แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

สนธิ ลิ้มทองกุลระบุ 10 ปีไม่มีรถไฟความเร็วสูง ประเทศไม่เจ๊ง

ที่มา ประชาไท


แถมจะดีขึ้นถ้าพัฒนาเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้ามีรถไฟความเร็วสูง และไม่ได้จับปัญหาใหญ่จริงๆ ประเทศไทยเจ๊งแน่นอน - หวั่นเงินกู้ 2.2 ล้านล้าน ทำประเทศเจ๊งไม่เกิน 4 ปี อัดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงหัวกุด-ไม่สามารถเชื่อมเพื่อนบ้านได้จริง และมี "คนใส่หูกระต่าย" อยู่เบื้องหลัง
นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ที่มา: แฟ้มภาพ/เอเอสทีวี)
เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวในรายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ออก อากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ช่วงหนึ่ง ถึงกรณีพันธมิตรฯถูกดำเนินคดีปิดสนามบิน ว่าเป็นเกมซึ่งนายอธิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องการที่จะกั๊กพันธมิตรฯ เพราะเขาคิดว่าจะได้เป็นรัฐบาลต่อไป จึงเอาเชือกมาแขวนคอทุกคนไว้ เพื่อไม่ให้พันธมิตรฯออกมาประท้วง เพราะว่าคำสั่งศาลจะต้องบอกว่าห้ามก่อความวุ่นวาย ห้ามชุมนุม เพราะถ้าทำมีสิทธิถูกถอนประกัน เพราะผิดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว ฉะนั้นผู้สนับสนุนประชาธิปัตย์ที่ยุให้พันธมิตรฯออกไปชุมนุมไล่รัฐบาลยิ่ง ลักษณ์ ทำไมไม่ออกเอง เราจะนั่งให้กำลังใจ ก็ในเมื่อพวกคุณขอยืมมืออัยการล็อกคอเราไว้
"ก็มันจะผิดได้ยังไง เราไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย เราไม่ได้ไปยึดสนามบิน เราไปประท้วง ตามสิทธิอันชอบธรรมของเรา สนามบินสุวรรณภูมินี่มีแท็กซี่ไปปิดตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ไม่ใช่แค่เราคนเดียว แล้วก็ไม่ได้ไปทำอะไร กระจกสักบานก็ไม่ได้แตก เสร็จเรียบร้อยแล้วการส่งมอบคืนสนามบินนั้น เจ้าหน้าที่สนามบิน กรรมการสนามบิน ก็กรรมการของการท่าอากาศยาน ก็มายืนยันกับพี่ลอง บอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยหมด คืนดี เสร็จเรียบร้อยเราก็ไม่ได้ไปบล็อก คนจะเดินทางไปต่างประเทศ กรรมการผู้จัดการสนามบินเป็นคนสั่งปิดสนามบินเอง ไม่ใช่เรา ทั้งๆ ที่เวลาตอนนั้นจะมีการไปจาริกบุญที่เมกกะ เรายังจำได้ เราเป็นคนเปิดทางให้เขาเข้าไป แต่เขาตัดสินใจ เขาต้องการปิดเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่าเพราะเรา เขาถึงต้องปิดสนามบิน แต่สมัยที่แท็กซี่มา ทำไมเขาไม่ปิดสนามบิน เขาจงใจไง แล้วในการนำสืบในคดีแพ่ง ทางเจ้าหน้าที่สนามบินเขาก็ยืนยัน ว่าเราไม่ได้ปิด เขาเป็นคนสั่งปิดเอง เขายืนยันด้วยตัวเขาเองนะ" นายสนธิ กล่าวตอนหนึ่งในรายการ
ส่วนกรณี "ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน คมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ..." เป็นวงเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทนั้น นายสนธิกล่าวว่า การที่เป็นรัฐบาลจะทำหนี้ก้อนมโหฬารมันต้องหันกลับมาดูประเทศก่อนว่าปัญหา ของประเทศจริงๆ มันอยู่ที่ไหน มันไม่ได้อยู่ที่ไม่มีรถไฟความเร็วสูง และไม่ได้อยู่ตรงที่ต้องขนส่งได้เร็ว แต่ประเทศไทยตอนนี้ต้องพัฒนาคุณภาพคนและพัฒนาการเกษตรให้ยั่งยืน แต่ 2.2 ล้านล้านบาท เราพูดถึงโครงการก่อสร้างทั้งหมด ไม่ได้พูดถึงการพัฒนาคุณภาพคนเลยแม้แต่นิดเดียว
"ถามว่าถ้าเราไม่มีรถไฟความเร็วสูง อีก 10 ปีค่อยทำ ประเทศไทยเจ๊งไหม ไม่เจ๊ง แต่จะดีขึ้นถ้าพัฒนาเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้ามีรถไฟความเร็วสูง และเราไม่ได้ไปจับปัญหาใหญ่จริงๆ ประเทศไทยเจ๊งแน่นอน"
"วันนี้คนบอกว่าเป็นหนี้ 50 ปี มองแต่ว่าต้องผ่อนถึง 50 ปี แต่ผมมองอีกประเด็นนึง สมมุติว่าไม่ถึง 50 ปี ไม่เกิน 4 ปีประเทศไทยเจ๊ง เพราะไอ้หนี้ก้อนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นอะไรรู้ไหม สิ่งที่เกิดขึ้นคือว่า ค่าเงินบาทจะกลายเป็น 38 - 42 บาทต่อ 1 ดอลลาร์เหมือนเดิม ถูกไม่ถูก ประเทศไทยอยู่ในสภาวะล้มละลาย ทรัพย์สินต่างๆ ถูกเลหลังขายหมด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องถูกขายไป องค์การโทรศัพท์ถูกขายไป รัฐวิสาหกิจที่ทำเงินถูกขายไปหมด ปตท.ต้องขายหมด 100 เปอร์เซ็นต์ การบินไทยขายหมด 100 เปอร์เซ็นต์ในราคาถูก และวันนั้นใครจะมาซื้อฝรั่งหัวดำ ที่มันมีเงินรออยู่แล้วจากการซึ่งมันคดโกงไป และเอาเงินออกไปข้างนอก เข้าใจหรือยัง เพราะฉะนั้นแล้วไอ้พวกนี้มันมีทางออกเผื่อของมันไว้เรียบร้อยแล้ว ทำไปถ้าไปก็ดีถ้าไปไม่ได้เจ๊งกูเข้ามาช้อนซื้อ ไม่ใช่เงินกู เงินของประเทศไทยเข้าใจไหม" นายสนธิกล่าว
นายสนธิ กล่าวต่อว่า รัฐบาลพยายามบอกว่าใช้รถไฟความเร็วสูงขนส่งผัก ถามว่ามูลค่าของผัก ผลไม้ หรือดอกไม้ มันคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์กันของยอดเงินที่ลงไปทำรถไฟ และที่อ้างว่าต้องการเชื่อมภูมิภาค มันหลอกได้เฉพาะคนโง่ วันนี้จีนต้องการให้ไทยทำรถไฟความเร็วสูง เพราะจีนเริ่มจากปักกิ่งลงมาเซี่ยงไฮ้ ลงกวางโจว จะเป็นกวางสี ต่อไปเวียดนาม ผ่านดานัง ลงไปที่ลาว แล้วไปจ่อตรงหนองคาย แล้วถ้าข้ามจากหนองคายก็เชื่อมกับความเร็วสูงของไทย ลงจากหนองคายไปสู่มาเลเซีย จะเป็นสายที่สมบูรณ์ตามที่จีนต้องการ เส้นนี้ต่างหากจะเป็นเส้นที่เชื่อมต่อภูมิภาคนี้ แต่คุณจะไปเชื่อมต่อพม่าหรืออย่างไร จะไปทะลุเทือกเขาตะนาวศรีหรือ บ้าหรือเปล่า มันไม่ได้ มันมีอยู่เส้นเดียว แล้วถ้าเส้นนี้มันเป็นยุทธศาสตร์ที่จีนต้องการทำไมเราต้องเสียเงินหลายแสน ล้านเพื่อสร้าง แค่ให้สัมปทานจีนไปสร้างแล้วเก็บค่าเช่าเอา แล้วเรามาทำรถรางคู่ทั้งหมด ให้เชื่อมถึงกัน ใช้เงินไม่กี่แสนล้าน
ทั้งนี้นายสนธิ เสนอในรายการด้วยว่า ควรพัฒนารถไฟรางคู่ที่สามารถทำความเร็วที่ 160 กม. ต่อ ชม. เชื่อมภูมิภาค เพื่อทำให้คนที่ทำงานใน กทม. ย้ายออกไป ซึ่งจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้
"ใช้สูตรที่ผมบอก ถ้าเชียงใหม่ 160 โลมาที่ไหน เชียงใหม่ก็ลงมาได้ ลงมาเกือบๆ ถึงพิษณุโลกถูกไหม ทั้งหมดลงทุนไม่กี่ตังค์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร รถไฟความเร็ว 160 กิโลเท่านั้นเอง รางคู่ เติมอยู่ตรงปราณบุรี เติมไปซื้อบ้านที่ปราณบุรี เติมนั่งรถไฟ 1 ชั่วโมงเข้ามากรุงเทพฯ มาทำงาน พอลงจากสถานีรถไฟ เติมลงสถานีรถไฟใต้ดินไปที่ไหนก็ได้ มาขึ้นเอเอสทีวีมาลงบางลำพู และเดินมาที่ตึก เติมเสร็จแล้วตอนดึกเติมก็นั่งรถไฟกลับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร เหมือนที่เขาต้องการให้เกิด ดีกว่าเสียด้วยซ้ำ อสังหาริมทรัพย์มันเกิดหมดทั่วไปเลย มันเกิดที่ปราณบุรี เกิดที่หัวหินเข้าใจยัง ทุกอย่าง รถคนก็จะย้ายจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ มีเมืองใหม่เกิดขึ้น มีชุมชนเกิดขึ้น เบ็ดเสร็จทั้งหมดเศรษฐกิจมันฟื้นฟู มันเกิดขึ้นมาทันที ด้วยเงินเพียงไม่กี่แสนล้านบาท"
"นี่คือปรัชญาการลงทุนไง ทีนี้การลงทุนแบบนี้ หรือการลงทุนแบบสร้างโรงงานทำวัตถุแปรรูปของยางพวกนี้ มันใช้เวลา วันนี้เขาต้องการที่จะทำรถไฟความเร็วสูง ประเภทบ้าๆ บอๆ เชื่อมทุกอย่าง แต่เชื่อมอะไรของมันก็ไม่รู้ ทางเหนือไปจบที่พิษณุโลก ทางอีสานไปจบที่โคราช คุณเชื่อมอะไรของคุณ"
วันนี้ที่รัฐบาลต้องการทำรถไฟความเร็วสูงบอกจะเชื่อมทุกอย่าง แต่เชื่อมอะไรก็ไม่รู้ ทางเหนือไปจบที่พิษณุโลก ทางอีสานไปจบที่โคราช ทั้งที่มันหัวกุด เชื่อมอยู่ได้เพียงจุดเดียวคือหนองคายและเข้าลาว จากลาวเข้าเวียดนาม จากเวียดนามเข้ากวางสี จากกวางสีไปเชื่อมจากจีน มีอยู่แค่นั้นเอง ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะมันต้องการที่จะใช้เงินประมูล เมื่อเกิดการประมูลแล้วจะมีผลประโยชน์ตามมา เพราะฉะนั้นแล้วตรรกะของการออกแบบทุกอย่าง ไม่มีแม้กระทั่งตัวเลข ไม่มีโมเดลเลย และก็บอกพูดให้ดูสวยหรู
"และถ้าคุณบอกรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ -เชียงใหม่ลงเกือบ 4 แสนล้านบาท คุณรู้ว่าผมมาเช็กแล้วสายการบินที่บินจากกรุงเทพฯ ถ้าออกจากสุวรรณภูมิไปเชียงใหม่ วันละ 26 เที่ยว เฉลี่ยมีคนขึ้นประมาณวันละเบ็ดเสร็จ 26 เที่ยว ประมาณ 3,000-4,000 กว่าคน เติมว่า 4,000 คน ถ้ามีรถไฟความเร็วสูง จะมีสักกี่คนนั่งรถไฟความเร็วสูง ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ผมให้ 30 เปอร์เซ็นต์ 1,200 คน มันคุ้มหรือ แล้วเห็นว่าค่าตั๋วแพงกว่าเครื่องบินโลว์คอสต์อีกแล้วใครจะขึ้น"
นายสนธิ กล่าวต่อว่า มันเป็นการใช้เงินเกินตัว ไม่มีเหตุผลในการลงทุนเลยแม้แต่นิดเดียว ตรรกะในการสร้างเส้นทางโน้นเส้นทางนี้ ทำขึ้นมาเพื่อแค่ให้ความชอบธรรมในการกู้เงินแค่นั้นเอง แล้วพูดแบบสร้างฝัน เป็นสไตล์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บอกเพื่อการแข่งขันในอนาคต เราจะไปแข่งอะไรกับใครได้ถ้าคุณภาพของคนยังห่วย และที่สำคัญต้องเจียมเนื้อเจียมตัวในการใช้เงิน
"คือพูดแบบสร้างฝัน เป็นสไตล์ของทักษิณ ชินวัตร และเป็นสไตล์ของคนใส่หูกระต่าย นิสัยแบบเดียวกัน นิสัยแบบเดียวกันเลย มันต้องเชื่อมอย่างโน้น ต้องเชื่อม เพื่อการแข่งขันในอนาคต เราจะไปแข่งขันอะไรกับใคร คุณจะไปแข่ง การที่คุณมีระบบคมนาคมที่ดี ที่คุณฟุ้งเฟ้อว่าดี แต่คุณภาพของคนแม่งห่วย คุณจะแข่งอะไรกับเขา"
สรุปทั้งหมดที่พูดมา กู้มาเพื่อโกง เหตุผลที่เขียนมาโกหกทั้งสิ้น ต้องการกู้มาเพื่อมีการประมูลแล้วโกงกัน เพราะถ้ากู้เพื่อพัฒนาประเทศจริง ข้อแรกต้องคำนึงสถานภาพทางความมั่นคงทางการเงินของเรา วันนี้ถ้าหบวกกับที่กู้มาทำเรื่องน้ำ 3.5 แสนล้านบาท หนี้ต่อจีดีพีของเราแตะที่ 60 เปอร์เซ็นต์แล้ว และเศรษฐศาสตร์ของประเทศก็ไม่มีใครออกมาพูด ถ้านักวิชาการไทยเก่งแต่เฉพาะในห้องเรียนแบบนี้ อย่ามีดีกว่า
ในรายการ นายสนธิ ยังกล่าวถึง น.ส.กานดา นาคน้อย นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอนเน็ตทิคัต สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขียนบทความเรื่อง "กานดา นาคน้อย: ปัญหาของร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน" โดยกล่าวว่า "เขากล้าพูด และเขาก็พูดมีเหตุมีผลด้วย ผมค่อนข้างยอมรับการวิเคราะห์ของเขา ใช้ได้ แต่ไอ้นักเศรษฐศาสตร์คนอื่น มันอมหัวแม่ตีนอยู่หรือไง นี่คือบทบาทนักวิชาการ ถ้าเรามีนักวิชาการไทยที่ตู้แบบนี้ โง่แบบนี้ ไม่ใส่ใจแบบนี้ เก่งเฉพาะในห้องเรียน เก่งเฉพาะนั่งออกทีวี อธิบายเรื่องจีดีพี อย่ามีดีกว่า"

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 01/04/56 สมญาใหม่..มิใช่ได้มาง่ายๆ นะ

ที่มา blablabla



แสนโดดเด่น เห็นประจักษ์ พรรคๆ นี้
ช่างแสนดี เป็นที่สุด ดุจเทพสร้าง
คุณค่าควร สังคมไทย ไม่เลือนลาง
ประชาราษฎร์ ทุกที่ทาง ต่างเชิดชู....

แต่ละท่าน พูดแต่ดี มีการศึกษา
ล้ำเลอค่า ว่าประเสริฐ ช่างเลิศหรู
ผู้หลักผู้ใหญ่ ต่างตีตรา มาเอ็นดู
ดำรงอยู่ คู่เมือง เปรื่องบารมี....

พ.ร.บ.สองล้านล้าน ให้ผ่านฉลุย
ไม่ชอบคุย ชอบแต่ทำ ย้ำศักดิ์ศรี
หลายทศวรรษ ชัดเจน ต่างเห็นดี
ว่าพรรคนี้ เลอค่า หาใดปราณ....

พรรคสร้างบ้าน สร้างเมือง รุ่งเรืองไสว
จรัสฟ้า ผ่องอำไพ ได้สืบสาน
พูดแต่ดี "เท็จไม่เคย" เผยตำนาน
ต้องอุ้มชู อยู่คู่บ้าน ตลอดกาลเทอญ....สาธุ

๓ บลา / ๑ เม.ย.๕๖ (อิอิ)
 

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โต้กวี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ที่มา Thai Free News

 บทกวี ณัฐวุฒิ VS เนาวรัตน์  สองคนยลตามช่อง 
คนหนึ่งแหงนหน้ามองฟากฟ้าที่แจ่มใส 
คนหนึ่งก้มหน้าเห็นโคลนตม เย็น Vs ร้อน



































ผมเอาภาพกวีการตอบโต้ระหว่าง "กวีรัตนโกสินทร์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 
กับ "วีรบุรุษประชาชน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ที่ได้จากทวิตเตอร์ 
มาเปรียบเทียบให้ดูนะครับ เป็นการแสดงให้เห็นทัศนะคติของคนสองคนอย่างเต็มที่

"กวีรัตนโกสินทร์ VS. วีรบุรุษประชาชน"


http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=45426.0

ปวิน อินแอลเอ ล้วนๆ :ไม่ล่วงล้ำ ไม่รุ่มร้อน ไม่เหลวไหล

ที่มา Thai E-News



รายงานโดย ระยิบ เผ่ามโน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มีนาคม ศกนี้ รศ. ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เดินทางไปบรรยายให้กลุ่มคนไทยที่เรียกตนเองว่า ‘เร็ด ยูเอสเอ’ ในนครลอส แองเจลีสฟังในหัวข้อ ‘สถาบันกษัตริย์กับการเมืองไทย’ หลังจากที่ได้ไปพบปะ และเป็นผู้ดำเนินการสัมมนาย่อยกับนักวิชาการของสมาคมเอเซียศึกษา (Association for Asia Studies) ที่นครซานดิเอโก้ เรื่อง ‘The Monarchy in Post Bhumibol Thailand’ ซึ่ง ดร.ปวินบอกว่า
“การประชุมของ เอเอเอส เป็นการประชุมเอเซียศึกษาทางด้านวิชาการที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือสำคัญที่สุด และมีการมารวมตัวกันของนักวิชาการที่มีชื่อเสียงทั่วโลก รวมถึงนักวิชาการไทยด้วย เพราะว่าเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทยเป็นเรื่อง Asian studies ..สมาคมมีสมาชิกประมาณ ๘ พันถึง ๑ หมื่นคน ไม่ใช่องค์กรเล็ก และก็มีการประชุมทุกๆ ปี ไม่ใช่มีแค่ครั้งเดียว ปีที่แล้วจัดที่โทรอนโต ปีก่อนหน้านั้นจัดที่ฮาวาย..ปีนี้จัดที่ซานดิเอโก้ ปีหน้าจัดฟิลาเดลเฟีย ปีต่อไปจัดที่ชิคาโก เวียนกันไป..ก็จะมีคนมาร่วมงานเยอะมาก อย่างอาทิตย์ที่แล้วนี่ ๓ พันคน
แล้วก็มีการพรีเซ้นต์เพเปอร์ (เสนอรายงาน) เป็นร้อยๆ จัดในเวลาเดียวกันหลายงาน..แล้วแต่เราจะไปเลือกฟังอะไร ผมเองมีความสนใจเรื่องสถาบันกษัตริย์กับการเมืองไทย ผมก็จัดเป็น Roundtable ขึ้นมาเป็นสัมมนาโต๊ะกลม ของผมเท่ากับว่าเป็นหนึ่งในงานสัมมนาที่มันมีอยู่เยอะแยะ..เพียงแต่ว่าหัวข้อมันอาจจะมีความละเอียดอ่อน ทางฝ่ายกรุงเทพฯ จึงจับตามองเป็นพิเศษ..
นี่คือต้นสายของปัญหาที่ ดร.ปวินเลยต้องเกริ่นก่อนการปาฐกถาว่า

“การ พูดในวันนี้เป็นการพูดทางวิชาการ..ผมไม่มีเป้าหมายอย่างอื่นนอกจากจะมา..ไม่ อยากพูดว่าให้ความรู้ด้วยซ้ำ..เอาเป็นว่าผมมาแชร์ข้อมูลในส่วนที่ผมมีก็แล้ว กัน ในมุมมองของนักวิชาการ และก็ผมไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่ได้ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ และก็ทำงานทางด้านวิชาการจริงๆ”
ปัญหาดังกล่าวก็คือ  “มีความพยายามของกลุ่มที่ส่งเสริมกลุ่มอำนาจเก่าในเมืองไทย นำโดยคุณภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ ตำแหน่งเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ช่วงอาทิตย์ที่แล้วเขาเขียนบทความออกมา ภาษาไทย เขียนอยู่ ๓ ประเด็น..แต่ข่าวที่เอามาเขียนมันไม่ได้กรอง ไม่พอ มันเป็นข่าวที่ make up ชุ่ย มันมี hidden agenda เห็นแล้วรู้สึกเศร้าใจกับคนที่เป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้วก็ยังแต่งเรื่องขึ้นมา...
ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์
เขาบอกว่าขณะนี้ที่สหรัฐอเมริกามีขบวนการต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์จริงๆ ข้อกล่าวหานี้มีมานานพอสมควร แต่คุณภุมรัตน์เอามา reinvent ใหม่..มาเขียนใหม่ว่ามันมีขบวนการนี้จริงๆ และก็มีกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ทำงานร่วมกับนักการเมืองของสหรัฐอเมริกา ในการที่จะโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่เป็นพ้อยต์แรก
พ้อยต์ ที่สองบอกว่าในช่วงกลางปี ๒๕๕๖ กลุ่มล็อบบี้ยิสต์กลุ่มนี้ที่เขาพูดถึงพยายามที่จะผลักดันให้สมาคมเอเซีย ศึกษา..ให้จัดการประชุม ซึ่งอันนี้ข้อมูลมันผิด มันไม่ได้จัดกลางปี มันเพิ่งจัดเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และผมเพิ่งไปมา..ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ (เขาบอก) ว่าองค์กรนั้นมีคนไทยคนหนึ่งที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ผมคาดว่าเขาหมายถึงอาจารย์ท่านหนึ่ง..ซึ่งได้รับตำแหน่งประธานของสมาคมเอเอ เอสปีนี้..เป็นคนไทยคนแรกที่ขึ้นรับตำแหน่งสำคัญอันนี้
สองเรื่องที่มันเป็นเรื่องกวนใจผม เรื่องทางวิชาการต้องตกมาเป็นประเด็นทางด้านการเมือง มันสะท้อนว่าคนที่อยู่ฝ่ายเจ้าเก่งนักเรื่องตอแหล เกี่ยวกับการทำข้อมูลปลอมขึ้นมา แล้วมันน่ากลัวตรงที่ในที่สุดแล้วข้อมูลปลอมกลายเป็นข้อมูลจริง เรื่องที่แต่งขึ้นมาพูดกันมากๆ มันกลายเป็นเรื่องจริง เรื่องที่ใส่ร้ายป้ายสี ทำไฟล์ขึ้นมา เขาหมายหัวใครเขาก็ทำไฟล์ขึ้นมา เอาเรื่องแต่งใส่เข้าไปในไฟล์ ถึงเวลาจะดำเนินคดีก็เอาไฟล์มาเปิดว่าคุณเคยทำเรื่องนี้ เรื่องนี้ มัน fake ทั้งหมด
แต่เราอยู่ในสังคมที่มันไม่ปกติ สังคมที่มันพิกลพิการอย่างสังคมเมืองไทย เราคงได้แต่บ่น คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ แต่ว่าในส่วนของนักวิชาการอย่างพวกผม เราก็ยังถือว่ามันเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม ที่เราต้องทำเรื่องนี้ต่อไป
อีกเรื่องหนึ่งก็มีข่าวด้วยว่า ผมกลายเป็นคนดังไปแล้ว ดังในทางลบ เป็นดาราในทางลบ เป็นดาวยั่ว ผมกลายเป็นดาวยั่วไปแล้ว เพราะว่ายั่วโทสะของหลายๆ คนเลยกลายเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษ และก็มีข่าวว่าเขาจะส่งคนจากสถานกงสุลที่ลอส แองเจลีสมา เขาก็ส่งไปจริงๆ ส่งไปที่ซานดิเอโก้ เห็นมีหน้าแปลกๆ ถ่ายรูปเราไปบ้าง อัพเสียงไปบ้าง..”
อาคันตุกะมาขอแอบอัพเสียง 'อินแอลเอ'

เมื่อเข้าสู่การบรรยายตามหัวข้อ ดร.ปวินเอ่ยถึงอุดมการณ์กษัตริย์นิยมชนิดสุดโต่งที่เรียกว่า Hyper-royalism “ที่แสดงความรักเจ้ามากล้นจนเลยผ่านเหตุผล และตรรกะการพิจารณาต่างๆ” ดร.ปวินกล่าวว่าจริงๆ มีสองประเภท แรกคือรักสถาบันล้นเอ่อโดยไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง 
อีกกลุ่มที่น่ากลัวยิ่งกว่า เป็นพวกที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วยังแสดงออกอย่างไฮเปอร์ ดร.ปวินวิเคราะห์สาเหตุที่มีอาการกันอย่างนั้นเนื่องจาก “คนพวกนี้มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์” เกิดอาการ desperation (ตะเกียกตะกายใกล้สิ้นหวัง) และมี anxiety (เร่าร้อนกระวนกระวาย)
ดร.ปวินกล่าวถึงฝ่ายทหารว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ Network Monarchy ตามทฤษฎีของศาสตราจารย์ Duncan McCargo แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ ในสหราชอาณาจักร (ซึ่งมิได้หมายถึงพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว แต่รวมทั้งองคาพยพต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีผลประโยชน์ร่วมกับสถาบันพระมหากษัตริย์ “ตั้งแต่กองทัพ สถาบันตุลาการ บริษัทผูกขาดขนาดใหญ่ ตลอดจนองค์กร และบุคคลที่พึ่งพิง และพึ่งพาสถาบันกษัตริย์”)*
“ทหารจะอยู่รอดไม่ได้ถ้าไม่โหนสถาบันฯ ในทางตรงกันข้ามก็เช่นเดียวกัน มันเกี่ยวโยงกัน แยกไม่ออก ทหารใช้สถาบันฯ เป็นเครื่องมืออ้างว่าปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ..ที่น่าตกใจ สมัยก่อนเครือข่ายฯ ยังพูดคุยกัน ยังรู้ว่าจะทำอะไร สมัยนี้เนื่องจากเทคโนโลยี่ เนื่องจากมีตัวแสดงมากขึ้น เนื่องจากมีทักษิณ คิดว่าเขามีการสื่อสารต่อกันน้อยลง
ผลก็คือคนพวกนี้คิดจะทำอะไรก็ทำโดยไม่รับคำสั่งจากข้างบน หมายความว่าคนพวกนี้เริ่มทำอย่างเป็นเอกเทศ ซึ่งบางครั้งไม่ได้รับคำสั่งจากข้างบน ยกตัวอย่างการจับกุมตาม (มาตรา ) ๑๑๒
ปัญหา ก็คือว่า เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด ต้นทุนทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม (กับทักษิณ-ประชาธิปไตย) เอาไปเทิดทูลไว้กับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเดียว..ผมอยากจะเจาะลงไปด้วย ว่าเป็นการไปเทิดพระเกียรติไว้กับพระมหากษัตริย์องค์นี้องค์เดียว..ซึ่งเป็น เรื่องที่น่ากลัว
ที่น่ากลัวเพราะว่า ขอใช้ภาษาอังกฤษ มันเป็นเรื่องที่ “not universal, but exclusive” หมายความว่าเป็นการเทิดพระเกียรติที่ไปลงไว้กับพระมหากษัตริย์องค์นี้ ที่ไม่สามารถถ่ายทอดไปสู่พระมหากษัตริย์องค์หน้าได้  in other words หรือพูดอีกทางหนึ่งก็คือ ความรัก ความภักดี ผลประโยชน์ทั้งหมดไปตกอยู่กับบุคคล ไม่ใช่สถาบัน ซึ่งมันจะเกิดปัญหากับรัชสมัยหน้า..”
เกี่ยวกับรัชสมัยหน้า ดร.ปวินให้ข้อคิดเป็นคำถามไว้สี่ประการ คือเรื่องแรกเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านก็ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อสถาบันฯ ต้องเปลี่ยนแปลงแล้วจะเปลี่ยนไปในทางไหน  ทางบวกที่ดีขึ้น หรือทางลบที่แย่ลง แย่ลงนี่หมายความว่ามีการกดขี่ข่มเหงกันมากขึ้นด้วยกฏหมาย ๑๑๒
“อันที่สอง ความเกี่ยวพันทางการเมืองระหว่างสถาบันกษัตริย์ และเครือข่ายฯ มันมีอยู่อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เกิดมา ๔๐-๕๐ ปีนี่จะส่งผลต่อรัชสมัยหน้าแน่ๆ เครือข่ายสถาบันกษัตริย์จะยังคงอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะมีบทบาททางด้านการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน เราอ่านวิกิลี้คส์เรารู้แล้วว่าแม้แต่สมาชิกบางคนของเครือข่ายฯ อย่างคุณเปรมเองก็ออกมาพูดในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัชสมัยหน้า แต่เป็นเพราะคุณเปรมก็เป็นคุณเปรม ก็เลยเอาตัวรอดไปได้ไม่มีใครกล้าเล่นอะไร”
ประการที่สาม ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านอำนาจภายในพระราชวังของสถาบันกษัตริย์  มันเป็นกระบวนการที่ยาวนานต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับรัชสมัยหน้าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร พระมหากษัตริย์พระองค์หน้าจะทำอย่างไรในการสร้างความนิยม (ทั้งนี้ ดร.ปวินบรรยายไว้ก่อนหน้าแล้วว่าความสำเร็จของรัชกาลปัจจุบันมีมากจนเทียบเคียงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ จึงเป็นเรื่องยากที่รัชกาลหน้าจะคงไว้  “shoes have become too big”)
ประการสุดท้ายเป็นคำถามว่า สังคมจะมีการตอบสนองต่อการจะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่อย่างไร บอกไม่ได้เพราะตอนนี้สังคมมันแตกเป็นเสี่ยงๆ มีทั้งแดงทั้งเหลือง “เหลืองนี่บอกตรงๆ น่าสนใจ ผมเคยคุยกับเสื้อเหลืองหลายคน หมอคนหนึ่งขอไม่เอ่ยชื่อ เขาบอกว่าความรัก และความจงรักภักดีของเขานี้ มีต่อพระมหากษัตริย์องค์นี้เท่านั้น”
ดร.ปวินปิดท้ายการบรรยายด้วยคำกล่าวว่า “ความไม่แน่นอนทั้งหมด ความแตกแยกทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น จะแก้ไขได้หรือไม่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์องค์หน้า..สิ่งแรกที่จะสามารถทำได้คือการ win hearts and minds ของประชาชน คือปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด”
*หมายเหตุ - ดู ปวิน in แอลเอ และชม  ฝ่ามืออากง in Chicago สำหรับท่านที่ต้องการฟังบรรยายเต็มๆ กรุณาไปฟังคลิปที่ http://redusala.blogspot.com/2013/03/blog-post_27.html หรือที่ dangdd.com/threads/มาแล้ววว-คลิปฮ๊อทสุดฮิท-ปวิน-อิน-แอลเอ-สถาบันกษัตริย์กับการเมืองไทย.15900/

บทกวีการเมืองแห่งตอแหลแลนด์ "เหี้ย-ห่า กับ ไพร่"

ที่มา Thai E-News


31 มีนาคม 2556
โดย บทกวีการเมืองแห่งตอแหลแลนด์



เหี้ย-ห่า กับ ไพร่

เหี้ยก็ยังอยู่ดีดูมีสุข
ห่าก็ปลุกปลอบใจให้ฮึกเหิม
เหี้ยยังหวงห่วงอำมาตย์อำนาจเดิม
ห่าก็เริ่มรุกไล่ให้เข้ามุม

ไพร่ก็เพียงส่งเสียงอันพิสุทธิ์
ไพร่เพียงจุดประกายให้ก้อนกลุ่ม
ไพร่ชวนไพร่ชวนไพร่ไปชุมนุม
ไพร่ก็รุมเรียกร้องตามคลองธรรม

เหี้ยก็โหยโอดโอยด้วยอัดอั้น
ห่าก็ยันยุแยงตะแบงซ้ำ
เหี้ยก็เจ็บที่ใจทรามดั่งหนามตำ
ห่าก็พร่ำด่าผู้คนด้วยแค้นเคือง

ไพร่ก็เพลินเดินไปไม่แลหลัง
ไพร่ก็หวังตั้งมั่นแลฝันเฟีื่อง
ไพร่ก็คิดถึงสิทธิพลเมือง
ไพร่เคยเชื่องกลับชังพวกชั้นบน

เหี้ยยิ่งคิดยิ่งคลั่งยิ่งเคืองโกรธ
ห่าลิงโลดรุกเร้าเอาพวกปล้น
เหี้ยจึงเร่งรีบรุดเพราะสุดทน
ห่าก็ขนทัพควายเข้าคุกคาม

ไพร่ก็จำเจ็บตายตามใบสั่ง
ไพร่ก็ยังตั้งใจไม่เกรงขาม
ไพร่เพียรสร้างสิทธิ์เสรีอันดีงาม
ไพร่จึงถามทั้ง เหี้ย-ห่า ฆ่าทำไม?

เรียนรู้ออนไลน์ด้วยแท็บเล็ตหรือแล็ปท็อปกันดีกว่าไหมถ้าหลักสูตรและครูผู้สอนด้อยคุณภาพ?

ที่มา Thai E-News




โดย รศ.พ.ต.อ.หญิง ณหทัย ตัญญะ

ดิฉันเห็นเพิ่งพบข่าวนี้โดยบังเอิญ“นักวิชาการชี้เนื้อหาแท็บเล็ตไม่เหมาะป.1-4”
แต่เนื้อหาจริงของข่าว กลับไม่ได้บอกว่า เนื้อหาแท็บเล็ตไม่เหมาะสมอย่างไร แค่เพียงนำเสนอความเห็นที่เป็นไปในทางลบของนักวิชาการหลายๆคนต่อแท็บเล็ต ซึ่งดิฉันอ่านแล้วรู้สึกละอายใจในคำว่า “นักวิชาการ” จึงขอนำเสนอด้วยผลงานวิจัยของ Dr. Sugata Mitra ที่เพิ่งได้รับรางวัลจาก TED (TED = Technology, Entertainment, Design เป็นองค์กรอิสระที่ไม่มุ่งเน้นกำไร สนับสนุนความคิดที่มีคุณค่าของบุคคลในด้านต่างๆ) เมื่อเดือนที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกท่านตัดสินเองว่า ข้อมูลใดน่าเชื่อถือและมีประโยชน์ต่อท่านและครอบครัวมากกว่ากัน
  • อะไรจะเกิดขึ้นถ้าทุกๆสิ่งที่คุณคิดว่าคุณรู้เกี่ยวกับการศึกษานั้นผิด?
  • อะไรจะเกิดขึ้นถ้านักเรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำงานเป็นทีมได้รวดเร็วกว่า, มากกว่าการเรียนรู้ในห้องเรียนจากคุณครู?
  • อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าการทดสอบและการทำกิจกรรมเป็นแนวทางของกระบวนการเรียนรู้ที่รวดเร็วกว่ากระบวนการเรียนรู้ที่คุณเคยรู้มา?
คำถามเหล่านี้ สุกะตะ มิตระ (Sugata Mitra) เคยถามเมื่อปลายทศวรรษ ที่1990 และทำให้ท่านได้รับรางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2013 จากการสัมมนาที่ TED
Dr.Mitra เป็นศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล (ประเทศอังกฤษ) ชนะเลิศด้วยแนวคิด “การจัดระบบตนเองเพื่อการเรียนรู้สภาพแวดล้อม” (self-organized learning environments) เป็น ทางเลือกหนึ่งที่ต่างจากการศึกษาแบบดั้งเดิม ด้วยวิธีการเพิ่มศักยภาพของนักเรียนจากการทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหาด้วยพวก เขาเอง บนคอมพิวเตอร์ที่มีการติดต่อผ่านเครือข่ายความเร็วสูง โดยมีผู้ใหญ่คอยให้กำลังใจและชื่นชมเท่านั้น
งานวิจัยของ Dr.Mitra กับกลุ่มนักเรียนในประเทศอินเดียได้รับความสนใจและติดตามชมอย่างกว้างขวาง เมื่อปี 2010 ในรายการ TED talk ในชื่อการทดลอง “ช่องบนผนัง”(hole in the wall) แสดงถึงศักยภาพในการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็วโดยปราศจากความช่วยเหลือของผู้ใหญ่
Dr.Mitra ได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าของท่านในการเริ่มสอนประชาชนว่าจะเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอร์ได้อย่างไร เมื่อ Dr.Mitraซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของตนเอง ท่านประหลาดใจที่บุตรชายอายุ 6 ขวบสามารถบอกว่า ทำอย่างไรจะแก้ปัญหามันได้
Dr.Mitra คิดว่าบุตรชายของท่านเป็นอัจฉริยะ แต่เพื่อนๆของท่านก็เล่าในทำนองเดียวกันนี้กับลูกๆของตนเอง
Dr.Mitra กล่าวว่า มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ลูกๆของพวกเราจะเป็นอัจฉริยะ ถ้าพวกเขาอาศัยอยู่ ในสลัมในกรุงนิวเดลี (New Delhi)
Dr.Mitra ติดตั้งคอมพิวเตอร์ที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ในสลัมนิวเดลี ตามสายของตู้เอทีเอ็มของธนาคาร ด้านหลังกำแพงกระจก และบอกกับเด็กๆว่าสามารถใช้มันได้ โดยไม่ให้คำแนะนำใดๆ
ไม่นานนักเด็กๆก็เรียนรู้การท่องเว็บด้วยภาษาอังกฤษ ถึงแม้ว่าพวกเขาขาดความสามารถในการใช้ภาษา เพื่อพิสูจน์การทดลองนี้ Dr.Mitraได้ติดตั้ง "hole in the wall" ในหมู่บ้านโดดเดี่ยวที่ห่างออกไป 300 ไมล์ เพียงครู่เดียว เด็กก็พูดขึ้นว่า พวกเราต้องการหน่วยประมวลผลที่เร็วกว่านี้และเม้าส์ที่ดีกว่านี้ (we need a faster processor and a better mouse)
เมื่อคุณJames Wolfensohn ประธานของธนาคารโลกมาเยี่ยมชมการทดลอง Dr.Mitraสนับสนุนให้ คุณWolfensohn เข้าไปในสลัมนิวเดลี เพื่อให้เห็นด้วยตาตนเอง หลังจากที่ใช้เวลาอยู่กับเด็กๆแล้ว คุณWolfensohnแตะมือของท่านบนไหล่ของ Dr.Mitra แล้วถามว่า “เท่าไหร่ดี”  Dr.Mitraได้รับเงิน 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการอนุญาตให้ท่านทำการทดลองในประเทศอินเดีย, กัมพูชาและอาฟริกา ศึกษาการจัดระบบตนเองในการเรียนรู้ เพื่อปรับปรุงการออกเสียง, การอ่าน, ความเข้าใจภาษาอังกฤษ เลยไปถึงความรู้พื้นฐานของการคัดลอกดีเอ็นเอ (the basics of DNA replication)
Dr.Mitra กล่าวว่า ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม มีพื้นฐานใหญ่มากบนความจำเป็นที่ถูกสร้างขึ้นโดยจักรวรรดิอาณานิคมของสหราช อาณาจักร ซึ่งมีดินแดนมากมายและกว้างใหญ่มาก ต้องปกครองประชาชนด้วยการเขียนสิ่งต่างๆลงบนกระดาษ จากนั้นส่งข้อความเหล่านั้นไปรอบโลกด้วยเรือ โรงเรียนทำหน้าที่ผลิตเสมียน ให้สามารถทำหน้าที่แลกเปลี่ยนกันได้ในระบบราชการขนาดใหญ่ มีทักษะในการอ่าน, เขียน และคณิตศาสตร์เป็นหลัก
ข้อโต้แย้งของ Dr.Mitra คือ โลกของวันนี้ ต้องการระบบใหม่ ซึ่งบทบาทของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
เพื่อช่วยการเรียนรู้ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น Dr.Mitra รับอาสาสมัครหลายร้อยคนทำหน้าที่ “คุณยาย” จากประเทศอังกฤษ ในบทบาทของ “ปู่ย่าตายาย” แทนครู ใช้สไกป์ (Skype – เป็นโปรแกรมสื่อสารทางไกลชนิดหนึ่งที่สามารถมองเห็นใบหน้า พูดคุยกันได้) ในการเรียนรู้รอบโลก ให้การสนับสนุนนักเรียนทำสิ่งที่ดีที่สุดและยกย่องความสำเร็จของพวกเขา
เงินรางวัลจาก TED นั้น Dr.Mitra ตั้งใจจะสร้างห้องทดลองคล้ายในอินเดียมากที่สุด ที่ซึ่งสามารถทดสอบทฤษฎีของท่าน ผ่านการทดลองเสริมการทำงานของโรงเรียน มีลักษณะคล้าย “ร้านอินเตอร์เนตที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ” (safe cybercafé for children)
Dr. Mitra กล่าวว่า ท่านไม่ได้คิดว่าครูล้าสมัย แต่การเปลี่ยนบทบาทของคุณครูอาจ ช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านคอมพิวเตอร์ และทีมงานของ Dr. Mitra อาจเป็นทางเลือกให้กับโรงเรียนที่ครูไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้
นอกจากนี้ การศึกษาแบบดั้งเดิมมีความเครียดจากการทดสอบและการลงโทษ สองสิ่งนี้เป็นสาเหตุทำให้สมองปิดการทำงานที่มีเหตุผลลงและยอมจำนนต่อความ กลัว ส่วนการใช้วิธีการที่ใกล้เคียงกับปู่ย่าตายาย ซึ่งแสดงความชื่นชมยินดีกับเด็กๆนั้น เป็นวิธีการที่ตรงข้ามกับที่พ่อแม่ของเด็กๆใช้
……………………………………………….............................
ความเห็นของผู้แปล
เมื่ออ่านรายงานข่าวของ CNNนี้แล้ว ดิฉันได้ค้นหารายงานวิจัยและคลิปของ Dr.Sugata Mitra อีกหลายคลิปมาเปิดดู รวมทั้งศึกษาคร่าวๆใน “โครงการแท็ปแล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย” เพราะต้องการทราบว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการระดับชาติของไทยทำงานกันอย่างไรกับโครงการนี้
ดิฉันยอมรับว่าทึ่งในความสามารถของสมองน้อยๆของเด็กๆและสนใจโครงการวิจัยของ Dr.Mitra มาก จนอยากเข้าร่วมเป็นทีมงานวิจัยของท่านเลยค่ะ  เด็กที่อายุน้อยกว่าสามารถเรียนรู้การทำงานของคอมพิวเตอร์ได้รวดเร็วกว่า เด็กโต โดยเฉพาะทักษะด้านภาษาด้วยแล้ว เด็กเล็กมากเท่าไรจะยิ่งสามารถเรียนรู้ภาษาได้รวดเร็วและสมบูรณ์แบบมากยิ่ง ขึ้น และที่น่าทึ่งมากยิ่งขึ้นคือเด็กอายุ 12 ปีในชนบทห่างไกลที่ไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อน จะสามารถทดสอบผ่าน 50% ของเนื้อหาวิชา Biotechnology ที่เป็นภาษาอังกฤษ จากการศึกษาด้วยตนเองเป็นกลุ่ม โดยไม่มีผู้ใหญ่สอนเลย (การทดลองของDr.Mitra เน้นการเรียนรู้เป็นกลุ่มของเด็กๆเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น)
ซึ่งนั่นเป็นการยืนยันว่า “มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่ไร้ขอบเขต ถ้าพวกเขามีความตั้งใจที่จะเรียนรู้และได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง”
ทุกท่านคิดเหมือนดิฉันไหมคะที่ต้องการให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเข้า ถึงแท็ปแล็ตหรือแล็ปท็อป ที่มีการติดต่อผ่านเครือข่ายความเร็วสูง? มีสิ่งใดที่ท่านยังรู้สึกกังวล?
เนื้อหาวิชาที่ใช้ในสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะในสาขาวิชาชีพเฉพาะต่างๆนั้น เปลี่ยนแปลงไปเร็วมากตามระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ถ้าท่านและบุตรหลานของท่าน อ่านแค่ตำราภาษาไทยจะไม่สามารถตามทันชาวโลกได้เลย เนื่องจากงานวิจัยใหม่ๆที่นักวิชาการในประเทศแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มี ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและทุนวิจัยให้มากมาย จะมีผลงานใหม่ๆนำเสนอออกมาตลอดปี กว่าที่อาจารย์ชาวไทยแต่ละท่านจะสามารถรวมรวมเอามาแปลและเรียบเรียงใส่ความ เห็นของตนเอง เป็นสำนวนที่สละสลวย ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิตามระบบของสถาบันการศึกษา และสามารถตีพิมพ์ออกมาเป็นผลงานของแต่ละท่านได้ ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปี ความรู้ก็ได้เปลี่ยนไปอีกแล้วค่ะ โดยเฉพาะความรู้ด้านเทคโนโลยีที่เวลาเพียง 2 ปีนั้น ความรู้ได้ก้าวข้ามไปไกลมากแล้ว ยิ่งถ้าเป็นตำราไทยที่แปลมาจากตำราต่างประเทศด้วยแล้ว ความล้าหลังทางวิชาการของเราจะไม่น้อยกว่า 5 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น แล็ปท็อปหรือแท็ปแล็ตมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับผู้เรียนทุกระดับชั้นเรียน!
สำหรับท่านที่ยังรู้สึกติดขัดอยู่กับความเชื่อเดิมๆที่ว่า “ถ้าปล่อยให้เด็กใช้แท็ปแล็ตหรือแล็ปท็อปเอง เด็กๆก็จะเอาแต่เล่นเกม ดาวน์โหลดเพลง ทำแต่เรื่องไร้สาระไม่ยอมหาความรู้”
  
