แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

หลักนิติธรรมในการดำเนินคดี 112: กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข

ที่มา ประชาไท


“พิจารณาแล้วเห็นว่า จากคำให้การของพยานบุคคลจำนวนหลายคนซึ่งมีหลากหลายอาชีพแสดงความเห็นว่า เมื่ออ่านบทความดังกล่าวปรากฏในวารสารที่ผู้ต้องหาเสนอขาย พยานทั้งหลายก็ไม่ได้ยืนยันไปในทางเดียวกันทั้งหมดว่า บทความดังกล่าวมีเนื้อหาเป็นการดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพยานหลายรายเห็นว่า บทความดังกล่าวเป็นเนื้อเชิงวิชาการ คดีจึงยังฟังไม่ได้ว่าบทความดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประกอบกับไม่มีพยานยืนยันว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้เขียนบทความดังกล่าว โดยเป็นเพียงผู้เสนอขายวารสารที่ปรากฏบทความดังกล่าวเท่านั้น จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า ผู้ต้องหามีเจตนาทำผิดตามข้อกล่าวหา ... ทั้งยังมีพยานยืนยันว่า ผู้ต้องหามีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จากพยานหลักฐานดังกล่าว ยังรับฟังไม่ได้ว่า ผู้ต้องหามีเจตนากระทำผิดตามข้อกล่าวหา คดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง”
นี่คือคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการในคดีที่นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ถูกดำเนินคดีในความผิดตามมารา 112 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2547 นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ รับเชิญไปอภิปราย เรื่อง สังคมไทยกับทางรอดที่ควรเลือก เหลียวหลังแลหน้าจากราชดำเนินถึงตากใบ ที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างการอภิปราย นายสุลักษณ์ได้ประชาสัมพันธ์หนังสือวารสาร  SEED OF PEACE ซึ่งวางจำหน่ายให้กับบุคคลทั่วไปที่มาร่วมฟังการเสวนาอยู่หน้าห้องอภิปราย วารสารดังกล่าวมีบทความเรื่อง SIAM of the Forgotten Monarch The True Life Sequel of the King and the Land of Smile ที่เขียนโดยผู้ใช้นามแฝงว่า B.P.(บี.พี.) ซึ่งแสดงความเห็นในลักษณะที่เป็นการกล่าวพาดพิงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว
การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในกรณีนี้ นับเป็นการใช้หลักนิติธรรมในการดำเนินคดีที่น่าจะมีการนำไปใช้สำหรับคดีความ ผิดตามมาตรา 112 ทุกคดี กล่าวคือ หลักนิติธรรมประการหนึ่งในการดำเนินคดีอาญา สำหรับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม คือ การรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหลายซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยมี ความผิดหรือความบริสุทธิ์ [1] หมาย ความว่า ในการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา นั้น ต้องหาพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เป็นพยานที่เป็นคุณแก่ผู้ต้องหาและพยานที่เป็นโทษต่อผู้ต้องหาด้วย จึงจะถูกต้องตามหลักนิติธรรม ซึ่งหลักนิติธรรมในกระบวนการยุติธรรมมิได้มีเพียงเท่านี้ แต่มีมากมายหลายประการ ดังต่อไปนี้
1. ห้ามการทรมาน การลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 32 วรรค 2 ICCPR ข้อ 7)
2. ห้ามจับกุมหรือควบคุมตัวโดยไม่มีเหตุผลตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 32 วรรค 2ICCPR ข้อ 9)
3. สิทธิได้รับแจ้งถึงเหตุผลในการจับกุม และจะต้องได้รับแจ้งถึงข้อหาที่ถูกจับกุมในขณะจับกุม  (ICCPR ข้อ 9)
4. ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องได้รับการสันนิษฐานว่าไม่มีความผิด (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 39 วรรค 2 ICCPR ข้อ 14 อนุ 2)
5. สิทธิพื้นฐานในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40(2) ICCPR ข้อ 14 อนุ 1)
6. สิทธิผู้ถูกจับในการนำตัวไปศาลโดยพลัน (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40(3) ICCPR ข้อ 9)
7. สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีโดยรวดเร็วตามสมควร (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40(3) ICCPR ข้อ 9)
8. สิทธิได้รับการประกันตัว (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (7) ICCPR ข้อ 9)
9. สิทธิขอให้ศาลสั่งปล่อยหากถูกควบคุมตัวโดยมิชอบ (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 28และมาตรา 32 วรรค 5 ICCPR ข้อ 9)
10. สิทธิได้รับค่าทดแทนหากคุมขังหรือหากถูกคุมขังหรือถูกควบคุมตัวโดยมิชอบ (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (5) ICCPR ข้อ 9)
11. ผู้ต้องหาต้องไม่ถูกคุมขังร่วมกับผู้ต้องขังตามคำพิพากษา(รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (6) ICCPR ข้อ 10)
12. ผู้ต้องหาที่เป็นเด็กต้องแยกควบคุมมิให้ปะปนกับผู้ต้องขังที่เป็นผู้ใหญ่ (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (6) ICCPR ข้อ 10)
13. ระบบราชทัณฑ์ต้องมีความมุ่งหมายให้ผู้ต้องขังกลับตัวเป็นคนดี (ICCPR ข้อ 10 อนุ 3)
14. สิทธิได้รับการแจ้งข้อหาในภาษาที่เข้าใจได้ (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (4) ICCPR ข้อ 14)
15. สิทธิมีเวลาในการเตรียมต่อสู้คดี และติดต่อทนายความที่ตนเลือก (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (7) ICCPR ข้อ 14)
16. สิทธิในการพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลยหรือต่อสู้คดีด้วยตนเองหรือผ่านทนายความที่ตนเลือก (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (2) ICCPR ข้อ 14)
17.สิทธิได้รับแจ้งว่ามีสิทธิพบทนายความ (ICCPR ข้อ 14 อนุ 3)
18. สิทธิขอให้รัฐจัดหาทนายความให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (7) ICCPR ข้อ 14 อนุ 3)
19. สิทธิที่จะซักถามพยานซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อตน (ICCPR ข้อ 14 อนุ 3)
20. สิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากล่าม โดยไม่คิดมูลค่า (ICCPR ข้อ 14 อนุ 3)
21. สิทธิไม่ถูกบังคับให้เบิกความเป็นปรปักษ์ต่อตนเองหรือให้รับสารภาพผิด (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (4) ICCPR ข้อ 14 อนุ 3)
22. สิทธิในการอุทธรณ์ ฎีกา (ICCPR ข้อ 14 อนุ 5)
23. สิทธิได้รับค่าชดเชยจากการถูกลงโทษตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดแต่ภายหลังมีการ กลับคำพิพากษาหรือมีข้อเท็จจริงใหม่ที่แสดงว่าได้มีการดำเนินกระบวนการ ยุติธรรมที่มิชอบ(รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (5) ICCPR ข้อ 14 อนุ 6)
24. สิทธิไม่ถูกดำเนินคดีซ้ำในความผิดที่ได้รับโทษแล้วหรือได้รับการปล่อยตัวแล้วตามกฎหมาย (ICCPR ข้อ 14 อนุ 7)
หลักนิติธรรมของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่กล่าวข้างต้น มีหลักการสำคัญลำดับต้นๆ ก็คือ
สิทธิได้รับการสอบสวนโดยไม่ถูกบังคับให้เบิกความเป็นปรปักษ์ต่อตนเองหรือ ให้รับสารภาพผิด หรือการพิจารณาคดี ที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม มีโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ และ สิทธิได้รับการประกันตัว (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (7) ICCPR ข้อ 9)
จะเห็นได้ว่าสิทธิในการมีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเพียงพอและการได้รับการ ประกันตัว เป็นสิ่งสำคัญมากของผู้ต้องหาในคดีอาญา ในคดีของนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์นั้น นายสุลักษณ์ได้รับการประกันตัวตั้งแต่ชั้นจับกุมและสอบสวน จึงมีโอกาสในการเตรียมพยานหลักฐานต่างๆ ในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ทั้งการเลือกทนายความเอง ทั้งการหาหลักฐานทั้งพยานวัตถุ พยานบุคคล พยานเอกสารมายืนยัน ความบริสุทธิ์ของตน โดยมีพยานมายืนยันว่า ตนเองเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็กระทำเพื่อให้เกิดการพัฒนาสถาบัน และกระทำด้วยเจตนาดี จึงได้ทำหนังสือถึงพนักงานอัยการว่า การดำเนินคดีตนจะไม่เป็นดีต่อสถาบัน และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยรวม ที่สำคัญการที่กฎหมายอาญามาตรา 112 บัญญัติให้ผู้ใดก็ตามสามารถนำเรื่องไปแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้วิพากษ์ วิจารณ์พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ได้ ย่อมไม่เกิดความเป็นธรรมและมีโอกาสที่จะมีการกลั่นแกล้งกันในทางการเมืองได้
ความต่างกันของกรณีนายสุลักษณ์และนายสมยศ ก็คือ นายสมยศไม่มีโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม เช่นนายสุลักษณ์ นายสมยศไม่ได้รับการประกันตัว ไม่มีโอกาสในการดำเนินการทำหนังสือถึงอัยการ ไม่สามารถออกไปหาพยานหลักฐาน พยานวัตถุ พยานบุคคลมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนอง เช่นที่นายสุลักษณ์ได้รับ อันเป็นผลเนื่องมาจากได้รับการปฏิเสธสิทธิในการประกันตัว นั่นเอง
แต่สิ่งที่มีความคล้ายคลึงกันของกรณีนายสุลักษณ์และนายสมยศ ก็คือ
ประการแรก ต่างได้รับการแจ้งข้อกล่าวหา อันเนื่องมาจากสาเหตุทางการเมือง หรือเป็นเพราะกฎหมายกำหนดให้ใครก็ได้ไปดำเนินการแจ้งความดำเนินดคี โดยอ้างเหตุแห่งความจงรักภักดี ซึ่งมิใช่เหตุผลหรือมูลที่จะอ้างตามกฎหมายได้
ประการที่สอง นายสมยศและนายสุลักษณ์ได้รับการแจ้งข้อหาในการกระทำที่ไม่เข้าข้อกฎหมายตาม มาตรา 112 กล่าวคือ นายสุลักษณ์ได้รับการแจ้งข้อหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์”  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ มีการกระทำที่ครบทั้งองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน องค์ประกอบภายนอกก็คือ ต้องหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ส่วนองค์ประกอบภายในคือ ต้องมีเจตนา  แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดข้อเท็จจริงในเนื้อความทั้งหมด  จะเห็นได้ว่าบทความอันเป็นเหตุแห่งการตั้งข้อกล่าวหาของนายสุลักษณ์นั้นเป็น ภาษาอังกฤษ  การแปลความหมายอาจมีการคลาดเคลื่อน ทั้งเมื่อพิจารณาบทความดังกล่าว จะเห็นได้โดยชัดเจนว่ามิใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง  แต่เป็นบทความทางวิชาการในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์แพร่ปรากฏทั่วไป นอกจากนี้นายสุลักษณ์ก็มิได้เป็นผู้เขียนบทความตามที่ถูกกล่าวหาขึ้นเอง นายสุลักษณ์เป็นผู้พิมพ์โฆษณาหนังสือวารสาร  SEED OF PEACE ซึ่งวางจำหน่ายให้กับบุคคลทั่วไปที่มาร่วมฟังการเสวนาอยู่หน้าห้องอภิปราย

ส่วน นายสมยศ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดพิมพ์ จำหน่ายและเผยแพร่นิตยสาร VOICE OF TAKSIN : เสียงทักษิณ ที่มีบทความ คมความคิด ของผู้ใช้นามปากกาว่า จิตร พลจันทร์ เรื่องแผนนองเลือดกับยิงข้ามรุ่น เนื้อหาบทความกล่าวถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองสองครั้งของไทย คือ เหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองหลังวันพิพากษาคดียึดทรัพย์ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร   และในฉบับที่ 16 บทความของผู้เขียนคนเดิม เรื่อง 6 ตุลา แห่ง พ.ศ.2553 บทความกล่าวถึงตัวละครหนึ่งที่ชื่อว่า หลวงนฤบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษอ่านแล้วตีความได้ว่า เป็นการพาดพิงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยประการที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ และทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ประเด็นคือ การเป็นผู้เผยแพร่ จำหน่าย หนังสือที่มีข้อความอันเป็นความผิดตามมาตรา 112 นั้น จะถือว่าเป็นความผิดตามมาตรา 112 ด้วยหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้วจะเห็นว่า มีการฟ้องคดีต่อนายสมยศ โดยมิได้มีการพิจารณาองค์ประกอบความผิดว่านายสมยศมีการกระทำครบองค์ประกอบ ภายนอก และองค์ประกอบภายใน ของความผิดตามหลักทั่วไปของกฎหมายอาญาหรือไม่
สิทธิในการมีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมนั้นสอดคล้องกับสิทธิได้รับการประกันตัวเพื่อให้ผู้ต้อง
หา หรือจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดี ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สอดคล้องกับหลักการสากลในกติการะหว่างประเทศ ICCPR ข้อ 14 [2] การไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว เป็นเหตุกระทบถึงสิทธิในการมีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมด้วย เนื่องจากไม่สามารถออกไปหาพยานหลักฐานมาใช้ในการต่อสู้คดีได้
จนถึงวันนี้นายสมยศก็ยังไม่ได้รับการประกันตัวและกำลังจะมีการฟังคำ พิพากษาในวันที่ 23 มกราคม 2556 ที่จะถึงนี้ คำพิพากษาในคดีของนายสมยศจะเป็นบทพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมของไทยอีกคำรบ หนึ่ง ว่าจะมีการตัดสินลงโทษหรือปล่อยจำเลยให้เป็นอิสระ เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระของศาลและธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมในการ ดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อไป

เชิงอรรถ
[1]
ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา  131 ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ ต้องหา และมาตรา 226 พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบ พยาน
[2] กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองข้อ 14
1. บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอภาคในการพิจารณาของศาลและคณะตุลาการ ในการพิจารณาคดีอาญาซึ่งตนต้องหาว่ากระทำผิด หรือการพิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของตน บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาอย่างเปิดเผยและเป็นธรรมโดยคณะ ตุลาการซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย มีอำนาจ มีความเป็นอิสระ และเป็นกลาง สื่อมวลชนและสาธารณชนอาจถูกห้ามเข้าฟังการพิจารณาคีทั้งหมดหรือบางส่วนก็ ด้วยเหตุผลทางศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคงของชาติในสังคมประชาธิปไตย หรือเพื่อความจำเป็นเกี่ยวกับส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องชีวิตส่วนตัวของคู่ กรณี หรือในสภาพการณ์พิเศษซึ่งศาลเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อการพิจารณาโดยเปิดเผยนั้นอาจเป็นการเสื่อมเสียต่อประโยชน์แห่งความ ยุติธรรม แต่คำพิพากษาในคดีอาญา หรือคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีอื่นที่เปิดเผย เว้นแต่จำเป็นเพื่อประโยชน์ของเด็กและเยาวชน หรือเป็นกระบวนพิจารณาเกี่ยวด้วยข้อพิพาทของคู่สมรสในเรื่องการเป็นผู้ ปกครองเด็ก
2. บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดอาญา ต้องมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด
3. ในการพิจารณาคดีอาญา บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดย่อมมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันขั้นต่ำดังต่อไปนี้โดยเสมอภาค
(ก) สิทธิที่จะได้รับแจ้งโดยพลันซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพและเหตุแห่งความผิดที่กล่าวหา ในภาษาซึ่งบุคคลนั้นเข้าใจได้
(ข) สิทธิที่จะมีเวลา และได้รับความสะดวกเพียงพอแก่การเตรียมการเพื่อสู้คดีและติดต่อกับทนายความที่ตนเลือกได้
(ค) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยไม่ชักช้าเกินความจำเป็น
(ง) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาต่อหน้าบุคคลนั้น และสิทธิที่จะต่อสู้คดีด้วยตนเอง หรือโดยผ่านผู้ช่วยเหลือทางกฎหมายที่ตนเลือก สิทธิที่บุคคลจะได้รับการแจ้งให้ทราบถึงสิทธิในการมีผู้ช่วยเหลือทางกฎหมาย หากบุคคลนั้นไม่มีผู้ช่วยเหลือทางกฎหมาย ในกรณีใดๆ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม บุคคลนั้นมีสิทธิที่จะมีผู้ช่วยเหลือทางกฎหมาย ซึ่งมีการแต่งตั้งขึ้นโดยปราศจากค่าตอบแทน ในกรณีบุคคลนั้นไม่สามารถรับภาระในการจ่ายค่าตอบแทน
(จ) สิทธิที่จะซักถามพยานซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อตน และขอให้เรียกพยานฝ่ายตนมาซักถามภายใต้เงื่อนไขเดียวกับพยานซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อตน
(ฉ) สิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากล่ามโดยคิดมูลค่า หากไม่สามารถเข้าใจหรือพูดภาษาที่ใช้ในศาลได้
(ช) สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้เบิกความเป็นปรปักษ์ต่อตนเอง หรือให้รับสารภาพผิด
4. ในกรณีของบุคคลที่เป็นเด็กหรือเยาวชน วิธีพิจารณาความให้เป็นไปโดยคำนึงถึงอายุและความปรารถนาที่จะส่งเสริมการ แก้ไขฟื้นฟูความประพฤติของบุคคลนั้น
5. บุคคลทุกคนที่ต้องคำพิพากษาลงโทษในความผิดอาญา ย่อมมีสิทธิที่จะให้คณะตุลาการระดับเหนือขึ้นไปพิจารณาทบทวนการลงโทษและคำ พิพากษาโดยเป็นไปตามกฎหมาย
6. เมื่อบุคคลใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษในความผิดอาญา และภายหลังจากนั้น มีการกลับคำพิพากษาที่ให้ลงโทษบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นได้รับอภัยโทษ โดยเหตุที่มีข้อเท็จจริงใหม่หรือมีข้อเท็จจริงที่ได้ค้นพบใหม่อันแสดงให้ เห็นว่าได้มีการดำเนินกระบวนการยุติธรรมที่มิชอบ บุคคลที่ได้รับความทุกข์อันเนื่องมาจากการลงโทษตามผลของการพิพากษาลงโทษเช่น ว่า ต้องได้รับการชดเชยตามกฎหมาย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า การไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ยังไม่รู้ให้ทันเวลาเป็นผลจากบุคคลนั้นทั้งหมด หรือบางส่วน
7. บุคคลย่อมไม่ถูกพิจารณา หรือลงโทษซ้ำในความผิดซึ่งบุคคลนั้นต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ หรือให้ปล่อยตัวแล้วตามกฎหมายและวิธีพิจารณาความอาญาของแต่ละประเทศ


ชื่อบทความเดิม: หลักนิติธรรมในการดำเนินคดีความผิดตามมาตรา 112 : ศึกษากรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข

ชาวฮ่องกงฮือไล่ผู้บริหารเกาะ - เรียกร้องสิทธิเลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท


ชาวฮ่องกงเดินขบวนวันปีใหม่ไล่ผู้ว่าการเกาะ กรณีแอบต่อเติมบ้านไม่ขออนุญาต พร้อมเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งผู้บริหารโดยตรง แทนการใช้วิธีแต่งตั้งโดยคณะกรรมการที่ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายสนับสนุนปักกิ่ง


ที่มา: LevantTV
 
(1 ม.ค. 56) สถานีวิทยุเสียงแห่งอเมริกา หรือ VOA รายงานว่า ผู้ประท้วงหลายพันคนในฮ่องกง เรียกร้องให้ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงซึ่งมีเรื่องอื้อฉาวให้ลาออก และเรียกร้องให้รัฐบาลจีนอนุญาตให้พวกเขามีสิทธิเลือกผู้นำได้เอง
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า มีผู้ประท้วงราว 17,000 คนร่วมเดินขบวนวันปีใหม่ โดยมีการเคลื่อนขบวนผ่านตัวเมือง มีการถือป้ายและตะโกนคำขวัญเรียกร้องให้นายเหลียง เจิ้นอิง ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงลาออก
นายเหลียง เจิ้นอิง ซึ่งรับตำแหน่งผู้บริหารเกาะฮ่องกงในเดือนกรกฎาคม ถูกวิจารณ์อย่างหนักในกรณีที่เขาแอบต่อเติมบ้านพักหรูของเขาโดยไม่ได้ยื่นขอ อนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนของฮ่องกงซึ่งที่ดินมีราคาแพง
นายคาลวิน เจ๋อ ชาวเกาะฮ่องกง ซึ่งร่วมการประท้วงดังกล่าว ได้เรียกร้องให้จีนอนุญาตให้ประชาชนบนเกาะฮ่องกงมีสิทธิเลือกตั้ง
"ภายใต้กฎเกณฑ์ปัจจุบัน ไม่ว่าเราจะไม่ชอบผู้บริหารสูงสุดอย่างไร เราไม่สามารถทำให้เขาลงจากตำแหน่งได้ ผมเหมือนถูกบีบให้ต้องออกมาเรียกร้องให้เขาลาออก" นายเจ๋อ อธิบาย "เราไม่สามารถแม้แต่จะลงคะแนน เขาถูกเลือกมาโดยคนกลุ่มเล็กๆ เราไม่สามารถใช้สิทธิการลงคะแนนมาแสดงออกถึงความต้องการของเรา ไม่ว่าพฤติกรรมของเขาจะเป็นอย่างไรก็ตาม"
ทั้งนี้ประชาชนบนเกาะฮ่องกง ซึ่งอังกฤษส่งมอบให้กับทางการจีนไปตั้งแต่ปี 2540 ไม่มีสิทธิในการเลือกตั้งผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงได้จนถึงปี 2560  ทั้งนี้นายเหลียง เจิ้นอิง มาจากการเลือกผ่านสมาชิกคณะกรรมการเลือกตั้ง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้ง เป็นผู้นิยมรัฐบาลจีนปักกิ่ง
ชาวฮ่องกงจำนวนมากไม่พอใจในชัยชนะของนายเหลียง เจิ้นอิง ซึ่งได้มาหลังจากที่เขาวิจารณ์คู่แข่งคือนายเฮนรี่ ตั๋ง ในการสร้างห้องใต้ดินภายในบ้านราคาหลายล้าน ต่อมานายเหลียง เจิ้นอิงกล่าวขอโทษ แต่ผู้ประท้วงยังคงเรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่ง
ทั้งนี้ในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (1 ม.ค.) นายเหลียง เจิ้นอิงกล่าว่าเขาขอ "น้อมรับ" ฟังเสียงของสาธารณชน ขณะที่ตำรวจระบุว่ามีผู้ประท้วงราว 8,000 คนร่วมการเดินขบวนสนับสนุนนายเหลียง เจิ้นอิงด้วย
ในเดือนธันวาคม นายเหลียงรอดจากการลงมติไม่ไว้วางใจอย่างหวุดหวิดในกรณีแอบต่อเติมบ้านดัง กล่าว โดยในการลงมติเขาได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้แทนฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลปักกิ่ง
กรณีอื้อฉาวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ความไม่พอใจขอชาวฮ่องกงเพิ่มสูงขึ้น เรื่อยๆ จากรณีที่ทางการจีนพยายามเข้ามาก้าวก่ายกิจการของรัฐบาลท้องถิ่นฮ่องกง
ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ของทางการฮ่องกง รายงานข่าวว่า เลขาธิการของผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกง นางเชอรรี่ หลำ ให้ส้มภาษณ์ว่า เขตบริหารพิเศษฮ่องกงจะรับฟังความเห็นของประชาชนอย่างระมัดระวังเช่นที่เป็น มา และจะให้ความใส่ใจเป็นพิเศษต่อความรู้สึกและความเห็นของประชาชนในปีใหม่ที่ จะมาถึงนี้ และยืนยันด้วยว่าฮ่องกงเป็นสังคมเสรี ที่รัฐบาลเคารพในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการให้ประชาชนมีโอกาสอย่างเพียงพอในการแสดง ความเห็นของพวกเขาออกมา
นอกจากนี้นางเชอรี่ หลำกล่าวด้วยว่าไม่มีปัญหาที่ในวันนี้มีการเดินขบวนซึ่งมีหลายกลุ่มเข้าร่วม และกล่าวว่าตำรวจฮ่องกงได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวก และกล่าวว่าประชาชนหวังไว้ว่าฮ่องกงจะสามารถอยู่ในระเบียบ และการเดินขบวนของทุกกลุ่มจะเป็นไปอย่างสันติและมีเหตุผล

10 ข่าวเด่นประชาไทในรอบปี 2555

ที่มา ประชาไท


สรุปข่าวเด่นรอบปีสารพัดเรื่องตั้งแต่ชีวิตในเรือนจำ, สำนักงานทรัพย์สินฯ, โทรหา “อาจารย์วีระ” ประกาศฟันคอนิติราษฎร์, สัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข, อัยการไม่ฟ้องกรณีไม่ยืนในโรงหนัง, เปิดคำสั่ง ศอฉ. ใช้ “พลแม่นปืน”, Innocence of Muslim, คุยกับ "ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์", กัมพูชาโวยนักข่าวไทยเหยียบรูปสมเด็จสีหนุ และอภิสิทธิ์สัมภาษณ์บีบีซียอมรับใช้กระสุนจริง
ทีมงานประชาไทสรุป 10 ข่าวเด่นรอบปี 2555 โดยนับจากจำนวนผู้เข้าชมและการแชร์ โดยมีข่าวที่ติด 10 อันดับแรก เรียกจากจำนวนผู้อ่านมากที่สุดและจำนวนผู้อ่านรองลงมาตามลำดับ มีดังนี้

 

10 ข่าวเด่นประชาไทในรอบปี 2555

1. ความจริงเท่าที่ทราบ' ต่อกรณีภาพยนตร์ฉาว Innocence of Muslim, 2012-09-13 , http://prachatai.com/journal/2012/09/42619
2. จำนรรจา นารีหลุดกาล: คุยกับแอดมิน "ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์", 2012-09-14, http://prachatai.com/journal/2012/09/42635
3. คำต่อคำสัมภาษณ์ 'อภิสิทธิ์' ใน 'บีบีซี': พ้อ-ไม่แฟร์ที่หาว่า "สั่งใช้กระสุนจริง" เท่ากับ "ฆ่าคน", 2012-12-11, http://prachatai.com/journal/2012/12/44161
4. คำสั่งรักษาด่านศอฉ.ใช้ "พลแม่นปืน" หากผู้ก่อเหตุปะปนผู้ชุมนุม - หากยิงไม่ได้ให้ใช้ "สไนเปอร์", 2012-08-18, http://prachatai.com/journal/2012/08/42125
5. "อ.วีระ" แนะคนโทรเข้ารายการ-ให้ค้นคว้าข้อมูลก่อนด่า "นิติราษฎร์", 2012-02-02, http://prachatai.com/journal/2012/02/39063
6. ฟอร์บส์วิเคราะห์ สนง.ทรัพย์สินฯ แย้งตัวเลขในหนังสือ ‘A Life’s Work’, 2012-01-26, http://prachatai.com/journal/2012/01/38952
7. เปิดจดหมาย เรื่องเล่าชีวิตในเรือนจำ (ฉบับละเอียดที่สุดในประเทศไทย), 2012-01-25, http://prachatai.com/journal/2012/01/38931
8. สัมภาษณ์พิเศษ 'จักรภพ เพ็ญแข': คงต้องปล่อยให้ลิ้มรสของการปรองดองกันเสียก่อน, 2012-04-03, http://prachatai.com/journal/2012/04/39944
9. อัยการสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้องโชติศักดิ์ คดีไม่ยืนในโรงหนัง, 2012-07-18, http://prachatai.com/journal/2012/07/41608
10. ชาวกัมพูชาโวยนักข่าวไทยเหยียบกระดาษที่มีรูปสมเด็จพระนโรดม สีหนุ, 2012-10-17, http://prachatai.com/journal/2012/10/43202
โดยประชาไทรีวิวทั้ง 10 ข่าวเรียงตามลำดับเวลาดังต่อไปนี้

มกราคม 2555

[1] เปิดจดหมาย เรื่องเล่าชีวิตในเรือนจำ (ฉบับละเอียดที่สุดในประเทศไทย), 

25 มกราคม 2555 [ http://prachatai.com/journal/2012/01/38931]
จำนวนแชร์ 69 ครั้ง จำนวนรีทวีต 62 ครั้ง
'เล่าซัน' เป็นนามแฝงของนักโทษคดีการเมืองผู้ มีประสบการณ์ตรงในเรือนจำแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในเดือนมกราคมเขาได้ส่งจดหมายมายังประชาไท หลังจากที่เขารวบรวมและส่งต่อข้อมูลสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำ ด้วยความหวังของทั้งเขาและเราว่า การรับรู้ของสังคมจะทำให้เกิดการปรับปรุง “ระบบ” ยุติธรรมไทย โดยเฉพาะพื้นที่คุมขังประชาชนชายขอบที่สุดกลุ่มหนึ่งของสังคม
โดยในรายงานจาก 'เล่าซัน' ได้บันทึกเกี่ยวกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำอย่าง ละเอียดแทบทุกมิติ ตั้งแต่ภาระกิจส่วนตัวนับตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงกลับเข้าเรือนนอน ทั้งเรื่องสภาพความเป็นอยู่ การรับประทานอาหาร การอนามัย การซื้อสินค้าในเรือนจำ ไปจนถึงเรื่องการขับถ่าย สิ่งแทน 'เงิน' ที่ใช้ในเรือนจำ รวมไปถึงเรื่องการทำงานหนักในเรือนจำ ที่งานบางประเภทหากทำไม่ได้ตามเป้าจะถูกผู้คุมเรือนจำลงโทษ พร้อมตั้งคำถามว่าผลประโยชน์จริงๆ ของเรื่องนี้ไปตกอยู่ในกระเป๋าของใคร
จดหมายของ 'เล่าซัน' มีการทยอยนำเสนอเป็น 2 ตอน สำหรับตอนที่สอง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ [http://prachatai.com/journal/2012/01/38960]

[2] ฟอร์บส์วิเคราะห์ สนง.ทรัพย์สินฯ แย้งตัวเลขในหนังสือ ‘A Life’s Work’, 

26 มกราคม 2555 [http://prachatai.com/journal/2012/01/38952]
จำนวนแชร์ 1,086 ครั้ง จำนวนรีทวีต 6 ครั้ง
บทรายงานที่ถูกแชร์เกิน 1 พันครั้งนี้แปลมาจากบทรายงานของนิตยสารฟอร์บ นิตยสารด้านการเงินและธุรกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งตีพิมพ์บทความว่าด้วยรายได้และการลงทุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดย วิเคราะห์จากข้อมูลในหนังสือพระราชประวัติกึ่งทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวเล่มล่าสุด ‘King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work’ โดยชี้ว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ประเมินทรัพย์สินที่เป็น ที่ดิน คิดเป็นมูลค่าเพียงหนึ่งในสามของที่ฟอร์บส์เคยวิเคราะห์ไว้
ในบทรายงานยังระบุว่าในหนังสือ ‘King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work’ ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นที่ปรึกษาบรรณาธิการ ละเลยการพูดถึงการถือหุ้นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในกลุ่ม โรงแรมเยอรมัน ‘เคมพินสกี้ เอจี กรุ๊ป’ และบริษัทประกันเทเวศประกันภัย ซึ่งรวมกันมีมูลค่าราว 600 ล้านดอลลาร์ จากมูลค่าประเมินในปี 2551 ด้วยการลงทุนทั้งหมดนี้ ทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กลายเป็นกลุ่มบรรษัทที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย
ในตอนท้ายของรายงาน ฟอร์บส์สรุปโดยเปรียบเทียบกับสถาบันกษัตริย์ของประเทศในยุโรป เช่นในกรณีของสเปนซึ่งปกครองในระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ราว 12 ล้านดอลลาร์ ส่วนสถาบันกษัตริย์ของประเทศอังกฤษ ใช้ราว 50 ล้านดอลลาร์ แต่ยกรายได้ส่วนใหญ่ที่เข้ามาทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้กับ กรมคลังของประเทศ และประชาชนเองก็สามารถตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม ในกรณีของประเทศไทยฟอร์บระบุว่า ความโปร่งใสในสถาบันดังกล่าว เห็นจะเป็นหนทางที่ยังต้องใช้เวลาอีกนาน

กุมภาพันธ์ 2555

[3] ".วีระ" แนะคนโทรเข้ารายการ-ให้ค้นคว้าข้อมูลก่อนด่า "นิติราษฎร์"
2 กุมภาพันธ์ 2555 [http://prachatai.com/journal/2012/02/39063]
จำนวนแชร์ 214 ครั้ง จำนวนรีทวีต 18 ครั้ง
ในช่วงที่คณะนิติราษฎร์ มีข้อเสนอทางวิชาการให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งนอกจากเสียงสนับสนุนแล้ว ยังมีมีเสียงคัดค้านจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม แบ่งออกเป็นฝ่ายที่คัดค้านโดยการแสดงเหตุผล และฝ่ายที่คัดค้านโดยประกาศจะทำร้ายคณะนิติราษฎร์
โดยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางรายการ "คุยได้คุยดี Talk News & Music" ทางคลื่น 96.5 MHz อสมท. ดำเนินรายการโดยนายวีระ ธีระภัทรานนท์ หรือ "อาจารย์วีระ" ช่วงหนึ่งได้มีผู้โทรศัพท์เข้ามาแสดงความเห็นในเชิงตำหนิและระบุว่าต้องการ จะตัดคอกลุ่มนิติราษฎร์ (ฟังคลิปเสียง) ซึ่งทำให้นายวีระรีบตัดบท และถามผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาว่ารู้จักกลุ่มนิติราษฎร์หรือไม่ว่าสมาชิกประกอบ ด้วยใคร และถามด้วยว่ารู้ข้อความในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ และยังแนะนำให้กลับไปค้นคว้าข้อมูลจะได้มีพื้นฐานในการแสดงความรู้สึก ก่อนวางสาย โดยท้ายรายการนายวีระระบุด้วยว่าการเคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 อยู่ในประมวลกฎหมายอาญาไม่ใช่รัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายอาญามาตราดังกล่าวเคยมีการแก้ไขมาแล้วในปี 2519
อย่างไรก็ตามในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ก็เกิดเหตุชาย 2 คนเข้ามาดักทำร้าย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในสมาชิกคณะนิติราษฎร์ โดยภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ ด้านนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ก็แถลงยืนยันว่าแม้จะเกิดเหตุทำร้ายขึ้น แต่จะไม่ยุติบทบาททางวิชาการ

เมษายน 2555

[4] สัมภาษณ์พิเศษ 'จักรภพ เพ็ญแข': คงต้องปล่อยให้ลิ้มรสของการปรองดองกันเสียก่อน

3 เมษายน 2555 http://prachatai.com/journal/2012/04/39944
จำนวนแชร์ 1,123 ครั้ง จำนวนรีทวีต 31 ครั้ง
หลังลี้ภัยทางการเมืองมานานกว่า3 ปี หลังการสลายการชุมนุม เดือนเมษายนปี 2552ในปลายเดือนมีนาคมปี 2555 ที่กรุงพนมเปญ ผู้สื่อข่าวประชาไทมีโอกาสสัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข ในฐานะ “คนไกลบ้านที่ลี้ภัยการเมืองมานานกว่า 3 ปี” และ “นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศที่อยู่ในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งไม่เป็นเนื้อเดียวกับแกนนำในขบวนการต่อสู้ด้วยกันนัก และถูกกล่าวหาด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112” ว่า 3 ปีที่ไม่ได้อยู่เมืองไทย เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างไร และกำลังคิด-ทำอะไรอยู่”
จักรภพตั้งประเด็นที่น่าสนใจ 3 ประการ ประการแรกคือ เขามองเห็นว่าเมืองไทยภายใต้กระแสปรองดองนั้นเป็นวาระพักรบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทางเลือกที่สามของการเรียกร้องประชาธิปไตยเกิด ขึ้น แม้จะยังไม่เห็นรูปร่างหน้าตาที่ชัดเจนของทางสายนี้ แต่เขาเห็นว่า นี่เป็นโอกาสที่จะตั้งคำถามให้คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้เลือกว่า จะสู้เพื่อเปลี่ยนสังคมหรือสู้เพียงเพื่อรวบสังคมมาเป็นของตัวเอง สอง เมื่อถามเรื่องบทบาทของทักษิณ ชินวัตรในขบวนต่อสู้ จักรภพยังคงแสดงความหวังว่าทักษิณมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในขบวนการเปลี่ยน แปลงสังคมแต่นั่นเป็นสิ่งที่ทักษิณต้องเลือกเองว่าจะเลือกทางสบายหรือลำบาก และสุดท้าย เงื่อนไขในการกลับประเทศ แม้ว่าจะข้อกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นอัยการจะสั่งไม่ฟ้องไปแล้วในวันเดียวกับที่เขาให้สัมภาษณ์ประชาไท แต่นั่นไม่ใช่แรงจูงใจที่จะทำให้เขาเดินทางกลับเข้าประเทศ

กรกฎาคม 2555

[5] อัยการสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้องโชติศักดิ์ คดีไม่ยืนในโรงหนัง
18 กรกฎาคม 2555 http://prachatai.com/journal/2012/07/41608
จำนวนแชร์ 5,215 ครั้ง จำนวนรีทวีต 149 ครั้ง
กรณีโชติศักดิ์ อ่อนสูง และการถูกฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุาภาพเพราะไม่ยืนในโรงหนัง เริ่มต้นเมื่อวันที่ 20 กันายน 2550 โดยนายนวมินทร์ วิทยกุล ได้ขว้างปาข้าวโพดคั่วและกระดาษใส่นายโชติศักดิ์ และเพื่อน เนื่องจากทั้งสองไม่ยืนขึ้นเมื่อมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรง ภาพยนตร์แห่งหนึ่ง
นายโชติศักดิ์และเพื่อน จึงฟ้องนายนวมินทร์ ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ ทำร้ายร่างกายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หมิ่นประมาทและดูหมิ่นซึ่งหน้า ทำให้เสียทรัพย์ ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดฯ, และทะเลาะกันอื้ออึงในที่สาธารณสถาน
จากนั้นนายนวมินทร์ได้ฟ้องกลับนายโชติศักดิ์และเพื่อนกลับด้วยข้อหาหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยความคืบหน้าคดีในวันที่ 19 กันายน 2551 พนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องนายนวมินทร์ และวันที่ 20 ตุลาคม 2551 ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา กรุงเทพใต้
เวลาผ่านมากว่า 4 ปี กระทั่งต่อมาในเดือนเมษายน 2555 อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพฯ ใต้ 4 มีหนังสือแจ้งไปยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันเมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยคำวินิจฉัยของอัยการระบุว่า พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ต้องหาไม่ลุกขึ้นเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี และมีการพูดว่า "ทำไมต้องยืนด้วยไม่มีกฎหมายบังคับ" นั้น เห็นว่าการกระทำดังกล่าวมิได้แสดงออกซึ่งวาจาหรือกิริยาอันจะเข้าลักษณะเป็น การดูถูก เหยียดหยาม ทำให้อับอาย เสียหาย สบประมาท ด่าว่า และการกล่าวหรือโต้เถียงเกิดขึ้นหลังจากเพลงจบแล้ว แม้จะเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมและไม่อยู่ในบรรทัดฐานที่ประชาชนทั่วไปต้อง ปฏิบัติก็ตาม แต่การกระทำของผู้ต้องหาทั้งยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่ามีเจตนาดูหมิ่นพระมหา กษัตริย์ อีกทั้งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานจึงไม่พอฟ้อง

สิงหาคม 2555

[6] คำสั่งรักษาด่านศอฉ.ใช้ "พลแม่นปืน" หากผู้ก่อเหตุปะปนผู้ชุมนุม - หากยิงไม่ได้ให้ใช้ "สไนเปอร์"

18 สิงหาคม 2555 http://prachatai.com/journal/2012/08/42125
จำนวนแชร์ 708 ครั้ง จำนวนรีทวีต 135 ครั้ง
ในเดือนสิงหาคม 2555 ผู้สื่อข่าวประชาไทได้รับเอกสารสั่งการของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) “ส่วนราชการ สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” ลงวันที่ 17 เม.ย. 53 เรื่อง “ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการใช้อาวุธเพื่อ รปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจและสายตรวจเคลื่อนที่” ลงนามโดย พล.ท.อักษรา เกิดผล หน.สยก.ศอฉ. เสนอ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศอฉ. ในเวลานั้น
โดยเอกสารมีทั้งหมด 5 หน้า ใจความสำคัญคือการระบุแนวทางปฏิบัติ หากมี “ผู้ก่อการร้ายแฝงตัวมากับกลุ่มผู้ชุมนุม และใช้อาวุธ/วัตถุระเบิดต่อเจ้าหน้าที่ และประชาชนผู้บริสุทธิ์”
ในข้อ 2.5 ระบุว่า “ในกรณีพบความผิดซึ่งหน้าในลักษณะผู้ก่อเหตุใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ หรือใช้อาวุธ/วัตถุระเบิดต่อที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญที่ ศอฉ. กำหนด ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธยิงผู้ก่อเหตุ เพื่อหยุดยั้งการปฏิบัติได้ แต่หากผู้ก่อเหตุอยู่ปะปนกับผู้ชุมนุมจนอาจทำให้การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ เป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้งดเว้นการปฏิบัติ ยกเว้นในกรณีที่หน่วยได้จัดเตรียมพลแม่นปืน (Marksmanship) ที่มีขีดความสามารถเพียงพอให้ทำการยิงเพื่อหยุดยั้งการก่อเหตุได้ นอกจากนี้หากหน่วยพบเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำการยิงได้ เช่น เป้าหมายอยู่ในที่กำบัง ฯลฯ หน่วยสามารถร้องขอการสนับสนุนพลซุ่มยิง (Sniper) จาก ศอฉ. ได้”
โดยการเผยแพร่เอกสารคำสั่งของ ศอฉ. ครั้งนี้ นับเป็นการหักล้างการแถลงข่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 16 ส.ค. 55 ที่ปฏิเสธว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ เป็นเพียงปืนติดลำกล้องเพื่อใช้ระวังป้องกัน ซึ่งในตลาดนัดก็มีขายสำหรับใช้ยิงนก ขณะที่เมื่อ 16 พ.ค. 53 พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่โฆษก ศอฉ. ด้วยก็ปฏิเสธว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ มีเพียง “พลแม่นปืนระวังป้องกัน” ทำหน้าที่คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ต่ำหรือตามถนนหนทางโดยทั่วไป เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบว่ามีบุคคลผู้ใดถืออาวุธหรือจะ เข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ และจะใช้การยิงคุ้มครอง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)
ต่อมาภายหลังการเผยแพร่เอกสาร พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก (ทบ.) ออกมายอมรับว่าเป็นเอกสารฉบับจริง แต่อ้างว่าผู้ที่นำเอกสารฉบับนี้มาปล่อยเข้าใจว่ามีนัยยะเรื่องอื่น เพราะเอกสารมีอยู่ 5 แผ่น แต่เลือกนำแผ่นสุดท้ายมาปล่อย และยืนยันว่าการปฏิบัติงานของ ศอฉ. ยึดหลักสากลจากเบาไปหาหนัก “หากการปฏิบัติจากเบาไปหาหนักนั้นไม่สามารถจะระงับยับยั้งการปฏิบัติที่ผิด กฎหมายก่อให้เกิดอันตรายต่อพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ได้ เราก็จำเป็นที่ต้องใช้พลแม่นปืนระวังป้องกัน” อย่างไรก็ตามประชาไทเผยแพร่เอกสารทุกหน้า ไม่ใช่หน้าเดียวอย่างที่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวหา (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)
ก่อนหน้านี้เมื่อ 18 มี.ค 54 พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้นำรายงานบัญชีสรุปรายการเบิกจ่ายกระสุนจากหน่วยคลังแสงสรรพาวุธทหารบก เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ตั้งแต่ 11 มี.ค. 53 จนถึงเสร็จสิ้นการโดยมีการเบิกกระสุนจากคลังแสงทหารบกกว่า 597,500 นัด ส่งคืน 479,577 นัด ใช้ไป 117,923 นัด เผยมีการเบิกกระสุนปืนซุ่มยิง 3,000 นัด คืนเพียง 880 นัด ขณะที่เบิกกระสุนซ้อมเพียง 10,000 นัด ส่งคืน 3,380 นัด (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)

กันยายน 2555

[7] ความจริงเท่าที่ทราบ' ต่อกรณีภาพยนตร์ฉาว Innocence of Muslim

13 กันยายน 2555 http://prachatai.com/journal/2012/09/42619
จำนวนแชร์ 716 ครั้ง จำนวนรีทวีต 7 ครั้ง
จากกรณีกลุ่มติดอาวุธชาวลิเบียบุกเข้าโจมตีสถานทูตสหรัฐอเมริกา ในลิเบียเมื่อวันที่ 11 กันยายน จนเป็นเหตุให้เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เสียชีวิต เนื่องจากไม่พอใจภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง "Innocence of Muslim" ที่ดูหมิ่นศาสดาของศาสนาอิสลาม ต่อมาประชาไทได้แปลบทรายงานของสำนักข่าวอัลจาซีร่านำเสนอเกร็ดที่มาของ ภาพยนตร์ล้อเลียน ที่กลายเป็นเหตุให้เกิดการต่อต้านจากในลิเบีย และการประท้วงในอียิปต์
โดยนักแสดงที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์ดังกล่าว ที่ผู้กำกับเป็นชาวอิสราเอล-อเมริกันใช้ชื่อว่า “แซม บาไซล์” บอกว่า เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับศาสดามูฮัมหมัดหรืออิสลาม ในตอนแรกพวกเขาถูกเรียกมาคัดเลือกนักแสดงในภาพยนตร์ที่ชื่อ "นักรบแห่งทะเลทราย" โดย ผู้กำกับที่ชื่อ “อลัน โรเบิร์ท” และการกล่าวอ้างอิงถึงศาสนาในภาพยนตร์เพิ่งมีการนำมาอัดเสียงพากษ์ใส่ทีหลัง สำหรับข่าวนี้ถือเป็นข่าวที่มีจำนวนผู้อ่านที่สูงที่สุดในปี 2555

[8] จำนรรจา นารีหลุดกาล: คุยกับแอดมิน "ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์"

14 กันยายน 2555 http://prachatai.com/journal/2012/09/42635
จำนวนแชร์ 9,992 ครั้ง จำนวนรีทวีต 179 ครั้ง
“ถิ่นนี้มีอันตรายร้ายแรงยิ่งนัก หากมิใช่คนตัวกลั่นแท้แล้วไซร้ เห็นทีจักเอาชีวิตรอดมิได้เป็นแม่นมั่น” (แปล - แถวนี้แม่งเถื่อน บอกตรงๆนะถ้าไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้) “พลันมีเสียงกัมปนาทแปลบเปรี้ยง บัดเดี๋ยวกลายเป็นข้าวพองกรอบ” (แปล - บู้ม!!! กลายเป็นโกโก้ครั้นช์) หรือ “อยู่บุรีมีจริต ชีพจักต้องวิลิศมาหรา” (แปล - อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อป)
และอีกหลายประโยคที่หลายคนในเฟซบุ๊กที่มาจากเพจ "ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์" ให้ชาวเน็ตได้ทายว่าความหมายคืออะไร โดยในเดือนกันยายน ประชาไทได้มีโอกาสสัมภาษณ์ 3 แอดมิน ถึงที่มาและแนวคิดในการตั้งเพจดังกล่าว ที่ปัจจุบัน (ธันวาคม 2555) มีผู้คนกดไลค์เพจกว่า 6.5 หมื่นคน
“จริงๆ เพจนี้ก็ไม่ใช่เพจล้อเลียนอย่างเดียว เส้นกั้นระหว่าง parody กับ homage มันบางมาก เพจนี้แม้จะดูเป็นเพจล้อเลียน แต่ก็ทำขึ้นมาด้วยความชื่นชอบ เราชอบภาษาแบบโบราณ เห็นว่ามันเก๋ดี แต่ในขณะเดียวกันเราก็โตมากับวัฒนธรรมป๊อป ดูหนังฮอลลีวู้ด ใส่กางเกงยีนส์ เราเลยอยากนำสองค่ายมาผสมผสานกัน เป็นเหมือนโรบินฮูดที่ขโมยภาษาศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นสูงมาให้ความสนุกสนาน แก่ชนชั้นกลางธรรมดาสามัญทั่วไปค่ะ
ส่วนเป้าหมายรองของเพจเรา ก็คือต้องการล้อเลียนแนวคิดชาตินิยมที่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน โดยการแสดงให้เห็นว่าไม่มีวัฒนธรรมที่เป็น "ไทยแท้" แม้แต่ภาษาที่ดูโบราณและดูเป็นไทยจ๋าๆ ก็ยังยืมมาจากภาษาอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชื่อว่า ตะละแม่ ซึ่งไม่ใช่คำเรียกเจ้าหญิงของไทย แต่ก็เป็นคำที่ปรากฏในวรรณกรรมขึ้นหิ้งของไทย ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นความไม่เป็นเหตุเป็นผลของวาทกรรมชาตินิยมค่ะ”
หลังการสัมภาษณ์แอดมินเพจได้ตั้งชื่อให้กับประชาไทด้วยว่าคือ “อิสรมานพ” หรือประชาไทในภาษาของตะละแม่ฯ ด้วย

ตุลาคม 2555

[9] ชาวกัมพูชาโวยนักข่าวไทยเหยียบกระดาษที่มีรูปสมเด็จพระนโรดม สีหนุ

17 ตุลาคม 2555 http://prachatai.com/journal/2012/10/43202
จำนวนแชร์ 665 ครั้ง จำนวนรีทวีต 48 ครั้ง
ในช่วงที่มีการไว้อาลัยการสวรรคตของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ เกิด กระแสความไม่พอใจชาวกัมพูชาซึ่งมีการแชร์ภาพ น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวช่องสาม โดยกล่าวหาว่าเป็นการยืนทับกระดาษที่มีรูปสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์ที่เพิ่งสวรรคตขณะรายงานข่าวจากกรุงพนมเปญ
โดยต่อมา มีการชี้แจงของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ระบุว่าได้สอบถามจาก น.ส.ฐปณีย์ แล้วโดยยืนยันว่า น.ส.ฐปณีย์ “ไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่ หรือแสดงความไม่เคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพรักของประชาชนชาวกัมพูชา” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ระหว่างการรายงานข่าวประชาชนกัมพูชาไว้อาลัยสมเด็จ พระนโรดม สีหนุ ที่บริเวณหน้าพระราชวังจตุรมุขมงคล “ด้วยลักษณะที่ต้องยืนรายงาน ทำให้ต้องวางสิ่งของส่วนตัว ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ สมุดจดบันทึก หนังสือพิมพ์ ซึ่งลงภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ แห่งกัมพูชา ตีพิมพ์หลักจากที่เสด็จสวรรคต และได้วางไว้ที่พื้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งได้วางห่างจากตัวพอสมควร แต่เนื่องจากภาพที่ปรากฏในเฟซบุ๊ค ถ่ายจากด้านข้างค่อนไปทางด้านหลัง จึงทำให้เห็นว่าสิ่งของทั้งหมดวางอยู่ใกล้ตัว" (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ลุกลามบานปลาย โดยหลังการชี้แจงของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 คณะของ น.ส.ฐปณีย์ได้เดินทางไปที่สถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเพื่อทำพิธีขอขมา
ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ร้องขอไม่ให้สื่อมวลชนเผยแพร่รูปในกรณีของ น.ส.ฐปณีย์ โดยอ้างว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยในเวลาต่อมากองบรรณาธิการประชาไทได้ตัดสินใจไม่นำเสนอภาพดังกล่าวในข่าว แต่ยังคงลิ้งที่ไปยังภาพดังกล่าว โดยเคารพในการใช้วิจารณญาณเองของผู้อ่าน

ธันวาคม 2555

[10] คำต่อคำสัมภาษณ์ 'อภิสิทธิ์' ใน 'บีบีซี': พ้อ-ไม่แฟร์ที่หาว่า "สั่งใช้กระสุนจริง" เท่ากับ "ฆ่าคน"

11 ธันวาคม 2555 http://prachatai.com/journal/2012/12/44161
จำนวนแชร์ 1,543 ครั้ง จำนวนทวีต 111 ครั้ง
ในเดือนธันวาคม ประชาไทแปลบทคำสัมภาษณ์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ BBC World News ทาง สถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษ ต่อเรื่องการสั่งฟ้องและการมีส่วนรับผิดชอบในคดีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม ที่มีสาเหตุจากเจ้าหน้าที่รัฐในระหว่างการสลายการชุมนุมเดือนพฤษภาคม 2555 โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวยอมรับเป็นครั้งแรกว่ามีการใช้กำลังทหารและการใช้ กระสุนจริงในระหว่างการสลายการชุมนุม และว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น เนื่องจากมีกลุ่มติดอาวุธอยู่ในพื้นที่ชุมนุม หรือชายชุดดำ ซึ่งยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้ชุมนุม และยังกล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตราว 20 คน ที่สรุปได้แล้วว่า เสียชีวิตจากกลุ่มติดอาวุธภายในผู้ชุมนุม ขณะที่ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไทยไม่กี่วันก่อนหน้านี้ว่า เหตุใดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ผอ.ศอฉ. รวมถึงตัวเขาซึ่งไม่มีตำแหน่งใน ศอฉ. และไม่ได้ลงนามคำสั่ง กลับถูกตั้งข้อกล่าวหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล โดยผู้ฟ้องคือนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน
ในรายงานข่าวผู้ดำเนินรายการ น.ส.มิชาล ฮุสเซน ถามแย้งนายอภิสิทธิ์ว่า ในรายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ที่ทำการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ชี้ว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เสียชีวิตมาจากทหาร และถามว่า ยอมรับหรือไม่ว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เสียชีวิตจากเจ้าหน้าที่ทหาร นายอภิสิทธิ์ตอบว่า จาก 20 คดีที่ได้ทำการสอบสวนไป มีเพียงสองคดีเท่านั้นที่เสียชีวิตจากกระสุนปืนของทหาร นอกจากนี้ยังกล่าวว่า ต้องไม่ลืมว่า ผู้ชุมนุมได้ปล้นปืนของทหารไปด้วย
ต่อคำถามของผู้ดำเนินรายการว่า นายอภิสิทธิ์ยอมรับหรือไม่ว่าตนมีส่วนรับผิดชอบในการเสียชีวิตบางส่วน เขาตอบว่า ไม่ เพราะการตั้งข้อกล่าวหาต่อตนเองในตอนนี้ มาจากคดีการเสียชีวิตของคนที่ไม่ใช่ผู้ชุมนุมด้วยซ้ำ (หมายถึง - คดีนายพัน คำกอง คนขับรถแท็กซี่เสียชีวิต) แต่เป็นเพียงผู้เห็นเหตุการณ์ที่บังเอิญออกมาดูและโชคร้ายที่เขาโดนลูกหลง เข้า
เขากล่าวยอมรับว่า ตนเป็นผู้สั่งใช้กระสุนปืนจริง แต่มิได้รู้สึกเสียใจต่อการออกคำสั่งดังกล่าว เพราะเป็นวิธีที่จะสามารถจัดการกับกลุ่มผู้ที่ติดอาวุธได้ และกล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อปี 53 เป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงจริง แต่หากไม่มีกลุ่มชายชุดดำที่มีอาวุธและยิงตำรวจ ทหารและประชาชน ความรุนแรงและความเสียหายดังกล่าวก็คงจะไม่เกิดขึ้น
อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลชุดของเขาเป็นรัฐบาลแรกที่อนุญาตให้ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการ และศาลเข้าสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว เขากล่าวว่า ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ตนก็จะยอมรับโทษนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นโทษประหารชีวิต และขอเรียกร้องแบบเดียวกันต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และสมาชิกในรัฐบาลนี้ ให้ทำแบบเดียวกันด้วย

(แถม)

ผลโหวต 10 แฟนเพจเฟซบุ๊ก ปี 2012

26 ธันวาคม 2555 http://prachatai.com/journal/2012/12/44407
จำนวนแชร์ 11,600 ครั้ง จำนวนรีทวีต 310 ครั้ง
นอกจาก 10 ข่าวที่มีการจัดอันดับไปแล้วนั้น อีกข่าวที่ไม่ได้จัดอันดับด้วย แต่มีผู้อ่านจำนวนมากและยอดแชร์สูงเป็นประวัติการถึง 11,600 ครั้งก็คือข่าว “ผลโหวต 10 แฟนเพจเฟซบุ๊ก” ปี 2012 กิจกรรมส่งท้ายปีสำหรับผู้อ่านประชาไท โดยเฟซบุ๊กแฟนเพจ Prachatai ได้ ตั้งกระทู้ “ร่วมเสนอและ Vote 10 เพจแห่งปี 2012” เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.55 เปิดให้ผู้ร่วมโหวตเสนอและโหวตเพจที่ตัวเองคิดว่าสมควรได้รับเลือกและได้ เป็นเพจแห่งปี และปิดโหวตในเมื่อเวลา 23.59 น. วันที่ 25 ธ.ค.55 ท่ามกลางการมีส่วนร่วมสนุกจากเพจที่ถูกเสนอชื่อ และการเสพ “ดราม่า” เป็นระยะ โดยที่สุดมีการโหวตทั้งสิ้น 371,272 โหวต มีการแสดงความเห็นท้ายกระทู้โหวต 6,792 ความเห็น โดย10 เพจแห่งปี 2012 ประกอบด้วย เพจ VRZO, 9Gag in Thai/9GAG in Thai, Drama-addict, สมรัก พรรคเพื่อเก้ง, โหดสัส V2, เฮ้ย! นี่มันตัดต่อชัด ชัด, Dora GAG, ออกพญาหงส์ทอง, วิรศากดิ์ นิลกาด และช้างเป็นสัตว์กินเลือด
ทั้งนี้ในปัจจุบัน เฟซบุ๊กโดยเฉพาะในรูปแบบแฟนเพจในไทยมีการเติบโตอย่างมากทั้งในเชิงการค้า การเมืองและสังคม มีการหยิบเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้มาใช้ ล่าสุดข้อมูลจาก Zocialrank.com ระบุว่าประเทศไทยมีแฟนเพจเฟซบุ๊กประมาณ 3 แสนเพจ เป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่อันดับสองคือฟิลิปปินส์มีเพียง 2 หมื่นกว่าเพจเท่านั้น และในระดับโลกกรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่มีบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากที่สุดในโลกอีกด้วยคือ 12,797,500 บัญชี

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๖

ที่มา blablabla


ขอบคุณภาพจาก kapook.com

แสงแดดส่อง ต้องกาย จนคลายหนาว
ท้องฟ้าสวย ผ่องสกาว พราวสดใส
ส่งรอยยิ้ม สื่อสาร สราญใจ
เถลิงศก รับปีใหม่ ให้มั่นคง....

ส่งคำรัก สลักวลี รับปีสวย
ให้ร่ำรวย สมหวัง ดั่งประสงค์
ให้แคล้วคลาด ปราศจากทุกข์ สุขยืนยง
ใครมึนงง จงเริงร่า ถ้วนหน้ากัน....

คนที่โสด ให้มีคู่ อยู่เคียงข้าง
ส่องนำทาง เติมชีวิต ตามสิทธิ์ฝัน
ถ้ายังรัก ให้รักเพิ่ม เติมผูกพัน
คนเกลียดกัน ให้คืนรัก สลักใจ....

หากเดินทาง ใกล้ไกล ปลอดภัยด้วย
บุญหนุนช่วย ส่องนำทาง สว่างไสว
แม้นเหน็ดเหนื่อย จงหายพลัน ในทันใด
สวัสดี มีชัย ปีใหม่เทอญ....

