เอา เปรมก็เลือกจะผีไม่เผา เงาไม่เหยียบตั้งแต่แรก ขณะที่ร่องรอยของประวัติศาสตร์ในอดีต ทำให้เห็นว่า เครือข่ายสถาบันฯเคียงข้าง ฝ่ายผู้ได้รับชัยชนะในที่สุด พูดให้ถึงที่สุด พวกเขารู้แล้วว่า ในระยะยาว ใครเป็นผู้ชนะในเกมส์นี้

เปรมตระหนักได้ ดีว่า ยิ่งลักษณ์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะสถาบันฯ ไม่พร้อมจะประกาศสงครามกับฝ่ายประชาธิปไตยในห้วงเวลานี้ เปรมรู้ดีว่า ยิ่งลักษณ์เป็น choice ที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะเธออดทน และกล้าหาญพอจะลดอัตตาตัวเองลงไปประนีประนอมกับทุกอำนาจในสังคมการเมืองไทย

ไม่ มีโซ่ข้อกลางระหว่าง เครือข่ายสถาบันฯเก่า [old network monarchy ] กับ เครือข่ายสถาบันฯ ใหม่ [new network monarchy ] ได้ดีเท่ายิ่งลักษณ์  ชินวัตร เพราะการบริหารของเธอตลอดสองปีที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า เธอพร้อมเกลี่ย/กระจาย/แจกจ่ายอำนาจนำในสังคมกับผู้คนกลุ่มอื่นๆ ทุกเมื่อ


เธอไม่หวงอำนาจ เพราะเธอรู้ว่า สังคมไทยมาถึงจุดที่มีความแตกต่างหลากหลาย พร้อมความต้องการจำนวนมหาศาล และแน่นอนว่า ไม่มีใครรักษาอำนาจนำไว้ได้ ทั้งสถาบันทางวัฒนธรรมเก่า และกลุ่มทุนใหม่ที่เข้าสู่การเมืองมาหลายสิบปีแล้ว

การเปิดโอกาสให้ยิ่งลักษณ์เข้าพบเปรม จึงเป็นชัยชนะของยิ่งลักษณ์  ชินวัตร และฝ่ายประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นที่บ้านเปรม

ข้อ เขียนชิ้นนี้ อาจสรุป/จับประเด็นรวดเร็วเกินไป อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นชัยชนะของสถาบันทางวัฒนธรรมเดิมอีกครั้ง เหมือน 14 ตุลาฯ ชนชั้นนำรู้ดีว่า ถ้าพวกเขาอยากชนะใจคนหมู่มากในสังคมนี้ พวกเขาต้องเลือกใคร เลือกอะไร และเลือกอย่างไร

และแน่นอนพวกเขาเลือกถูกมาตลอด ชนะตลอด โดยพร้อมทิ้งมวลชนอีกฝ่ายเสมอตลอดเช่นกัน เพื่อรักษาอำนาจนำของตัวเองให้มั่นคงที่สุด

ยิ่ง ลักษณ์ต่างจากพวกเขา ตรงที่เธอรู้จักแชร์อำนาจนำ ขณะที่พวกเขาอาจเริ่มต้นปรับตัวง่ายๆ ในวันนี้ด้วยการเรียนรู้ว่า สังคมเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน มวลชนเปลี่ยน เกินกว่าจะกอดรัดอำนาจนำไว้กับตัวเอง

พวกเขาต้องเลิกลุ่มหลงคิดว่าตัวเองมีอำนาจนำมากมายขนาดแต่ก่อนได้แล้ว

การแชร์อำนาจออกไปให้กว้างขวางเท่านั้น คือวิธีการรักษาอำนาจของตัวเองไว้

ถ้าพวกเขาเลือกส่งสัญญาณต่อสุเทพ ว่าพวกเขาไม่เอาวิธีการแบบสุเทพ เป้าหมายแบบสุเทพ นั่นเป็นทางเลือก และทางรอด ของสถาบันฯ

ไม่ มีวิธีการที่พวกเขาจะอยู่รอด และอยู่ร่วมกับกลุ่มคนอื่นๆ ในสังคม นอกหนทางนี้ ถ้าพวกเขาไม่ทำ จุดจบของพวกเขาต่างหากที่จะเดินทางมาถึง ไม่ใช่จุดจบของยิ่งลักษณ์  ชินวัตร และพลังฝ่ายประชาธิปไตย
เกี่ยวกับผู้เขียน: ปัจจุบัน เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี ศึกษาอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น