แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

“ไทยแลนด์สปริง” กับ “หน้ากากขาว”…จุดไม่ติดว่ะ!?

ที่มา vattavan


วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
        มดูภาพยนตร์เรื่อง V for Vendetta หลายครั้ง หนังเรื่องนี้มีชื่อเป็นภาษาไทย ฟังน่ากลัวว่า
        “เพชฌฆาตหน้ากากพญายม”         เหตุที่ดูมากครั้ง เพราะนอกจากตัวเองชอบดูหนังประวัติศาสตร์แล้ว ทางเคเบิลทีวีที่ผมเป็นสมาชิก เขานำมาฉายซ้ำๆกัน หลายครั้งหลายหนแล้ว    

        ภาพยนตร์เรื่อง V for Vendetta เดินเรื่องในระหว่างที่ประเทศอังกฤษ กำลังปกครองด้วยระบบกษัตริย์ แต่เป็นจอมเผด็จการ คือ ยุคของพระเจ้าเจมส์ 1 ปี ค.ศ. 1605
content/picdata/432/data/photo_00092.jpg
        หนังเล่าถึงเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชนชั้นกรรมาชีพที่มีนามว่า Evey (อีวี่ย์) สวมบทโดย Natalie Portman (นาตาลี พอร์ตแมน) ดาราสาวหน้าสวย ที่ดังมากๆจากหนังเรื่อง Black Swan แต่ในเรื่องนี้ เธอเล่นบทเป็นกรรมกรสาวผู้ใช้แรงงาน ที่ได้รับการช่วยชีวิตจากเหตุการณ์ใกล้ความตาย โดยผู้ชายที่สวมหน้ากาก ที่รู้จักกันเพียงในนาม V ซึ่งเป็นชายมีชื่อว่า Guy Fawkes (กาย ฟอว์คส์) แสดงโดยพระเอก Hugo Weaving (ฮิวโก วิฟวิ่ง)
        หนังผูกบุคลิกให้ V เป็นพระเอกแบบ Zorro แส้ดำ คือ เต็มไปด้วยเสน่ห์ ร่าเริงหรูหราอ่อนโยน แต่ทรงภูมิความรู้ กล้าหาญและฉลาดล้ำ
        เหนือสิ่งอื่นใด เขามีความมุ่งมั่นที่มอบชีวิต เพื่อการปลดปล่อยประชาช เพื่อนร่วมชาติ จากพวกที่กดขี่คือกษัตริย์อังกฤษ และบรรดาขุนนางขี้ฉ้อทั้งหลาย ที่ห้อมล้อมอยู่ และพยายามผลักกษัตริย์ให้ออกห่างจากประชาชน
        พระเจ้าเจมส์ 1 กลายเป็นกษัตริย์ ที่ราษฎรชิงชังนัก!

        กาย ฟอว์คส์ นั้น มีความพยายามที่จะปลดปล่อยชาวอังกฤษ ให้พ้นจากการปกครองโหดร้ายทารุณ จากษัตริย์เจมส์กับบรรดาเหล่าอำมาตย์ทั้งหลาย ที่ตั้งหน้าตั้งตาสูบเลือดเนื้อของราษฎรด้วยการฉ้อฉลพวกเขา ทั้งโกงกิน และยังโหดร้ายต่อราษฎรตาดำๆ จึงสร้างความเคียดแค้น ให้กับประชาชนเป็นอันมาก 
        พระเอกอย่าง “วี” นั้น เหมือนวีรบุรุษในหนังทั่วไปขนานแท้ แต่แตกต่างกัน ตรงที่เขาเป็นคนจริงๆ และได้วางแผนที่จะถล่มรัฐสภา ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งต่อมากลายเป็นวันที่ระลึก...

        Guy Fawkes Day  
        ในวันนั้นของปี ค.ศ. 1605 กาย ฟอว์คส์ ถูกพบตัวในอุโมงค์ที่อยู่ใต้อาคารรัฐสภา พร้อมกับดินปืนถึง 36 ถัง เขาและผู้สมรู้ร่วมคิดได้ร่วมกันคิดแผนการกบฎ ที่เรียกว่า “กบฎดินปืน” เพื่อที่จะโค่นล้ม พระเจ้าเจมส์ที่ 1
        ฟอว์คส์กับผู้สมรู้ร่วมคิด ถูกแขวนคอ และศพยังถูกทำทุราจารด้วยการฉีกแขนขา น่าอเนจอนาถอีกด้วย!

        มื่อ เร็วนี้ ผมเพิ่งเห็นคนไทยสวมหน้ากาก Guy Fawkes ซึ่งพระเอกในเรื่อง ใช้ปกปิดใบหน้าที่แท้จริงของตัวเอง ออกไปประท้วงเป็นครั้งแรกในบ้านเรา
        ผมจึงเขียนถึงในบทความ “เหนือหมา” กะ ป๋า “เป๋า สี่โสก”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=409
โดยบอกว่า
        เรื่องละเม็งละครของช่อง 3 นี้ ผมพูดถึงไปนิดๆหน่อยๆ เพราะไม่ใช่แฟนละคร แต่พอได้เห็นการเคลื่อนไหว จัดม๊อบใส่หน้ากากแบบ Guy Fawkes (กาย ฟอว์คส์) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านระบอบการปกครอง ที่กดขี่ข่มเหงของประเทศอังกฤษ ในยุคของพระเจ้าเจมส์ 1 กับบรรดาสมาชิกสภาขุนนางที่ขี้โกง ขี้ฉ้อ สารพัดเลวในยุคนั้น
        มีผู้สวมหน้ากากขาว จำนวนกะหรอมกะแหรม น้อยกว่าหมอยแซมแตด คือ มีราวๆ 50 คน เห็นจะได้ ล้วนมาจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไปชุมนุมเรียกร้องหน้าสถานีโทรทัศน์ ไทยทีวีสี ช่อง 3 ให้นำละครเรตติ้งต่ำ เรื่อง เหนือเมฆ 2 มือปราบจอมขมังเวทย์ กลับมาออนแอร์อีกครั้ง จนกว่าจะจบ
        ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่แต่งกายสวมหน้ากากสีขาว โดยอ้างว่า
        เพื่อเป็น “สัญลักษณ์” สื่อถึงการมาเรียกร้อง เพื่อความถูกต้องดีงามของสังคม

        คำเรียกร้องของหน้ากากขาวชุดแรก ไม่ประสพความสำเร็จ เพราะในที่สุด ละครเรตต่ำ เหนือเมฆ 2 มือปราบจอมขมังเวทย์ ต้องอันตรธานหายไป ไม่ได้กลับมาฉายอีกเลย
        ไม่ว่าช่อง 3 หรือ ช่องไหนๆ!         ผู้คนบ่นว่า หาตอนจบดูไม่ได้ แต่เพียงแค่วันสองวันเท่านั้น พวกชาวบ้านก็ลืมเลือนทั้งเหนือเมฆ และการชุมนุมของพวกหน้ากากขาวไปเรียบร้อย เพราะละครเรื่องใหม่ ที่ช่อง 3 นำมาออกอากาศแทนนั้น
        สนุกกว่า...เป็นไหนๆ!   

        ลัง จากการชุมนุมเลียนแบบ Guy Fawkes หน้าทีวี ช่อง 3 ไม่ดึงดูดความสนใจชาวบ้าน แต่ยังมีบางพวกบางคน พยายามปลุกปั่นประชาชนต่อไปอีก ซึ่งเรื่องนี้มีการพูดกันเจ๊าะๆแจ๊ะๆ
ตั้งแต่ครั้งมีสถานการณ์ Arab Spring กำลังโด่งดังโน่นแล้ว
        พวกฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเพื่อไทย อยากให้มี Thailand Spring กับเขาบ้าง โดยผมไม่แน่ใจว่า พวกเขารู้หรือเปล่า ว่า
        การลุกขึ้นของชาวอาหรับ เป็นเพราะพวกเขามีผู้ปกครองที่กดขี่ ไม่ป็นประชาธิปไตย
        แต่บ้านเรานั้น…

        รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีผู้หญิง มาจากการเลือกตั้ง โดยประชาชนคนส่วนใหญ่ เลือกทั้งเธอและพรรคเพือไทย ด้วยคะแนนเสียงเด็ดขาด ให้เข้ามาบริหารประเทศ
        ความผิดหวังจึงบังเกิดกับพรรคการเมืองฝ่ายแค้น และพวกที่เป็นปฏิปักษ์กับคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร จึงกลายเป็นที่มาของความพยายามอย่างหนัก ในการขับไล่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบ นั่นเอง 
        คนพวกนี้ มันอิจฉาตาร้อน ทนไม่ได้ ที่เห็นผู้หญิงสวยแถมยังเป็นคนบ้านนอกแท้ๆ ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งบริหารสูงสุด ในแผ่นดินสยามประเทศ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย

        ฮู้ยยยยย...มันช่างบาดหัวใจ กระไรเช่นนั้น!
        ความพยายามมีหลายรูปแบบ เหลือที่จะจาระไนกัน ล่าสุดมีการตั้งกลุ่มเปิดเว็บไซด์ ชักชวนกันถล่มนายกฯผู้หญิง และรัฐบาลของเธออย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ประสพความสำเร็จ อย่างที่ไอ้พวกจังไร มันคาดหวังกันไว้
        กระแสความพยายามต่อต้าน อย่าง ไทยแลนด์-สะโปก-สปริง อะไรนั่น มันกลับไม่เด้งปึ๋งปั๋ง จุดกระแสไม่ติด แต่พวกฝ่ายแค้น ไม่ละความพยายาม
        คราวนี้มีของใหม่ ออกมาเล่นอีก แต่เป็น “มุกเก่า” คือ
        มุกหน้ากากขาว ของกาย ฟอว์คส์ นั่นเอง!      

        หน้ากาก V หรือหน้ากากขาวของ กาย ฟอว์คส์ เคยถูกนำไปใช้ในการชุมนุมประท้วงหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในในสหรัฐอเมริกาอย่าง Occupy Wall Street หรือในเมืองไทย อย่างการชุมนุมหน้า ช่อง 3 ดังที่ได้เล่ามาแล้ว
        คราวนี้กลับมาอีกครั้ง แต่ไม่ลงไปต่อสู้ในถนน (เพราะนายทุนที่เคยสนับสนุน คงกลัว เปลืองตัว-เปลืองตังค์?) หากมากับสื่ออีเลคโทรนิค ในรูปแบบของ เฟสบุ๊ค ด้วยการรณรงค์ ให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ร่วมกันเปลี่ยนภาพประจำตัวของตัวเอง หรือโพรไฟล์ เป็นรูปหน้ากาก V และโพสต์ข้อความต่อไปยังทุกหน้า face book ที่เป็นเครือข่ายระบอบทักษิณ ทั้งที่เป็นของราชการและเอกชน รวมทั้งของรัฐบาลด้วย ว่า
        "ขณะนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นมาแล้ว ข้าขอประกาศว่า
        ข้าจะล้มล้างระบอบทักษิณ ให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย"   
 

        ฟังแล้ว...คึกครื้นดี!
        มีผู้ที่ไม่ชอบขี้หน้ารัฐบาล ออกมาให้ความเห็น ในทำนองเชียร์ผู้จัดทำการรณรงค์ครั้งนี้ แต่พวกเขาลืมคิดไปว่าหน้ากาก V หรือหน้ากากขาวของ กาย ฟอว์คส์ นั้น แท้ที่จริงแล้ว
        เป็นการต่อต้านระบอบกษัตริย์...ของอังกฤษ!

        ดังนั้น การนำคติ กาย ฟอว์คส์ หรือสัญลักษณ์ มาใช้ เป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะบ้านเมืองไทยของเรา ยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข มาอย่างยาวนาน
        ที่ผมหวั่นใจลึกๆ เป็นเพราะ...
        ไอ้คนที่ออกมาเชียร์การเคลื่อนไหวหน้ากาก V แม้มันจะเป็น สอ-วอ ในสภาลากตั้งจังไร แต่ตัวมันและพรรคพวก หลายคนเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งไอ้พรรคเวรของคนพวกนี้ มีธรรมนูญพรรคชัดเจนว่า

        ไม่เอาระบอบ...กษัตริย์!
        แม้จะมีการตีลูกมั่ว พยายามแก้ตัวว่า จะใช้หน้ากาก V เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ในฐานะที่คนเขียนคอลัมน์นี้ เคยอยู่ในวงการข่าวกรองมายาวนาน
        บอกตรงๆว่า        ไม่เคยไว้ใจไอ้พวกนี้เลย เพราะเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มฉกรรจ์ ตัวผู้เขียนเอง อยู่ในฝ่ายกองทัพของพระเจ้าแผ่นดิน ขับเคี่ยวและต่อกร กับคนของ กองทัพพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มาก่อน
        ผมจึงไม่มีวัน ที่จะไว้ใจไอ้พวก “ลากตั้ง” เพราะพวกมันเป็นคอมฯเก่าหลายคน โดยเฉพาะตัวที่ออกมาแสดงบทบาท เป็น “ตัวหลัก” ของไอ้กลุ่ม “40 จังไร” อยู่ในขณะนี้
        บอกตรงๆเลยนะครับ...ผมไม่เคยเชื่อว่า

        “เหี้ย” แท้ๆ ไม่มีอะไรเจือปน มันจะกลายพันธ์ เป็น “หงส์” ได้!
        หากผมเป็นรัฐบาล ถ้ามีนักข่าวมาถามความเห็นเกี่ยวกับความพยายามเคลื่อนไหวการเมืองนอกสภา
        จะบอกตรงๆไปเลยว่า         ขบวนการหน้ากากGuy Fawkes หรือ ขบวนการ Thailand Spring หรือคนที่รู้ทัน เขาจะเรียกมันเป็นขบวนการ Hear Hear ก็ตามที ไม่เห็นมีอะไรน่าเกรงกลัวเลย
        เหตุผลของผมก็คือ...

        ตั้งแต่กองกำลังตำรวจ ได้ปราบปราม ม็อบไอ้เสธเอี้ย กับ ไอ้เถนสันติกระโปก เดียรถีย์กาลี อัปรีย์ประเทศ ลงราบคาบแล้ว พวกเขาได้รับการฝีกปรือเพิ่มเติม ในการควบคุมฝูงชนอย่างเข้มข้น จนมีสมรรถภาพเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมมาก และพร้อมออกศึก เข้า “ต่อตี” กับไอ้พวกที่คิดร้าย กับบ้านเมืองของเรา ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง         ไม่มีอะไร ที่พี่น้องประชาชน จะต้องเป็นห่วง!
        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        ผู้เขียนยังคิดว่า ไอ้พวกที่กำลังพยายามปลุกปั่น อย่างสุดความสามารถ ให้ผู้คนในประเทศนี้ “สปริง” ไปกับพวกมัน แต่ชาวบ้านกลับไม่ยอม “กระเด้ง” ตามไปด้วย นั้น 
        ตัวของคนพวกนี้ โดยเฉพาะไอ้ตัวที่เป็นหัวเรือใหญ่ ที่มันบ้าเข้าขั้น ถึงขนาดออกมา 
        ชักชวนให้ชาวบ้าน จับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล!

        มันกับพรรคพวก เลยกลายเป็นเป้าหมาย ให้นักเสียดสีน้อยใหญ่ ได้บริหาร “ปาก” กันอย่างสนุกสนาน ทั้งในเว็บบอร์ด รวมทั้งในวงสนทนาต่าง อย่างกว้างขวาง
        จะขอถ่ายทอดตัวอย่าง ที่ผมเพิ่งได้ยินเต็มสองรูหู สูท่านผู้อ่าน ดังต่อไปนี้ พอเป็นกษัยให้ซู้ดปากกันเท่านั้น เช่น

        “ไอ้คู่แฝดนรกคู่นี้ ‘แม่’ ของพวกมันไป ‘สปริง’ กับ ‘ม้า’ หรือ ‘ลา’ กันแน่วะ!?...
        ...ไอ้แฝดคนพี่ หน้ามันทะลึ่งไปเหมือน ‘ม้า’ แต่แฝดตัวน้อง ดันออกมา หน้าตาเหมือน ‘ลา’ เลยไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไรกันแน่...กูล่ะ ‘งง’ ชิบหาย!!”
        แน่ะ!!!...
        ใช่แต่แค่นั้นนะ...ยังมีอีก ที่ฟังแล้วน่าสนุกนัก เพราะเป็นคารมของ “นักถากถาง-ระดับเทพ” ท่านบรรยายเอาไว้ได้สุดสล้าง อย่างนี้ครับ... 
        “ไอ้เฒ่า ‘วะแสบ แดกกุญเชียง’ มันถูกถีบ ออกมาจากรั้วริมวัง แต่ยังทำซ่าส์!...
        ไอ้นี่มันใจโหดนะคุณ...แม่งง สปริงเตะเมียหลวง เสียจนล้มลุกคลุกคลาน ทั้งๆที่เมียของมัน เป็นน้องสาวเพื่อนนิสิต ที่ตัวเองเคยอาศัยใบบุญ ซุกหัวอาศัยอยู่ในบ้านพ่อเขาที่มีบรรดาศักดิ์เป็นคุณพระ ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย จนได้แต่งงานกับลูกสาวของท่าน
        เตะเสร็จ มันเผ่นไปอยู่กับเมียน้อย...ตัวใหญ่ยังฮิปโปตัวเมีย!!
        ไอ้เฒ่าแสบ “จอมเนรคุณ” ตัวนี้ มัน “สปริง” เตะเมียได้เด็ดขาดนัก ขนาดพวกตำรวจที่เขารู้จักมันดี ยังร่ำลือกันจนกระฉ่อนไปไกล....
        ไอ้เหี้ยนี่...มัน ‘ระยำ-ได้โล่’ จริงๆ!!!”
..................
ท้ายบท ความเห็นของแฟน ที่โพสต์ท้ายคอลัมน์สัปดาห์ก่อนต้องจับจ้อง มองแก๊งกาลี ของเถนอัปรีย์ “สันติกระโปก”!!!  http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=430 
มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
เถนอัปรีย์หัวหน้าแก๊งกาลี มันเป็นตัวการ หนุนหลังเรื่องชั่วหลายเรื่องแล้ว
โดยคุณ อย่าปล่อยให้มันลอยนวล  101.109.217.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
ธรณีนี่นี้เป็นพยาน
เดรัจฉานเดียรถีย์บาลีเพี้ยน
พฤติกรรมทุกอย่างโลกติเตียน
คงวนเวียนเพียรอยู่ทุกครู่ยาม
 เจตนามักใหญ่ใจใฝ่ต่ำ
เลวระยำบิดเบือนในคำสอน
เพราะอยากใหญ่จึงทำระยำบอน
ต้องขอวอนพวกเราเฝ้าด่ามัน
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันด่าไม่เป็น  58.9.83.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
พวก ไอ้เดียรถีจำลอง โพธิรักสัตว์และไชยวัฒน์ นั้นมันสุดแสนเลว สำนักมันที่อยู่ต่างจังหวัดใครจะเข้าไปไกล้ได้ นอกจากอันตรายสำหรับ พุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นอันรายสำหรับประชาชนด้วย สู้ธรรมกายยังดีกว่า ไอ้ชัยวัดมันโดนจับมันยังนอนให้ตำรวจอุ้มเลย แล้วก็ประกันตัว ผมหัวเราสงสารตำรวจที่พากันอุ้มมันขึ้นรถ ผมว่าเดี๋ยวคนกรุงเทพทนไม่ได้ก็จะเกิดความวุ่นวายอีกครั้งแน่นอนเลย แล้วนายกปูจะปกครองอย่างไร ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ ประกอบกับอดีต นายกทักษิณ ก็เคยหลงคารม จำลองและพวกมาแล้ว หรือน่าจะถึงทางตันของรัฐบาลนี้แล้ว ประชาชนจะอยู่อย่าง สิ่งที่พวกมันยื่นคำขาดคือ นายกปู(ไม่ใช่อภิสิด)นะต้องลาออก ม๊อบเดียรถีจึงจะออกจากสนามหลวง เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันอมยิ้มแบบหมดอาลัยตายอยาก  101.51.232.XXX  

ความคิดเห็นที่ 4   
ใน เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ผู้พิพากษาซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในการพิจร ณาคดีภายใต้พระปรมาภิทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นท่านผู้พิพากษาใน ศาลสถิตยุติธรรม แล้วทำไมเราถึงจัดให้ศาลรัฐะรรมนูญเป็นศาลเล่าครับ เราควรจะแยกหน่วยงานนี้ออกมาโดยไม่ให้ใช้ชื่อศาลบังหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้ สถาบันศาลสถิตยุติธรรมของเรามัวหมอง ส่วนจะชื่อว่าหน่วยงานอะไรผมขอให้พวกเราช่วยกันพิจารณาจากพฤติกรรมที่ผ่านๆ มาแล้วช่วยกันตั้งชื่อให้หน่อย
โดยคุณ Chuang  58.8.1.XXX 

ความคิดเห็นที่ 5   
หม่อม เอ๋อ เมาแอ๋ แกปล่อยให้ผู้ต้องหาก่อการร้าย พาพวกซอมบี้ ผีตายซากมายึดสนามหลวง ตากผ้านุ่งกางเกงใน อาบน้ำอาบท่า โดยการบริการของ กทม. เมื่อถ่ายภาพออกมาเบื้องหน้าคือราวตากผ้ากางเกงใน เบื้องหลังคือวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง ทำไมหม่อมเอ๋อ แกปล่อยให้ทำอัปรีย์อย่างนั้นได้ทั้งๆที่แกประกาศไม่ยอมให้ใครอื่นไปใช้สนาม หลวง ใครทำมีความผิด แต่นี่ให้บริการที่อาบน้ำและสุขาให้ด้วย แสดงว่า ดีแต่พูด ยิ่ง พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่า บอกว่าเจ้าหน้าที่ กทม.มีไม่เพียงพอที่จะผลักดันผู้ชุนนุม ที่มีแค่ขนแซมตูด ต้องร้องว่า โอ้โฮ นี่หรือนายตำรวจที่เคยเป็นแคนดิเดทหัวหน้าสำนักงานตำรวจ ช่างมีความสามารถล้นเหลือ หลายวันเข้าก็แกล้งให้ไปแจ้งความเพื่อให้พ้นการละเว้น ม.157 มันเล่นละครกันกลางเมืองหลวงเลยนะ มีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงร่วมกันหรือเปล่า
โดยคุณรินทร์  61.90.43.XXX   

        (***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ “ไทยแลนด์สปริง” กับ “หน้ากากขาว”…จุดไม่ติดว่ะ!? ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 1 มิถุนายน 2556)

ประธานาธิบดีศรีลังกาชวนไทยเข้าลงทุน

ที่มา Voice TV

 ประธานาธิบดีศรีลังกาชวนไทยเข้าลงทุน


นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเยือนศรีลังกา เป็นวันที่ 2 โดยมีภารกิจหลัก 2 เรื่อง คือขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศ เนื่องจากศรีลังกา เป็นประตูสู่ตลาดอินเดีย ที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก และภารกิจต่อยอดความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนา ที่ยาวนานกว่า 260 ปี


นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาอย่างเป็นทางการ เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และต่อยอดความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษาระหว่างกัน


โดยนายกรัฐมนตรี และนายมหินทะ ราชปักษา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ได้หารือร่วมกัน และเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือระหว่างกัน โดยประธานาธิบดีศรีลังกาได้กล่าวเชิญชวนให้นักลงทุนไทย  เข้ามาลงทุนในศรีลังกา โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก การผลิตเพื่อส่งออก เป็นต้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทย แสดงความสนใจ เรื่องการลงทุนด้านอากาศยานและการท่าในประเทศศรีลังกา


การเดินทางในครั้งนี้ ยังมีมีนักลงทุนไทยประมาณ 30 คน จาก 6 สาขา ได้แก่ อาหาร พลังงาน เศรษฐกิจสีเขียว การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อัญมณีและเครืองประดับ ก่อสร้าง และการศึกษา ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อจับคู่ และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างรัฐและเอกชนของศรีลังกา   เนื่องจากหลังรัฐบาลศรีลังกา เจรจาสันติภาพกับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอิแลมในประเทศได้สำเร็จ  ศรีลังกา ก็เปิดประเทศ และเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง   ซึ่งศรีลังกา  มีศักยภาพเป็นแหล่งลงทุนสำหรับตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากจีน และมีข้อตกลง FTA กับอินเดีย  จึงสามารถส่งสินค้าไปยังอินเดียโดยปลอดภาษีนับพันรายการ   และศรีลังกากำลังอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทางตอนเหนือ ของประเทศเพื่อเชื่อมต่อกับอินเดียเพิ่มเติมด้วย


ภายหลังการหารือ ทั้ง 2 ประเทศ ได้ร่วมเป็นสักขีพยาน ลงนามความตกลง และบันทึกความเข้าใจ 4 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ  บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว  ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องระหว่าง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและเมืองแคนดี้


นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมรัฐสภาศรีลังกา โดยถือเป็นผู้นำต่างชาติคนที่ 3 ที่ได้รับเกียรติในลักษณะนี้  ต่อจากนางมาร์กาเร็ต แทชเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอังกฤษ และพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย


โดยสุนทรพจน์นี้  มีเนื้อหาสรุปได้ว่า รู้สึกได้รับเกียรติเป็นอย่างสูง  ที่ได้มาโอกาสกล่าวต่อสมาชิกผู้แทนราษฏรที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน เพราะประชาชนศรีลังกาได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการปกป้องประเทศและ รักษาไว้ซึ่งคุณค่าประชาธิปไตยมาโดยตลอด โดยการเดินทางเยือนศรีลังกาครั้งนี้ ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดกันให้มากขึ้น  และต้องการแสวงหาการสนับสนุนจากศรีลังกา เพื่อสร้างสะพานแห่งความร่วมมือเพื่อครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย


นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงมติทางการเมือง โดยระบุว่า ไทยและศรีลังกา ต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย แม้จะมีความท้าทาย และพยายามทำลายความเชื่อในประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยก็ยังคงอยู่ เพราะเป็นความปราถนาของประชาชน ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดของรัฐบาลในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน และสังคมโดยรวม  และเห็นว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องภายในประเทศของประเทศใดประเทศหนึ่ง


หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางไปเมืองแคนดี้ เพื่อร่วมการเฉลิมฉลอง 260 ปี แห่งการสถาปนานิกายสยามวงศ์ในศรีลังกา  ซึ่งรัฐบาลศรีลังกา  ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อต้อนรับคณะของนายกรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษ และเดินทางไปยังวัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว เพื่อร่วมชมพิธีอุปสัมปทาพระภิกษุ 2 รูปจากฝ่ายมัลวัตตะ และฝ่ายอัสกิริยะ  ซึ่งพระธาตุเขี้ยวแก้ว เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสูงสุดทางพระพุทธศาสนา ประจำเมืองแคนดี้และประเทศศรีลังกา


และในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการฉลองครบรอบ 260 ปี การประดิษฐานพระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ ของมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ณ พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ และได้เยี่ยมชมนิทรรศการพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ซึ่งปรับปรุงโดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
1 มิถุนายน 2556 เวลา 10:59 น.

'กิตติรัตน์'มั่นใจรบ.บริหารงบประมาณให้สมดุล

ที่มา Voice TV

'กิตติรัตน์'มั่นใจรบ.บริหารงบประมาณให้สมดุล
 
"กิตติรัตน์" กล่าวผ่านรายการยิ่งลักษณ์พบประชาชน ว่าเป้าหมายจัดทำงบประมาณสมดุลตอนนี้เดินมาได้ดี ชี้ปัจจุบันลดการขาดดุลเหลือ 3 แสนล้านบาท ขณะที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในวินัยการคลัง ลั่นไม่ให้เกิน 50%
 
 
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวผ่านรายการยิ่งลักษณ์พบประชาชนว่า เป้าหมายในการจัดทำงบประมาณสมดุลตอน นี้เราเดินมาได้ดี เพราะในช่วงก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาบริหารประเทศเคยขาดดุล 4 แสนล้านบาท แต่ในปีปัจจุบันลดการขาดดุลเหลือ 3 แสนล้านบาท และในปีงบประมาณ 57 ก็จะลดการขาดดุลให้เหลือ 2.5 แสนล้านบาท และเมื่อเทียบสัดส่วนกับจีดีพีที่โตขึ้น การขาดดุลงบประมาณก็ต่ำกว่าร้อยละ 2 แม้นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า อาจจะไม่ต้องต่ำขนาดนั้น และแม้ว่าจะมีการลงทุนอะไรที่ชัดเจน เช่น การลงทุนบูรณาการระบบน้ำ ลงทุนระบบขนส่ง ได้ดำเนินการโดยออกเป็นกฎหมายเพื่อความชัดเจน และเชื่อว่าจะมีงบประมาณที่สมดุลได้
 
ส่วนหนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 44 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีนั้น ทางวินัยการคลังกำหนดเพดานไว้ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าห่างจากกรอบวินัยการคลังมาก ขณะที่แนวทางในการดำเนินการทั้งกู้เงินพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จะพยายามดูไม่ให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเกิน 50 เปอร์เซ็นต์
 
ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ยืนยันเศรษฐกิจในปี 2555 - 2556 เริ่มพบสัญญาณชะลอตัว โดยดูได้จากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่ง GDP ขยายตัวไม่ถึงเป้าที่วางไว้ประกอบกับหากเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 ก็เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว ดังนั้นการออกกรอบดังกล่าวจะช่วยให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น
 
 
Source : มติชนออนไลน์ /สำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น 

1 มิถุนายน 2556 เวลา 10:34 น.

รายงาน: เมื่อนักวิทยาศาตร์ ปะทะนักการเมือง ปรากฏการณ์ แต่งดำในกระทรวงวิทย์

ที่มา ประชาไท


แต่ไหนแต่ไรมา คนทั่วไปอาจจะมีภาพความรับรู้เกี่ยวกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีห่าง ไกลตัวพอสมควร ขณะเดียวกัน ด้วยความเป็นกระทรวงที่ไม่ได้เป็นที่หมายปองของนักการเมืองนัก และไม่ค่อยมีข่าวคราวใดๆ ออกมา นอกจากเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งต้องยอมรับว่า ยากที่จะเป็นข่าวที่ถูกไฮไลท์
ทว่า ราวสัปดาห์กว่าที่ผ่านมา ข่าวคราวข้าราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนัดกันแต่งชุดดำประท้วง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล โดยกำหนดวันเคลื่อนไหวในวันจันทร์ที่ 20 พ.ค. เล็ดลอดออกมาสู่สื่อมวลชน พร้อมจดหมายเปิดผนึกที่ระบุว่า “ไว้ทุกข์ให้กับความถถดถอยของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทย”
จดหมายเปิดผนึกระบุประเด็นปัญหาหลักๆ อยู่ สองประการ คือ
ประการแรก การตัดงบประมาณสำหรับการวิจัยในเรื่องสำคัญลง อย่างเช่นการวิจัยเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ งานวิจัยเทคโนโลยีรากฐานสำหรับการประยุกต์ใช้ในกาพัฒนาด้านต่างๆ ในระยะยาว ก็ถูกตัดงบประมาณลง โดยงบประมาณปี 2557 นั้น ถูกปรับลดงบวิจัยลงประมาณร้อยละ 30 ของที่เคยได้รับในปี 2556
ประการต่อมาก็คือระเบียบใหม่ที่ขาดความคล่องตัว เช่น การลงนามข้อตกลง แม้เป็นกรณีที่ได้รับทุนวิจัยจากต่างประเทศซึ่งเป็นความผูกพันระดับหน่วยงาน และการจัดซื้อจัดจ้างที่มีจำนวนตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีก่อน แม้ว่าการวิจัยและการจัดซื้อจัดจ้างนั้นๆ จะถูกระบุอยู่ในแผนแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นปัญหาเทคนิคที่ทำให้บุคลาการถูกจำกัดกรอบการทำงานที่ต้องการความคิด สร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม
ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่คนในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ส่วนหนึ่งคิดว่า การแทรกแซงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเสมือนการบั่นทอนอนาคตของชาติเลยที เดียว
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ที่อาจคุ้นเคยกับการแก้โจทย์ยากๆ ในห้องทดลอง เมื่อมาเจอกับการตอบโต้เร็วจากนักการเมืองอย่างนายวรวัจน์ ผลก็คือการนัดหมายแต่งดำถูกยกเลิกไปหลังจากที่นายวรวัจน์เรียกนายทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเพียงสามวันก่อนการนัดประท้วง และสั่งให้นายทวีศักดิ์สั่งไม่ให้พนักงาน สวทช.เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว พร้อมกับชี้แจงข้อเท็จจริงซึ่งปรากฎในใบปลิว ให้กับพนักงาน สวทช. เป็นเหตุให้ผู้อำนวยการ สวทช.ส่งอีเมล์ไปยังพนักงานของสวทช.ทุกคน ไม่ให้แต่งชุดดำประท้วง รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ในวันที่ 20 พ.ค.
ไม่เพียงเท่านั้น แหล่งข่าวในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ บางรายยังระบุว่า นายวรวัจน์ยังสั่งให้ตรวจสอบคอมพิวเตอร์และอีเมลภายในทั้งสำนักงาน สวทช. เพื่อค้นหาว่าใครเป็นผู้ทำใบปลิวและจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว

รัฐมนตรีมีปัญหา ?
กล่าวสำหรับนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล เป็นส.ส. จากจังหวัดแพร่ ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็น ครม. ชุดแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จากนั้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นลำดับ ก่อนจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในวันที่ 27 ต.ค. 2555
แม้เขาจะอธิบายว่าตัวเองเป็นคนประสานงานง่าย ใช้ความนุ่มนวล ไม่มีปัญหาเรื่องความไว้วางใจจากคนในพรรค แต่ก็หนีไม่พ้นถูกต่อต้านจากคนในกระทรวงที่เขาเข้าไปดำรงตำแหน่ง
ในสมัยดำรงตำแหน่งที่กระทรวงศึกษาธิการ นายวรวัจน์ก็เคยตั้งเป้า “ยกเครื่อง” กระทรวงศึกษาฯ โดยบอกว่าจะเน้นการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ แต่ขณะเดียวก็เผชิญกับการต่อต้านตั้งแต่เรื่องการปรับปรุงห้องทำงานขนาดใหญ่ มีการเปิดเพจเฟซบุ๊ก จับตาอย่าให้วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุลโกงประเทศ แต่เมื่อไปดูข้อมูลในเพจ พบว่าเป็นข้อมูลที่ปรากฎในสื่อผสมด้วยอารมณ์เป็นส่วนใหญ่ บางประเด็นก็เป็นเรื่องจับแพะชนแกะไป มีผู้ติดตามเพจอยู่ประมาณ 1300 คน
เมื่อมาอยู่กทระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เขาให้สัมภาษณ์กับประชาชาติธุรกิจ ระบุมีเป้าหมายว่ากระทรวงต้องพัฒนาเทคโนโลยีตัวเองออกไป โดย หนึ่ง ต้องบูรณาการในกระทรวง เทคโนโลยีต้องรองรับระบบการผลิตของประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่ผ่านมากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มองเป็นรายชิ้น นักวิจัยอยากทำอะไรก็ทำ ต่อไปต้องขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์รัฐบาล รองรับการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง
“เมื่อผมไปอยู่กระทรวงนี้ก็จะแก้ปัญหาเป็นรายชนิด ตอนผมอยู่สำนักนายกฯ ก็ทำงานคู่กับกระทรวงพาณิชย์ เกษตรฯ ผมจะเข้าไปดูแลการผลิตทั้งภาครัฐและเอกชน ก็จะเพิ่มขีดความแข่งขันของประเทศได้ ซึ่งนโยบายจะชัดเจน เพราะคนไม่เคยรู้ว่ากระทรวงนี้ทำอะไร”
แต่ข่าวใหญ่เกี่ยวกับตัวเขาคงไม่พ้นประเด็นเรื่องการเลื่อนลงนามความร่วม มือด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่ซึ่งเขาขอเลื่อนกำหนดการไป แม้เจ้าตัวจะอธิบายว่าการเลื่อนเดินทางไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวการปรับ ครม. แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องความพร้อมของกระทรวงมากกว่า เพราะการลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีผลผูกพันกับยุทธศาสตร์ และงานวิจัยต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องหารือโดยรอบคอบ และต้องหาข้อสรุปให้ชัดเจนและรัดกุม ขณะที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในกลุ่มข้าราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ถึงการเลื่อนการลงนาม MOU ไทย-สหรัฐฯ ในเรื่องวิทยาศาสตร์ออกไป ทั้งที่เจรจาตกลงร่วมกันระหว่างสองประเทศมานานนับสิบปี จนทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
แทรกแซงกระทรวงวิทย์ บั่นทอนอนาคตชาติ!!?
จากข้อมูลที่ค่อยๆ ทยอยปรากฏออกมา นั้น ส่วนงานที่ได้รับผลกระทบและเป็นส่วนที่เป็นคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ในกระทรวงก็ คือ สวทช. ซึ่งเป็นส่วนงานที่ใช้งบประมาณส่วนใหญ่ของกระทรวง กว่าร้อยละ 80
หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น อยู่บนวัฒนธรรมการบริหารที่ค่อนข้างเป็นอิสระ โดยมีหน่วยงานที่เป็นองค์กรตามพระราชบัญญัติองค์กรในกำกับของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรมหาชน มีหน่วยงานที่ขึ้นตรงในระดับกรมอยู่เพียงสี่หน่วยงานเท่านั้น ประเด็นนี้เองที่น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ใจความของเรื่อง เมื่อหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐรู้สึกว่ากำลังถูกแทรกแซงจากข้าราชการการ เมืองซึ่งลงรายละเอียดยิบย่อยในด้านการบริหารจัดการงบประมาณทำให้การทำงาน ไม่คล่องตัว ขาดความเป็นอิสระ
สวทช. เป็นองค์กรตามพระราชบัญญัติในกำกับของรัฐที่มีบุคลากรวิจัยในระดับปริญญา โท-เอกอยู่กว่า 870 คน และกว่าร้อยละ 43 เป็นนักเรียนทุนรัฐบาล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ ตามแนวนโยบายของรมว.คนปัจจุบัน บุคลากรสายงานวิจัยบางส่วนต้องไปศึกษางานด้านที่ไม่ถนัด ไปทำงานส่งเสริมรัฐบาลในประเด็นที่น่าจะไม่ใช่เรื่องของ สวทช. โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความห่างไกลจากความรับรู้ของประชาชน แม้นักวิทยาศาสตร์บางคนจะกล่าวว่า การแทรกแซงการทำงานของคนในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ คือการบั่นทอนอนาคตชาติ แต่ขณะนี้ ดูเหมือนว่า นักวิทยาศาสตร์ในกระทรวงจะยังหาแนวร่วมที่จะมาทำความเข้าใจในประเด็นปัญหา ได้น้อย ต่างกับกระทรวงอื่นๆ ที่ “เป็นการเมือง” อย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุขที่กำลังก่อหวอดอย่างมีประสิทธิภาพขับไล่รมว. จากการประกาศจะนำนโยบาย P4P มาใช้
จากบทความ ‘การเมืองร้อน ๆ ในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย’ โดย paceyes ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์นี้ ไม่ใช่ประเด็นข้อขัดแย้งระหว่างเจ้ากระทรวงกับพนักงาน สวทช. เท่านั้น แต่มันได้แพร่กระจายไปทั่วองค์กรต่างๆ ภายใน กวท. อย่างไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน ตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวง และการตีความและความเข้าใจต่อระบบวิจัยและระบบนวัตกรรมแห่งชาติ (National innovation System) ของ นักการเมืองและบุคลากรมีความแตกต่างกันมาก (โดยเฉพาะในกรณีนี้)
“บุคคลากรวิจัย ถือได้ว่าเป็นมันสมองของชาติ การที่มีเจ้ากระทรวงที่มีวิสัยทัศน์และเข้าใจการบริหารพวกเขาเหล่านั้น ถือว่าเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองในรัฐบาล ที่จะต้องสรรหาบุคคลที่มีวุฒิภาวะเหมาะสมและเข้าใจงาน มาเป็นเจ้ากระทรวง และไม่เพียงแต่ กวท. เท่านั้น กระทรวงอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ ก็เช่นกัน คงต้องฝากประเด็นนี้ไปถึงพรรคเพื่อไทยให้พิจารณาอย่างระมัดระวัง” บทความพยายามเสนอทางออก อย่างไรก็ตามหากมองในอีกมุมหนึ่ง บุคลากรภายในกระทรวงวิทย์ก็อาจจะต้องขยันให้ข้อมูลที่ไปพ้นประเด็นตัวบุคคล มากกว่านี้ และอธิบายให้สังคมเกิดความเข้าใจถึงประเด็นปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อ อนาคตการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรมกว่านี้ด้วยเช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
การเมืองร้อน ๆ ในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย
วรวัจน์...รัฐมนตรี "เก้าอี้เจ๊แดง" "ท่านเยาวภา ผมว่าไม่มากเลย Low Profile"
ฟัง คน สวทช. เผยเบื้องหลังใบปลิว “มันอัดอั้น...เกินที่จะทน!”
“วรวัจน์” แจงปมใบปลิวยิบ เชื่อถูกต้านเพราะกลัวเปลี่ยนตัว ผอ.สวทช.
ผอ.สวทช.ร่อนอีเมล์ถึง พนง.ทุกคน ให้งดการเข้าร่วมกิจกรรมแต่งดำประท้วงในวันที่ 20 พ.ค.นี้.-หลัง “วรวัจน์” เรียกพบ

[วิดีโอ] "คิดใหม่ประชานิยม: จากรัฐบาลทักษิณถึงยิ่งลักษณ์ เราเรียนรู้อะไรบ้าง"

ที่มา ประชาไท

Fri, 2013-05-31 20:50
ตามที่เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา ประชาไทได้นำเสนอข่าว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และมูลนิธิมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (FES) จัดเสวนาสาธารณะ “คิดใหม่ประชานิยม: จากรัฐบาลทักษิณถึงยิ่งลักษณ์ เราเรียนรู้อะไรบ้าง” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเสวนาสาธารณะเศรษฐกิจแห่งวันพรุ่งนี้ 'Economy of Tomorrow' โดยวิทยากรประกอบด้วย นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อัมมาร สยามวาลา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ดำเนินรายการโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ openbook นั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
โอกาสนี้ประชาไทนำเสนอวิดีโอส่วนหนึ่งของ การเสวนา “คิดใหม่ประชานิยม: จากรัฐบาลทักษิณถึงยิ่งลักษณ์ เราเรียนรู้อะไรบ้าง” ดังกล่าว โดยวิดีโอการอภิปรายที่นำเสนอ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้
000



ช่วงแรก สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประเมิน นโยบายประชานิยมทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย สองช่วงคือสมัยทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามด้วยการอภิปรายของเกษียร เตชะพีระ กล่าว 4 เรื่องสำคัญเกี่ยวกับนโยบายประชานิยม และอภิปรายเรื่องการเมืองแบบเทคโนแครต ที่ไม่มีน้ำยา เพราะไม่อาจคัดค้านการเมืองแบบประชานิยมได้ “ไม่มีน้ำยา” และข้อเสนอให้ฝ่ายต่างๆ "repositioning ให้พ้นการเมืองเสื้อสี และการเมืองแบบประชานิยม"
ขณะที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดนโยบายประชานิยมในโลกคือ หนึ่ง สังคมที่ผลิตสินค้าและบริการขาย ไม่ใช่สังคมเกษตร สอง สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง นอกจากนี้ความสัมพันธ์เชิงประเพณีที่กำหนดให้เกิดความมั่นคงสำหรับคนเล็กๆ ได้หมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลังรัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อการเมืองแบบเลือกตั้งในไทยค่อนข้างมั่นคง นักการเมืองที่เข้ามาใหม่ก็มองเห็นทันทีว่าต้องเล่นเรื่องประชานิยม นอกจากนี้นิธิ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าเงื่อนไขการเกิดประชานิยมในไทย และในลาตินอเมริกามีเงื่อนไขที่คล้ายกัน
นอกจากนี้นิธิเตือนด้วยว่านโยบายประชานิยมเหมาะอย่างยิ่งในการทำให้เกิด ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จขึ้นได้ ถ้าไล่ดูจะเห็นว่าเผด็จการมีช่วงของการใช้นโยบายลักษณะนี้หรือฝันว่าจะใช้ นโยบายกระจายทรัพยากร ด้วยเหตุดังนั้น ถ้าเราไม่เอาใจใส่เรื่องที่มา ความถูกต้อง ความชอบธรรมของอำนาจ เราจะเปิดโอกาสให้เกิดเผด็จการเบ็ดเสร็จได้
000



ช่วงที่สอง เป็นการอภิปรายโดย อัมมาร์ สยามวาลา กลายว่านโยบายประชานิยมบางเรื่องก็เป็นนโยบายที่เห็นด้วย เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อย่างไรก็ตามแต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ข้อสังเกตอันหนึ่งของความไม่เอาไหนของระบบประชานิยมคือ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในร้อยประเทศที่ไม่มีดัชนีค่าจ้างแรงงาน ไม่มีใครแคร์ ถ้าขาดแคลนแรงงานก็เอาพม่ามา เขมรมา ตรงนี้ผมเป็นชาตินิยม เพราะเป็นการตัดช่องน้อยแต่พอตัว แทนที่จะเพิ่มค่าแรงและปรับปรุงตัวเอง
อัมมาร์กล่าวถึงบทบาทของสถาบันวิจัยทีดีอาร์ไอด้วยว่า ดูทุกนโยบายของรัฐบาล ปัญหาก็คือ คราวที่แล้วทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเสนอนโยบายประชานิยมทั้งคู่ และระบบการเลือกตั้งพอลงคะแนนเสียง ได้เสียงข้างมากไปแล้วก็มีอำนาจล้นฟ้า ขณะที่พรรคฝ่ายค้านไม่มีน้ำยา ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีน้ำยาจริงๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐธรรมนูญไม่เปิดให้ฝ่ายค้านมีน้ำยา นอกจากนี้อัมมาร์ได้กล่าวยอมรับว่าได้ร่วมมือกับรัฐบาลหลังการรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทบทวน และว่ายุคทหารครองเมืองจากการปฏิวัติมันหมดแล้ว และมันสร้างพิษในระบบการเมืองของเราจนถึงทุกวันนี้ ผมหวังว่ามันค่อยๆ จางลงไปแล้ว"
ขณะที่เกษียร เตชะพีระ มีข้อเสนอให้มีการปรับจุดยืน (Repositioning) ทั้งนี้พอหลังเลือกตั้ง รัฐบาลเมื่อมีอำนาจมากขึ้นก็เริ่มแสดงท่าแบบที่เคยทำก่อนรัฐประหาร บวกกับความจริงทีว่า การเมืองเสื้อสีตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การถกเถียงเชิงนโยบายลำบาก ดังนั้นจึงต้องต้องปรับจุดยืนตัวเองแล้วเป็นตัวแทนบทสนทนาที่หลากหลาย ต้องสร้างบทสนทนาของประชาชนกับผู้มีอำนาจรัฐที่มีประสิทธิภาพ
000


ช่วงที่สาม เป็นการอภิปรายช่วงท้ายของ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ที่ กล่าวถึงจุดยืนของนักวิชาการว่า อยากเห็นนักวิชาการและทีดีอาร์ไอเป็นนักวิชาการ ไม่ได้เป็นแอคติวิสต์ การที่พรรคฝ่ายค้านไม่เข้มแข็ง ไม่ควรเป็นเหตุให้สถาบันวิชาการทำหน้าที่แทนพรรคฝ่ายค้าน และว่าทีดีอาร์ไอยังอยากจะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเป็นชิ้นๆ มากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมือง เพราะมันเสี่ยงและเลี่ยงได้ยากมากที่จะพัวพันกับเสื้อสีต่างๆ การวิจารณ์นโยบาย ไม่ว่ารัฐบาลไหนมันมีทั้งนโยบายที่ดีและไม่ดี
ขณะที่ เกษียร เตชะพีระ เสนอให้กลุ่มประชาชนกลุ่มต่างๆ กลุ่มอาชีพ กลุ่มนักวิชาการ ที่ไม่ทะเลาะกันเรื่องสีแล้วสร้างบทสนทนากับรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งได้ เพราะสภาก็ไม่สามารถพูดแทนปัญหาจำนวนมากได้ ซึ่งการจะทำให้ประชาธิปไตย Healthy จำเป็นต้องการบทสนทนาที่แข็งแรงหลากหลาย
ต่อข้อเสนอปรับจุดยืนของเกษียรนั้น นิธิ เอียวศรีวงศ์กล่าว ว่า เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่มีความยุ่งยาก คนกลุ่มหนึ่งสามารถทำได้ แต่ถ้าไม่เข้าใจทำไม่ได้ และคนจำนวนมากทำไม่ได้ อย่างเช่น จำนวนมากของคนเสื้อแดง เขาไม่ได้เห็นพ้องต้องกันกับธิดา หรือเกษียร แต่เขาเห็นร่วมกันว่าอย่าเผลอ ไม่อย่างนั้นทหารจะยึดอำนาจ เขาจึงต้องเล่นสุดโต่งต่อ
ขณะที่ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ยังเสนอ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีวินัยการคลัง เพื่อไม่ให้การเมืองทั้งสองฝ่ายแข่งขันกันจนทำลายตัวเองและระบบเศรษฐกิจ เขาเตือนด้วยว่าแม้ว่าประเทศไทยขณะนี้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีไม่สูง แต่มันสามารถกระโดดขึ้นได้ถ้าเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ เกิดแรงกระทบจากภายนอก เช่นในปี 1997 หนี้ต่อ GDP เคยกระโดดจาก 16% เป็น 61% ในเวลาปีสองปี และหนี้ต่อ GDP ขณะนี้อยู่สามารถ 44% ก็สามารถกระโดดขึ้นไปได้ เพราะขณะนี้กำลังจะมีโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ เกิดขึ้นมา และถ้าเกิดภาวะเช่นนั้นความเดือดร้อนจะเกิดกับประชาชนทุกกลุ่ม
ขณะที่อัมมาร สยามวาลา เสนอว่าเงินทุกบาทที่รัฐบาลใช้จ่าย จะต้องอยู่ในงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับการอนุมัติจากสภา เท่าที่ผมอ่านประวัติศาสตร์เมืองนอก ประชาธิปไตยเกิดขึ้นเพราะข้อถกเถียงเรื่องการใช้เงินรัฐและการเก็บภาษี ประชาชน จะขาดดุลก็ได้ตราบใดที่รัฐสภาตัดสินใจได้

ชมภาพ นายกฯปู ที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว ศรีลังกา

ที่มา Thai Free News





























ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=46577.0

กรณี แพทย์ชนบท นัดชุมนุมผู้ป่วยล้างไตหน้าบ้านนายกฯ ปู การเมือง หรือเดือดร้อน ???

ที่มา Thai Free News

 บทความโดย ลูกชาวนาไทย

ตอน เริ่มต้นการทำงานของชีวิตใหม่ ผมเคยได้มีโอกาสทำงานเป็นบุคคลากรด้านสาธารณสุขในระดับล่างสุดของกระทรวง สาธารณสุข ที่เขาเรียกกันแบบสุภาพๆ ว่า "พวกน้องเณร" ทั้งหลาย ทำให้ผมมีความรู้ความเข้าใจการทำงานด้านสาธารณสุขในระดับชุมชนมากพอสมควร เรียกว่ารากฐานความรู้ช่วงต้นๆ มาจากตรงนั้นเลยก็ได้

ผมได้ยินข่าวว่า "ชมรมแพทย์ชนบท" จะเอาผู้ป่วยล้างไต ไปประท้วงหน้าบ้านนายกฯปู ผมก็เริ่มรู้สึกแปลกใจว่า "เกิดอะไรขึ้น" 

มี ปัญหาอะไรกันในวงการสาธารณสุขที่ใหญ่โตขนาดนั้น จากที่ไม่สนใจข่าวนี้ทำให้ผมต้องกลับไปค้นว่า "รากฐานที่มาของปัญหามันคืออะไรกันแน่" 

แพทย์ ชนบทนั้น คือแพทย์จบใหม่ทั้งหลายที่ต้องใช้ทุนรัฐบาลที่เข้าเรียนแพทย์ซึ่งเป็นการ "ได้รับทุนทั้งหมด" แพทย์ทุกคนต้องใช้ทุนโดยการรับราชการอย่างน้อย 4-5 ปีนี่แหละก่อนจะลาออกไปทำงานโรงพยาบาลเอกชนได้ ช่วงปี 2520-2530 เป็นช่วงที่ประเทศไทยทุ่มงบประมาณพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศเป็นอย่างมาก มีการสร้างโรงพยาบาลอำเภอเกือบทุกอำเภอ เป็นโรงพยาบาลขนาด 10 - 60 เตียง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะส่งแพทย์จบใหม่ ไปประจำตามอำเภอเหล่านั้น ซึ่งสมัยก่อนเราได้ยินเรื่องดังๆ เช่น หมอเมืองพร้าว เป็นต้น

บุคคลากร สาธารณสุขต่างๆ รวมทั้งแพทย์ชนบทมี Idol ที่เคารพมากคือ "นายแพทย์ประเวศ วะสี" เพราะช่วงปี 2520-2540 หมอประเวศทุ่มเทงานด้านสาธารณสุขมาก ผู้นำแพทย์ชนบทยุคนั้นที่ได้ยินชื่อเช่น น.พ.วิชัย โชควิวัฒน๋ เป็นต้น 

การ ขยายตัวไปชนบทนั้นแพทย์ได้รับความนับถือจากชาวบ้านมาก เพราะเหมือน "พ่อพระ" มาโปรด คนยากคนจน แพทย์ชนบทจึงได้รับความนับถือจากชาวบ้าน ยิ่งมีการขยายงานสาธารณสุขมูลฐาน การอบรม ผสส./อสม. ที่เอาชาวบ้านมาอบรมด้านสาธารณสุขแล้วให้ช่วยเหลือเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข ขยายเต็มทุกหมู่บ้าน

เมื่อแพทย์ชนบทเปรียบเสมือนผู้ให้ จึงมีความรู้สึกว่าเหนือกว่าชาวบ้านที่เป็นผู้รับทั้งหลาย

มา ถึงยุคนายกฯทักษิณ ชินวัตร นโยบายสาธารณสุขเปลี่ยนไปจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งจริงๆ คือ การนำเอาระบบ Comprehensive Health Care System=CHCS แบบอังกฤษมาใช้ สรุปคือ "ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของทั้งสังคมนั้น รัฐ (ก็คือสังคม) จะเป็นผู้จ่าย (เรียกระบบ Single Payer) จะไม่มีการจ่ายตรงจากประชาชนอีกต่อไป 

การรักษาพยาบาลกลายเป็น "สิทธิของประชาชน" ที่รัฐจะต้องจัดหามาให้ 

ระบบ การแพทย์ก็เปลี่ยนไปจาก การแพทย์แบบประชาสงเคราะห์แพทย์/พยาบาลเหมือนผู้ให้ มีสถานะสูงกว่าผู้รับคือ ชาวบ้านที่ต้องมาข้อรับการสงเคราะห์นั้น 

ระบบ ใหม่ "บริการด้านการแพทย์เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่รัฐจัดหาให้" แพทย์พยาบาลเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ให้" มาเป็น "ผู้บริการ" ซึ่งถือเป็นหน้าที่ ส่วนประชาชนกลายเป็นผู้มีสิทธิ์ในการรับบริการ ไม่ใช่มาขอแบบอนาถาอีกต่อไป

ผู้รับจึงมีเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความเสมอภาค

แน่นอนระบบใหม่นี้บุคคลากรบางส่วนย่อมไม่พอใจ

ยุค นายกฯปู ปี 2555 ประเทศไทยเปลี่ยนเป็นประเทศที่กำลังเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม รายได้ระดับกลาง กำลังติดกับดัก Middle income Trap ที่จะต้องทะลวงผ่านให้ได้ รัฐบาลจึงมีนโยบายเป็นศูนย์กลางต่างๆ เช่น ยานยนต์ 

และ โชคดีที่ระบบการแพทย์และสาธารณสุขของไทยได้รับความนิยมมาก มีเศรษฐีต่างๆ จากทั้งอาหรับและคนมีฐานะดีในภูมิภาคอาเซียน เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนมาก ยินดีจ่ายไม่อั้น ระบบการแพทย์ไทยจึง "สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก" เช่นเดียวกับการนวดแผนไทย สปา ที่นักท่องเที่ยวนิยม 

รัฐบาล นายกฯปู จึงมีนโยบาย Medical Hub หรือ "การเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านการแพทย์ในอาเซียน" เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานบุคคลากรในด้านการแพทย์ การสาธารณสุขต่างๆ จำนวนมาก รวมทั้งการพัฒนาระบบการแพทย์ไทยให้ก้าวหน้าอยู่ในระดับแนวหน้า

การ ทำตามนโยบาย Medical Hub จึงต้องปรับตัวหลายด้าน เช่น การผลิตยา ก็ต้องส่งเสริมให้บริษัทใหญ่ๆ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อต้นทุนลดลง หรือมีการใช้ทรัพยากรในประเทศ เช่นสมุนไพร เป็นต้น

แน่ นอน มันย่อมขัดผลประโยชน์รัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดในการผลิตยาของไทย คือ "องค์การเภสัชกรรม" (ก็เหมือน ปตท.ที่ผูกขาดตลาดแก๊สธรรมชาตินั่นแหละ) การเปิดเสรีด้านการผลิตยา ย่อมขัดผลประโยชน์องค์การเภสัชกรรม แรงต้านจากกลุ่มผู้บริหาร และคนทีเกี่ยวข้องจึงมี และการปลด นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ออกจากผู้อำนวยการองค์การเภสัชฯ น่าจะเป็นการจุดชนวนความไม่พอใจอันหนึ่ง  ของกลุ่มผลประโยชน์ที่ผูกขาดตลาดการผลิตยาแต่เพียงเจ้าเดียวอยู่

จริงๆ นโยบาย Medical Hub ไม่ได้ขัดแย้งกับระบบบริการด้านการแพทย์ในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค CHCS เพราะรัฐบาลยังบริการประชาชนด้วยระบบนี้อยู่ อาจมีการดึงบุคคลากรกันระหว่าง รพ.เอกชน กับ รพ.รัฐ ทางแก้ก็คือ ต้องผลิตบุคคลากรให้เพียงพอในระยะยาว 

ประเด็น เรียกร้องของแพทย์ชนบทที่จะเอาผู้ป่วยล้างไตไปประท้วงหน้าบ้านนายกฯ หลังจากที่ผมดูข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อของแพทย์ชนบทแล้ว ผมงงๆ 

(ข้อเรียกร้องอยู่นี่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1366877017&grpid=00&catid=00 )

เพราะ ผมว่ารัฐบาลสามารถเจรจากันได้ เหมือนที่ นายกฯปู ตอบสนองเจรจากับม็อบปากมูล ที่ไปบุกทำเนียบเมื่อเดือนที่แล้ว และการเจรจาก็จบได้อย่างดี พึงพอใจทั้งสองฝ่าย

ผมคิดว่า นายกฯปู คงพร้อมที่จะเจรจากับแพทย์ชนบท 

ส่วน เรื่องการเรียกร้องให้ ยุติโครงการ Medical Hub และปลด รมว.สาธารณสุข นั้นผมว่ามันเกินไป มันเป็นการเคลื่อนไหวในบริบททางการเมือง แนวคิดทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องความเดือดร้อน และแนวคิดล้าหลังกว่าชัดๆ 

ยิ่ง เห็นชื่อ น.พ.วิชัย โชควิวัฒน์ และอดีตแกนนำแพทย์ชนบทอื่นๆ ที่เชื่อมโยงไปถึง น.พ.ประเวศ วะสี อะไรพวกนี้แล้ว ผมรู้สึกทะแม่งๆ ว่านี่มันเป็น "ยุทธการทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลนายกฯปู" เป็น "แนวรบอีกสาขาหนึ่งของพวกอำมาตย์" หรือเปล่า 

ข้อเรียกร้องก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผลมากมายแต่อย่างใด เพราะมันเจรจากันได้ ไม่ถึงกับต้องเอาผู้ป่วยฟอกไตเป็นเครื่องมือ

ยิ่ง อ้างว่าทักษิณซื้อ รพ.เอกชน ด้วยแล้ว ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ วงการเขารู้กันอยู่ว่า กลุ่มทุน รพ.เอกชนนั้นเชื่อมโยงกับอำมาตย์ ไม่ใช่ทักษิณ 

แต่ข่าวล่าสุดคือ กลุ่มแพทย์ชนบท ได้คุยกับฝ่ายรัฐบาลแล้ว และประกาศเลื่อนการชุมนุมหน้าบ้านนายกฯ ไปอีกสองสัปดาห์

ก็ ดีครับหากเป็นปัญหาความเดือดร้อน และรัฐบาลพร้อมที่จะคุยเพื่อหาทางออกในการกแก้ปัญหา ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะไม่มีปัญหาใดที่คุยกันไม่ได้ 

การเจรจา ก็ต้องดูว่าผลประโยชน์รวมของประเทศชาติเป็นอย่างไร จะแก้ปัญหาร่วมกันอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่า ให้เป็นปัญหาการเมือง หรือนโยบายแนวคิดทางการเมืองเลยครับ เพราะนโยบายและแนวคิดนั้นควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน 

เพราะรัฐบาลได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้มาทำตามที่เขาสัญญากับประชาชนไว้


http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=46566.0