๓ บลา / ๑ ม.ค.๕๖

ประชาธิปัตย์สะดุ้งทั้งพรรค หลัง "พานทองแท้" โพสต์อวยพรปีใหม่

ที่มา Thai Free News

 เขียนโดย Administrator 

31 ธันวาคม 2555 go6TV - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก Oak Panthongtae Shinawatra
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=455820177799754&set=a.187295081318933.44541.186006744781100&type=1&theater
สวัสดีปีใหม่แก่พรรคประชาธิปัตย์
พร้อมกับยกตัวอย่างเปรียบเทียบข้อความ
ที่พรรคประชาธิปัตย์โจมตีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ตลอดปีที่ผ่านมาว่า 

พรรคประชาธิปัตย์กลับเป็นฝ่ายมีพฤติกรรมดังกล่าวเสียเอง
โดยผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต

ต่างแสดงความเห็นด้วยกับนายพานทองแท้เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ นายพานทองแท้ โพสต์ข้อความดังนี้



"องอาจ" แถลงข่าวขอ "ยิ่่งลักษณ์" 
ปรับ 5 พฤติกรรม ลอยตัวเหนือปัญหา,
ไม่กล้าตัดสินใจ,ไม่ใส่ใจรากหญ้า,ดื้อตาใสและเมินงานสภา

 ก็คงจะเป็นไปตามข่าวลือที่ได้ยินกันมานะครับ
ว่าทีมโฆษกพรรคฯปัจจุบันไม่สามารถจะเปิดประเด็นโจมตีรัฐบาลได้
ตามสไตล์ถนัดของพรรคประชาธิปัตย์
ทำให้กระแสของนายกฯปูพุ่งแรงทิ้งห่างผู้นำฝ่ายค้าน
ตามที่โพลหลายสำนักได้ไปสำรวจกันมา
การแก้เกมทางการเมืองก็ต้องมีกันบ้างครับ อดีตโฆษกพรรคฯ
จำต้องระลึกถึงความหลังส่งท้ายปีเก่า
ด้วยการแย่งไมค์ทีมโฆษกฯปัจจุบันมาแถลงข่าวเสียเองอย่างที่เห็น

 ตอนแรกก็นึกว่าจะมีอะไรหวือหวา
ประมาณที่ "องครักษ์พิทักษ์อาปู" จะต้องออกมาเคลียร์นะครับ
แต่พออ่านดูคำแถลงแล้วก็ต้องถอนหายใจกับมุกเดิมๆ
ที่คาดว่าน่าจะใช้มากว่า60ปีโดยไม่เคยเปลี่ยนแปลง
และคงให้ราคาได้แค่เพียงสีสันวันหยุดเท่านั้น
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกมาเคลียร์อะไรเลย
เพราะ 5พฤติกรรมที่ว่านี้เนี่ย
ผมถามคอการเมืองกี่คน เขาก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันทั้งนั้นครับ ว่า

"เฮ้ย!!..นี่มันพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ชัดๆนี่หว่า"

 ใครเห็นต่างจะลองทบทวนประเด็นกันดูก็ได้ครับ
ไม่ว่าจะเป็น
1.ลอยตัวเหนือปัญหา,
2.ไม่กล้าตัดสินใจ,
3.ไม่ใส่ใจรากหญ้า,
4.ดื้อตาใส
และ 5.เมินงานสภา
ผมว่า 4พฤติกรรมแรกที่ว่านี้ 

คำตอบส่วนใหญ่น่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าครับ
ใครไม่เชื่อลองทำโพลดูก็ได้ว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมของใคร
ส่วนข้อ 5.เมินงานสภานั้น 

ต้องยอมรับว่าไม่ใช่พฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์เเน่นอน
เพราะไม่ใช่เเค่เพียงพูดเก่งกันทั้งพรรคนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นรูป"ลับเฉพาะ"

หรือต้องการจะระบายอารมณ์ด้วยการขว้างปาสิ่งของ
ยังนำไปบรรเลงกันในสภาฯได้อย่างไม่อายใคร 

แบบนี้ ยังไงๆก็ต้องชอบงานสภาฯครับ

 2พรรคฯเก่งกันคนละด้านแบบนี้ ถึงเกิดวลี 2ประโยค
ในสังคมการเมือง ให้ประชาชนเลือกไงครับ ว่าชอบแบบไหน?
ระหว่าง "ทำแต่งาน" กับ "ดีแต่พูด"
และก็เพราะคำว่า "ทำแต่งาน" นี่แหละ 

จึงทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจนายกฯปู
และให้อภัยเสมอ เมื่อมีใครมาจับผิดเล็กๆน้อยๆเรื่องคำพูด
เพราะเขาชอบพฤติกรรมแบบ "ทำแต่งาน" กันมากกว่า

 ก็ถือซะว่าเป็นพรปีใหม่จาก"พรรคประชาธิปัตย์" 

ฝากมาให้"อาปู" แล้วกันครับ
แต่พอดีคุณอาไม่ว่างคุณหลานเลยรับไว้แทน
โดยทั่วไปก็ต้องมีอวยพรกลับไปนิดหน่อย 

เอาสัก 10พฤติกรรม พอเป็นมารยาท
เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้พิจารณา ตามนี้แล้วกันครับ

 "ลอยตัวเหนือปัญหา, ไม่กล้าตัดสินใจ, ไม่ใส่ใจรากหญ้า,
เสพยาบ้าโชว์สื่อ, ดื้อตาใส, ใส่ถุงยางบนหัว, มั่วภาพโป๊กลางสภา,
ขว้างปาสิ่งของ, ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร, รอขึ้นศาล99ศพ"

 ดูแล้วคล้ายกับพฤติกรรม ของพรรคการเมืองหนึ่ง
ซึ่งชาวบ้านเอือมระอา หรือเปล่าครับ?

 สุขสันต์วันปีใหม่ 2013 นะฮ๊าฟ... พี่โย่ง, พี่มาร์ค และพลพรรคฯ!!


 http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=44006.0

We Shall Overcome:เราจะฝ่าข้ามไป

ที่มา Thai E-News



คนเสื้อแดงเค้าต์ดาวน์ปีใหม่ 2556 หน้าเรือนจำ (ที่มา:CBN PRESS)



We Shall Overcome

We shall overcome, we shall overcome
We shall overcome someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We'll walk hand in hand, we'll walk hand in hand
We'll walk hand in hand someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We shall live in peace, we shall live in peace
We shall live in peace someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We shall brothers be, we shall brothers be
We shall brothers be someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

The truth shall make us free, truth shall make us free
The truth shall make us free someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We are not afraid, we are not afraid
We are not afraid today
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

รูปภาพ
วันหนึ่งเราจะฝ่าข้ามไป

เราจะฝ่าข้ามไปไม่ท้อแท้
เราฝ่าข้ามพ้นแน่ สักวันหนึ่ง
เชื่อมั่นโดยรู้สึกอันลึกซึ้ง
เราจักข้ามไปถึงโดยทั่วกัน

เดินกุมมือกันมั่นไม่หวั่นไหว
เรากุมมือกันไปไม่ไหวหวั่น
ลึกลงในหัวใจไม่กี่วัน
เราจะฝ่าข้ามมันอย่างแน่นอน

เราจะพบคืนวันสันติภาพ
ภาพสันติฉายฉาบรังสีสะท้อน
หัวใจเชื่อมั่นว่าภราดร
สันติภาพสถาพรจะเป็นจริง

เราไม่กลัวอะไรและไม่หนี
ไม่กลัวแล้ววันนี้ในทุกสิ่ง
ทั้งเชื่อมั่นสุดใจไม่ทอดทิ้ง
เดินและวิ่งรุดหน้าฝ่าข้ามไป

หมดทั้งโลกกว้างใหญ่อันไพศาล
โจนทะยานสง่างามข้ามไปได้
ต้องมีสักวันหนึ่งถึงเส้นชัย
เราจะฝ่าข้ามไปได้แน่นอน

พากษ์ไทยโดย กวีศรีประชา

***********

เชิญชมคลิปงานคนเสื้อแดงฉลองปีใหม่หน้าคุกให้กำลังใจเพื่อนของเราก้าวสู่อิสรภาพโดยเร็ว



ในหลวงพระราชทานพรปีใหม่ 2556

ที่มา go6tv





พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2556 ณ โรงพยาบาลศิริราช เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 1 ม.ค.2556 ความว่า
      
       "ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งมอบความปรารถนาดี มาอวยพรแก่ท่านทุกคนให้มีความสุขมีความเจริญ และความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านเป็นอย่างมากที่พรั่งพร้อมกันมาให้กำลังใจแก่ข้าพเจ้าในคราววันเกิด ด้วยความหวังดี จากใจจริง น้ำใจไมตรีจิตที่ทุกคนทุกฝ่าย แสดงออกในวันนั้น ยังประทับอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าไม่รู้ลืม
      
       ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้ายังปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นคนไทยได้ทำจิตทำใจให้มั่นคงอยู่ในความเมตตา และหวังดีต่อกัน ดูแลเอาใจใส่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้กำลังใจแก่กันและกัน ผูกพันกันไว้อย่างญาติและฉันมิตร ทุกคนทุกฝ่าย ก็ได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์ความสุขความเจริญมั่นคงให้แก่ตนและชาติได้ ดั่งที่ตั้งใจปรารถนา ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคนให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากโรคภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน"