แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

รายงาน: เสียงจากผู้บาดเจ็บ กปปส. เหตุการณ์ ‘ผ่านฟ้า’

ที่มา ประชาไท



เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสังคมไทย เริ่มตระหนักว่า ‘สงครามกลางเมือง’ อาจไม่ไกลเกินเอื้อม โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุกราดยิงที่จ.ตราด -ระเบิดที่ห้างบิ๊กซี ราชดำริ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจากทั้งสองเหตุการณ์รวม 5 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 4 คน
ก่อนหน้านั้น 19 ก.พ.ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาออกมาให้ยังคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ หากแต่รัฐไม่สามารถกระทำการใดๆ ได้ ก่อนหน้าคำพิพากษา 1 วัน เกิดเหตุปะทะรุนแรงที่สะพานผ่านฟ้าฯ ระหว่างตำรวจท่เข้ารื้อถอนเต๊นท์ผู้ชุมนุมกลุ่มกองทัพธรรม กับผู้ชุมนุมและการ์ด ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่าย รวมถึงปัจจุบันรวม 6 ราย เป็นตำรวจ 2 ราย (ในจำนวนนี้เสียชีวิตภายหลังเหตุการณ์ 1 ราย)  ผู้ชุมนุม 4 รายและมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
เหตุการณ์ที่สะพานผ่านฟ้าฯ ยังคงเป็นเงื่อนปมที่สำคัญ ท่ามกลางข้อสันนิษฐานมากกมาย และท่ามกลางความรุนแรงใหม่ๆ ที่โถมทับเข้ามาเรื่อยๆ
หลังเหตุการณ์ 1 วัน ประชาไทเดินทางไปยังโรงพยาบาล 2 แห่ง ร่วมกับอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองสิทธิทางการเมือง ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมสื่อมวลชนอีก 2-3 สำนัก เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บ
ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่าบาดเจ็บจากกระสุนตามจุดต่างๆ ของร่างกาย หลายรายกระดูกแตกและต้องรักษายาวนาน
ณ วันที่ 19 ก.พ. โรงพยาบาลกลางมีผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 2 ราย โรงพยาบาลวชิรพยาบาลมีผู้บาดเจ็บ 5 ราย ทั้งหมดเป็นผู้ชุมนุม ขณะที่โรงพยาบาลตำรวจ มีตำรวจที่บาดเจ็บ 24 ราย (ข้อมูลจากศูนย์เอราวัณ)
โดยสรุป จากปากคำผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บเกือบทั้งหมดพบว่า ได้รับบาดเจ็บบริเวณถนนราชดำเนิน ในช่วงที่ตำรวจควบคุมฝูงชนกำลังล่าถอยหลังโดนระเบิดจนแตกกระจาย โดยผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นการ์ดบ้าง เป็นผู้ชุมุนุมธรรมดาบ้าง ได้ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการไล่ตามการถอยร่นของตำรวจ
ผู้บาดเจ็บมาจากหลากหลายจังหวัด หลากหลายภูมิภาค แต่ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่มาคนเดียว ไม่ได้มาเป็นหมู่คณะ
ทั้งหมดระบุว่าเห็นว่าตำรวจมีอาวุธปืน และเชื่อว่ามีการใช้กระสุนจริง โดยเฉพาะจากการบาดเจ็บของพวกเขาซึ่งแนวกระสุนน่าจะมาจากฝั่งตรงข้ามคือ ตำรวจชุดคุ้มกันที่อยู่ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขณะที่มีอยู่รายหนึ่ง ยืนยันว่า แม้ไม่เห็นการใช้อาวุธของผู้ชุมนุม แต่ระหว่างที่ชุลมุนก่อนระเบิดลงนั้น ได้ยินเสียงปืนจากทั้งฝั่งตำรวจและการ์ดผู้ชุมนุม นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บบางคนที่ระบุว่าหลังระเบิดลงและเห็นตำรวจบาด เจ็บ เขาได้เข้าไปช่วยลำเลียงตำรวจที่บาดเจ็บด้วย
(อ่านปากคำตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บในวันพรุ่งนี้)
                                                                                              
กลุ่ม ส.ว. นำโดยคำนูญ สิทธิสมาน เข้าเยี่ยมอาการกฤษดา เพ็งจำรัส
กฤษดา เพ็งจำรัส อายุ 35 ปี  เขาเป็นการ์ดกองทัพธรรม โดยพื้นเพเป็นคนอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา มาร่วมชุมนุมกับ กปปส. เกือบ 2 เดือนแล้ว เขามีอาชีพเป็นช่างฝีมือ ทำกนกตามวัดต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อปี 2547
“เหตุการณ์ที่นั่นหนักกว่านี้เยอะ อันนี้ชิลๆ (หัวเราะ) เวลาเราขี่มอเตอร์ไซด์จอดรถขี่ไฟแดงยังกลัวเลย ไม่รู้ว่าจะมาจากทางไหน แต่มาที่นี่เรายังเห็นว่าตำรวจมาตรงไหน”
กฤษดาเล่าว่า เขาถูกยิงเวลาประมาณบ่ายโมง บริเวณถนนราชดำเนิน ใกล้เทเวศประกันภัย และระบุว่าได้รับบาดเจ็บโดนกระสุนเข้าที่แขนซ้าย อกซ้าย และขาทั้ง 2 ข้าง เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากตำรวจส่วนหน้าถูกระเบิดบริเวณสะพานผ่านฟ้าและกำลัง ล่าถอย เมื่อตามไล่ตำรวจที่ถอยไประยะหนึ่ง เขาและผู้ชุมนุมประมาณ 30 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่พอๆ กับตำรวจที่อยู่ด้านตรงข้าม ช่วยกันทำบังบังเกอร์กันตำรวจไม่ให้ตีกลับ โดยกระเถิบตามแนวตำรวจไปเรื่อยๆ พวกเขาลากแผงเหล็กมาวางต่อกัน จังหวะที่โดนยิงนั้นเขาวางแผงเหล็กแล้วกำลังจะหันหลังกลับ
“ก่อนจะยิงเข้ามา เหตุการณ์สงบอยู่ ตำรวจก็ถอยร่นไปจนถึงอนุสาวรีย์ฯ แล้ว เราก็ย้ายแนวบังเกอร์ตามตำรวจไปเรื่อยๆ กันไม่ให้ตำรวจตีกลับ ก่อนจะย้ายก็คิดอยู่ว่าจะโดนยิงไหม แต่คิดว่าคงแค่กระสุนยาง ไม่น่าเป็นกระสุนจริงเพราะอยู่ในที่โล่งด้วย ถ้ากระสุนจริงมันจะน่าเกลียดเกินไป เราแค่ไปทำบังเกอร์ไม่ได้ไปทำร้ายอะไรเขา ตอนที่ตำรวจหลบอยู่หลังรถห้องขังนี่เห็นบางส่วนถือเอ็ม 16 ผมเป็นคนไปตามช่างภาพมาถ่ายด้วย เขาอาจเล็งผมไว้แล้ว” เขากล่าว
กฤษดาเล่าถึงความรับรู้ของเขาว่า ตำวจชุดเจรจามาคุยกับแซมดิน เลิศบุศย์ แกนนำกองทัพธรรม ตั้งแต่ 8 โมงเช้าเพื่อจะขอคืนพื้นที่ แต่เมื่อไม่ประสบผลกลับไป ตำรวจชุดที่สองก็เข้ามาและไม่พูดพร่ำทำเพลงเลย ทำการบุกเพื่อรื้อเต๊นท์ทันที
“คนมาเริ่มนั่งสวดมนต์ประมาณ 9 โมง ผมเป็นการ์ดคอยทำหน้าที่คอยห้ามผู้ชุมนุมที่ห้ามอารมณ์ไม่อยู่จะไปตีตำรวจ เราต้องคอยห้ามปราม ก่อนหน้านั้นตอนกลางคืน ชุดหัวหน้าการ์ดเรียกประชุมกันหมด แผนเราคือ นั่งสวดมนต์ ถ้ามีแก๊สน้ำตาลง เราจะพามวลชนเข้าไปวังแดง ทหารจะคอยเปิดประตูไว้ให้ หน้าที่การ์ดคือพามวลชนไปวังแดง”  เขากล่าว
กฤษดาเล่าว่า เวลาประมาณ 10.00 น. ตำรวจเริ่มนำแทรกเตอร์มาดันกระสอบทราย เมื่อเริ่มเข้ามาข้างในได้ก็เริ่มจะปะทะกัน ขณะที่กำลังฝั่ง คปท.ก็เข้ามาช่วยเสริม โดยเป็นด่านหน้าปะทะกับตำรวจ เมื่อฝั่งตำรวจเห็นว่าเริ่มมีกำลังเยอะขึ้นก็ยิงแก๊สน้ำตาใส่เพื่อกระจายมวล ชนออกไป ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สักพักจึงมีเสียงปืนดังขึ้น
เขากล่าวด้วยว่า ตรงสะพานผ่านฟ้าฯ ที่ตำรวจโดนระเบิดนั้น มีตำรวจ 2 คนถือปืนคล้ายเอ็ม 16 มาแล้วกระโดดไปอยู่ใต้สะพาน ตอนนั้นเริ่มมีคนเจ็บและช่วยหามคนเจ็บออก ส่วนพวกนั่งสวดมนต์ก็โดนแก๊สน้ำตาที่หน้าเวทีก็ต้องออกจากพื้นที่
“ก่อนหน้าระเบิดลง มีเสียงปืนดัง แล้วก็มีปะทัดยักษ์ 2-3 ลูกก่อน ระเบิดลงฝั่งตำรวจที่อยู่ตรงผ่านฟ้าประมาณ 100 คน พอระเบิดลงตำรวจ 50-60 คนก็ถอยกลับไป ที่ยังอยู่ก็ล้อมตำรวจที่บาดเจ็บอยู่ ตอนนั้นเราก็สั่งหยุดกันหมด ให้ตำรวจเอาผู้บาดเจ็บออก เราก็ช่วยกันห้ามเผื่อมีมวลชนเข้าไปทำร้ายตำรวจซ้ำ ผู้ชุมนุมของเรา 4-5 คนช่วยยกตำรวจออกมา เรียกว่าพักรบก่อน (หัวเราะ)”
“ตอนขว้างระเบิดผมไม่เห็น ผมอยู่มุมหน้าเวที เห็นแต่ตำรวจลุกยืนขึ้นมาแล้วก็ระเบิดตูม ผมอยู่ห่าง 30-40 เมตร ตอนนั้นประมาณเที่ยง จากนั้นเขาก็สั่งถอยกัน ระเบิดมาจากไหนเราก็ไม่รู้เหมือนกัน บางคนก็บอกว่าติดตาข่ายมั่ง อะไรมั่ง เราก็ไม่รู้ความจริง แต่ตำรวจคงไม่ขว้างระเบิดสังหารเข้ามาแบบนั้นหรอก เราก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร”
เมื่อถามถึงเหตุผลที่มาร่วมชุมนุม กฤษดากล่าวว่า คนใต้ที่ขึ้นมาชุมนุมเยอะเพราะโดยพื้นฐานนิสัยจะสนใจการเมืองอยู่แล้ว สำหรับเขาก็มีการพูดคุยกับเพื่อนที่ติดตามการเมืองโดยตลอด
“ที่มาครั้งนี้ที่รับไม่ได้คือเรื่องการโกง ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ โกงก็โกงกันหมด แต่นี่โกงเยอะเกิน เหมือนกับโกงเราด้วย เลยต้องออกมาต่อสู้” กฤษดากล่าว

อภิพันธ์ นาคราช
อภิพันธ์ นาคราช ชายหนุ่มชาวอยุธยาอายุ 30 ปี  เขาประกอบอาชีพค้าขายอยู่ที่ อ.วังน้อย มาชุมนุมกับ กปปส.ตั้งแต่ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่เคยร่วมกับพันธมิตรฯ หรือกลุ่มการเมืองใดๆ
“ตอนแรกผมเป็น กปปส.อยู่อยุธยา แล้วมาเป็นการ์ดแจ้งวัฒนะ”
“อยุธยาเสื้อแดงเยอะ แดงทุกพื้นที่ก็จริง แต่ก็ไม่มีปัญหากัน เขาก็ยอมรับกัน ผมมาอยู่กับอาชีวะกู้ชาติ ไม่ได้เรียนอาชีวะแต่มาเจอกันที่แจ้งวัฒนะเลยรวมเต๊นท์เป็นเต๊นท์เดียวกัน”
เขาอธิบายว่าอาชีวะกู้ชาติ คือ นักเรียนอาชีวะจากหลากหลายสถาบันมารวมกัน โดยแบ่งเป็นหลายกลุ่มย่อย กลุ่มของเขาจะมีอยู่ประมาณ 20-30 คน ตั้งแต่มาชุมนุมอภิพันธ์ก็เป็นการ์ดอยู่เวทีแจ้งวัฒนะตลอด วันเกิดเหตุเขามากับกลุ่มอาชีวะออกจากแจ้งวัฒนะ ถึงสะพานผ่านฟ้าประมาณเที่ยง ขณะที่ตำรวจกำลังเข้ารื้อเวทีพอดี
“ตำรวจจะเขาจะตั้งแนว แต่จะมีคนใส่ชุดดำๆ เสื้อกันกระสุนเลวิ่งเลาะข้างสะพานมา แล้วอยู่ข้างหลังแนวที่จะมาสลายการชุมนุม ระหว่างนั้นเขายิงแก๊สน้ำตากันเยอะ เราเอาหินขว้าง สักพักเขาสวนกลับมาด้วยกระสุนยาง พอเสียงปืนกระสุนยางดังปุ๊บ ก็มีเสียงปืนดังขึ้นมาเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าตรงไหนแน่ คราวนี้ก็ยิงใส่กันทั้งสองฝ่าย น่าจะเป็นการ์ดในที่ชุมนุมกับตำรวจ การ์ดมีอาวุธหรือเปล่า ผมไม่เห็นด้วยตา แต่ได้ยินเสียงปืนยิงสวนกันไปมา สักพักแล้วก็มีเสียงดังขึ้นมา น่าจะเป็นเสียงระเบิด จากนั้นตำรวจก็ล้มลงไป แล้วตำรวจก็ถอย ผมกับมวลชนก็ดันกันเข้าไป จากนั้นมันจะเป็นทางตรงวิ่งไปอนุสาวรีย์ พอถึงเส้นนั้น ตำรวจก็ใช้กระสุนจริง”
“บรรยากาศตอนนั้นมันไม่ใช่การชุมนุมแล้ว มันเป็นสนามรบแล้ว”
เขายอมรับตามตรงว่า ไม่เห็นการใช้อาวุธของฝ่ายผู้ชุมนุม เพียงแต่ได้ยินเสียงปืนมาจากทางผู้ชุมนุมด้วย และเห็นฝั่งตำรวจยิงสวนไปพลาง หมอบหลบไปพลาง เมื่อตำรวจถอยหลัง เขาก็ดันต่อไป ในช่วงนี้ผู้ชุมนุมที่ถูกยิงล้วนโดนกระสุนจริง
“ผมถูกยิง ตอนที่มวลชนช่วยกันไล่ตำรวจถอยร่น ผมอยู่เลยซอยแรกหลังสะพานผ่านฟ้า (ธนาคารกรุงเทพ)  ไปสัก 10 เมตร โดนสองนัด ขาขวาหนึ่ง ที่ท้องหนึ่ง”
“ผมคิดว่าตำรวจนี่เขาไม่ได้ทำเพื่ออุดมการณ์อะไรหรอก ตอนเขาหนี เขาทิ้งหมด วิ่งหนีพูดง่ายๆ ว่า หางจุกตูดเลย ผมเอาเกราะที่ตำรวจใช้มาบัง เชื่อไหมเป็นรูหมดเลย เพราะโดนลูกกระสุนจริง ใครโดนร่วงก็หาม ทำไมตำรวจต้องยิงใส่ประชาชนขนาดนี้ เป็นคนไทยเหมือนกัน”
“ถามว่าทำไมต้องวิ่งตาม มันเป็นมวลชน ถ้าถามผมคนเดียวผมก็ตอบพี่ได้ แต่เข้าใจอารมณ์มวลชนไหม ไปกันเยอะแบบนี้มันคุมไม่ได้” อภิพันธ์กล่าวทิ้งท้าย

กิตติ สืบแก้ว
กิตติ สืบบัวแก้ว ชาวอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบฯ อายุ 41  ปี ทำอาชีพค้าขายอยู่ใน อ.เมืองประจวบเพิ่งมาชุมนุมกับ กปปส. แบบไปๆ กลับๆ รวมแล้ว 6 ครั้ง ก่อนหน้านี้เคยมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ครั้งหนึ่ง โดยเหตุผลที่มาร่วมชุมนุมนั้นเพื่อต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม และการคอรัปชั่น
เขาถูกยิงตรงถนนราชดำเนิน ใกล้อนุสาวรีย์ขณะอยู่ตรงข้ามกับเทเวศประกันภัย ในเวลาประมาณก่อนเที่ยงเล็กน้อย เขาบอกว่าในวันเกิดเหตุเพิ่งเดินทางมาจากบางสะพานเพียงคนเดียว ถึงผ่านฟ้าฯ ราว 10 โมง  ระหว่างเดินกินข้าวบริเวณใกล้เคียง ได้ข่าวว่ากองทัพธรรมถูกสลายเลยไปช่วยยันกับตำรวจ
“เห็นตำรวจเยอะ เป็นพัน ที่ทำเป็นชั้นๆ ถือโล่มีประมาณร้อยได้ เห็นตำรวจถือปืนด้วย แต่ไม่รู้ปืนจริงหรือปืนยิงกระสุนยาง ผมเองก็แยกไม่ออก”
“ผมไปช่วยตำรวจตรงเต๊นท์กองทัพธรรมที่โดนระเบิด มันเสียง บึบ! ผมไม่เห็นตอนระเบิด เขายิงแก๊สน้ำตา ผมก็ถอย หันอีกทีมีเสียงระเบิดแล้ว ตำรวจก็กระจายเลย ผมอยู่ห่างตรงนั้นไปทางอีกซีกหนึ่ง แล้วพวกเราหลายคนก็เข้าไปช่วยหามตำรวจที่บาดเจ็บออกมา มี 3 คน จากนั้นตำรวจก็ถอย เราก็รุกเข้าไป ไล่ไปเรื่อยๆ ด่าตำรวจว่าโหดร้าย เพราะก่อนจะบึ้ม ฝ่ายผมก็เจ็บอยู่ 2-3 คน มีผู้หญิงโดนยิงหัวเข่ารึอะไรด้วย” กิตติเล่า
“เรายิกเขาไปเรื่อยๆ ตำรวจวิ่งไปเลย แล้วทีหลังก็ไปตั้งแถวใหม่ เขามีจุดบัญชาการเขาละมัง มีรถมีอะไร เห็นตำรวจเล็งอยู่เรื่อย ยิงมั่ง แต่ก็ไม่รู้ว่ามันปืนแบบไหนมั่ง”
กิตติโดนยิงใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิไตย เนื่องจากกลุ่มของเขาค่อนข้างบางเบา กระจายตัวอยู่บริเวณใกล้กัน ไม่เกิน 30
“ตอนตำรวจถอยเรารุกคืบเข้าไปแล้วตำรวจก็ยิงปุงปังๆ เราก็กำลังจะถอยแล้ว เตรียมจะวิ่งหนี หาที่กำบังก็โดนยิง ผมก็ล้มพอดีมือแตะกำบังพอดี พวกอยู่ในกำบังก็ดึงผมเข้าไป ลากเข้าไป แล้วเอาไปส่งรถโรงพยาบาล ตอนโดนทรุดเลย ยกขาไม่ได้เลย นึกไว้แล้วว่าโดนกระดูกแน่ๆ” กิตติกล่าวและว่าหมอบอกว่ากระสุนโดนกระดูก ต้องใช้เวลารักษาตัวในโรงพยาบาล 15-20 วัน
สุรพล วานิชทัศน์
สุรพล วานิชทัศน์ อายุ 57 ปี เป็นชาวมุสลิมในกรุงเทพ แต่โยกย้านไปตั้งถิ่นฐานและทำงานที่พัทยา จังหวัดชลบุรี นานแล้ว โดยเขารับจ้างตัดต้นไม้ และรับจ้างทั่วไป ที่ผ่านมาเคยมาร่วมชุมนุมตั้งแต่สมัยพันธมิตรฯ ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา อันที่จริงเขาร่วมชุมนุมตั้งแต่สมัย 14 ตุลา 16 ในสมัยที่ยังเป็นนักเรียนและตามเพื่อนอาชีวะไปร่วมชุมนุม  -ปี 47-49 เป็นพันธมิตรมาโดยตลอด สำหรับการชุมนุมของ กปสส. เขาก็ร่วมมา 3 เดือน โดยปักหลักอยู่สวนลุมพินี โดยวันเหตุเขาเดินทางมาร่วมชุมนุมที่ผ่านฟ้าฯ เพราะได้ข่าวว่าตำรวจจะเข้าสลาย ช่วงสายๆ เมื่อเดินทางถึงเวทีกองทัพธรรมแล้วก็เห็นตำรวจเยอะพอสมควร มีการชี้แจงจากฝั่งตำรวจเพียงว่าจะขอคืนพื้นที่ จากนั้นก็เริ่มกดดันหนัก มวลชนบางส่วนใช้ขวดน้ำปาใส่ ตำรวจก็ตอบโต้โดยใช้แก๊สน้ำตา ที่
“ตอนนั้นมันชุลมุนหลายจุด ตอนแรกมีคนอยู่ใต้(ข้าง)สะพานผ่านฟ้าเยอะมาก รู้สึกจะใส่ชุดสีดำ ผมอยู่ด้านธนาคารกรุงเทพฯ เห็นชุดดำประมาณ 5-6 คน วินาทีที่ผมเห็น แน่นอนว่ามาจากฝ่ายตำรวจ มวลชนคนอื่นไม่ค่อยได้มายืนหรอก ผมเป็นคนจัดแนวลูกยางไม่ให้ตำรวจเข้ามาสะดวก ผมไปวางๆๆ ลูกยาง แผงเหล็ก ตอนนั้นผมก็ไม่มีกล้อง คนที่เป็นตำรวจคนอื่นมีคำว่า POLICE อยู่ แต่พวกชุดดำไม่มีคำนั้นอยู่ ...พอเห็นตรงนั้นปุ๊บก็จะเกิดเสียงระเบิด เสียงอะไรแล้ว แต่ระหว่างที่เห็นชุดดำ มันก็มีเสียงปืน เสียงอะไรกันตลอด เขาไม่ได้พกอะไรมากมาย มีพวกมีโล่ แล้วพวกที่ประทับปืนก็อยู่หลังโล่”
“พอได้ยินเสียงระเบิดทุกคนก็หลบ แล้วเห็นตำรวจที่ล้ม ไม่รู้ระเบิดมาจากไหน ตรงนั้นกองทัพธรรมเขาเอาโต๊ะอาหารใหญ่ๆ ไปกั้นไว้แล้ว ตำรวจอยู่หลังโต๊ะอาหาร ไม่รู้ระเบิดมาจากไหน แต่ได้ยินเสียงชัดมาก...พอระเบิดลง เห็นตำรวจบาดเจ็บ 3-4 คน ผมเป็นคนเดียวที่เข้าไปช่วย ถือเปลตำรวจโดนที่หน้าเยอะเหมือนกัน แล้ววิ่งออกไป ช่วยตำรวจสองคน ช่วยผู้หญิงและชายอย่างละคน เป็นผู้ชุมนุมของกองทัพธรรม ระหว่างที่วิ่งไปพวกพยาบาลก็สวนมา”
“ตอนนั้นตำรวจไม่มีใครหันเลย เหมือนเขากำลังนั่งงง นั่งตะลึงกันหมดเลย จุดที่เขาตะลึงกันอยู่ใกล้แดนกองทัพธรรมด้วย เขาก็ไม่กล้าลุก อาจเจ็บด้วยอะไรด้วย เขาไม่ได้ลุก นานมากเลย เขาไม่ได้รีบลุกนะ”
อนุกรรมการสิทธิฯ ถามว่าที่บริเวณนั้นตำรวจยิงฝ่ายเดียวหรือทางการ์ดยิงไปด้วย เขาตอบว่า ทางฝ่ายนี้จะยิงไปด้วยหรือเปล่าไม่เห็น และเขาก็ไม่เห็นใครมีอาวุธปืน
“ผมไม่เห็นมีใครมีปืน แต่ผมก็ไม่รู้ว่าซีกด้านวัดปรินายกวรวิหาร จะมีหรือเปล่า แต่ตรงจุดผมอยู่ผมไม่เห็น ผมไม่ได้สังเกตจุดอื่น”
ส่วนตัวของสุรพลนั้นโดนยิงขาขวาในจังหวะที่กำลังนำเอายางไปปิดเส้นทางบนถนนราชดำเนิน หลังจากตำรวจเริ่มล่าถอย
===============
นี่คือเสียงส่วนหนึ่งของผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บในวันดังกล่าว น้ำเสียงของพวกเขาไม่มีร่องรอยความเกลียดชังอย่างรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้าม (ตำรวจ) ให้เห็นนัก และล้วนยืนยันว่าหากหายดีแล้วและการชุมนุมยังมีอยู่ก็จะเข้าร่วมอีกด้วย ปณิธาน ความเชื่ออันแรงกล้าว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมได้

ศาลอาญายกคำร้องเพิกถอนหมายจับ 19 แกนนำ กปปส.

ที่มา ประชาไท


ศาลอาญายกคำร้องเพิกถอนหมายจับ 19 แกนนำ กปปส.ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุขณะออกหมายจับแกนนำ กปปส. ทั้ง 19 ราย ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ แม้ต่อมาศาลแพ่งจะมีคำสั่งห้าม ศรส. กระทำการตามประกาศใน 9 ข้อ แต่ศาลแพ่งไม่ได้สั่งเพิกถอน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีกทั้งจำเลยในคดีศาลแพ่งยังสามารถอุทธรณ์คดีและฎีกาได้อีก
27 ก.พ. 2557 มติชนออนไลน์ รายงานว่า ที่ห้องพิจารณาคดี 803 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำสั่ง ที่นายวิโรจน์ ภูมิศิริสวัสดิ์ ทนาย กปปส. ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาเพิกถอนหมายจับแกนนำ กปปส. 19 ราย ประกอบด้วย 1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. 2.นายสาธิต วงศ์หนองเตย 3.นายชุมพล จุลใส 4.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 5.นายอิสสระ สมชัย 6.นายวิทยา แก้วภราดัย 7.นายถาวร เสนเนียม 8.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 9.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 10.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก 11.นายนิติธร ล้ำเหลือ 12.นายอุทัย ยอดมณี 13.เรือตรี แซมดิน เลิศบุศย์ 14.พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ 15.นายรัชต์ยุตม์ หรืออมร ศิรโยธินภักดี 16.นายกิตติชัย ใสสะอาด 17.นายสำราญ รอดเพชร 18.นายพานสุวรรณ ณ แก้ว และ 19.นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ที่ถูกศาลออกหมายจับข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 วันที่ 5 กุมภาพันธ์

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ขณะที่ศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องสงสัยทั้ง 19 รายนั้น ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้นการออกหมายจับดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายทุกประการ แม้ต่อมาศาลแพ่งจะมีคำพิพากษาในคดีที่ นายถาวร เสนเนียม ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์กับพวกรวม 3 คน ให้เพิกถอน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯแล้วก็ตาม แต่ศาลแพ่งก็ไม่ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้าย แรงแต่อย่างใด

ส่วนที่คำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าวจะสั่งห้ามมิให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์กับพวกห้ามนำประกาศและข้อกำหนดรวม 9 ข้อ ซึ่งรวมถึงการให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัย จะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือผู้ใช้ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุน การกระทำเช่นว่านั้น อันเป็นที่มาของการที่ผู้ร้องขอออกหมายจับดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อปรากฏคำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด คู่ความสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ และฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์ หรือฎีกา อาจพิพากษายืนกลับ แก้ไขคำพิพากษาได้ หรือหากไม่มีการอุทธรณ์คดีก็จะถึงที่สุดเมื่อระยะเวลาแห่งการอุทธรณ์ได้ล่วง พ้นไป

ส่วนที่ศาลอาญามีคำสั่งที่ ฉฉ.11/2557 ฉบับลงวันที่ 24 ก.พ. 2557 ให้ยกคำร้องของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในคดีที่ขอหมายจับ 13 แกนนำ กปปส. โดยกล่าวถึงการที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความ ร้ายแรงว่าเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นเพียงเหตุผลประกอบดุลพินิจที่เห็นสมควรยังไม่ออกหมายจับเท่านั้น ในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุเพิกถอนหมายจับนายสุเทพกับพวกดังกล่าว จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
ภายหลังฟังคำสั่ง นายวิโรจน์ ทนายความ กปปส. กล่าวว่า เตรียมจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ไม่เพิกถอนหมายจับครั้งนี้  เพราะว่าเมื่อศาลแพ่งมีคำวินิจฉัยห้ามใช้ประกาศและข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จึงต้องส่งคำร้องเพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่คำวินิจฉัยที่ออกมาครั้งนี้พวกตนก็น้อมรับ


แย้งเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ฉวยโอกาสหวังผลทางการเมือง

ที่มา ประชาไท


เครือข่ายบุคลากรด้านการขนส่งสาธารณะแย้งข้อเสนอทาการเมืองของเครือ ข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ว่าข้อเสนอละเมิดหลักการ สร้างปัญหาเพิ่ม เสนอรัฐบาลดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม เร่งรัดการจับกุมผู้ใช้ความรุนแรงในสถานที่ชุมนุมมาดำเนินคดี พร้อมกับรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ
จดหมายเปิดผนึกใจถึงใจ
จากเครือข่ายบุคลากรด้านการขนส่งสาธารณะถึงเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข

ตามที่ “เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข” ได้ออกแถลงการณ์และจัดกิจกรรมใส่ชุดดำเพื่อประณามความรุนแรงทางการเมืองที่ เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2557 เราในนามของ “เครือข่ายบุคลากรด้านการขนส่งสาธารณะ” ซึ่งมีความรู้สึกเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่ต่างจากท่านทั้งหลาย ขอร่วมไว้อาลัยต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอประณามผู้สั่งการ ผู้กระทำเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น รวมถึงทุกฝ่ายที่มีแนวคิดที่จะใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ
สำหรับในส่วนของข้อเรียกร้องที่ “เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข” เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกนั้น เราเห็นว่า

1.ข้อ เรียกร้องดังกล่าวมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมได้ว่า “ฉวยโอกาสหวังผลทางการเมือง นำความสูญเสียที่เกิดขึ้นมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง” ข้อเรียกร้องดังกล่าวอาจจะนำมาซึ่งความแตกแยกขัดแย้งในวงกว้างมากกว่าความ สุขสันติอย่างที่เราปรารถนาอยากเห็น

2.ในปัจจุบันการทำหน้าที่ของรัฐบาลเป็นรัฐบาลรักษาการ การลาออกของรัฐบาลรักษาการจะนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆที่จะตามมาอีกมากมาย

เรา เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่เราเห็นควรเรียกร้องคือ มาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่การชุมนุมทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ ชุมนุม,การช่วยกันผลักดันให้การเลือกตั้งแล้วเสร็จ,การผลักดันให้มีการเปิด สภาผู้แทนราษฎรและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศได้มีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วประเทศ มาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่ต่อไปในอนาคตอย่างสันติ

พร้อมกันนี้ เราขอแสดงความคิดเห็นและข้อเรียกร้องของเราต่อรัฐบาลรักษาการและแกนนำผู้ชุมนุมดังต่อไปนี้

1.เรา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการเพิ่มมาตราการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ ชุมนุมในพื้นที่การชุมนุม โดยเน้นการเฝ้าระวัง,ระงับเหตุ และจับกุมผู้ก่อเหตุความรุนแรง

2.เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการ ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุความรุนแรงที่ผ่านมาให้ได้โดยเร็วที่สุด พร้อมรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการให้สังคมได้รับรู้โดยทั่วกันอย่างใกล้ ชิด

3.เราขอเรียกร้องให้แกนนำผู้ชุมนุมให้ความร่วมมือกับรัฐบาล รักษาการและเจ้าหน้าที่รัฐในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม และดูแลการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ

สุดท้ายนี้เราขอชี้แจง ว่าเนื่องด้วยบรรยากาศความรุนแรงทางการเมือง ที่ไม่เอื้อให้มีการแสดงความคิดเห็นทางเมืองที่แตกต่าง ด้วยความไม่ปรารถนาที่จะเห็นการเคลื่อนไหวที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมากกว่านี้ ซึ่งจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ และสุดท้ายเราไม่ต้องการเอาอาชีพและความคิดเห็นทางการเมืองมาเป็นเงื่อนไขใน การให้บริการสาธารณะ เราจึงของดการแสดงออกทางกิจกรรมหรือทางสัญลักษณ์ใดๆ เพื่อแทนความไว้อาลัยอย่างบริสุทธิ์ใจ

ขอดวงวิญญาณของผู้จากไปจงสงบสุขสันติ ขอจิตใจของผู้สูญเสียจงมีแต่ความเข้มแข็ง

เครือข่ายบุคลากรด้านการขนส่งสาธารณะ

โฆษก กอ.รมน.แจงเหตุ ‘ผบ.ทบ.’ ย้ำผู้ว่าฯ จับตาม็อบ

ที่มา ประชาไท


มทภ.2. เรียกถก ผู้ว่าฯ อีสาน 11 จังหวัด รับมือสถานการณ์ความรุนแรงการเมือง ยันไม่จับตาพื้นที่ใดเป็นพิเศษ ปัดนำเรื่อง นปช.แยกแผ่นดินหารือ ด้านเกษตรกรชาวนาอีสาน คนยื่นสารจี้ตรวจสอบ นปช.แบ่งแยกประเทศไทย พร้อมมอบดอกไม้ฝากให้กำลัง ผบ.ทบ.
 
เนชั่นรายงาน 27 ก.พ.2557 พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษก กอ.รมน. กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางสปริงนิวส์ ถึงกรณี ผบ.ทบ.ย้ำให้ผู้ว่าฯ จับตาม็อบทุกกลุ่ม ซึ่งถือเป็นการกระชับอำนาจ ว่า เนื่องจากแต่ละภาค แต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดแตกต่างกัน ผบ.ทบ.จึงอยากให้ผู้ว่าฯช่วยสอดส่อง และทำความเข้าใจ เพราะผู้ว่าฯ รู้อยู่แล้วว่ากลไกภาครัฐ เอกชน ในพื้นที่มีความเห็นอย่างไร จึงอยากให้ผู้ว่าฯ วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ ว่าเห็นร่วมกันอย่างไร และให้รายงานมายัง ผอ.รมน.ภาค 1-4 ในทุกวัน เพื่อรายงานต่อไปยัง ผบ.ทบ.

"รองผอ.รมน.สามารถดำเนิน การได้อยู่แล้ว และเอกสารทุกอย่างให้รายงาน ผอ.รมน. ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติประจำตามอำนาจกฎหมายอยู่แล้ว โดยพื้นที่ ผอ.รมน.ภาค 3 จะมีการเรียกจังหวัดในภาคเหนือเพื่อทำความเข้าใจกัน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเริ่มมีแผ่นป้ายขอแยกประเทศแล้ว และบนเวทีมีการพูดจากันเลยเถิดไป" โฆษก กอ.รมน. กล่าว

ส่วนกำลังพล หน่วยซีลเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับม็อบ และอารักขาแกนนำม็อบนั้น พ.อ.บรรพต กล่าวว่า ทราบเมื่อวานว่าเพิ่งจับกุม และอยู่ระหว่างสอบสวน เป็นกำลังพลอยู่ในหน่วยราชการจริง และใช้เวลานอกราชการรับจ้างเป็นการ์ด ซึ่งทุกหน่วยก็มี ไม่เฉพาะหน่วยซีลที่ใช้เวลานอกราชการไปทำงาน ส่วนคดีพกพาอาวุธ ทำร่างกาย จะเป็นคดีปกติไม่มีการยกเว้นใดๆ และไม่เฉพาะกรณีม็อบเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ก็มี เช่น มาเฟียพัทยา ที่ใช้บัตร กอ.รมน.ไปทำงานไซด์ไลน์ แต่ไม่ได้รับราชการแล้ว

พ.อ.บรรพต กล่าวถึงกรณีส่วนชายชุดดำด้วยว่า ยังไม่อาจชี้ไปได้ว่าเป็นกำลังพล เพราะทุกคนก็แต่งชุดดำ ใส่หมวกปิดบังใบหน้าและระยะหลังก็มีการใส่ถุงป๊อปคอร์น เชื่อว่ากลุ่มที่มาเป็นหน่วย เป็นกองกำลังไม่มี แต่เป็นเรื่องรายบุคคล เพราะในพื้นที่ประเทศของเราหากทำอย่างนั้นจะยุ่งยาก แม้แต่การรวมตัวกันเป็นทีมงานก็จะเกิดเบาะแสให้จับกุม ดังนั้น เป็นเรื่องของรายบุคคลมากกว่า และคงไม่มีใครคิดจะทำเพราะยุ่งยาก มีปัญหาทุกอย่าง เช่น ในพื้นที่ตะวันออกมีปัญหากลุ่มผู้มีอิทธิพลมานานแล้ว และกลุ่มผู้มีอิทธิพลจะมีซุ้มมือปืน ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมรับรู้มานานแล้ว ตนมองว่าเป็นเรื่องแบบนี้ของซุ้มที่ทำตามค่าจ้าง มากกว่าเป็นเรื่องกองกำลัง ซึ่ง รมว.มหาดไทย โดยตำแหน่งก็เป็นกรรมการใน กอ.รมน.ด้วย ไม่ใช่ กอ.รมน.มีอำนาจ กอ.รมน.มีหน้าที่เพียงบูรณาการงานเท่านั้น
 
 
มทภ.2 เรียกถก ผู้ว่าฯ อีสาน 11 จังหวัด รับมือสถานการณ์ความรุนแรงการเมือง
 
ข่าวสดรายงาน เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2557 ว่า พล.ท.ชาญชัย  ภู่ทอง แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.ภาคที่ 2 ) ได้เรียกผู้ว่าราชการาจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน  ได้แก่ กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, นครพนม,มหาสารคาม, มุกดาหาร, ร้อยเอ็ด, สกลนคร, หนองคาย, หนองบัวลำภู, อุดรธานี และ จ.เลย ในฐานะ ผอ.กอรมน.จังหวัดประชุมหารือร่วมกันที่ จ.ขอนแก่น
 
ตามนโยบายและคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะรอง ผอ.รมน.ที่มีคำสั่งให้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยกันติดตามสอดส่องการยุยง ปลุกปั่นให้คนในสังคมเพิ่มความเกลียดชัง แบ่งฝ่าย บางครั้งเลยเถิดพาดพิงสถาบัน เพราะยิ่งจะทำให้ความขัดแย้งลุกลามขยายขอบเขตออกไปเป็นวงกว้าง อันเป็นการเพิ่มปัญหาใหม่ขึ้นมาทับซ้อนกับปัญหาทางการเมืองที่มีอยู่แล้ว โดยแต่ละจังหวัดขอให้พยายามทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน ให้ยึดมั่นตามกรอบของกฎหมายเป็นหลัก และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ รวมทั้งบูรณาการหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่เข้าทำการป้องกัน ป้องปราม ระงับ ยับยั้ง ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยไม่ละเว้น
 
“การหารือในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นอย่างดี ที่จะลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น กรณีมีการใช้อาวุธสงครามมาก่อเหตุความวุ่นวาย อย่างไรก็ตามการพูดคุยกันครั้งนี้ ไม่ได้เชิญตัวแทนของกลุ่ม กปปส. หรือ กลุ่ม นปช. ในพื้นที่อีสานตอนบนมาร่วมหารือ ผมไม่ต้องการให้เกิดการใช้กำลังรุนแรงต่อสู้กัน โดยไม่ได้จับตาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นกรณีพิเศษ แต่ขอให้มั่นใจว่าทำให้เกิดความเรียบร้อยในทุกจังหวัด  นอกจากนี้ ในที่ประชุมไม่ได้มีการหยิบหยกหรือพูดคุยกัน กรณี นปช.ประกาศ แบ่งแยกประเทศในการชุมนุมใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 ก.พ.)” แหล่งข่าวกองทัพภาคที่ 2 กล่าว
 
 
ชาวนาอีสานจี้ มทภ.2 สอบ นปช.แบ่งแยกประเทศไทย
 
ด้านไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น.วันนี้ 27 ก.พ.57 ที่ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา ได้มีกลุ่มเกษตรชาวนาภาคอีสาน นำโดยนายนคร ศรีวิพัฒน์ เลขาธิการสมัชชาเกษตรกรรายย่อย เดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยมี พ.อ.ชินกาจ รัตนจิตติ รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 เป็นตัวแทนรับหนังสือ พร้อมมอบดอกกุหลาบ
 
ทั้งนี้แกนนำเกษตรกรชาวนาภาคอีสาน ได้อ่านสารมีใจความว่า เกษตรชาวนารายย่อยแห่งประเทศไทยนัดหมายประชุมใหญ่สามัยประจำปี เป็นการจัดอย่างสันติ เพื่อหารือถึงปัญหาที่มีอยู่หลายเรื่อง เดิมจะจัดประชุมที่บริเวณสามแยกบ้านวัด อ.คงฯ ระหว่างวันที่ 25-26 ก.พ. 2557 แต่ปรากฏว่ามีกลุ่มอันธพาลของคนเสื้อแดงไปปักหลัก เพื่อขัดขวางข่มขู่ไม่ให้ พี่น้องเครือข่ายสมัชชาเกษตรกรรายย่อยใช้พื้นที่ดังกล่าว จากการขัดขวางของอันธพาลของกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวนาต้องไปหาสถานที่ปลอดภัยจากการข่มขู่คุกคาม จึงไปจัดที่ศูนย์สาธิตวิสาหกิจ ชุมชนบ้านสระตะหมก อ.โชคชัย

ถือว่าเป็นการขัดขวางเกษตรกร ซึ่งประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ไม่ปลอดภัย จาก นปช.ประกาศจะแบ่งแยกประเทศไทย ในเวทีการประชุมแกนนำ นปช.ทั่วประเทศและมีแกนนำ นปช.บางคน ได้ประกาศจะกำจัดกลุ่มคนที่ไม่เข้าข้างรัฐบาลโดยจะใช้ความรุนแรงกับประชาชน ที่เห็นต่าง และยังประกาศว่าจะปลด พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา ผบ.ทบ.
 
จากสถานการณ์ดังกล่าวเครือข่ายสมัชชาเกษตรกรฯ แห่งประเทศไทย จึงขอส่งสารถึง พล.ท.ชายชัย ภู่ทอง แม่ทัพภาคที่ 2 ที่รับผิดชอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  1.ขอให้ท่านช่วยคุ้มครองความปลอดภัยให้กับประชาชน ที่อาจถูกข่มขู่คุกคาม ทำอันตรายจากกลุ่มอันธพาลของคนเสื้อแดง ดังปรากฏให้เห็นโดยทั่วไปอยู่ในขณะนี้ 2.ช่วยตรวจสอบ เฝ้าระวังกลุ่มคนที่ประกาศว่าจะแบ่งแยกประเทศไทย เพราะเราไม่ต้องการให้แบ่งแยกประเทศ
 
3.พวกเราขอมอบดอกไม้เพื่อให้กำลังใจกับท่านที่จะช่วยคุ้มครองประชาชน ที่ถูก ข่มขู่คุกคามทำอันตราย จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ไปขัดผลประโยชน์ของกลุ่ม นปช. และ 4.พวกเราฝากบอกไปยังท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกว่า ประชาชน ขอให้กำลังใจที่ถูกแกนนำ นปช. โคราช ที่ประกาศปลดท่าน และประชาชนดีใจที่ท่านเข้าข้างประชาชน และปกป้องประเทศไทยมิให้ใครมาแบ่งแยก
 
จากนั้น กลุ่มเกษตรกรชาวนาได้เดินทางไปยังลานอนุสาวรีย์ท้าวสุร นารี(คุณย่าโม) ร่วมกับเวที กปปส.โคราช และกราบไหว้คุณย่าโม ก่อนเดินทางกลับไปยังที่ศูนย์สาธิตฯ ต.ละลมใหม่พัฒนา อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ต่อไปอย่างสงบ
 
 

สุเทพเห็นด้วยกับข้อเสนอเจรจาของยิ่งลักษณ์เพราะเห็นแก่ประเทศไทย

ที่มา ประชาไท


ยิ่งลักษณ์เสนอเจรจาเลขาธิการ กปปส. โดยให้อยู่ในกรอบ รธน. ให้ยุติชุมนุมและยอมให้มีการเลือกตั้ง ขณะที่สุเทพบอกรัฐบาลคงถึงทางตันแล้วจึงขอเจรจา โดยเห็นแก่ประเทศไทยจึงยอมเจรจาด้วย แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเจรจาต่อหน้าประชาชน มีการถ่ายทอดสด ถ้ายิ่งลักษณ์ไม่พร้อมให้ทักษิณมาแทนได้
สุเทพ เทือกสุบรรณ ระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 27 ก.พ. (ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์)

ุสุเทพยอมเจรจากับรัฐบาลเพราะเห็นแก่ประเทศไทย แต่ขอให้ถ่ายทอดสด ยิ่งลักษณ์ไม่พร้อมทักษิณแทนได้
28 ก.พ. 2557 - สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า เมื่อวานนี้ (27 ก.พ.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.กล่าวปราศรัยที่เวทีลุมพินี ถึงเรื่องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่าอยากให้มีการเจรจาถ้านายสุทพเห็นแก่ประเทศไทย โดยมองว่า การขอเจรจาของนายกรัฐมนตรี แสดงถึงท่าทีที่รัฐบาลถึงทางตัน เพราะนายกรัฐมนตรีร้องขอเจรจา ซึ่งตนเห็นแก่ประเทศไทย จึงมาขออนุญาติจากประชาชน เพื่อเจรจากับนางสาวยิ่งลักษณ์ และพร้อมเป็นตัวแทนประชาชน
สุเทพกล่าวต่อไปว่า แต่การเจรจาต้องทำต่อหน้าประชาชน ต้องเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์และตนเองเท่านั้น หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่พร้อมเจรจา จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาเจรจาแทนได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ไหน เมื่อไหร่ ตนเองยินดีและพร้อมเจรจา แต่ต้องถ่ายทอดสื่อโทรทัศน์และวิทยุทุกช่อง เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจพร้อมกัน โดยการเจรจาครั้งนี้ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าด้วยเรื่อง การปฎิรูปประเทศเท่านั้น
ทั้งนี้ จากการยื่นเรื่องถึง พล.ต.อ.อลุดย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวานนี้ (26 ก.พ.) ให้เร่งรัดคดีเด็กเสียชีวิตและเชิญให้ พล.ต.อ.อลุดย์ เข้ามาตรวจสถานที่ชุมนมเวทีต่างๆ ของ กปปส. ภายใน 3 วัน หากไม่มาและคดีไม่มีความคืบหน้า จะแต่งตั้งคนของ กปปส.ทำงานกันเอง นอกจากนี้ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึง คาดว่าจะมีการทำบุญใหญ่ให้วิญญาณผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ความรุนแรงด้วย

ยิ่งลักษณ์ระบุเห็นด้วยกับแนวทางเจรจา แต่ต้องยึดกรอบรัฐธรรมนูญ
ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงกลางวัน สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเห็นด้วยกับแนวทางการเจรจา แต่ต้องเป็นการพูดคุย ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ต้องยุติการชุมนุม เพื่อให้การเลือกตั้งเดินหน้าได้ อีกทั้งต้องกำหนดกรอบประเด็นการพูดคุยที่ชัดเจน หากเป็นการคุยนอกกรอบรัฐธรรมนูญ ต้องมีผู้ที่มีความรู้หลายฝ่ายเข้ามาพูดคุย และร่วมกันตัดสินใจ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า เพราะตนเองไม่สามารถตัดสินใจแทนคนทั้งประเทศได้ อีกทั้งเห็นว่า การยึดหลักประชาธิปไตย ไม่ได้คำนึงว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องชนะ แต่สิ่งที่ต้องการเห็น คือประคับประคองประเทศชาติต่อไปได้ ประเทศชาติและประชาชนเป็นผู้ชนะ
ส่วนที่ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส.เสนอให้องค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น เข้ามาช่วยแก้ปัญหา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พร้อมรับฟังคำแนะนำเพราะมีประสบการณ์แก้ปัญหาความขัดแย้งมาแล้วหลายประเทศ แต่สุดท้าย ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ ต้องแก้ไขกันเอง

นายกรัฐมนตรีระบุ ผบ.ทัพเรือต้องชี้แจงกรณี นสร. เกี่ยวข้องเหตุรุนแรง

ที่มา ประชาไท


นายกรัฐมนตรีระบุผู้บัญชาการทหารเรือต้องชี้แจงกรณีหน่วยรบพิเศษ กองทัพเรือเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรง ด้าน รมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษา ศรส. อยากเชิญเลขาธิการสหประชาชาติมาแนะนำวิธีแก้ไขความขัดแย้ง
28 ก.พ. 2557 - ตามที่มีรายงานเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ว่า ด่านความมั่นคงของ สน.บุคคโล แยกมไหสวรรย์ ได้จับกุม จ.อ.สมพงศ์ แท่นนาค และ จ.อ.ปรีชา มูลพวก ทหารเรือ สังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) หรือหน่วยซีล ตรวจพบอาวุธปืนพก 2 กระบอก และเครื่องกระสุน บัตรการ์ด กปปส. โดยให้การว่าทำหน้าที่เป็นการ์ดคุ้มครองแกนนำในที่ชุมนุม กปปส. นั้น
ต่อมา สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานเมื่อวานนี้ (27 ก.พ.) ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีหน่วยรบพิเศษ กองทัพเรือเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงว่า เจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายความมั่นคง ต้องวางตัวเป็นกลาง ผู้บัญชาการทหารเรือ จะต้องชี้แจง แต่ต้องให้เวลาการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการรับทราบข้อกล่าวหา กรณีโครงการรับจำนำข้าวต่อ ป.ป.ช.ว่า ได้หารือกับทีมกฎหมายแล้ว สามารถส่งตัวแทนรับทราบข้อกล่าวหาแทนได้
ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. กล่าวกับสำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ ว่า จะเชิญ นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ให้เดินทางมายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการเพื่อให้คำแนะนำถึงแนวทางและความ เป็นไปได้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดเเย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้และเปิดเผย ว่าขณะนี้ทำหนังสือเชิญเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากเลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางยังประเทศไทย จะจัดให้มีการพบกับผู้นำฝ่ายค้าน องค์กรอิสระ ศาลยุติธรรม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และหน่วยงานต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อร่วมแก้ปัญหาตวามขัดเเย้ง และให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ร่วมหารือกับพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หาแนวทางและช่วยกันประสาน ติดตามจับกุม ผู้ก่อเหตุทำร้ายประชาชน โดยวิธีดังกล่าว ยังสามารถลดการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของกองทัพที่มีอยู่ขณะนี้อีกด้วย

กวป.ยอมหยุด ไม่เทปูนปิดทางเข้า ป.ป.ช.

ที่มา ประชาไท


ตร.เจรจาสำเร็จ 'กวป.' ยอมหยุดเทปูนปิดทางเข้า-ออก ป.ป.ช. ประกาศขอดูท่าที ป.ป.ช.ต่ออีก 1-2 วัน เล็งปิด กกต.ที่ต่อไป แต่ยังไม่กำหนดวัน
27 ก.พ. 2557 ที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กลุ่มคนเสื้อแดง นปช.นนทบุรีและกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ยังคงตั้งเวทีปักหลักชุมนุมหน้าสำนักงาน ป.ป.ช. อย่างต่อเนื่องเป็นวันที่สอง โดยปิดเส้นทางจราจรหน้าสำนักงาน ป.ป.ช.1 ช่องทางจราจรรัศมี 50 เมตร
ศรรักษ์ มาลัยทอง โฆษก กวป.พร้อมกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดราชบุรี ร่วมกันแถลงข่าวกำหนดท่าที ในการชุมนุมคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. รวมถึงองค์กรอิสระทั้งหมดโดยบอกว่า จะชุมนุมต่ออีก 1-2 วัน เพื่อดูท่าทีของ ป.ป.ช. ว่าจะชี้แจงกับประชาชน หรือไม่ โดยเป้าหมายต่อไป กลุ่ม กวป. จะไปชุมนุมที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. แต่ยังไม่กำหนดวันที่แน่นอน ขอประเมินสถานการณ์ก่อน
ก่อนหน้านี้ ศรรักษ์ อ่านแถลงการณ์ กวป. ฉบับที่ 2 บนเวที เรียกร้องต้องการพูดคุยกับนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจากเห็นว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง จึงต้องการให้พิจารณาคดีโดยไม่เลือกปฏิบัติ ให้พิจารณาคดีตามลำดับก่อนหลัง พร้อมระบุไปดำเนินคดีคดีที่ผ่านมาก่อน แล้วจะพิจารณาคดีของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ถอนคดีความที่มีการฟ้องร้องต่อ กวป.ทั้งหมด มิเช่นนั้น กวป.จะเทปูนปิดประตูของสำนักงาน ป.ป.ช.ทุกประตู และประกาศปิดปรับปรุง ป.ป.ช.ชั่วคราว จนกว่าจะมีการสรรหาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่ จากการเลือกตั้ง

สำหรับการเทปูนนั้น แกนนำได้ประกาศให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.นำรถยนต์ออกจากสำนักงาน ป.ป.ช.ก่อนเวลา 12.00 น. เพราะจะนำปูนมาเทหน้าประตูสำนักงาน ป.ป.ช.ทุกประตู เหมือนกับที่กลุ่ม กปปส. ได้นำปูนไปเทประตูทำเนียบรัฐบาลเพื่อไม่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเข้าไปภายในทำเนียบได้ ถ้ากรรมการ ป.ป.ช.ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็จะปิดประตู ป.ป.ช.อย่างถาวรต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายครรทอง ยุทธชัย รองผู้ว่าฯ นนทบุรี ได้ออกมารับหนังสือบริเวณหน้าประตูทางเข้าสำนักงาน ป.ป.ช.จากนายศรรักษ์ โดยกลุ่ม กวป.เรียกร้องให้ ป.ป.ช.ทำตามข้อเรียกร้องภายใน 1 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นจะเทปูนประตูเข้าออกทั้งหมดของสำนักงาน ป.ป.ช.
ทั้งนี้ มีรายงานว่า กลุ่ม กวป. ได้นำหินและทราย มาเทปิดบริเวณทางเข้าออกของ ป.ป.ช. ด้านฝั่งประตูกองสลากทั้ง 2 ประตู เพื่อเตรียมเทปูนปิดซ้ำอีกครั้ง ตามที่ได้ประกาศไว้ เพื่อไม่ให้รถยนต์สามารถเข้าออกได้
ส่วนบริเวณด้านหน้าอีกสองประตูกลุ่ม กวป.ใช้โซ่คล้องล็อกไว้ทั้งหมด หากเจ้าหน้าที่จะเข้าทำงาน ต้องเดินเข้าประตูเล็กด้านหน้า ที่อยู่ติดกับเวทีเท่านั้น แต่ พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ภักดีณรงค์ รอง ผบก. ตำรวจภูธร จ.นนทบุรี มาเจรจาไม่ให้ผู้ชุมนุมเทปูนปิดทางเข้า-ออก ทำให้มวลชนบางส่วนไม่พอใจ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนน้อยกว่าเจ้าหน้าที่อย่างมาก


ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ มติชนออนไลน์ และสำนักข่าวไทย