แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เหตุใด ‘พันธมิตร’ จึงไม่ชุมนุม ?

ที่มา ประชาไท


 
แถลงการณ์ ‘ไม่ชุมนุม’ ของแกนนำ ‘พันธมิตรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ฉบับล่าสุด ทำเอาผู้เขียน ‘สะดุ้ง’ ถึงสองครั้ง!
 
แน่นอนว่าพันธมิตรฯ ยังคงแถลงต่อต้านการนิรโทษกรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ส่วนนี้ไม่มีอะไรแปลกใหม่
 
แต่ที่ส่วนที่น่าสนใจจนต้อง 'สะดุ้ง' คือคำอธิบายการไม่ออกมาชุมนุมในช่วงเวลานี้ โดยพันธมิตรฯ ได้อธิบายในแถลงการณ์ฉบับที่ 4/2556 ว่า
 
…แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไป เมื่อแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ปราศรัย พิธีกร ศิลปิน และประชาชน ได้ถูกกลั่นแกล้งโดยยัดเยียดข้อหาร้ายแรงอันเป็นเท็จ...แม้ว่าพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อ รักษาหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่ศาลอาญาก็ได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ อ. 973/2556 ให้ประกันตัวโดยมีเงื่อนไขตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2566 ว่า
 
“ห้ามมิให้จำเลยกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อความเสียหายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำการใดๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล”
 
และศาลอาญาได้แถลงย้ำคำสั่งดังกล่าวอีกเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2556 ย่อมแสดงให้เห็นว่า แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ปราศรัย พิธีกร ศิลปิน และประชาชนอีกจำนวนมากได้ถูกลิดรอนสิทธิจากคำสั่งดังกล่าว และเป็นข้อจำกัดจนไม่สามารถทำให้การชุมนุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือประสบผลสำเร็จได้จริงในสถานการณ์ปัจจุบัน และวิธีการชุมนุมภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวก็ยังไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ในขณะนี้…
 
(ย่อและเน้นคำโดยผู้เขียน คำแถลงฉบับเต็ม ดูที่ http://bit.ly/PAD310713)
 
เมื่อได้อ่านคำแถลงส่วนนี้แล้ว ผู้เขียนต้อง ‘สะดุ้ง’ ถึงสองครั้ง !
 
*** สะดุ้งแรก : พันธมิตรวิจารณ์ศาล ? ***
 
ผู้เขียนสะดุ้งเพราะรู้สึกเป็นบุญตาที่ได้เห็นพันธมิตรฯ ออกมาวิจารณ์ "ศาลไทย" ตรง ๆ ว่าคำสั่งศาลที่กำหนดเงื่อนไขการชุมนุมนั้นเป็นการ  "ริดรอนสิทธิ" ของประชาชน
 
ในขั้นแรก การแสดงจุดยืนเช่นนี้ จะถือว่า ‘ย้อนแย้ง’ ตนเองหรือไม่ ? เพราะในขณะที่พันธมิตรฯ กำลังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการทางศาล แต่แถลงการณ์ฉบับเดียวกันนี้เองก็กลับเห็นว่าศาลกำลังริดรอนสิทธิของประชาชน แล้วเช่นนี้ ประชาชนจะยังพึ่งศาลได้มากน้อยเพียงใด ?
 
หรือพันธมิตรฯ กำลังส่งสัญญาณเพื่อต่อรองกับ "อำนาจเหนือตุลาการ" ให้ยอมผ่อนปรนเงื่อนไขการประกันตัว แลกกับการออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ?
 
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนขอมองในแง่ดีว่า พันธมิตรฯ กำลังแสดงความเห็นวิจารณ์ศาลอย่างสุจริต และเป็นการวิจารณ์ทำนองเดียวกันจากประชาชนทุกสีเสื้อที่ศาลควรรับฟังอย่าง ยิ่ง
 
ผู้เขียนทราบดีว่า คำสั่งศาลอาญาไม่ได้ปิดกั้นการชุมนุม หรือการไปแสดงออกทางการเมือง โดยหากจำเลยที่ได้การปล่อยตัวชั่วคราวรายใดจะชุมนุมโดยสงบสันติ และไม่ทำผิดเงื่อนไขที่ห้าม "ยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง..."   ศาลท่านก็ย่อมไม่ได้ห้ามแต่ประการใด
 
แต่ผู้เขียนเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ในแง่ที่ว่า การใช้อำนาจออกคำสั่งของศาลโดยใช้ถ้อยคำที่กินความกว้างเช่นนี้ ย่อมทำให้จำเลยเหล่านี้กลายเป็น ‘ประชาชนที่มีตราบาป’ และไม่กล้าใช้สิทธิเสรีภาพ เพราะการใช้สิทธิเสรีภาพนั้นต้อง “ถูกใจศาล” หากไม่ถูกใจก็จะถูกศาลเรียกมาไต่สวนเพื่อแสดงความสำนึกและก้มกราบขอขมาต่อ ศาล มิเช่นนั้น ก็อาจถูกส่งกลับเข้าคุกได้โดยไม่ต้องพิจารณาคดีใหม่
 
การออกคำสั่งล่วงหน้าที่พ่วงมาด้วยโอกาสติดคุกโดยไม่ต้องรับการพิจารณา คดีใหม่เช่นนี้ ถือเป็นกรณีที่ศาลสร้างเกณฑ์ขึ้นมาปรับใช้เอง ซึ่งเกินเลยไปกว่ารัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่ให้อำนาจไว้
 
แน่นอน ย่อมมีผู้แย้งว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 28 ได้บัญญัติว่า
 
"บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของ ตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน"
 
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นมาตรานี้ หรือ มาตรา 108/1 ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือจะมาตราใดในระบบกฎหมายไทย ก็ไม่ได้ให้อำนาจศาลออกคำสั่งกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นการทั่ว ไปดังเช่นที่ศาลอาญากระทำตลอดมา
 
หากว่ากันไปตามตัวบทกฎหมายแล้ว ศาลจะต้องกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวอย่างแคบ เช่น ห้ามจำเลยไปทำลายพยานหลักฐาน หรือทำผิดซ้ำในประเด็นที่เจาะจงกับคดีเดิม ส่วนหากจำเลยจะไปชุมนุมและละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นต่างกรรมต่าง วาระ ก็ต้องถูกดำเนินคดีใหม่แยกกันต่างหาก มิใช่นำเรื่องการประกันตัวในคดีเดิมมาตีความปะปนกันประหนึ่งเป็นคำขู่ในการ ควบคุมความประพฤติ (ผู้เขียนเคยอธิบายข้อกฎหมายไว้แล้วที่ http://bit.ly/trabab)
 
การใช้อำนาจของศาลไทยเช่นนี้ เกิดขึ้นกับจำเลยชาวไทยทุกคน ไม่ว่าเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือเสื้ออะไร ส่งผลให้จำเลยที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวอย่างมีเงื่อนไขกลายเป็นประชาชน ที่มีตราบาปอย่างไม่เป็นธรรม และถือเป็นการที่ศาลไทยละเมิดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในเรื่องความเสมอภาค และบทสันนิษฐานความบริสุทธิ์อย่างโจ่งแจ้งที่สุด
 
*** สะดุ้งที่สอง : ชุมนุมทั้งที ต้องเอาให้คุ้ม ? ***
 
การสะดุ้งครั้งที่สอง แรงยิ่งกว่าครั้งแรก เมื่อผู้เขียนได้อ่านคำแถลงส่วนท้ายของพันธมิตรฯ ที่ว่า
 
"วิธีการชุมนุมภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวก็ยังไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ในขณะนี้"
 
กล่าวคือ พันธมิตรฯ กำลังจะสื่อว่าหากต้องชุมนุมโดยสงบสันติตามเงื่อนไขของศาลอย่างเคร่งครัด จะถือเป็นการชุมนุมที่ไม่คุ้มค่า ?
 
หรือหากจะชุมนุมให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า จะต้องสามารถ  "ยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ" ?
 
แม้ผู้เขียนไม่คิดว่า พันธมิตรฯ จะเจตนาสื่อเช่นนั้น แต่ข้อความในคำแถลงอาจทำให้เข้าใจเช่นนั้นได้หรือไม่ ?
 
พันธมิตรฯ ไม่ควรลืมว่า ความสำเร็จและเสียงสนับสนุนใดๆ ที่พันธมิตรฯ เคยได้รับจาก "ประชาชนทั่วไป" ในยุคแรกเริ่ม จนกลายมาเป็น "คนเสื้อเหลือง" ในยุคเฟื่องฟูนั้น เริ่มต้นมาจากสมัยที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล จัดปราศรัยวิจารณ์คุณทักษิณ ชินวัตร อย่างสันติ แต่เด็ดขาด และตรงไปตรงมา เช่น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่สวนลุมพินี ฯลฯ
 
การปราศรัยดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการใช้เสรีภาพที่สันติ และถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ใช้พื้นที่สาธารณะงัดข้อมูลและเหตุผลมาถกเถียงกันโดยไม่ต้องสนใจว่าจะต้อง สามารถล้มรัฐบาลได้หรือไม่ ซึ่งพลังที่สันติเช่นนั้น คือ พลังที่ขาดหายไปจากสังคมไทยในวันนี้
 
หากพันธมิตรฯ สามารถจุดพลังสันติที่เคยมีมาในอดีต โดยมีหลักการและเหตุผลเป็น "ต้นทุน" ย่อมไม่ต้องกังวลเลยว่าชุมนุมไปแล้ว "คุ้มค่าหรือไม่"
 
แต่หากพันธมิตรฯ จะคิดแบบนักธุรกิจการเมือง ที่มองผล "ความคุ้มค่า" เป็นสำคัญ หลายคนก็คงอดไม่ได้ ที่จะต้อง "สะดุ้ง" ทั้งด้วยความสงสัย และความเสียดาย
 
และนี่อาจเป็นคำตอบส่วนหนึ่งว่าเหตุใด คนที่เคยใส่เสื้อเหลือง ถึงหันมาสวม ‘หน้ากากขาว’ แทน (http://bit.ly/whiteandyellow) .

รายงาน: ทบทวน “การเดินทางของกฎหมาย” รับมือศึกในสภาสิงหานี้

ที่มา ประชาไท




วันที่ 1 ส.ค.นี้จะเริ่มเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป และพรรคเพื่อไทยระบุว่า วันที่ 7 ส.ค.นี้จะมีการหยิบยกร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่เสนอโดยวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทยมาพิจารณาเพียงร่างเดียว
ขณะที่ร่างพ.ร.บ.นิรโทษรรมของกลุ่มญาติผู้เสียหายจากเหตุการณ์ทางการเมืองเม.ย.-พ.ค.53 นั้นถูกนำเสนอเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนางพะเยาว์ อัคฮาด และตัวแทนกลุ่มญาติได้ตระเวนยื่นร่างดังกล่าวแก่ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และพรรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรงอย่างพรรคเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ เพื่อใช้ช่องทางการรวมรายชื่อส.ส.ไม่ต่ำกว่า 20 คน บรรจุร่างนี้ในวาระการประชุมสภาสมัยนี้
เนื้อหาของร่างทั้งสองฉบับยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักกิจกรรม ในหมู่คนเสื้อแดงด้วยกันเอง ในหมู่ญาติผู้เสียหาย รวมถึงฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยขณะนี้ร่างของญาติผู้เสียหายฯ อยู่ระหว่างการปรับปรุงขั้นสุดท้ายหลังเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว
นอกเหนือจากเรื่องเนื้อหาว่าการนิรโทษกรรมฉบับของใครครอบคลุมแค่ไหนแล้ว (อ่านรายละเอียดที่ เปิด 5 ร่างปรองดอง 4 ร่างนิรโทษกรรม ฉบับไหน ใครรอด) ยังถกเถียงถึงกระบวนการผลักดันร่างนี้ด้วย
โดยนักเคลื่อนไหว คนเสื้อแดงจำนวนมาก รวมถึงนักโทษการเมืองในเรือนจำคาดหวังว่าร่างฉบับวรชัยจะสามารถผลักดันแบบ “ผ่าน 3 วาระรวด” ได้ด้วยเสียงข้างมากของรัฐบาล ขณะที่คนอีกส่วนเห็นว่าเป็นไปได้ยากที่จะไม่มีการแปรญัตติร่างกฎหมายดัง กล่าว แม้แต่รองประธานสภาผู้แทนฯ อย่างเจริญ จรรย์โกมล เองก็ระบุว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่าน 3 วาระรวด และน่าจะต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญ นอกจากนี้บางส่วนยังเสนอว่าความต้องการต่างๆ นั้นสามารถแก้ไขเพิ่มเติมกันได้ในชั้นกรรมาธิการ ขณะที่อีกส่วนก็ระบุว่าการเพิ่มเติมจากร่างหลักในชั้นกรรมาธิการนั้นทำไม่ ได้ ดังนั้นหากวรชัยต้องการนิรโทษกรรมทหาร(โดยการไม่เขียนให้ชัดแต่แรก) ก็ไม่สามารถเพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการได้ ส่วนสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้า ก็เสนอเลยไปถึงวาระ 2 เลยว่า ให้ใช้ร่างของญาติฯ เป็น “ร่างหลัก”  ฯลฯ
ในโอกาสที่มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับ “กระบวนการของการพิจารณากฎหมาย”  ของร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เราขอพาผู้อ่านกลับไปทบทวนเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับ “การเดินทางของกฎหมายในสภา” ผ่านการพูดคุยกับ “อิสร์กุล อุณหเกตุ” นักวิจัยของโครงการ ThaiLawWatch  ประกอบกับศึกษาข้อมูลจากงานวิจัย “การปรับเปลี่ยนกระบวนการร่างกฎหมายของประเทศ โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยกฎหมาย ( 2549)  เพื่ออธิบายขั้นตอนต่างๆ โดยละเอียดอีกครั้ง
ไม่เฉพาะเพื่อรองรับต่อการถกเถียงเกี่ยวกับกฎหมายนิรโทษกรรม แต่รวมถึงกฎหมายทั่วไปอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะเมื่อประชาชนเริ่มเข้ามามีบทบาทในการร่างกฎหมายต่างๆ มากขึ้น


คลิ๊กดูภาพขนาดใหญ่


การพิจารณากฎหมายนั้นโดยส่วนใหญ่กระทำในสมัยสามัญนิติบัญญัติ แต่จะพิจารณากฎหมายในสมัยสามัญทั่วไปเช่นเดียวกับครั้งนี้ก็ได้
หากเริ่มต้นตั้งแต่ก้าวแรก เราจะพบว่ากฎหมายมีที่มาจาก 3 ทางหลัก คือ 1.กฎหมายที่มาจากหน่วยงานรัฐทั้งหลาย ผ่านกระทรวง มายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) 2. กฎหมายที่ ส.ส.เป็นผู้เสนอ โดยต้องรวมชื่อส.ส.ไม่น้อยกว่า 20 คน 3.ประชาชนเป็นคนเสนอ โดยรวบรวม 10,000 รายชื่อ และอีกส่วนหนึ่งที่เสนอกฎหมายได้ คือ ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนก็เป็นมหากาพย์อันยาวนาน ปัจจุบันกฎหมายลูกเรื่องนี้ก็มีการปรับแก้และอยู่ในชั้นการพิจารณาของ กรรมาธิการร่วมสองสภา
ในกรณีที่หนึ่ง หากหน่วยงานรัฐเป็นผู้เสนอผ่านความเห็นชอบของ ครม.โดยทั่วไปแล้ว ครม. ก็จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจทานก่อน แล้วจึงส่งกลับมายัง ครม.เพื่อให้ คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ “วิปรัฐบาล” ไปหารือกับทางสภาเพื่อบรรจุวาระรวมถึง “จัดคิว” การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรด้วย
หากเป็นกรณีร่างกฎหมายที่ ส.ส.เสนอเองก็ไม่จำเป็นต้องส่งให้กฤษฎีกาตรวจสอบ
ส่วนร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอ หากตรวจเช็ครายชื่อแล้วและประธานสภาพิจารณาแล้วว่าอยู่ในเงื่อนไขหมวด 3 (สิทธิเสรีภาพ) หมวด 5 (แนวนโยบายแห่งรัฐ) ของรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีสิทธิเสนอได้ ก็สามารถบรรจุเข้าวาระการพิจารณาได้
การพิจารณากฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร แบ่งเป็น 3 วาระ
วาระที่ 1 คือ  การรับหลักการและสาระสำคัญ กรณีที่มีกฎหมายเรื่องเดียวกันแต่มีหลายเวอร์ชั่น มีคนเสนอหลายคน ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าวาระหนึ่งไปพร้อมๆ กัน อาจจะเข้าไล่เลี่ยกันไม่นานนักก็ได้ เพราะฉบับที่ผ่านวาระ 1 ก่อนจะไปกองรออยู่ที่ วาระ 2 เพื่อพิจารณาพร้อมๆ กัน
ในการพิจารณาวาระ 1 นี้ หากมีหลายร่าง ที่ประชุมสภาอาจโหวตให้รับหลักการเฉพาะร่างใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรับทุกฉบับ ร่างที่ไม่ได้รับการโหวตจะเป็นอันตกไป
ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับกรณีกฎหมายประกันสังคม ซึ่งมีทั้งหมด 4 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือฉบับที่ภาคประชาชนล่ารายชื่อเสนอเข้าไป สุดท้ายที่ประชุมสภาโหวตรับหลักการเพียงร่างของ ครม.และร่างของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ร่างประชาชนก็เป็นอันตกไปตั้งแต่วาระที่1 ทั้งที่มีเนื้อหาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ที่ประชุมสภาจะกำหนดให้ด้วยว่า ในชั้นกรรมาธิการจะใช้ร่างใดเป็น “ร่างหลัก” ในการพิจารณา ส่วนร่างอื่นๆ นั้นใช้ประกอบการพิจารณา โดยปกติแล้วก็มักจะใช้ร่างของ ครม.เป็นร่างหลักเนื่องจากผ่านการตรวจสอบของกฤษฎีกาแล้ว แต่การใช้ร่างใดเป็นร่างหลักก็ยังไม่สำคัญเท่าสัดส่วนกรรมาธิการว่ามีแนว โน้มไปทางสนับสนุนร่างใด
ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า วาระที่ 1 นี้ไม่มีการกำหนดกรอบเวลา ส.ส.สามารถอภิปรายกันได้ยาวนาน จากงานวิจัย พบว่าส.ส.ใช้เวลาส่วนนี้เยอะมาก โดยอภิปรายเลยไปถึงประเด็นเนื้อหา ไม่ได้จำกัดเฉพาะหลักการดังชื่อของวาระ

นอก จากนี้ในชั้นนี้ ส.ส.ยังสามารถโหวตให้มีการตั้ง กรรมาธิการเป็นกรณีพิเศษก่อนโหวตรับหลักการก็ได้ (ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อย) กรณีที่กฎหมายมีเนื้อหาสำคัญและยากแก่การวินิจฉัย หรือที่ประชุมเห็นต่างกันมาก ช่องทางนี้เปิดเพื่อการศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบและเป็นการลดความขัดแย้ง
วาระที่ 2 แบ่งเป็นการพิจารณาชั้นคณะกรรมาธิการ และ การพิจารณารายมาตราของสภา
หลังผ่านวาระที่ 1 จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการที่จะพิจารณาร่างกฎหมายนั้น ซึ่งจะเป็นกรรมาธิการสามัญที่อยู่แล้วหลายคณะในสภาก็ได้ หรือจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเป็นการเฉพาะก็ได้ กรรมาธิการสามัญจะเป็นบรรดา ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลตามสัดส่วนที่ตกลงกัน ส่วนกรรมาธิการวิสามัญนั้นนอกจากจะมี ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล ยังสามารถเชิญคนนอก/ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมเป็นกรรมาธิการได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม หากมีการพิจารณาร่างกฎหมายที่ประชาชนรวบรวมชื่อเสนอ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีตัวแทนภาคประชาชน 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด
ชั้นกรรมาธิการจะเป็นการพิจารณาร่างกฎหมาย แบบละเอียดยิบไล่ไปทีละมาตรา โดยดูจากร่างหลักประกอบกับร่างอื่นๆ  กรรมาธิการมีสิทธิที่จะแก้ไข  ตัดทอน หรือกระทั่งเพิ่มมาตราขึ้นมาใหม่ก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินั้น  
หากกรรมาธิการคนใดเสนอความเห็นแล้วเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมไม่เห็นด้วย ไม่แก้ตาม กรรมาธิการผู้นั้นก็สามารถ “สงวนความเห็น” เพื่อมาอภิปรายให้ที่ประชุมใหญ่ ส.ส.เป็นผู้ตัดสินได้
อย่างไรก็ตาม การพิจารณากฎหมายก็ไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่คนนี้ ส.ส.ที่ไม่ถูกเลือกให้ร่วมเป็นกรรมาธิการ ก็สามารถมีส่วนร่วมได้ โดยการยื่นคำขอ “แปรญัตติ” ต่อประธานคณะกรรมาธิการล่วงหน้า จากนั้นส.ส.คนดังกล่าวก็ต้องมานำเสนอในที่ประชุมกรรมาธิการ หากเสียงส่วนใหญ่ที่ประชุมกรรมาธิการเห็นด้วยก็แก้ตามกันไป แต่หากไม่เห็นด้วย ส.ส.คนดังกล่าวสามารถ “สงวนคำแปรญัตติ” เพื่อมาอภิปรายให้ที่ประชุมใหญ่ส.ส.เป็นผู้ตัดสินได้เหมือนกัน
ถามว่าการพิจารณาจะล่าช้าเพียงไหน ก็อยู่ที่จะมีผู้แปรญัตติขอแก้ไขร่างในจุดต่างๆ มากน้อยขนาดไหน ถ้าแต่ละมาตราของแต่ละร่างมีความแตกต่างกันมากก็จะล่าช้าเป็นธรรมดา โดยปกติในชั้นกรรมาธิการหากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินจะใช้เวลาไม่เกิน 60 วัน แต่ก็สามารถขยายเวลาได้ครั้งหนึ่ง แต่ถ้าเป็นกฎหมายอื่นซึ่งไม่ได้ใช้งบประมาณก็ไม่มีข้อกำหนดเรื่องระยะเวลา
เมื่อเสร็จสิ้นในชั้นกรรมาธิการ ก็จะนำร่างกฎหมายกลับสู่การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร 500 คน โดยกรรมาธิการจะต้องทำรายงานเปรียบเทียบร่างเดิมและร่างที่กรรมาธิการแก้ไข เพิ่มเติม พร้อมแจ้งการสงวนคำแปรญัตติของผู้แปรญัตติหรือมีการสงวนความเห็นของ กรรมาธิการ
ในที่ประชุมใหญ่ กรรมาธิการจะมาชี้แจงด้วยตัวเอง หากมาตราใดที่ไม่มีการแก้ไข  ไม่มีการสงวนคำแปรญัตติ หรือกรรมาธิการไม่ได้สงวนความเห็นไว้ ก็จะผ่านการพิจารณาไปโดยไม่มีการอภิปราย
แต่ถ้ามาตราใดมีการแก้ไข และมีผู้สงวนคำแปรญัตติหรือกรรมาธิการสงวนความเห็นไว้ ที่ประชุมจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายในมาตรานั้น โดยสมาชิกผู้ขอสงวนคำแปรญัตติหรือกรรมาธิการผู้ขอสงวนความเห็นมีสิทธิ อภิปรายแสดงความเห็นได้เฉพาะในประเด็นที่ขอสงวนไว้เท่านั้น ส่วนสมาชิกอื่นจะอภิปรายหรือซักถามได้เฉพาะมาตราที่กรรมาธิการได้เปลี่ยน แปลง แก้ไข หรือเพิ่มเติมเท่านั้น
หากอภิปรายแล้วมีข้อขัดแย้งกันมากก็ต้องมีการลงมติเพื่อหาข้อยุติในเรื่องดังกล่าว พิจารณาไล่ไปเรื่อยๆ จนจบทั้งร่าง
จากนั้นจะเข้าสู่วาระ 3 ที่เรียกว่า การลงมติทั้งฉบับ คือ การให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทั้งฉบับ ขั้นตอนนี้จะไม่มีการอภิปรายหรือแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น แค่เพียงให้ ส.ส.โหวตว่าจะเห็นชอบหรือไม่ หากเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบก็ผ่านไปสู่ชั้นวุฒิสภา แต่หากไม่เห็นชอบร่างกฎหมายนั้นก็ตกไป
นี่คือกระบวนการปกติในชั้นของสภาผู้แทน ราษฎร แต่กับกฎหมายบางฉบับที่ต้องการนำไปใช้บังคับเป็นการด่วน หรือเป็นกฎหมายที่มีรายละเอียดไม่มาก มีไม่กี่มาตรา ไม่ได้มีความคิดเห็นแย้งกันนัก ก็สามารถลดขั้นตอนการพิจารณาได้เร็วขึ้นอีก โดยครม. หรือ ส.ส. ไม่นอยกว่า 20 คน ยื่นขอให้พิจารณาโดย “กรรมาธิการเต็มสภา” ก็คือให้ทั้งสภาเป็นกรรมาธิการไปเลย ไม่ต้องยื่นคำขอแปรญัตติหรือสงวนคำแปรญัตติกันอีก ทำให้ลดขั้นตอนและนำสู่วาระ 3 ได้เลย
เมื่อมาถึงในชั้นวุฒิสภาก็ จะทำแบบเดิมอีก คือ พิจารณา 3 วาระ ต่างแต่เพียงว่า ในชั้นของวุฒิฯ นั้นมีการกำหนดเวลาการพิจารณาชัดเจนว่า หากเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 30 วัน หากเป็นร่างกฎหมายอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงินให้เวลา 60 วัน ความเห็นของวุฒิที่ออกมาแบ่งเป็น 3 กรณี
1.หากวุฒิสภาเห็นชอบด้วยกับร่างที่สภาผู้แทนราษฎรแก้ก็เป็นอันจบ ให้นายกฯ ทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ลงประปรมาภิไธยและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา
2.หากวุฒิสภามีมติไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน และส่งร่างพระราชบัญญัติคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร
3.หากวุฒิสภามีมติให้แก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นไปยังสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นก็จบ แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบกับการแก้ไข ก็จะมีการตั้งกรรมาธิการร่วมของทั้ง 2 สภาเพื่อพิจารณาร่างนั้นอีกครั้ง เมื่อกรรมาธิการร่วมพิจารณาเสร็จ ก็รายงานไปยัง 2 สภา หากทั้ง 2 สภาเห็นชอบก็เป็นอันจบ แต่หากสภาใดสภาหนึ่งไม่ให้ความเห็นชอบ ให้ยับยั้งร่างนั้นไว้ก่อน
กรณีที่มีการยับยั้งร่าง ไม่ว่าจากการที่วุฒิฯ ไม่รับหลักการในวาระ 1 หรือไม่เห็นชอบในวาระ 3 หรือกรณีสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบเวอร์ชั่นหลังตั้งกรรมาธิการร่วมแล้วก็ตาม เมื่อเรื่องถูกส่งกลับสภาผู้แทนฯ แล้ว ไม่สามารถพิจารณาต่อได้ทันที (ถ้าไม่ใช่ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน) ต้องรอไว้ 180 วันก่อนจึงจะสามารถหยิบร่างนั้นมาพิจารณาใหม่ ในชั้นนี้สภาผู้แทนฯ จะมีสิทธิลงมติยืนยันร่างเดิมที่ผ่านสภาตนก็ได้ หรือยืนยันร่างกรรมาธิการร่วมก็ได้ แต่เสียงต้องเกินกึ่งหนึ่ง

ขั้นตอนสุดท้าย
หลังจากเสร็จสิ้นการพิจารณาของทั้งสองสภา ก็จะเข้าสู่การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพ.ร.บ.นั้น ซึ่งแบ่งเป็นหลายรูปแบบ
1.ถ้าเห็นว่าร่างกฎหมายนั้นไม่ถูกต้องตาม รธน. กรณีที่เป็น ร่าง พ.ร.บ. ก็ให้ส.ส.หรือ ส.ว.หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา (หากเป็นกรณีร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน) เสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา หรือประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานคนดังกล่าวส่งความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา วินิจฉัย แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ
2.ถ้าเห็นว่าร่างกฎหมายนั้นไม่ถูกต้องตามรธน. นายกรัฐมนตรีส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาทราบก็ได้เช่นกัน
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายมี ข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็นอันตกไป แต่หากข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติแล้วให้ร่างพระราช บัญญัตินั้นเป็นอันตกไปด้วย แต่หากไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญก็ดำเนินการต่อได้
ขั้นเกือบสุดท้ายคือ นายกฯ นำร่างพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 20 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภาเพื่อพระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภิไธย โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เนื่องจากพระราชอำนาจในการตรากฎหมายเป็นของพระมหากษัตริย์ แต่จะทรงตราขึ้นได้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภาเท่านั้น
ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความ เห็นชอบจากรัฐสภา ก็จะทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วนายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราช บัญญัตินั้นไปลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป
แต่หากไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้น 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีก ครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือมิได้พระราชทานคืนมาภายใน 30 วันให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้ บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว


หมายเหตุ มีการเพิ่มเติมเนื้อหา เวลา 15.10 น. (31 ก.ค.)

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 01/08/56 เป่านกหวีดรวมพล..คนเลือดเข้าตา

ที่มา blablabla


เสียงนกหวีด เป่ารวมพล คนหรือห่า
บทสุดท้าย เลือดเข้าตา ท้าเหยงๆ
เหิ้ยข้างหลัง ที่คอยคุ้ม อุ้มกระเตง
หวังละเลง ให้วุ่นวาย ฉิบหายพลัน....

สั่งปลุกม็อบ นอกสภา มาล้มรัฐ
เลวเยี่ยงสัตว์ จัดให้พร้อม ห้อมล้อมนั่น
จุดชนวน ชวนรุกเร้า เข้าโรมรัน
หวังห้ำหั่น ปั่นร้อนรุ่ม กว่าสุมไฟ....

ทะเฮี่ยเฒ่า เฝ้านำทาง อำพรางเร้น
มันเลือดเย็น วิกลจริต จิตหวั่นไหว
ขี้อิจฉา บ้าสัปดน คนจัญไร
น่าสงสาร ประเทศไทย ในวังวน....

จะล้มคดี มันสั่งฆ่า ประชาราษฎร์
ทำลายชาติ อุบาทว์คิด จิตสับสน
เศรษฐกิจ พังย่อยยับ แทบอับจน
เพราะผีห่า สามานย์ชน คนอัปรีย์....

๓ บลา / ๑ ส.ค.๕๖

เลขากรณ์ "พัสณช" อคติ บิดเบือน เต้าข่าว

ที่มา Thai Free News

 จาก กรณีที่นายพัสณช เหาตะวานิช เลขาฯส่วนตัวนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาเขียนเฟสบุ้คข้อความบิดเบือน โดยแปลข้อความจากหน้าปกนิตยสารสุขภาพ ที่มีภาพนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่บนหน้าปก โดยใช้ข้อความว่า "รังไข่ที่แก่ตัวลง และการหาสามี" นั้น
อักษรด้านบนขวาสุดของ ภาพ ที่มีวงกลมไว้ เป็นชื่อบทความด้านการแพทย์เกี่ยวกับสุขภาพของสตรีมีบุตรยาก มีตัวอักษรคำว่า "รังไข่" อันเป็นที่มาของคำบิดเบือนของนายพัสณช เหาตะวานิช


อาจารย์ ภาษาญี่ปุ่นท่านหนึ่งได้อ่านนิตยสารดังกล่าว และได้เขียนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนิตสารฉบับดับกล่าว และส่งมายังทีมงาน จึงขออนุญาติเผยแพร่ข้อเท็จจริงดังนี้

"ได้ ไปค้นภาพของนายกรัฐมนตรีในหน้าปกนิตยสารดังกล่าวมาอ่านแล้ว นิตยสารดังกล่าวนี้ชื่อว่า AERA เป็นนิตยสารในเครือ Asahi ซึ่งกำหนดออกเป็นรายสัปดาห์ เป็นนิตยสารที่ประกอบด้วยข่าวสาร ข่าวด้านการแพทย์ สุขภาพ บันเทิง และกีฬา คล้ายๆมติชนรายสัปดาห์ประเทศไทย  แต่เนื้อหาจะเป็นอินเตอร์ และสาระเข้มข้นมากกว่า"


"ส่วน ข้อความที่เลขากรณ์ อ้างอิงมานั้น เขาคงอ่านแต่อักษรคันจิ ด้านข้างที่เขาพูดเรื่องการดูแลสุขภาพสำหรับสตรีอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่มีรังไข่ไม่แข็งแรง มีบุตรยาก สามารถทำกิฟท์ได้" และภายในเล่มก็เป็นสาระทางการแพทย์ทั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนายกรัฐมนตรี"

"ภาย ในบทบรรณาธิการนั้น ก็มีหัวข้อต่างๆ ทั้งสุขภาพ ข่าวสาร กีฬาครบทุกด้าน ส่วนภาพหน้าปกนั้น นิตยสารดังกล่าว ก็จะมีภาพคนดังในประเทศญี่ปุ่นลงหน้าปกเสมอ  และในครั้งนี้พิเศษตรงที่ไม่เคยมีภาพของคนไทยบนหน้าปกนิตยสารระดับชาติเลย  นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเกียรติเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ลงปกนิตยสาร และการได้รับเกียรติเช่นนี้ นั้นหมายถึงการที่คนญี่ปุ่นรู้จักและให้การยอมรับอย่างมาก จึงสามารถลงหน้าปกได้ และเป็นคนไทยคนแรกด้วย"

ส่วน เหตุผลว่าทำไม นิตยสารฉบับนี้ถึงมีบทความด้านการแพทย์เกี่ยวกับการทำกิฟท์นั้น  เพราะเหตุว่าปัจจุบันนี้ ผู้หญิงญี่ปุ่นที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เริ่มมีปัญหามีบุตรยาก อันมีสาเหตุมาจากรังไข่เสื่อม แล้วสังคมญี่ปุ่นวันนี้กำลังให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก  นี่คือเหตุผลที่หัวข้อเรื่อง "รังไข่เสื่อมในหญิงสูงอายุ" จึงมาเป็น "พาดหัวข่าวของหนังสือฉบับนี้"

โอกาส นี้ อาจารย์ด้านภาษาญี่ปุ่นได้คัดลอกข้อความในสารบัญ มาเป็นตัวอย่างด้วย เพื่อยืนยันว่าในสารบัญของหนังสือดังกล่าวนั้น มีหัวข้อที่หลากหลายทั้งด้านการแพทย์ สุขภาพ ข่าวสาร ต่างประเทศ  ดังตัวอย่างข้อความต่อไปนี้
女性 婚前卵活で産みたい 「仕事+若い卵」へ30前に卵子凍結/個人精子バンクで独身でも子ども/凍結で増える高齢出産 本誌記者〈独身35歳〉が挑戦した卵活
社会 美白化粧品というリスクと安全性 カネボウ被害者が語る恐怖「顔が赤くザラザラ」/「薬用」など効能の見抜き方
企業 ヤフーR40経営で絶好調 45歳宮坂学社長就任で一変、2ケタ増収増益/アナリスト評「スピード経営のお手本」
教育 受験 大分県立高生がハーバードに行けた勉強法
学校 海外名門大に行ける中高一貫 渋谷幕張、海陽、海城、武蔵、立教女/AO入試対策、英語漬け合宿
健康 熱中症こんな人がハイリスク 持病と最悪の症状
就職 内定につながる自分磨き“鉄板”バイト
ネット 現役ハッカーが明かす強奪の最新手口
旅行 外国人を引きつけるヒロシマの「意外な歩き方」
文化 イスラエルで最も有名な日本人「のり子さん」
アート パワーズ・コレクションとポップアート半世紀
文化 もうMANGAは卒業 パリジェンヌと弓道
犯罪 石井光太×元リーダー 「関東連合を生んだ時代と街」
英国 英ロイヤルベビーの出産初めてづくし
柔道 上村全柔連会長への最後通牒 7・30解任動議前に評議員59人緊急独自調査/新会長はあの人
選挙 共産党躍進支えた「新人類」 氷河期世代、脱原発… 山本太郎16歳の「ダンス甲子園」時代に見せた反骨 投票率1%↓で若者13万円の損
表紙の人 インラック・シナワット・タイ首相
現代の肖像 磯田道史・歴史学者/高瀬 毅

ช็อตเด็ดวันนี้:เหตุที่ต้องออกโรง'บาล

ที่มา Thai E-News

 

ต๊อดๆติ๊ดต๊อด ตู้ดๆๆๆๆๆ


"อ่าโหล...ครับพี่ ผมเสนาไทกรครับพี่ลิ้ม....ไม่ใช่เสนาลิงครับ โถ่! ตกลงไม่ออกเหรอครับ ห๊า!!กลัวเข้าทางตีนปชป.ตีกินฟรีๆ ครับๆพี่ครับ เสียดาย"


"ตู้ดๆๆๆ ผมเสนาไทกรครับ..ป้ะโธ้!บอกว่าไม่ใช่เสนาหอย ครับพี่เทือกครับ พันธมิตรเขาไม่ออก เขาบอกให้พี่เป่านกหวีดให้ปชป.ทำม็อบแทนครับ...ห๊า!ไม่ออกอีก รอวาระ3 แล้วมันชาติไหนหละครับ..ครับๆแหม่ เสียดาย"


"อ่าโหล..พี่ต้อยสนธิญาณนะครับ ผมเสนาไทกรครับ..โธ่พี่พอเหอะมุกเสนาลิงเสานาหอยเนี่ย...ห๊า!พี่ไม่ออก เหมือนกัน...อ่อ นอนโรงบาล เดี้ยง..แล้วทำไมเสือกมา่เดี้ยงตอนนี้วะครับ...แหม่ เสียดาย"

"โหล พี่ไชยวัฒน์ เอาทางหนามหลวงมาช่วยด้วย...ออกแน่...ดีจัง...ห๊า!!ออกจากหนามหลวงกลับบ้าน ชิบหาย...แล้วสันติอโศกหละพี่?..ห๊า!รอออกพรรษาก่อน...แหม่ อีกหละ เสียดาย"



"โหล..ป๋าครับ...เช็กทุกสายแล้ว ไม่มีใครออกเลยครับ..ไม่มาตามนัดเบยครับ ครับๆเบี้ยวหมดเบยครับ..เอาไงครับ?...ห๊า!ออกโรงบาล??...ครับๆๆๆ แหม่ออกได้จังหวะพอดี เต็มออกๆเลยครับ...อ๋อ...ออกแค่1ไม่แน่ใจถึง2มั้ย??..ครับๆป๋า"

68ปีมีเอกราชสมบูรณ์:สำนึกบุญคุณราษฎรเสรีไทย

ที่มา Thai E-News

 

สถาบันปรีดี พนนมยงค์, กรุงเทพมหานคร, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มีความยินดีขอเชิญทุกท่าน
ร่วมงานรำลึกครบรอบ ๖๘ ปี วันสันติภาพไทย
วันศุกร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖
- ภาคเช้าเวลา ๘.๐๐ - ๑๑.๓๐ น.
ณ อาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย
ถนนเสรีไทย ซ. ๕๓ เขตบึงกุ่ม

- ภาคบ่ายเวลา ๑๒.๔๕ - ๑๗.๓๐ น.
ณ สวนประติมากรรม / ห้องประชุม LT คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)


**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:



สดุดีวีรประวัติ 68ปีไทยมีเอกราช:ไม่มีเทวดาฟ้าประทานให้ แต่ด้วยจิตใจเสียสละรักชาติของราษฎร

 ใน เวลานั้นนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการ ในห้วงเวลานั้นในหลวงรัชกาลที่ 8 รวมทั้งพระชนนี สมเด็จพระอนุชา(ในหลวงรัชกาลปัจจุบัน) ประทับอยูที่สวิตเซอร์แลนด์ 

พระ ราชวงศ์ชั้นสูงในเวลานั้นที่ประทับในเมืองไทยมีสมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเจ้า นายปรีดีได้เชิญเสด็จอพยพไปประทับที่อยุธยา ระหว่างที่เสด็จอพยพหลบภัยอยู่นี้ สมเด็จฯ ทรงมีพระราชหฤทัยนึกถึงสมเด็จพระราชนัดดาอยู่เสมอ ได้ตรัสว่า

“ดีใจ๊ ดีใจ หลานอยู่เมืองนอกไม่ต้องมาลำบากอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นฉันคงเอาไม่รอด ห่วงหลาน”

การ ถวายความอารักขาให้พ้นภัยสงครามครั้งนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้ทรงซาบซึ้งพระทัยดี และเมื่อสิ้นสงคราม ได้รับสั่งเรียกนายปรีดี ไปที่ประทับและขอบใจ ซึ่งคณะเสรีไทยถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง (อ่านรายละเอียด)

สดุดีวีรประวัติสามัญชน วันสันติภาพ(ตอนที่1):การะเวก ศรีวิจารณ์ วีรชนเสรีไทยกู้เอกราช


สหายศึกเสรีไทย-(จากซ้าย)โผน อินทรทัต-พอล (ชื่อรหัส ไทย รักไทย),จำรัส ฟอลเล็ต-ดิ๊ค และการะเวก ศรีวิจารณ์-แครี่ แครี่เสียสละชีวิตเพื่อชาติระหว่างเล็ดลอดเข้าไทย ถูกตำรวจไทยสังหารพร้อมกับสมพงษ์ ศัลยพงษ์(แซล)เพื่อชิงทองคำที่หน่วยลับของอเมริกาให้ติดตัวนำมากอบกู้ชาติ ส่วนไทย รักไทย(บิดาพล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต)ถูกสังหารหลังเป็นแกนนำขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492เพื่อโค่น ล้มรัฐบาลเผด็จการทหารประสบความล้มเหลวลง

สดุดีวีรประวัติสามัญชน วันสันติภาพ(2):สมพงษ์ ศัลยพงษ์ 'ผมทำงานเพื่อชาติ ไม่ควรฆ่าผมเลย'



สม พงษ์ ศัลยพงษ์ (แซล)ในชุดนายทหารเสรีไทย เขาได้รับมอบภารกิจลับเล็ดลอดเข้าประเทศเพื่อประสานงานกับเสรีไทยในประเทศ เพื่อกอบกู้ชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครองอยู่ แต่ถูกตำรวจไทยยิงหายไปกลางลำน้ำโขง แม้ในปัจจุบันญาติๆยังหวังว่าเขาอาจจะยังไม่ตายในเหตุการณ์นั้น

สดุดีวีรประวัติสามัญชน วันสันติภาพ(3):เอกราชชาติไทยได้มาด้วยน้ำใจเสียสละรักชาติของราษฎร

'ข้าพเจ้า เป็นราษฎรไทย ทั้งข้าพเจ้าต้องการให้ทุกๆ คนบนพื้นอันเป็นสยามประเทศนี้เป็นราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความเป็นราษฎรจึงเป็นอุดมคติที่ข้าพเจ้าบูชา'-เตียง ศิริขันธ์ ( 5 ธันวาคม 2452-12 ธันวาคม 2495,นสพ.เสรีราษฎร 9 กรกฎาคม 2479 ) 79 )



สม พงษ์ ศัลยพงษ์ (แซล)ในชุดนายทหารเสรีไทย เขาได้รับมอบภารกิจลับเล็ดลอดเข้าประเทศเพื่อประสานงานกับเสรีไทยในประเทศ เพื่อกอบกู้ชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครองอยู่ แต่ถูกตำรวจไทยยิงหายไปกลางลำน้ำโขง แม้ในปัจจุบันญาติๆยังหวังว่าเขาอาจจะยังไม่ตายในเหตุการณ์นั้น

สดุดีวีรประวัติสามัญชน วันสันติภาพ(3):เอกราชชาติไทยได้มาด้วยน้ำใจเสียสละรักชาติของราษฎร

'ข้าพเจ้า เป็นราษฎรไทย ทั้งข้าพเจ้าต้องการให้ทุกๆ คนบนพื้นอันเป็นสยามประเทศนี้เป็นราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความเป็นราษฎรจึงเป็นอุดมคติที่ข้าพเจ้าบูชา'-เตียง ศิริขันธ์ ( 5 ธันวาคม 2452-12 ธันวาคม 2495,นสพ.เสรีราษฎร 9 กรกฎาคม 2479 ) 79 )



ณัฐ วุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัยสดุดีน้ำใจรักชาติรักประชาชน ต่อสู้กอบกู้เอกราชและประชาธิปไตยของครูเตียง ศิริขันธ์ และอดีตนักการเมืองเลือดอีสาน(ดูตั้งแต่นาทีที่47เป็นต้นไป)

สดุดีวีรประวัติสามัญชน วันสันติภาพ(4):จำกัด พลางกูร กับภารกิจเพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ


เพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ-จำกัด พลางกูร เสียสละชีวิตลงในว้นที่ 7 ตุลาคม 2486 ขณะปฏิบัติภารกิจกู้ชาติในต่างแดน โดยเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--" ในภายหลังม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้บันทึกถึงวีรชนผู้นี้ว่า "เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึงใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้


ปากคำหัวหน้าเสรีไทย:เราถือประโยชน์ของชาติสำคัญกว่า แต่ผมประมาทเลยโดนพวกเก่าเล่นงาน

การต่อสู้ญี่ปุ่นในระหว่างสงคราม เรามิได้เป็นชนชั้น เพราะถือเช่นนั้นไม่ได้ คือว่าต้องทุกชนชั้น คือคนไทยที่รักชาติจะอยู่ในชั้นใดก็ตามที่ร่วมมือการต่อสู้ญี่ปุ่น และความจริงก็เป็นเช่นนั้น คือมีเจ้าหลายองค์ หรือลูกเจ้า พวกเศรษฐี พวกโดยมากก็เป็นครู ประชาชนผู้แทนที่เขาเคยจัดตั้งก็หลายคน และเราได้ตกลงกันว่ามีเพียงการกู้เอกราชของชาติและเอกราชสมบูรณ์ที่ถูกญี่ปุ่นยึดครองให้สำเร็จและให้สัมภาษณ์โดยรับรองมีวัตถุประสงค์ ๒ ประการ 

และเมื่อเราให้คำมั่นไว้อย่างนั้นแล้ว เมื่อเสร็จสงครามเดือนสิงหา เดือนกันยาเราก็ยุบเลิก เราจะไปฉวยโอกาสเอามาทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของเรามันก็ผิดความประสงค์ไป

เราถือประโยชน์ของชาติสำคัญที่สุดกว่าผลประโยชน์ส่วนตัวและกลุ่ม แต่ผมประมาทไปก็เลยโดนพวกเก่าเล่นงาน

ปากคำหัวหน้าเสรีไทย:เราถือประโยชน์ของชาติสำคัญกว่า แต่ผมประมาทเลยโดนพวกเก่าเล่นงาน

ที่มา Thai E-News

 

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ประสบการณ์และความเห็นบางปร
ะการของรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ สัมภาษณ์โดย ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เผยแพร่ในfacebookของ Sinsawat Yodbangtoey เราได้คัดมาเฉพาะัในส่วนที่พูดถึงขบวนการเสรีไทย

ฉัตรทิพย์ :
อาจารย์ครับ เมื่อโยงเรื่องนี้เข้ากับเสรีไทยซึ่งเป็นขบวนการ (movement) ที่มาจากประชาชนเยอะมากทีเดียว ผมได้ไปทางภาคอีสานและได้เคยคุยกับคนที่เคยเป็นเสรีไทยเก่า ได้ไปเห็นสนามบินของเสรีไทยผมรู้สึกว่ามีขบวนการที่มาจากประชาชนมาก 

ก็อยากเรียนถามอาจารย์ว่ามีช่วงหนึ่งหลังสงครามที่คณะเสรีไทยมีบทบาทมากทำไมในช่วงนั้นโอกาสที่จะจัดตั้งทางด้านประชาชนหรือชาวนาให้ได้ทำการอะไรต่างๆ เพื่อประโยชน์ของเขา หรือเพื่อมีส่วนมีเสียงในสังคมในรัฐบาลให้มากยิ่งขึ้นไปกว่านั้น มันจึงจบลงไปด้วยเวลาสั้นเหลือเกิน 

ทำไมในช่วงนั้นท่านอาจารย์ไม่สามารถจะทำให้พลังของประชาชนอันนั้นมาสนับสนุนความเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ก้าวหน้ากว่าได้ ทั้งๆที่รู้สึกว่า เป็นช่วงที่มีเชื้อขึ้นมาเยอะแยะแล้ว แต่ทำไมกลับฟุบไปอีก อาจารย์กรุณาอธิบายด้วยครับ

ท่านปรีดี :คือการต่อสู้ญี่ปุ่นในระหว่างสงคราม เรามิได้เป็นชนชั้น เพราะถือเช่นนั้นไม่ได้ คือว่าต้องทุกชนชั้น คือคนไทยที่รักชาติจะอยู่ในชั้นใดก็ตามที่ร่วมมือการต่อสู้ญี่ปุ่น และความจริงก็เป็นเช่นนั้น คือมีเจ้าหลายองค์ หรือลูกเจ้า พวกเศรษฐี พวกโดยมากก็เป็นครู ประชาชนผู้แทนที่เขาเคยจัดตั้งก็หลายคน และเราได้ตกลงกันว่ามีเพียงการกู้เอกราชของชาติและเอกราชสมบูรณ์ที่ถูกญี่ปุ่นยึดครองให้สำเร็จและให้สัมภาษณ์โดยรับรองมีวัตถุประสงค์ ๒ ประการ คุณอ่านหนังสือของผมหรือยัง หนังสือตอบพระพิศาลเรื่องเสรีไทย 


และเมื่อเราให้คำมั่นไว้อย่างนั้นแล้ว เมื่อเสร็จสงครามเดือนสิงหา เดือนกันยาเราก็ยุบเลิก เราจะไปฉวยโอกาสเอามาทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของเรามันก็ผิดความประสงค์ไป

ฉัตรทิพย์ :ก็ถ้าเพื่อประชาชนเล่าครับ

ท่านปรีดี :มันก็เท่ากับไปหักหลังเขา มันทำไม่ได้ ผมเห็นว่าเราไม่ควรทำ อีกอันหนึ่งเราก็ปล่อยว่าใครจะตั้งพรรคอย่างไรก็เอา อย่างเช่น ในภาคอีสานก็มีพรรคสหชีพซึ่งคุณเตียง, ทองอิน, ถวิล, จำลอง บุคคลระดับหัวหน้าที่ถูกเขาจับเอาไปฆ่า


ทีนี้เกี่ยวมาถึงสหชีพนั้นผู้แทนอีกหลายส่วนก็ได้ช่วยกันจัดตั้งขึ้น แต่ว่าก็เป็นอดีตเสรีไทยส่วนมากคือ เสรีไทยในบางชนบท ส่วนมากมีผู้แทนราษฎรที่ติดต่อกับราษฎรในท้องถิ่นและครูประชาบาล ครูประชาบาลมีอิทธิพล คุณคงเข้าใจ เป็นอันว่าถ้าผมไม่คิดถึงคำสัญญาว่าเอาเถอะ ทุกคนมาร่วมกันนะเราจะไม่หักหลังกัน ถือประโยชน์ของชาติเป็นส่วนใหญ่ แล้วผมก็อาจพิจารณาทำอย่างที่คุณคิดว่าทำไมผมไม่ทำ แต่นี่ผมทำอย่างนั้นไม่ได้

ฉัตรทิพย์ :อาจารย์สัญญากับคนอื่นๆ ที่มาร่วมที่ไม่ใช่ชนชั้นชาวนา

ท่านปรีดี :ชาวนาแท้จริงที่เข้าร่วมขบวนเสรีไทยเป็นคนซื่อสัตย์ถือประโยชน์ส่วนรวมของชาติเหนือชนชั้นของตน และรู้ว่าต้องมีขบวนการกว้างใหญ่รวมทุกชนชั้นจึงต่อสู้ศัตรูระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้นได้ เมื่อกองบัญชาการเสรีไทยในนามของเสรีไทยได้เห็นสมควรให้สัญญากับบุคคลแห่งชนชั้นใดที่มาเข้าร่วมขบวนการแล้ว ขบวนการก็ต้องซื่อสัตย์ 


ฉัตรทิพย์ : เป็นความกดดันจากต่างประเทศด้วยหรือเปล่าครับ

ท่านปรีดี : ไม่ใช่ความกดดัน เราก็ต้องการที่ให้ชาวอังกฤษ อเมริกาเขาเข้าใจ เพราะคุณย่อมทราบแล้วจากที่ผมเคยชี้แจงไว้ในหลายบทความ รวมทั้งในหนังสือของผมชื่อ “ จดหมายของนายปรีดี พนมยงค์ ถึงพระพิศาลสุขุมวิท เรื่องจดหมายเหตุของเสรีไทยเกี่ยวกับปฏิบัติการในแคนดี นิวเดลฮี และสหรัฐอเมริกา” ใจความสำคัญ ขบวนการเสรีไทยจำต้องปฏิบัติภารกิจในการรับใช้ชาติไทย ๒ ด้านประกอบกันคือ

๑) ต่อสู่ญี่ปุ่นผู้รุกราน และ๒) ปฏิบัติการเพื่อให้สัมพันธมิตรรับรองว่าประเทศไทยไม่ตกเป็นฝ่ายแพ้สงคราม และการผ่อนหนักเป็นเบา

ทั้งนี้เพราะรัฐบาลไทยได้ประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา และก่อสถานะสงครามกับจีน ฝ่ายบริเตนใหญ่และออสเตรเลียและสหภาพอาฟริกา (ขณะนั้นยังอยู่ในเครือจักรภพ “Commonwealth” ของอังกฤษ) ก็ได้ประกาศสงครามต่อประเทศไทยเป็นการโต้ตอบ ฉะนั้นขบวนการเสรีไทยจึงต้องปฏิบัติด้านสำคัญนี้ด้วย ซึ่งต่างกับขบวนการการจีนก๊กมินตั๋ง, จีนคอมมิวนิสต์, กับองค์การที่ขึ้นต่อจีน จึงต่อสู้ญี่ปุ่นด้านเดียวก็พอแล้ว เพราะจีนมิได้มีสถานะสงครามกับสัมพันธมิตร

เราถือประโยชน์ของชาติสำคัญที่สุดกว่าผลประโยชน์ส่วนตัวและกลุ่ม แต่ผมประมาทไปก็เลยโดนพวกเก่าเล่นงาน

ส่วนขบวนการกุมภาพันธ์นั้น ความจริงคุณเตียงมิได้เกี่ยวข้องไม่ได้ส้องสุมอะไร แต่เขาเห็นว่าคุณเตียงเป็นศิษย์ผม เขาก็จับไปฆ่า

ฉัตรทิพย์ :แต่ทำไมพลังถึงสูญไปเร็ว ถึงแม้ว่าท่านไม่ได้สนับสนุนเต็มที่แล้ว

ท่านปรีดี :ถึงแม้เขาถูกทำลายโดยรัฐประหาร ๒๔๙๐ แต่เขาก็ยังคงเกาะเป็นกลุ่มกันอยู่ ต่อมาเมื่อบุคคลระดับหัวหน้าถูกปราบถูกฆ่า กลุ่มก็ค่อยๆ ละลายไป
************



เมื่อวานนี้ 




คำชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติพรรคสหชีพ

คำบอกเล่าเกี่ยวกับพรรคสหชีพนั้นมีจำนวนไม่น้อย ฉะนั้นผมจึงขอให้คุณกับสานุศิษย์โปรดสอบสวนเอกสารหลักฐานซึ่งเป็นประวัติศาสตร์แท้จริงของการเมืองแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้

๑. เมื่อขบวนการเสรีไทยได้ยุบตนเองในวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๘ แล้ว สมาชิกแห่งขบวนการนั้นก็แยกย้ายกันไปประกอบกิจต่างๆ กันตามสมัครใจ อาทิ บางคนกลับไปเป็นข้าราชการประจำตามเดิม บางคนประกอบธุรกิจส่วนตัว บางคนรับใช้ชาติในทางการเมืองโดยสมัครเป็นผู้แทนราษฎรอิสระบ้าง ประกอบเป็นพรรคการเมืองตามอุดมการณ์ของตนบ้าง ฯลฯ

๒. พรรคสหชีพเป็นพรรคหนึ่งในบรรดาหลายพรรคที่ตั้งขึ้นภายหลังกันยายน ๒๔๘๘ โดยใช้วีธีต่อสู้ทางรัฐสภา

การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จนถึงก่อนรัฐประหาร ๘ พ.ย. ๒๔๙๐ นั้น สมาชิกพรรคสหชีพได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรจำนวนมาก แต่ยังมีจำนวนไม่พอที่จะตั้งเป็นรัฐบาลโดยลำพังผู้แทนราษฎรของพรรคสหชีพได้ ฉะนั้นพรรคสหชีพจึงร่วมกับพรรคแนวรัฐธรรมนูญและพรรคอิสระกับผู้แทนอิสระที่ไม่สังกัดพรรคใดประกอบเป็นรัฐบาลขึ้น

๓. ต่อมาในวันที่ ๘ พ.ย. ๒๔๙๐ ได้มีบุคคลคณะหนึ่งทำรัฐประหารล้มระบบปกครองประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ และได้สถาปนาระบบรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับ ๙ พ.ย. ๒๔๙๐ ที่มีฉายาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม และได้เชิญนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

การรัฐประหารครั้งนั้นได้จับกุมสมาชิกพรรคสหชีพไปคุมขังไว้หลายคน และคุกคามที่จะจับกุมผู้ที่สงสัยว่าเตรียมการต่อต้าน

๔. แม้สมาชิกพรรคสหชีพถูกจับกุมและถูกคุกคามก็ดี แต่สมาชิกพรรคสหชีพก็พยายามต่อสู้ตามวิถีทางรัฐสภา

ฝ่ายรัฐประหาร ๘ พ.ย. ๒๔๙๐ กับผู้ร่วมมือได้ใช้วิธีกีดกันอดีตผู้แทนรุ่นหนุ่มจำนวนมากที่สังกัด
พรรคสหชีพ, แนวรัฐธรรมนูญ, อิสระ มิให้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร