แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

‘กระบวนการยุติธรรม’ กับคดีความ 'ชาวบ้าน' รุกที่ทำกิน

ที่มา ประชาไท


 
นับจากอดีตถึงปัจจุบัน ความขัดแย้งข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกินจำนวนมาก เกิดขึ้นเนื่องจากประชาชน เกษตรกร ที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งความไม่เป็นธรรมจนนำมาสู่กระบวนการต่อสู้ทางสังคม เพื่อเรียกร้องให้ได้คืนมาซึ่งสิทธิ วิถีชีวิตการดำรงคงอยู่ของชุมชน วิถีการทำมาหากิน และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติดังที่เคยเป็น
 
การเรียกร้องคืนวิถีของชุมชน วิถีแห่งสังคมท้องถิ่นคืนมานั้น กลับกลายเป็นที่มาของข้อพิพาทและความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ระหว่างประชาชน ภาครัฐ และกลุ่มนายทุน บทสรุปสุดท้ายของข้อพิพาท มักถูกนำเข้าบรรจุสู่กระบวนการทางยุติธรรม เสมือนว่ากระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย เป็นสิ่งสุดท้ายที่กำหนดชะตาชีวิตของชุมชนว่าจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในวิถี ดั้งเดิม บนผืนดินเดิมต่อไปได้หรือไม่
 
ผู้เขียน ขอยกบางกรณีของปัญหาคดีความที่เกิดจากข้อพิพาทและความขัดแย้งเรื่องที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่ ที่ผู้เขียนร่วมทำงานในพื้นที่ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) พบว่า มีชาวบ้านถูกหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งสิ้น 107 ราย จำนวน 29 คดี
 
ดังเช่นข้อพิพาทเรื่องที่ดิน กรณีสวนป่าคอนสาร ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ระหว่างชาวบ้านกับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ที่เกิดขึ้นมาแต่ปี 2521 นั้น กรณีดังกล่าว อ.อ.ป.ได้ขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ แล้วดำเนินการปลูกสร้างสวนป่ายูคาลิปตัส ตามเงื่อนไขการสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม โดยครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4,401 ไร่ ทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดินทำกินพร้อมที่อยู่อาศัยจำนวนกว่า 277 ราย
 
กรณีสวนป่าคอนสาร
 
ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งคณะทำงานระดับพื้นที่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 พบว่าสวนป่าคอนสารได้ปลูกสร้างทับที่ทำกินของชาวบ้านจริง และมีมติให้ยกเลิกสวนป่าคอนสารให้นำพื้นที่มาจัดสรรให้กับชาวบ้านที่ได้รับ ผลกระทบนั้น
 
ต่อมาเมื่อ 28 ธันวาคม 2550 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ลงมาตรวจสอบพื้นที่ พร้อมรายงานผลการละเมิดสิทธิออกมาว่า การกระทำของกรมป่าไม้ และ อ.อ.ป.ก่อให้เกิดผลกระทบกับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในที่ดินทำกิน ทั้งที่ผู้เดือดร้อนได้ครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่มาก่อนการปลูกสร้างสวน ป่าคอนสาร ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดทั้งในสิทธิที่ดินและทรัพย์สินของผู้เดือดร้อน
 
พร้อมกันนี้ได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาค รัฐนั้น ก็ถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เดือดร้อน ดังนั้นคณะอนุกรรมการฯ จึงได้กำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหา พร้อมมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้รัฐบาลมีคำสั่งยกเลิกสวนป่าคอนสารตามมติคณะ ทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสวนป่าคอนสาร รวมทั้งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการพัฒนาระบบการผลิตและการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนให้แก่ผู้เดือด ร้อน โดยสนับสนุนให้ชุมชนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐจัดทำแผนการจัดการและใช้ประโยชน์ ที่ดิน รวมทั้งการจัดเป็นป่าชุมชน ภายใน 90 วัน นับจากวันที่ยกเลิกสวนป่าคอนสาร
 
นอกจากนี้ ที่ประชุมประชาคมตำบลทุ่งพระได้มีการพิจารณากรณีปัญหาดังกล่าว และมีมติว่าสวนป่าคอนสารปลูกสร้างทับที่ทำกินชาวบ้านจริง ให้ยกเลิกสวนป่าแล้วนำที่ดินมาจัดสรรให้ราษฎรต่อไป โดยในระหว่างการแก้ไขปัญหาจนกว่าจะได้ข้อยุติ
 
เมื่อข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
 
แม้การตรวจสอบพื้นที่ของหน่วยงานดังกล่าวจะมีความชัดเจน แต่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ยังไม่ดำเนินการใดๆ รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบในหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ก็ยังไม่ปรากฏการแก้ไขปัญหาให้เกิดเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด กระทั่งล่วงมาถึงการเกิดปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ ได้รวมตัวกันเข้ายึดพื้นที่ทำกินเดิมคืนมา แล้วตั้งชุมชนบ่อแก้ว ขึ้นมาในวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 เพื่อต่อรองให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา
 
ต่อมา อ.อ.ป.ได้ฟ้องดำเนินคดีชาวบ้านจำนวน 31 ราย พร้อมบริวาร เมื่อ 27 สิงหาคม 2552 ในข้อหาขับไล่ บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ทั้งหมดถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลจังหวัดภูเขียว อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
 
เมื่อความขัดแย้งข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกินนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยทาง อ.อ.ป.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในวันดังกล่าวนั้น ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553 ให้จำเลย ที่ 1 ถึง 31 ออกจากพื้นที่พร้อมมีคำสั่งให้ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ ที่จำเลยและบริวารได้นำไปปลูกไว้ในพื้นที่พิพาท และห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในพื้นที่สวนป่าคอนสารอีก
 
ต่อมาจำเลยได้อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้ชั่วคราว กระทั่งล่วงมาถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ศาลอุทธรณ์ได้นัดฟังคำพิพากษา โดยยืนตามศาลชั้นต้น และจำเลยได้ฎีกาในวันที่ 21 มีนาคม 2555
 
 
ปมขัดแย้ง กรณีสวนป่าโคกยาว
 
ส่วนอีกกรณีในพื้นที่สวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ดินทำกิน นับแต่มีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม เมื่อปี 2516 และมีโครงการปลูกสวนป่าด้วยการนำไม้ยูคาฯ มาปลูกในพื้นที่เมื่อปี 2528 จนเกิดเป็นกรณีพิพาทที่ชาวบ้านเคยทำกินในพื้นที่มาก่อน
 
ล่วงมาถึงเมื่อเช้ามืดวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ ประมาณ 200 นาย โดยการนำของนายอำเภอคอนสาร บุกเข้ามาจับกุมชาวบ้านรวม 10 ราย พร้อมทั้งมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับชาวบ้าน ในข้อหาร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม โดยเจ้าหน้าที่ป้องรักษาป่าที่ ชย.4 คอนสาร เป็นโจทก์ โดยแยกเป็น 4 คดี ทั้งหมดถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลจังหวัดภูเขียว อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ล่าสุดศาลชั้นต้นพิพากษาไปทั้ง 4 คดีแล้ว
 
คดีแรก เมื่อ 22 พฤษภาคม 2555 ศาลพิพากษานายคำบาง กองทุย อายุ 65 ปี และนางสำเนียง กองทุย อายุ 61 ปี (สามี-ภรรยา) จำคุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา
 
ส่วนคดีที่ 2 เมื่อ 13 มิถุนายน 2555 ศาลพิพากษานายทอง กุลหงส์ อายุ 72 ปี และนายสมปอง กุลหงส์ อายุ 48 ปี (สองพ่อลูก) จำคุก 4 เดือน โดยคดีนี้ ศาลได้เพิ่มวงเงินประกันจากรายละ 100,000 บาท เป็นรายละ 200,000 บาท เป็นเหตุให้เงินที่เตรียมไว้ต้องถูกรวมมาประกันจำเลยเพียงรายเดียวคือนายสม ปอง ด้วยนายทอง ยอมเสียสละนอนอยู่ในคุกตามคำสั่งของศาล เพื่อให้ลูกชายที่มีอาการพิการทางสมอง เป็นโรคประสาท ได้รับการประตัวออกมาก่อน ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2555 นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ใช้ตำแหน่งประกันตัวออกมา
 
คดีที่ 3 วันที่ 9 สิงหาคม 2555 ศาลพิพากษานายสนาม จุลละนันท์ อายุ 59 ปี จำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา
 
ในคดีที่ 4 วันที่ 28 สิงหาคม 2555 ศาลพิพากษานายเด่น คำแหล้ อายุ 60 ปี (จำเลยที่ 1) และนางสุภาพ คำแหล้ อายุ 57 ปี (จำเลยที่ 4) ตัดสินจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลย อีก 3 ราย คือนายบุญมี วิยาโรจน์ อายุ 51 จำเลยที่ 2 ,นางหนูพิศ วิยาโรจน์ อายุ 70 ปี (ภรรยานายบุญมี)จำเลยที่ 5 และนางเตี้ย ย่ำสันเทียะ อายุ 54 ปี จำเลยทั้ง 3 รายนี้ ศาลยกฟ้อง
 
 
ทั้งกรณีสวนป่าคอนสาร และสวนป่าโคกยาวที่ผู้เขียนยกขึ้นมาเป็นกรณีตัวอย่าง มีคำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อชาวบ้านที่ถูกนำขึ้นไปแขวนไว้กับกระบวนการ ยุติธรรมนั้น ถือว่าจะสิ้นสุดได้หรือยัง บางมุมของชีวิตชาวบ้านก็แสนยากลำบากอยู่แล้ว เสมือนชีวิตถูกกระหน่ำซ้ำไปที่จุดเดิมอีกในการที่หน่วยงานภาครัฐประกาศเขต ป่าฯ ทับที่ทำกิน พร้อมกับอาศัยกลไกกระบวนการยุติธรรมมาทำลายชาวบ้าน ตั้งข้อกล่าวหาว่าบุกรุกพื้นที่ โดยนับจำนวนหลายครั้ง คำพิพากษาจะตกอยู่กับชาวบ้านเป็นผู้กระทำผิดโดยเสมอ
 
ถามต่อว่า ถูกต้อง เป็นธรรม กับชาวบ้านคนจนๆ ธรรมดาๆ หรือไม่ หน่วยงานที่รับผิดชอบจะดำเนินการให้นำไปสู่สิ่งที่ดีในการแก้ไขได้อย่างไร หรือจะให้พวกเขา กลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่ทำกิน เป็นคนตกขอบของแผ่นดิน อย่างนั้นหรือไม่
 
ข้อพิพาทในความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกินจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่มีความสำคัญ ด้วยเปรียบเสมือนเป็นผู้ตัดสิน กุมชะตากรรมของชาวบ้านที่เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน อันเป็นปัญหาวิกฤตของสังคม จึงเป็นประเด็นเกี่ยวพันอย่างยิ่งในการรวบรวมข้อมูลคดีความ ข้อกฎหมายที่ใช้ฟ้อง และคำพิพากษาคดีความ ที่จะทำให้การวินิจฉัยเป็นไปด้วยความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่สังคมโดยรวม
 
ถึงกระนั้นก็ตามในกระบวนการยุติธรรมควรสะท้อนให้สังคมได้รับรู้และเข้า ใจปัญหาที่ดินทำกินด้วยว่า กลุ่มผู้ถูกคดีและผู้ต้องหา เป็นเพียงเกษตรกรและคนยากจนในสังคม เป็นชุมชนและชาวบ้านที่มีวิถีและการดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาฐานทรัพยากร ธรรมชาติ ชุมชนเหล่านั้นเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และจัดสรรที่ดินให้อย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้นด้วยอำนาจทางกฎหมาย ควรชี้ให้เห็นว่าในความขัดแย้งข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกิน ที่เป็นอยู่แท้จริงแล้วมีความชัดเจนเป็นอย่างไร มิใช่เพียงเพื่อพิพากษาให้เสร็จสิ้นไปตามกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น
 
 

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์: ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำสั่งของศาลปกครองในคดี 3G

ที่มา ประชาไท


คาดกันว่า อีกไม่นาน ศาลปกครองน่าจะมีคำสั่งว่าจะให้การคุ้มครองชั่วคราวในคดีการประมูล 3G ตามคำขอของผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่
ผมได้แสดงความเห็นมาโดยตลอดว่า การประมูล 3G ครั้งนี้มีปัญหาร้ายแรงในการออกแบบการประมูล ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย ไม่มีความจำเป็นต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้ใบอนุญาต เพราะเป็นการออกใบอนุญาต 3 ใบแก่ผู้ประกอบการ 3 ราย โดยแต่ละใบแทบไม่มีความแตกต่างกัน    ดังนั้น แม้การประมูลครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นในการใช้บริการ 3G แต่ก็สร้างความเสียหายให้แก่รัฐและผู้เสียภาษีไปกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท และหากปล่อยให้ผ่านไป ก็จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดในการประมูลคลื่นอื่นๆ ในอนาคต ซึ่งจะยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้นไปอีก    ผมจึงมีท่าทีมาโดยตลอดว่า ควรจะต้องมีผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้อ่านคำฟ้องของผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ผมมีความวิตกกังวลว่า หากศาลปกครองมีคำสั่งตาม คำขอของผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ระงับการออกใบอนุญาต 3G ไปก่อน  ในระหว่างที่ไต่สวนว่า ควรจะยกเลิกประกาศประมูล 3G ของ กสทช. หรือไม่   สิ่งที่จะตามมาก็คือ สภาวะชะงักงันในการให้บริการ 3G ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการไม่มีทางเลือกในการรับบริการ ไปจนกว่าศาลจะพิจารณาคดีเสร็จ ซึ่งอาจนานเป็นปีขึ้นไป   การให้การคุ้มครองชั่วคราวในลักษณะดังกล่าวยังจะทำให้เกิดความเสียหายต่อการแข่งขัน เพราะผู้ประกอบการบางรายได้เปรียบผู้ประกอบการรายอื่นจากการให้บริการไปก่อนภายใต้สัญญาที่เต็มไปด้วยข้อสงสัย แต่ศาลปกครองไม่ได้สั่งระงับไว้
ผมจึงเห็นว่า ในกรณีที่ศาลปกครองเห็นว่า การประมูล 3G ของ กสทช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลควรมีคำสั่งให้ยกเลิกการประมูลที่ผ่านมา และสั่งให้ กสทช. จัดการประมูลใหม่โดยเร็ว  แทนที่จะให้ระงับการออกใบอนุญาตไว้ก่อนตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องขอ   ทั้งนี้ ในการสั่งให้ประมูลใหม่ ศาลควรสั่งให้กสทช. กำหนดหลักเกณฑ์ที่เอื้อให้การประมูลเกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง เช่น อนุญาตให้ผู้ประกอบการแต่ละรายถือครองคลื่นได้ไม่เท่ากัน  และกำหนดราคาตั้งต้นประมูลให้สูงขึ้น เพื่อไม่ให้รัฐและผู้เสียภาษีเกิดความเสียหายมาก ในกรณีที่ไม่มีการแข่งขันในการประมูล  
ในการตัดสินคดีการแปรรูปของ ปตท ที่ผ่านมา ผมเห็นว่า ศาลปกครองได้หาทางออกที่ดีให้แก่สังคม กล่าวคือไม่สร้างผลกระทบต่อการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ ปตท. ในขณะที่ก็ยังสามารถรักษาผลประโยชน์สาธารณะจากการมีคำสั่งให้ส่งท่อก๊าซคืนให้แก่รัฐ  ซึ่งแตกต่างจากคำขอของผู้ฟ้องร้องในครั้งนั้น  ผมหวังว่า จะได้เห็นความสมดุลที่เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันในคดี 3G นี้อีกครั้ง โดยการมีคำสั่งในคดีนี้อย่างเหมาะสม และเร่งพิจารณาคดีสัญญา 3G ที่ค้างอยู่ให้เสร็จโดยเร็ว.

รมว.กต. เผยฟื้น กก.สัตยาบันไอซีซี หาความชัดเจน 'ข้อจำกัด'

ที่มา ประชาไท


29 พฤศจิกายน 2555 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมเพื่อหารือข้อสรุปการพิจารณาจัดทำประกาศรับเขตอำนาจศาล อาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี ว่า ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะลงนามเพื่อยอมรับเขตอำนาจของไอซี  กรณีการสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2555 หรือไม่ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่า ควรเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศที่คณะรัฐมนตรีเคย แต่งตั้งไว้เมื่อปี 2542 ได้พิจารณาก่อน เพราะยังมีหลายฝ่ายกังวลในข้อกฎหมายตาม 4 ฐานความผิดของไอซีซี ที่อาจจะต้องมีการแก้ไขในอนาคต และการออกกฎหมายให้ครอบคลุม เช่น พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญา พรบ.โอนตัวนักโทษ พ.ร.บ.เอกสิทธิและความคุ้มกัน เป็นต้น ซึ่งยังค้างคาอยู่ในคณะกรรมการดังกล่าว รวมทั้งให้พิจารณาว่า จะให้ กระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับผิดชอบเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
ทั้งนี้คณะกรรมการชุดดังกล่าว ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2542 และอีกครั้งเมื่อ 15 ม.ค. 2550 เพื่อพิจารณาการให้สัตยาบันเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมฯ ประกอบด้วยคณะกรรมการ 18 คน มีอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน ส่วนกรรมการมีองค์ประกอบอาทิ รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการทหารสูงสุดและ 3 เหล่าทัพ ผู้แทนอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศาลยุติธรรม
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจได้รายงานการสอบถามของผู้สื่อข่าว ถึงประเด็นข้อกฎหมายที่เป็นปัญหาว่า รวมถึงธรรมนูญกรุงโรม ข้อ 27 ด้วยหรือไม่ โดยข้อ 27 ซึ่งกำหนดว่า ให้ใช้ธรรมนูญบังคับแก่บุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคกัน และไม่มีใครจะอ้างอำนาจหน้าที่ทางราชการ โดยเฉพาะในฐานะประมุขแห่งรัฐมาคุ้มกันตนให้พ้นจากความรับผิดทางอาญา  ซึ่งขัดแย้งกับความคุ้มกันที่ให้ไว้ในมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่กำหนดไว้ให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ นายสุรพงษ์ ระบุ ว่า ประเด็นนี้จัดเป็นปัญหาที่ค้างคาอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ด้วยเช่นกัน ซึ่งมีการประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อราว 10 ปีที่ผ่านมา โดยการส่งเรื่องให้คณะกรรมการชุดดังกล่าว จะได้นำประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณาด้วย เพราะคำว่า "ประมุข" ของรัฐ ในแต่ละระบอบการปกครองอาจไม่เหมือนกัน โดยจะให้ได้ข้อสรุป เพื่อแจ้งกับไอซีซีว่า ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามได้และไม่ได้อย่างไร คาดว่าคงใช้เวลาไม่นาน เพราะต้องการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด หากไทยไม่สามารถให้สัตยาบันได้ ก็ไม่มีประโยชน์ที่ไทยจะลงนามค้างไว้ จะได้จบเสียที เพราะหลายๆ ประเทศในโลกก็เป็นภาคีเต็มตัวกันหมดเเล้ว
ด้าน  พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงข้อห่วงใยกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศ จะยอมให้ไอซีซีเข้ามาไต่สวนการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ว่า เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ตนไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย โดยเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะทำอย่างรอบคอบและต้อง ปรึกษาหารือกับหลายฝ่ายหลายหน่วยงานก่อนที่จะตัดสินใจ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยตอบคำถามของผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก แสดงความไม่สบายใจต่อกรณีดังกล่าว ถือเป็นความเห็นของ ผบ.ทบ

ฉาวแอร์โฮสเตสคาเธ่ย์ฯสาวกพธม.แค้นม็อบเสธ.อ้ายพ่าย หวิดระบายกาแฟราดหัวลูกทักษิณบินฮ่องกง

ที่มา Thai E-News


โลกโซเชียลเน็ตเวิร์คกระจายข่าวพนักงานแอร์โฮสเตสของสายการบินคาเธย์แปซิฟิค โพสต์ข้อความว่าแค้นที่ม็อบเสธ.อ้ายพ่ายแพ้ เลยแทบกลั้นไม่ไหวเกือบเอากาแฟรดหัว"แพรทองธาร"ลูกสาวทักษิณบนเครื่องบิน ขณะบินไปฮ่องกง
ข้อมูลการเดินทางของแพรทองธาร ชินวัตร ที่แอร์โฮสเตสผู้นี้นำมาเปิดเผย แต่ล่าสุดได้ถูกลบออกจากfacebookของเจ้าตัวแล้ว แต่มีผู้แคปเจอร์ภาพไว้และเผยแพร่ในวงกว้างอย่างแพร่หลาย
ช่วงค่ำวันที่ 29 พฤศจิกายน ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คได้มีการแชร์ข้อมูลเรื่องที่มีผู้ใช้ชื่อ 
Honey Lochanachai อ้าง ตัวเป็นแอร์โฮสเตสสายการบินคาเธย์แปซิฟิค ได้โพสต์ข้่อความที่ช็อคผู้โดยสารว่าเธอแทบจะกลั้นไม่ไหวเกือบเอาแฟราดหัว ลูกสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะแค้นใจที่ม็อบเสธ.อ้ายพ่ายแพ้

facebookของเธอให้ข้อมูล"มุมมองทางด้านการเมือง"ไว้ว่า 
เป็นพันธมิตร เสื้อเหลือง รักชาติ รักสถาบัน เทิดทูนพระมหากษัตริย์

โดยข้อความละเอียดที่เธอโพสต์ไว้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังม็อบเสธ.อ้ายประกาศสลายการชุมนุมเพียง 1 วัน มีดังต่อไปนี้

Honey Lochanachai
Honey Lochanachai

เศษกระดาษแผ่นนี้พวกอาชีพเดียวกับฉันรู้ดีว่ามันคืออะไร ดูชื่อผู้โดยสารของฉันวันนี้เที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปฮ่องกงเช้านี้สิ ตอนที่รู้ว่ามีผู้โดยสารคนนี้บนเครื่อง ประตูเครื่องกำลังจะปิดพอดี



ที่ จริงฉันเคยได้ยินเพื่อนๆบอกว่าไอ้อีตระกูลนี้ มันเดินทางไปฮ่องกงกับพวกเราบ่อยๆ ฉันยังเคยคิดว่าถ้ามีพวกมันบนเครื่อง ก็ต้องไม่มีฉันทำงานบนนั้น.


ฉันรีบบอกหัวหน้าว่าวันนี้คงทำงานไม่ได้แล้ว หัวหน้าตกใจว่าเป็นไร เมื่อกี้ยังดีๆอยู่ ไฟลท์ก็เต็ม ถ้าอยู่ๆใครไม่ทำงานซักคนที่เหลือก็เหนื่อยเลยนะนั่น

พอบอกเหตุผล หัวหน้าก็น่ารักบอกว่าเดี๋ยวย้ายให้ไปทำงานจุดอื่นไม่ต้องเจอกับมันก็ได้ แล้วเตรียมออกเดินทาง

ฉันรีบโทรหาที่ปรึกษาด่วน บอกว่าเอาอะไรไปราดหัวมันในไฟลท์นี้ได้มั้ย ได้ คำแนะนำว่าอย่าทำ เพราะจะผิดกฎหมายฮ่องกงและไม่คุ้มค่ากัน ความรู้สึกโกรธ เกลียดพวกมันยังไม่จางหายจากเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวาน ทำให้คับแค้นใจยิ่งขึ้นจนน้ำตาไหลออกมา

ขณะเครื่องบินขึ้นฉันนั่งสงบ สติอารมณ์ จนดีขึ้นแล้ว ก็คิดได้ว่า คนตระกูลนี้มันทำลายความสุขของคนไทยมามากพอแล้ว ฉันจะไม่ให้โอกาสพวกมันทำลายความสุขและความดีอีก ใจก็สงบขึ้นมาบ้าง บอกหัวหน้าว่าจะทำงานตามปกติ หัวหน้าก็ตกลงแต่ไม่ต้องไปบริการมัน (คงป้องกันปัญหาด้วย)
ตลอดเที่ยวบินมันสวมแว่นกันแดดและหลับเป็นส่วนใหญ่

มีแอบคิดแผนกับน้องคนไทยที่ไม่ชอบพวกมันเหมือนกัน ว่าจะเข้าไปพูดถากถางพ่อมันก่อนเครื่องลงดีมั้ย.แต่ แล้ว สติก็ทำงานมากกว่าอารมณ์ ไม่เข้าไปตอแยกับมัน รู้สำนึกว่า ทำไปก็ไม่มีผลต่อคนที่จิตสำนึกบอดอย่างพวกมัน แถมเราอาจจะต้องเพิ่มภาระเรื่องที่ต้องต่อสู้ขึ้นอีก
"อย่าเพิ่มศัตรูในการต่อสู้ จากความโง่ไร้สติของตัวเอง"

ฉันนั่งสงบใจคิดขณะเครื่อง ลง ความรู้สึกของเสธ. อ้าย ตอนที่พูดคำว่า " เสธ. อ้าย ได้ตายไปแล้ว " เมื่อเย็นวานนี้ คงเจ็บปวดมากกว่าฉันตอนนี้นัก ฉันกลั้นน้ำตาที่อยากไหลออกมาไว้แค่นั้น กลืนมันกลับเข้าไปในอก. บอกตัวเองว่า เราจะต้องต่อสู้กับคนเลวในบ้านเมืองอย่างมีสติ ด้วยปัญญา และความถูกต้องชอบธรรม
อย่างน้อยวันนี้ ฉันเอาชนะความโกรธ ความเกลียดอย่างแรง ที่มีอยู่ ไม่ให้มันมามีอำนาจสร้างปัญหาเพิ่มทุกข์ให้ฉันได้

แพรทองธาร วันนี้ไม่โดนฉันเอากาแฟสาดหน้า แต่มันไม่รู้ว่าฉันจะต่อสู้ ทำให้พวกมันไม่ได้อยู่เป็นเสนียดจัญไรบนแผ่นดินไทยอีกต่อไป

มีการเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปในวงกว้าง ขณะที่facebookของ Honey Lochanachai ได้ลบเรื่องอื้อฉาวนี้ออกไปแล้ว และยังไม่มีถ้อยแถลงใดๆจากสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค Cathay Pacific Airways  ต้นสังกัดของแอร์โฮสเตสรายนี้

ทั้งนี้มีผู้เข้่าไปเขียนข้อความในเวบเพจของ Cathay Pacific Airways หลายราย เรียกร้องให้มีการสอบสวนและลงโทษแอร์โฮสเตสรายนี้


Your flight attendant is so stupid to post FB. Shje cannot work as flight attendant any more...
จัดหนัก มาแล้ว เอารายชื่อผู้โดยสารมาเปิดเผย 

ขู่จะทำร้ายผู้โดยสารแบบนี้เอาไว้ไม่ได้

ถ้าสายการบินไม่ดำเนินการใด ผมจะไปร้องเรียนต่อรัฐบาลของฮ่องกงต่อไป

I would like to complane about your staff

Your flight attendent had posted in facebook on 25 November that

She was not happy to give sevice to passenger

Who are Ms.Paethongthan shinavatara she happened to be the daughter of Ex Pm. of Thailand

Mr.Thaksin shinnavatara

and she said that she would like to put coffee on her face

and she show the name of passenger on facebook

Is it suppose to be confident ?

this is show the world how professional of you company

I will not fell save to fly with you airline anymore

Nopporn Narmchaingtai

185/54 Sathorn rd. Soi 3 bangkok 10120 Thailand
One of your flight attendent "Honey Lochanachai" posted hate message on her fb today regarding your customer. She's very disgraceful after threatening to harm her on fb. What is your responsibility to the public? Besides your manager knew about it and did noting.... still put her on that flight....... Wow what kind of airline is this ?????????

BTW, she threatened by stating that "i want to pour something over her (customer's)'s head". .... more... How arrogant and ignorant she is.. she posted "company has to choose one is it bher (customer) or me?????"...... You have to do something with this kind of behavior and let us know.
Many of us using your service and we are now wondering if your employees who are unhappy with us will put something in the food behind the closed door???
แอร์โฮสเตสของสายการบินคาเธย์แปซิฟิครายหนึ่งเพิ่งตกเป็นข่าวอื้อฉาวว่าทำออ รัลเซ็กซ์ให้กัปตันเมื่อปีกลาย ต่อมาถูกไล่ิออกทั้งแอร์ฯและกัปตัน ส่วนกรณีอื้อฉาวล่าสุดเกี่ยวกับแอร์ฯคลั่งการเมืองจนแทบจะทำร้ายผู้โดยสาร ที่เป็นลูกสาวนักการเมืองที่เธอเกลียดจะลงเอยอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป
 
 
 
 

การ์ตูน Gag: สมจิตร

ที่มา Thai E-News


แอร์โฮสเตสคลั่งม็อบแพ้! เกือบสาดกาแฟใส่หน้า "แพทองธาร ชินวัตร" บนเครื่องบิน!

ที่มา go6tv

 29 พฤศจิกายน 2555 go6TV - กระหึ่ม โลกโซเชี่ยลมีเดีย เมื่อมีบุคคลหนึ่งอ้างตนว่าเป็นพนักงานบริการประจำเครื่องบิน สายการบินหนึ่ง ได้เขียนข้อความลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว แสดงความคับแค้นใจ เมื่อได้พบว่า เที่ยวบินที่ตนกำลังให้บริการ มีผู้โดยสารนามสกุล “ชินวัตร” และกำลังเดินทางจากกรุงเทพ ไปยังฮ่องกง  เธอบรรยายความคลั่งแค้น ที่ม็อบเสธ.อ้าย พ่ายแพ้ราบคาบเมื่อวันก่อน และยิ่งโกรธเมื่อรู้ว่า เธอต้องให้บริการ “บุคคลวีไอพี” ที่เธอรังเกียจจนถึงขนาดขอเปลี่ยนเที่ยวบิน แต่ได้รับการปฏิเสธ เลยเถิดถึงขนาดว่าจะหาทางกลั่นแกล้งทางใดทางหนึ่งระหว่างอยู่บนเครื่องบิน เช่นการสาดกาแฟใส่หน้า  โดยข้อความทั้งหมดที่เธอเขียนนั้น มีดังนี้


“เศษกระดาษแผ่นนี้พวกอาชีพเดียวกับฉันรู้ดีว่ามันคืออะไร ดูชื่อผู้โดยสารของฉันวันนี้เที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปฮ่องกงเช้านี้สิ ตอนที่รู้ว่ามีผู้โดยสารคนนี้บนเครื่อง ประตูเครื่องกำลังจะปิดพอดี

ที่จริงฉันเคยได้ยินเพื่อนๆบอกว่าไอ้อีตระกูลนี้ มันเดินทางไปฮ่องกงกับพวกเราบ่อยๆ ฉันยังเคยคิดว่าถ้ามีพวกมันบนเครื่อง ก็ต้องไม่มีฉันทำงานบนนั้น.

ฉันรีบบอกหัวหน้าว่าวันนี้คงทำงานไม่ได้แล้ว หัวหน้าตกใจว่าเป็นไร เมื่อกี้ยังดีๆอยู่ ไฟลท์ก็เต็ม ถ้าอยู่ๆใครไม่ทำงานซักคนที่เหลือก็เหนื่อยเลยนะนั่น

พอบอกเหตุผล หัวหน้าก็น่ารักบอกว่าเดี๋ยวย้ายให้ไปทำงานจุดอื่นไม่ต้องเจอกับมันก็ได้ แล้วเตรียมออกเดินทาง ฉันรีบโทรหาที่ปรึกษาด่วน บอกว่าเอาอะไรไปราดหัวมันในไฟลท์นี้ได้มั้ย ได้คำแนะนำว่าอย่าทำ เพราะจะผิดกฎหมายฮ่องกงและไม่คุ้มค่ากัน ความรู้สึกโกรธ เกลียดพวกมันยังไม่จางหายจากเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวาน ทำให้คับแค้นใจยิ่งขึ้นจนน้ำตาไหลออกมา

ขณะ เครื่องบินขึ้นฉันนั่งสงบสติอารมณ์ จนดีขึ้นแล้ว ก็คิดได้ว่า คนตระกูลนี้มันทำลายความสุขของคนไทยมามากพอแล้ว ฉันจะไม่ให้โอกาสพวกมันทำลายความสุขและความดีอีก ใจก็สงบขึ้นมาบ้าง บอกหัวหน้าว่าจะทำงานตามปกติ หัวหน้าก็ตกลงแต่ไม่ต้องไปบริการมัน (คงป้องกันปัญหาด้วย) ตลอดเที่ยวบินมันสวมแว่นกันแดดและหลับเป็นส่วนใหญ่

มีแอบคิดแผนกับน้องคนไทยที่ไม่ชอบพวกมันเหมือนกัน ว่าจะเข้าไปพูดถากถางพ่อมันก่อนเครื่องลงดีมั้ย. แต่ แล้ว สติก็ทำงานมากกว่าอารมณ์ ไม่เข้าไปตอแยกับมัน รู้สำนึกว่า ทำไปก็ไม่มีผลต่อคนที่จิตสำนึกบอดอย่างพวกมัน แถมเราอาจจะต้องเพิ่มภาระเรื่องที่ต้องต่อสู้ขึ้นอีก "อย่าเพิ่มศัตรูในการต่อสู้ จากความโง่ไร้สติของตัวเอง"

ฉันนั่งสงบใจคิดขณะเครื่องลง ความรู้สึกของเสธ. อ้าย ตอนที่พูดคำว่า " เสธ. อ้าย ได้ตายไปแล้ว " เมื่อเย็นวานนี้ คงเจ็บปวดมากกว่าฉันตอนนี้นัก ฉัน กลั้นน้ำตาที่อยากไหลออกมาไว้แค่นั้น กลืนมันกลับเข้าไปในอก. บอกตัวเองว่า เราจะต้องต่อสู้กับคนเลวในบ้านเมืองอย่างมีสติ ด้วยปัญญา และความถูกต้องชอบธรรม

อย่างน้อยวันนี้ ฉันเอาชนะความโกรธ ความเกลียดอย่างแรง ที่มีอยู่ ไม่ให้มันมามีอำนาจสร้างปัญหาเพิ่มทุกข์ให้ฉันได้

แพรทองธาร วันนี้ไม่โดนฉันเอากาแฟสาดหน้า แต่มันไม่รู้ว่าฉันจะต่อสู้ ทำให้พวกมันไม่ได้อยู่เป็นเสนียดจัญไรบนแผ่นดินไทยอีกต่อไป




"มอลลี่" อ้างเป็น "ประธานชมรมเครือข่ายนักรบไซเบอร์" โผล่ DSI ฟ้องหมิ่นฯ

ที่มา go6tv



วันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 (go6TV) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) น.ส.มัลลิกา  บุญมีตระกูล  รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์  เข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ  เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีที่ยื่นขอให้ดีเอสไอตรวจสอบเว็บไซด์ ซึ่งเข้าข่ายความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ว่าด้วยการล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยกล่าวว่า เข้าให้ปากคำตามหมายเรียกของดีเอสไอ ซึ่งระบุว่าหากไม่มาให้ปากคำในวันนี้  ( 29 พ.ย.) จะยกเลิกการทำคดี  ตนจึงต้องเข้ามาให้ข้อมูลด้วยตัวเอง  อย่างไรก็ตาม  ก่อนหน้านี้ตนเคยยื่นหลักฐานรายชื่อเว็บไซด์ที่เข้าข่ายล่วงละเมิดสถาบัน  400 URL ให้ดีเอสไอตรวจสอบแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่แจ้งความคืบหน้าใด ๆ ให้ทราบ ขณะที่ปัจจุบันพบว่ามีเว็บไซด์ทางสื่อออนไลน์หลายช่องทางมีการโพสต์ข้อความที่เป็นการล่วงละเมิดอีกจำนวนมาก  โดยตนจะนำข้อมูลที่รวบรวมได้เพิ่มเติมมามอบให้พนักงานสอบสวนด้วยเป็นรายชื่อเว็บไซด์หมิ่นอีก 50 เว็บไซด์
 รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า  พบข้อสังเกตเกี่ยวกับเว็บไซด์หมิ่นสถาบันบางส่วนมีความเชื่อมโยงกับผู้สนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค และรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ดีเอสไอเร่งดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อนำมาเป็นตัวอย่างและถือเป็นบทเรียนให้กับผู้ที่กำลังกระทำความผิดจะได้เกรงกลัว