แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

"ปล่อยเสือทักษิณคืนป่า" หรือ "ล่อพยัคฆ์ลงสู่ที่ราบ"

ที่มา Thai Free News

 

ตอนนี้ไพ่ยังอยู่ในมือทักษิณ ก่อนที่ พรบ. เหมาเข่งจะผ่านสภา 
คนเสื้อแดงส่วนใหญ มีส่วนหนึ่งเชื่อว่า "มีดีลลับ” 
อะไรบางอย่าง เลยรอดู (รวมทั้งผมด้วย 
แต่ผมก็ต้องแสดงจุดยืนต่อต้าน พรบ.เหมาเข่งอย่างเต็มที่ 
หากมีดีลลับ ก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกัน หากไม่มี 
นี่คือการแสดงความเป็นภาคประชาชนขัดค้านเพื่อเตือนสติ)

อำมาตย์สู้มา 8 ปี อยู่ๆ ก็ยกธงขาวยอมแพ้ 

ปล่อยพยัคฆ์กลับเข้าป่า ตัวเองก้มหน้าหมดอำนาจอิทธิพล
ทางการเมืองไป มันก็เหมือนชกกันอยู่ดีๆ 
แชมป์โลกเก่าก็โยนผ้าขาวเสียงั้น 

แปลกและตลกดีเหมือนกัน

ยังไงอำมาตย์ก็ปราบทักษิณไม่ได้หากมีเสื้อแดงอยู่ 

ยุทธการเดียวที่ปราบได้คือ "ให้เสื้อแดงผิดใจกับทักษิณ” 
ก็ไม่มีอะไรดีกว่า พรบ.เหมาเข่งนี่หรอก

ทันทีที่ พรบ.นี้ผ่านสภา หากไม่เปลี่ยนหลักการ 

อภัยโทษ "คนสั่งฆ่าประชาชน”  
คุณทักษิณก็ได้ทำลายน้ำใจของ
คนเสื้อแดงจำนวนมากลงไปแล้ว 
และไม่มีทางประสานได้อย่างเดิมอีก

นั่นคือบอล หลุดจากเท้าทักษิณไปแล้ว  

เสียศรัทธาต่อคนเสื้อแดงยากจะคืนกลับ

ทีนี้ลูกก็เข้าเท้าอำมาตย์ หากคิด "ปล่อยพยัคฆ์กลับสู่ป่า 

(ที่มีน้องสาวเป็นผู้พิทักษ์ป่า)" ก็ปล่อยกฎหมายนี้ผ่าน 
ตลก.ไป อำมาตย์ก็แพ้ทางการเมืองเต็มประตู 
หมดบารมีทางการเมืองไป ก็ถอนตัวไป 
ฝ่ายอนุรักษ์นิยม สลิ่ม/ 
ปชป. ก็อดทนให้เพื่อไทย เป็น รบ.ไป 20 ปี

แต่หากเป็นยุทธการ "ล่อพยัคฆ์ลงสู่ที่ราบ” 

เมื่อพยัคฆ์ลงสู่ที่ราบ ไม่มีป่า ก็ไร้พลังอันน่าเกรงขาม 
เป็นเหยื่ออันโอชะของฝูงหมาป่าค่อยๆ ไล่กัด 
อำมาตย์ก็ให้ ตลก.จัดการกฎหมายนี้เสีย

ทักษิณก็ล้มทั้งยืน จะพูดอย่างไร คนเสื้อแดง 

คงยากที่จะไว้ใจได้ดั่งเดิม แก้วมันร้าวแล้ว
อิทธิพลทักษิณก็ลดลง

สำหรับ สส.เพื่อไทย สายเสื้อแดงต่างๆ 

เมื่ออิทธิพลคุณทักษิณลดลง อิทธิพลเครือข่าย
ของเสื้อแดงคงเพิ่มขึ้น แต่ นปช. คงยากที่จะมีคนเชื่อถืออีก

แต่เครือข่ายเสื้อแดงที่มีอย่างแน่นหนาแล้ว 

ไม่มีทางสลายไปได้หรอก เพราะมันเป็นลักษณะ
ของระบบการเมืองในยุคสังคมอุตสาหกรรม 
ที่ประชาชนจะเข้ามากำหนดทิศทางทางการเมืองอย่างชัดเจน

เมื่อบารมีทักษิณลดลง บารมีประชาชนย่อมเพิ่มขึ้น

ก็รอดูว่า ใครจะเป็นคนทิ้งไพ่โง่ 

ระหว่างทักษิณ อำมาตย์ ปชป. เสื้อแดง นปช. 
อดใจรอดูไม่นานนัก

(และภาวนาไปด้วยว่ามีดีลลับ)

พ่อค้า VS. เสือเฒ่าที่เจนเกมอำนาจ


ใครทิ้งโง่ เดี๋ยวก็รู้

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=49190.0

เทือกโวม็อบล้านคน สำนักข่าวนอกบอกมาแค่1หมื่น

ที่มา Thai E-News

 Thai opposition protesters demonstrate in Bangkok, on October 31, 2013

Thai opposition protesters rally against a planned amnesty during a demonstration at a railway station in Bangkok, on October 31, 2013
ฝ่ายค้านจัดการชุมนุมที่สถานีรถไฟในกรุงเทำฯเพื่อต่อต้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เมื่อ 31 ตุลาคม (ภาพและคำบรรยาย:AFP) โดยAFP รายงานยอดผู้ชุมนุมว่ามีมากกว่า 10,000 คนในช่วงค่ำ ( more than 10,000 people were expected to protest against the bill at a railway station in Bangkok on Thursday evening.)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 พฤศจิกายน 2556

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ผู้จัดการชุมนุมต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม กล่าวอ้างว่า มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมในวันที่ 31 ตุลาคม จำนวนมากกว่า 50,000 คน และตั้งเป้าถึง 1 แสนคนในวันที่ 1 พ.ย. และเพิ่มเป็น 1 ล้านคนในวันที่ 2 พ.ย.นี้ (ที่มา:ASTVผู้จัดการออนไลน์)
Thai opposition protesters rally against a planned amnesty at a railway station in Bangkok, on October 31, 2013
อย่างไรก็ตามสำนักข่าวต่างประเทศ ต่างรายงานว่ายอดผู้ชุมนุมวันนี้อยู่ที่ระดับ 10,000 คน นอกจากAFP แล้ว สำนักข่าวอื่นๆก็รายงานยอดใกล้เคียงกัน รวมทั้งสำนักข่าวซินหัวของจีน ที่พาดหัวข้อข่าวว่า 10,000 Thais gather in protest against amnesty bill. ( คนไทย 10,000 คนประท้วงกฎหมายนิรโทษกรรม)

ฉลุย! มติสภาฯ 310 : 0 ผ่านร่างนิรโทษฯ วาระ 3

ที่มา Voice TV

ฉลุย! มติสภาฯ 310 : 0 ผ่านร่างนิรโทษฯ วาระ 3
มติสภาฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระ 2 และ 3 แล้ว ด้วยคะแนน 310 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 4 หลังใช้เวลาถกนานถึง 19 ชั่วโมง ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านลุกขึ้นทักท้วง โดยเห็นว่าเป็นการเร่งรัดลงมติ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ โดยเริ่มต้นเมื่อวานนี้ (31 ต.ค. 56) มีมติด้วยคะแนน 310 ต่อ 0 เสียง  ผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ในวาระ 2 และวาระ 3 โดยมีการงดออกเสียง 4 เสียง ได้แก่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ , นายแพทย์เหวง โตจิราการ , นายวรชัย เหมะ และนางสาวขัตติยา สวัสดิผล โดยในที่ประชุมใช้เวลาไป 19 ชั่วโมง สิ้นสุดที่เวลาประมาณ 04.30 น. ถึงจะสามารถปิดประชุมได้
 
ขณะที่ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ส.ส. ในพรรคฝ่ายค้าน ได้ลุกขึ้นตีรวนทักท้วงการพิจารณา เนื่องจากเห็นว่าเป็นการลงมติที่เร่งรัดจนเกินไป 
 
1 พฤศจิกายน 2556 เวลา 07:14 น.

'คำรณวิทย์' สั่งย้าย 3 นายตำรวจ ช่วยราชการฝ่ายข่าว

ที่มา Voice TV

 'คำรณวิทย์' สั่งย้าย 3 นายตำรวจ ช่วยราชการฝ่ายข่าว


ผบช.น.สั่งย้าย 3 นายตำรวจ ญาติและลูกอดีตบิ๊ก ตร. "อัศวิน-วิชัย"ช่วยราชการฝ่ายข่าว กกล.รส. ระบุเหตุผล เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
 
 
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญาชาการตำรวจนครบาล  มีหนังสือเรื่องข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ถึง ผบก.น.2, ผบก.น.6, ผบก.น.7 และ ผบก.อก.บช.น. ระบุว่าด้วย บช.น.มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะสั่งให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติการเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย เพื่อให้การปฏิบัติราชการภายในสังกัด บช.น. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
 
ดังนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา ม.74 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547, ระเบียบ ก.ต.ช.ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการในฐานะเป็นอธิบดี หรือแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2551 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 และระเบียบ ตร. ว่าด้วยการให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 จึงให้
 
1. พ.ต.อ.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ รอง ผบก.น.7 (น้องภรรยา พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รอง ผวจ.กทม.)
2. พ.ต.ท.สถิตย์ สังข์ประไพ รอง ผกก.สส.สน.สายไหม (น้องชาย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษา ผวจ.กทม.)
3. ร.ต.อ.อัษฎาวุธ ขวัญเมือง รอง สว.กก.สส.บก.น.6 (ลูกชาย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ)
 
 โดยให้ทั้ง 3 นายไปปฏิบัติราชการฝ่ายข่าว กกล.รส. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปถึง 30 พ.ย. 56 หรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ให้เดินทางมารายงานตัวปฏิบัติหน้าที่ภายในวันที่ 31 ต.ค.56
 
 
ที่มา : เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ
31 ตุลาคม 2556 เวลา 21:18 น.

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สนทนาธรรมกับ คุณพัทธ์อิทธิ์ จินต์วุฒิ งานธรรมไร้พรมแดนครั้งที่ ๑

ที่มา ห้องธรรมะใจสว่าง เชียงดาว



วีดีโอ : สนทนาธรรม กับ คุณพัทธ์อิทธิ์ จินต์วุฒิ งานธรรมไร้พรมแดนครั้งที่ ๑ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ ๒๕๕๖
++ ดำเนินการถ่ายทำและอำนวยการผลิตถวายโดย ทีมงานห้องธรรมะใจสว่างเชียงดาว www.jaisawang.net ++

“สุดซอย” สะท้อนอะไร?

ที่มา ประชาไท


                                                                           
 
ผู้ เขียนขอออกตัวก่อนว่า มิปรารถนาพรบ.นิรโทษกรรมสุดซอยด้วยเหตุผลคือไม่ต้องการล้างผิดให้ กับ”ฆาตกร”  แต่จากการเป็นคนนอกที่เฝ้ามองและเฝ้าเชียร์ขบวนการเสื้อแดงอยู่ห่างๆและ เอาใจช่วยเสมอรวมทั้งเป็นคนหนึ่งที่เลือกพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่าน มา จะดีจะชั่วด้วยเหตุผลเดียวคือ ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เป็นเหตุผลเดียวที่ยังคงเลือกเพื่อไทยแม้จะกล้ำกลืนฝืนทนกับพฤติกรรมห่วยๆ ทัศนะแย่ๆของบุคลากรทั้งหลายทั้งแหล่ที่ออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองที่ไม่ ค่อยจะได้เรื่อง หรือหลงทิศผิดทางกันก็บ่อย

ผู้เขียนถือว่า  การเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับพรรคการเมือง ทักษิณ  และคนจำนวนมากมีจุดร่วมเดียวกันคือต้านอำนาจนอกระบบและผลพวงของการรัฐประหาร และคิดแทนใครหลายๆคนที่ออกไปสู้รบ บาดเจ็บ ล้มตาย รวมทั้งถูกจับกุมคุมขังว่าเขาและเธอเหล่านั้นมีจุดร่วมทางความคิดเช่นเดียว กัน และเป็นการตาย บาดเจ็บ เพื่อให้เกิดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อให้เกิดอำนาจรัฐที่เราบอกใครต่อใครในเวลานั้นได้เต็มปากเต็มคำว่า เป็นรัฐบาลที่เราเลือกมากับมือและได้รับชัยชนะท่วมท้นให้เป็นรัฐบาล ถึงขนาดพูดกันว่าเลือกกี่ครั้งกี่ครั้งก็ยังได้เป็นรัฐบาล

หลังได้ เป็นรัฐบาลแล้ว การเดินทางของคนเสื้อแดงกับรัฐบาลต่างประนีประนอมและประคองซึ่งกันและกันบาง ครั้งทุลักทุเล บางคราวพูดไม่ออก ประชาชนจำนวนมากรู้และเข้าใจ อำนาจโครงสร้างส่วนบนของสังคมไทย เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึง แต่มีกฎหมายคอยปิดกั้น และไล่ล่ากลุ่มคนที่เห็นต่าง ความเป็นรัฐบาลในโครงสร้างเก่า จึงเลือกที่จะไม่แตะบ่วงที่รัดคอผู้คน อาจเพราะกลัวว่าบ่วงจะมารัดคอตัวเอง

มาจนถึงเวลานี้ มี พรบ.นิรโทษกรรม”สุดซอย”เกิดขึ้น ด้วยความเป็นกองเชียร์ดีเด่นมาตลอดจึงแอบคิดเอาว่า เฮ้ยสงสัยจะโยนหินถามทาง หยั่งกระแสเช็คเรตติ้งหรือเปล่านะ แหย่แล้วค่อยถอย ซึ่งเป็นทริคที่ใช้มาตลอด สู้ๆ ถอยๆ ถอยๆ สู้ๆ แต่ล่วงเลยมาจนวันนี้ที่รัฐสภากำลังอภิปรายพรบ.กันอย่างดุเดือด ผู้เขียนหวั่นๆว่าสงสัยงานนี้คนอยู่แดนไกลสั่งลุยเองซะล่ะมั้ง  จนอดรู้สึกหดหู่ใจแทนพี่น้องเสื้อแดงจำนวนหนึ่งที่เป็นกาลิเลโอเดินทางไปไกล แล้ว ที่ว่าคนอยู่แดนไกลและบรรดาพลพรรคเลือกที่จะแลกเลือดเนื้อของเสื้อแดง เกี๊ยเซี๊ยะกับอำนาจนอกระบบเพื่อที่จะให้เรื่องแล้วๆกันไป และตัวเองจะได้กลับบ้าน  ถ้าเหตุการณ์จะจบลงแบบนั้น  ในฐานะกองเชียร์ดีเด่นเสื้อแดง จึงอยากแสดงความห่วงใยและฝากการแลกเปลี่ยนต่อไปดังนี้

ปรากฎการณ์”สุดซอย”สำหรับผู้เขียนสะท้อนให้เห็นว่า
1.โครงสร้างการเมืองไทยมันไม่เปลี่ยนแปลงไป เท่าไหร่นัก รัฐบาลที่ว่าเราคิดว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนจำนวนกว่า 15 ล้านเสียงที่เลือกเข้าไปพูดให้ถึงที่สุด ก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะเป็นผู้นำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจในแง่ของ การขยายพื้นที่สิทธิ เสรีภาพทางความคิด การแสดงออกทางการเมือง การเห็นต่าง รวมทั้งไม่สามารถปกป้องผู้คนที่ออกมาต่อสู้เพื่อให้พวกตนได้เป็นรัฐบาลได้

2.เมื่อ โครงสร้างการเมือง และอำนาจทางการเมืองไม่เปลี่ยน ปรากฏการณ์สุดซอยจึงเกิดขึ้นและเป็นผลลัพธ์ของการตกลงกันทางอำนาจของชนชั้น นำ  สู้กันแล้วเมื่อไม่มีฝ่ายใดชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เรื่องที่จะเอาผิดกันก็ให้จบๆเรื่องกันไป ผู้เขียนคิดว่า เราอาจจะได้เห็นใครบางคนกลับบ้านและกลับมาอย่างเป็นผู้เรียบร้อยนั่ง พับเพียบหมอบกราบกันเลยทีเดียวเชียว

3.ผู้เขียนคิดว่า คงมีหลายคนที่รู้สึกว่าการต่อสู้ที่ผ่านมาของเรามันสูญเปล่า ขมขื่น ผิดหวัง ผู้เขียนอยากให้กำลังใจว่ามันไม่ได้สูญเปล่าเลย การต่อสู้ที่ผ่านมามีคุณูปการมากในสังคมไทย เรามีกาลิเลโอมากขึ้น  และเกิดการตระหนักว่าศักดิ์ศรีของคนจน คนชนบท คนหาเช้ากินค่ำมันมีค่าและทัดเทียมกับพวกผู้ลากมากดี คนชั้นกลางที่รังเกียจนักการเมือง และมีคุณปการอื่นๆอีกมากมายที่เรารู้และนึกถึงได้เองในใจ  เช่นเดียวกันกับเรา”รู้”และจดจำได้ว่าใครคือ”ฆาตกร”
ท้ายสุด ผู้เขียนไม่ได้โน้มเอียงไปในทางที่เอาปรากฏการณ์นี้มาก่นด่านักการเมือง แต่อยากให้ตระหนักและระมัดระวังในการต้องสัมพันธ์กับบุคคลากรเหล่านั้น คำว่า ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร เป็นคำพูดที่จริงเสมอในแวดวงคนที่ทำงานและคุ้นเคยกับ”นักการเมือง”  ผู้เขียนยังคงยืนยันว่า ถึงแม้นักการเมืองแบบไทยๆจะเป็นสปีชี่ส์พิเศษที่พลิกไปพลิกมาได้ตามความ ผันแปรของอำนาจ และการอยู่รอด แต่เราก็ยังต้องยืนยันในการมีอยู่ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่เราสามารถก่นด่า วิจารณ์  รวมทั้งเลือกได้ ถอดถอนได้  และเมื่อตระหนักถึง”ความแสบ”ของพวกเขาเหล่านั้นในปรากฏการณ์สุดซอยครั้งนี้ พึงระลึกด้วยว่า อำนาจนอกระบบ “แสบกว่า”หลายต่อหลายเท่านัก

ไม่ ว่า”สุดซอย”จะนำมาซึ่งการ”สุดทาง”ของทักษิณ เพื่อไทย และเสื้อแดง หรือไม่ก็ตาม ผู้เขียนขอเสนออย่างอ่อนน้อมต่อพี่น้องเสื้อแดงว่า ใช้เวลานี้มาทบทวนและจัดวางความสัมพันธ์ และกำหนดการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าในเชิงให้บทเรียนต่อกันและกันบ้างจะดี ไหม    และท้ายที่สุดอีกครั้ง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อญาติของผู้เสียชีวิต ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บ  ผลของการต่อสู้ได้ถูกจารึกไว้ในการรับรู้ของผู้คนแล้ว  การถูกเอามาฉวยใช้เกิดจากความสามานย์ของคนที่ใจหยาบช้าเท่านั้น

เครือข่ายปกป้องสถาบัน นัดแจ้งความ 112 ละครเจ้าสาวหมาป่า

ที่มา ประชาไท


30 ต.ค.2556 ที่โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น เครือข่ายเฝ้าระวัง พิทักษ์และปกป้องสถาบัน มีการจัดประชุมสมาชิกเครือข่าย โดยมีผู้เข้าร่วมราว 200-300 คน ภายในงานมีการพูดถึงขบวนการล้มสถาบัน และมีการเปิดฉายคลิปบางส่วนของละครเวที “เจ้าสาวหมาป่า” ที่จัดแสดงในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยผู้ดำเนินรายการชี้ว่าอาจมีการหมิ่นสถาบันผ่านละครดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการนัดแนะเครือข่ายฯ ให้นำคลิปละครดังกล่าวเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่อยู่อาศัยใน ความผิดมาตรา 112 ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยจะมีการแจกคลิปภายหลังงานสำหรับผู้ที่สนใจเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการ ดำเนินคดี ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 52 คนได้ลงชื่อแสดงความสนใจ
นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากเครือข่ายจากจังหวัดอยุธยาได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึง ความยากลำบากในการแจ้งความคดีมาตรา 112 ซึ่งพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมักไม่รับแจ้งความ แม้แต่อัยการหรือสภาทนายความประจำจังหวัดก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
ผศ.ยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวว่า กรณีนี้ควรแจ้งความเอาผิดกับผู้แสดง, ผู้แต่งบทละคร, ผู้จัดงานและผู้เผยแพร่ โดยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องไปหารายชื่อบุคคลเหล่านี้ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความให้ผู้แจ้งยืนยันให้ตำรวจทำบันทึกเหตุผล การไม่รับแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษร อีกทั้งในการแจ้งความควรรวบรวมรายชื่อจำนวนมากเพื่อแสดงพลังมวลชน อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากมาตรการทางกฎหมายในการแจ้งความทุกภูมิภาคแล้ว ควรมีมาตรการเชิงรุกในการลงโทษทางสังคมกับผู้กระทำผิดด้วย
รศ.กิจบดี ก้องเบญจภุช รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ผู้ที่ยุ่งกับสถาบันกษัตริย์ไม่เคยมีใครได้ดี ปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยทางการเมืองไปเสียชีวิตที่รั่งเศส จอมพล ป.พิบูลสงครามก็เสียชีวิตในต่างประเทศเช่นกัน ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความยุติธรรมนั้นหมดไป การเมืองกลายเป็นการเล่นพรรคเล่นพวก ไม่มีใครที่เคารพความสุจริต ดังนั้น ในการจัดการกับกระบวนการทำลายสถาบัน เราจึงควรแจ้งความเพราะเรื่องนี้เป็นอาญแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว หากไม่ดำเนินการก็สามารถใช้มาตรา 157 เอาผิดเจ้าหนาที่ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
สมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า กมธ. วิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์ สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบการจัดงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ จัดโดยคณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ ซึ่งมีนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ในฐานะที่ปรึกษารมว.ต่างประเทศเป็นประธาน ทั้งในส่วนของการจัดทำหนังสือ “ย้ำยุค รุกสมัย” และละครเวที “เจ้าสาวหมาป่า” การแสดงงิ้วการเมือง ลิเกการเมือง การแสดงละครเวทีนั้นเป็นการล้อเลียนพระเจ้าอยู่หัวและบิดเบือนข้อเท็จจริง ว่าพระองค์เกี่ยวข้องกับการเมือง ส่วนของสปอนเซอร์การจัดงานไม่ว่าจะเป็น กฟผ.ปตท.ธกส.กรมส่งเสริมการปกครองฯ ทาง กมธ.ได้เรียกมาชี้แจงแล้วพบว่า มีการสนับสนุนเงินทุนตั้งแต่ 50,000-200,000 บาท โดยที่ไม่รู้เห็นกับเนื้อหาของงาน
สมชายยังระบุเนื้อหาสำคัญในหนังสือย้ำยุคฯ ด้วยว่ามีบทกวีและบทความจากนักวิชาการหลายคนที่มีเนื้อหาสอดรับกับการจัดงาน ซึ่งกำลังศึกษาว่าจะสามารถดำเนินคดีกับส่วนใดได้บ้าง
สำหรับเครื่องมือในการดำเนินงานของเครือข่ายฯ นั้น สมชายเห็นว่า ต้องช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลที่ดี ข้อมูลที่ถูกต้องต่อสังคมทั้งในลักษณะปากต่อปาก ทางเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และวิทยุชุมชน เพราะวิทยุชุมชนก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการให้ข้อมูลผิดๆ เช่น การสร้างละครไม่น้อยกว่า 170 ตอนเผยแพร่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิด
“คนส่วนหนึ่งอยากเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ อะไรที่เป็นอุปสรรคเขาก็เอาออก ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.สรรหา ข้าราชการ หรือกระทั่งสถาบัน”
พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหนัาศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) กล่าวว่า การทำลายสถาบันมี 2 สาเหตุหลัก คือ นักการเมืองสามารถซื้อได้ทุกอย่าง แต่ยังซื้อความจงรักภักดีจากทหารและศาลไม่ได้ เพราะทั้งสองสถาบันผูกพันอยู่กับสถาบันกษัตริย์ 2.ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ทุกประเทศอิจฉาและไม่ต้องการให้ไทยอยู่ในภาวะสงบสุข จึงร่วมสนับสนุนการบ่อนทำลายศูนย์กลางของประเทศ ประกอบกับบทบาทของสหรัฐอเมริกาที่เห็นว่า การที่คนไทยรักคนคนเดียวเป็นเรื่องขัดหลักประชาธิปไตย จึงร่วมสนับสนุนให้มีการยกเลิกมาตรา 112
ส่วนเหตุผลที่ต้องมีมาตรา 112 พล.ท.นันทเดช ระบุว่าเนื่องจากประมุขทุกประเทศต้องได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ, พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์มีสถานะศักดิ์สิทธิ์, พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเป็นวิถีชีวิตของคนไทย, พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันเป็นคดี ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัว, พระมหากษัติย์เป็นความมั่นคงของชาติ
พล.ท.นันเดชกล่าวอีกว่า การดูหมิ่นสถาบันเกิดขึ้นอย่างจริงในปี 2547 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก่อนหน้านั้นคดีลักษณะนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่ภาวะทางจิตไม่สมบูรณ์ แต่หลัง 2547 ผู้ต้องหาหมิ่นฯ ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือเครือข่ายของทักษิณ เราจึงต้องตั้งคำถามว่าหากทักษิณรักสถาบันจริงๆ ทำไมไม่ห้ามปรามคนเหล่านี้
วสิษฐ เดชกุญชร อดีตนายตำรวจราชสำนักประจำ บรรยายพิเศษเรื่อง “ขบวนการล้มสถาบันฯ มีอยู่จริง” ระบุว่า สถาบันกษัตริย์มีมาอย่างน้อย 1,000 ปี และถูกล้มล้างมาตั้งแต่ปี 2475 ทำให้กษัตริย์ใช้อำนาจผ่านอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ  ไม่มีอำนาจจริงแล้ว แต่เหตุที่ยังมีความพยายามล้มล้างเพราะพระองค์นี้เป็นศูนย์รวมใจคนทั้งชาติ
“ใครคิดจะยึดประเทศเป็นของตัวเองจึงต้องทำลายสถาบันกษัตริย์ก่อน มีการพูดกันจนคนเข้าใจผิดว่าสถาบันฯ เป็นอันตรายต่อบ้านเมือง อันที่จริงเป็นอันตรายกับคนคนเดียว ซึ่งมีความมุ่งหมายยึดประเทศและให้คนไทยเป็นทาส”
วสิษฐยืนยันว่าขบวนการล้มล้างสถาบันฯ มีอยู่จริง แม้แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยังกำหนดกรณีกลุ่มบุคคลที่ทำงานเป็นโครงข่ายทำลายสถาบันให้เป็นคดีพิเศษ ตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 โดยจัดให้มีคณะกรรมการพิเศษจาก 13 หน่วยงาน ไม่ว่า อัยการสูงสุด, กระทรวงกลาโหม, ไอซีที, หน่วยข่าวกรอง, กองทัพบก, สันติบาล, ศรภ., สตช. ฯลฯ
“น่าเสียดายที่เมื่อคุณอภิสิทธิ์พ้นตำแหน่งเมื่อปี 54 การทำงานของคณะกรรมการนี้ก็ไม่คืบหน้า ก่อนหน้านั้นมีการดำเนินการหลายอย่าง มีเว็บหมิ่นถูกปิด 430,000 รายแต่รัฐบาลนี้ไม่ได้สืบสวนต่อ”
“อย่างละครเจ้าสาวหมาป่าที่แสดงในงาน 14 ตุลา ตัวผมอยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลา ขอยืนยันว่าถ้าวันนั้นไม่มีพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยย่อยยับแหลกลาน” วิสิษฐกล่าวและว่า เหตุการณ์เมื่อ 14 ต.ค.16 เมื่อเกิดจลาจลและพระองค์ทราบข่าว ทรงรับสั่งให้ทหารตำรวจเอาแมกกาซีนปืนออก และสั่งเปิดประตูวังให้ชาวบ้านเข้าไปหลบ และหลังเหตุการณ์ทรงจำเป็นต้องตั้งนายกฯ ใหม่ เนื่องจากธรรมนูญชั่วคราวของจอมพลถนอมไม่ได้กำหนดว่าหากนายกฯ หลุดจากตำแหน่งต้องทำอย่างไร จะเห็นได้ว่าการที่พระมหากษัติย์จะลงมายุติความขัดแย้งได้ก็ต่อเมื่อหมด ทางออกทางกฎหมายแล้ว เรียกว่าระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์มีพระบารมีห้ามทัพได้ ชาวบ้านรวมกันติด เพราะฉะนั้นวิธีทำลายประเทศไทยจึงต้องทำลายสถาบัน
ทั้งนี้ เฟซบุ๊กของเครือข่ายเฝ้าระวัง พิทักษ์และปกป้องสถาบันระบุว่า เครือข่ายฯ ทำหน้าที่เฝ้าระวังการล่วงละเมิดต่อสถาบันทุกช่องทางทั้งในอินเทอร์เน็ต วิทยุชุมชน สิ่งพิมพ์ การรวมตัวปลุกระดม โดยมีสำนักข่าวทีนิวส์เป็นศูนย์กลางจัดตั้งประสานงาน และคอยรายงานข่าวเกี่ยวกับ “ขบวนการล้มเจ้า” โดยเครือข่ายฯ จะประสานทุกเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเช่น ICT , สตช., DSI เป็นต้น และเป็นแกนกลางในการประสานงานจัดกิจกรรมต่างๆ