ดิฉันขอตอบว่า แน่นอนค่ะ เด็กๆจะเป็นอย่างนั้นแน่ๆ โดยเฉพาะในระยะแรกๆ เพราะกำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่แปลกหูแปลกตา ธรรมชาติของเด็กๆอยากรู้อยากเห็นว่า แท็ปแล็ตทำอะไรได้สารพัดอย่างที่ได้ยินมาจริงหรือไม่ ? ท่องโลกได้จริงหรือ? ท่องโลกเป็นอย่างไร? ฯลฯ ยิ่งถ้าครู/อาจารย์และพ่อแม่ยิ่งหวงเจ้าเครื่องมหัศจรรย์นี้มากเท่าไร จำกัดการใช้งานแท็ปแล็ตน้อยลงเท่าไร  ความตื่นเต้นเมื่อมีโอกาสได้ใช้มันอย่างอิสระจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เพราะทุกสิ่งน่าสัมผัส น่าลอง น่าเรียนรู้ไปทั้งหมด
การเล่นเกมคอมพิวเตอร์มีผลร้ายสารพัด ต่อเด็กๆจริงหรือ?
คำถามนี้ดิฉันขอแนะนำให้ท่านศึกษาจากรายการที่น่าสนใจต่อไปนี้และตัดสินใจด้วยตัวของท่านเอง เช่น
  • Ali Carr-Chellman: Gaming to re-engage boys in learning - การเล่นเกมเพื่อกลับมาร่วมในการเรียนการสอนของเด็กชายอีกครั้ง, เรื่องนี้กล่าวถึงปัญหาของเด็ก ADHD หรือภาวะสมาธิสั้นและไม่อยู่นิ่ง ซึ่งพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงถึง 4 เท่า จากการเล่นเกมจะช่วยให้พวกเขามีสมาธิจดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานขึ้น มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงขึ้น จนสามารถกลับเข้ามาเรียนร่วมกับเพื่อนๆในห้องเรียนได้อีกครั้งหนึ่ง
  •  Jane McGonigal: The game that can give you 10 extra years of life - เกมที่ดีที่สุดจะได้รับการออกแบบเพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ มนุษย์ เรามีงานสำคัญที่จะต้องได้รับความร่วมมือกันเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย เกมช่วยให้เราเรียนรู้ในการทำงานเป็นทีมได้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่ำ
  •  Tom Chatfield: 7 ways games reward the brain - 7 ประการของเกมที่แสดง ให้คุณเห็นว่าคุณสามารถนำบทเรียนจากเกมส์เหล่านี้ มาใช้นอกเกมส์ได้อย่างไร 
  1. การแสดงความก้าวหน้า เปรียบเทียบกับระดับความสำเร็จของเรา
  2.  การสร้างจุดหมายระยะยาว จากนั้นแบ่งออกเป็นเป้าหมายระยะสั้นหลายๆ จุด (ช่วยให้เกิดกำลังใจในการทำงาน – ผู้แปล)
  3. การให้รางวัลกับความพยายามของตนเอง (เพิ่มคุณค่าในตนเองและสร้างแรงจูงใจในการทำงาน – ผู้แปล)
  4.  การตอบกลับ เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง และการสนองตอบต่อผลตอบกลับที่ได้รับมา ช่วยให้เกิดการพัฒนาตนเองทั้งสองฝ่าย
  5. องค์ประกอบของความไม่แน่นอน เนื่องจากเมื่อใดก็ตามที่เราไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ เราจะรู้สึกตื่นเต้นไปกับมัน และต้องการแสวงหามันมากขึ้นไปเรื่อยๆ
      ฯลฯ
  • Daphne Bavelier: Your brain on video games,
  • Jane McGonigal: Gaming can make a better world,
  • Salman Khan: Let's use video to reinvent education,
  •  Gabe Zichermann: How games make kids smarter
                        ฯลฯ
รศ.พ.ต.อ.หญิง ณหทัย ตัญญะ
เชิญแชร์ได้ตามสบายค่ะ

ศึก "เจ๊แดง ชน เจ๊แดง" แม่เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ ลงสมัครชน "เจ๊แดง-เยาวภา" ส.ส.เชียงใหม่

ที่มา go6tv



วันที่ 31 มีนาคม 2556 (go6TV) พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวเปิดตัว นางกิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 หลังจากที่คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติเอกฉันท์ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นางกิ่งกาญจน์ ยอมรับว่า ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจยากที่สุดในชีวิตของความเป็นนักการเมือง เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เมื่อหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคให้ความไว้ใจ พร้อมให้กำลังใจว่า ขอให้เดินไปข้างหน้าทำอย่างเต็มที่และทำให้ดีที่สุดผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ให้รอฟังวันที่ 21 เม.ย. จึงได้ตัดสินใจลงสมัคร แม้จะรู้ดีว่าพรรคเพื่อไทย จะส่ง นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งก็ตาม
อย่างไรก็ตามจากที่เคยเป็น ส.ส.มาก่อน และอยากทำงานเพื่อประชาชนชาวเชียงใหม่ จึงขอโอกาสชาวเชียงใหม่ให้การสนับสนุนคนเชียงใหม่แท้ๆ ได้เข้าไปทำงาน โดยจะปลุกจิตสำนึกให้ชาวเชียงใหม่เปลี่ยนแปลงแนวความคิดเหมือนกับคน กทม. ที่ไม่เลือกคนที่ไม่ยึดมั่นประชาธิปไตย เข้าไปเป็นตัวแทนประชาชน โดยยืนยันไม่มีปัญหาผู้สมัครที่เคยถูกวางตัวไว้ก่อนหน้านี้
ด้านแกนนำพรรค อาทิ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวย้ำว่า พรรคจะระดม ส.ส.ทุกคน ไปช่วยกันหาเสียงเลือกตั้ง แม้จะเวลาในการแข่งขันอีกไม่มากนัก เพื่อหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคนเชียงใหม่