แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

รัฐแจงรถคันแรกไม่ผ่อนจ่ายคืน

ที่มา Voice TV


อธิบดีกรมสรรพสามิต ยืนยัน กรณีกระแสข่าวการจ่าย เงินคืนโครงการรถคันแรกของรัฐบาล ที่จะจ่ายคืนให้กับประชาชนจำนวน 1 แสน เริ่มมีปัญหา โดยมีสถาบันการเงินระบุว่าจะมีการผ่อนจ่ายให้ครั้งละ 2 หมื่นบาท 5 ครั้ง แทนนั้นไม่เป็นความจริง โดยระบุว่า ทุกอย่าง ยังดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างไร พร้อมขอให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส หากมีหน่วยงานใดระบุว่าจะมีการผ่อนจ่ายดังกล่าว 
27 ธันวาคม 2555 เวลา 11:36 น.


เหยื่อเหตุชุมนุม 53 เเจ้งข้อหา'อภิสิทธิ์-สุเทพ'พยายามฆ่า

ที่มา Voice TV




กลุ่มผู้เสียหายในช่วงเหตุการณ์ การสลายชุมนุมที่ราชประสงค์ ปี 2553 เข้าพบอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรี และ อดีตผู้อำนวยการ ศอฉ. ในข้อหาพยายามฆ่าเพิ่มเติม
 
นายคารม พลพรกลาง และนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. นำผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมระหว่างวันที่ 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553 และผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมวันที่ 13 เมษายน 2552 รวม 21คน เข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ศอฉ. ในข้อหาพยายามฆ่าเพิ่มเติม ในฐานะผู้สั่งการให้มีเจ้าหน้าที่ทหารใช้กำลังสลายการชุมนุม จนเป็นเหตุให้ประชาชนที่เข้าร่วมชุมเสียชีวิต 99 ศพและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวน 2,000 ราย
 
นายคารมระบุว่าการกระทำของนายอภิสิทธิ์และ นายสุเทพ เป็นการสั่งให้ใช้อาวุธกับประชาชนที่มาชุมนุมโดยสงบ เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องให้ยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ประชาชนผู้เข้าชุมนุมนั้นไม่มีทางสู้ ถือเป็นคดีที่ประชาคมโลกให้ความสนใจ ซึ่งต่อมาศาลได้มีการไต่สวนชันสูตรผู้เสียชีวิตไปบางส่วนแล้ว โดยมีคำสั่งว่าการเสียชีวิตเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารที่ถูกสั่งให้ ใช้อาวุธกับประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม และทั้งสองก็ได้ยอมรับแล้วว่ามีการใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุม
 
ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เป็นประธานในการไต่สวนข้อเท็จจริงจากผู้ได้รับบาดเจ็บโดยมีพนักงานสอบสวน จำนวน 21 คนรับเรื่องจากผู้สายหายที่เดินทางมาแจ้งข้อหาในวันนี้ เเละในเวลา 14 นาฬิกา นาย ธาริต จะเป็นประธานในการประชุมพนักงานสอบสวนคดี 99 ศพ เหตุชุมนุมทางการเมืองปี 2553 ร่วม 3 ฝ่าย ระหว่างดีเอสไอ พนักงานอัยการ และตำรวจ เพื่อให้คดีพยายามฆ่า และทำร้ายร่างกายตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
27 ธันวาคม 2555 เวลา 11:40 น.

เสรีนิยมใหม่ กับมหาวิทยาลัยจำกัด (มหาชน)

ที่มา ประชาไท


ถ้าหากจะมีสถาบันใดในสังคมที่เป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสถาบันสุดท้ายที่ผู้คนนึกถึงเมื่อพูดถึงประชาธิปไตยแล้วนั่นคือมหาวิทยาลัย
ในอดีต ขบวนการนักศึกษา กลไกสำคัญในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยทั่วโลกฟูมฟักอุดมการณ์ ประชาธิปไตยจากในห้องเรียน เช่นในทศวรรษ 1950s ขบวนการนักศึกษาในสหรัฐอเมริกากลายเป็นกำลังสำคัญในการเรียกร้องสิทธิ พลเมืองให้กับคนผิวสี รวมทั้งสิทธิสตรีและสิทธิของกลุ่มหลากหลายทางเพศ ขณะที่การรณรงค์ต่อต้านสงครามก่อตัวขึ้นจากภายในรั้วมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ส่วนในมหาวิทยาลัยไทย ปีกเสรีนิยมของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยก็เกิดขึ้น (และถูกทำลาย) ภายในมหาวิทยาลัย เช่น ธรรมศาสตร์
แต่การสุดสิ้นของสงครามเย็นและระบอบสังคมนิยมในรัสเซีย รวมถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในระดับโลกนับจากปลายทศวรรษ 1970s ทำให้บทบาทของมหาวิทยาลัยในสังคมตะวันตกเปลี่ยนแปลงไปมาก การปฏิรูปนโยบายสาธารณะที่นำโดยสหรัฐฯและอังกฤษ ที่มุ่งลดบทบาทของรัฐในฐานะผู้จัดหาบริการสาธารณะเช่น การศึกษาขั้นสูงทำให้มหาวิทยาลัยลดความเป็นสถาบันสาธารณะลงไปตามลำดับ ความสำคัญของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันหลักที่บ่มเพาะอุดมการณ์ด้านสิทธิ เสรีภาพและประชาธิปไตยจึงเกือบสูญหายไป มหาวิทยาลัยแทบกลายเป็นเพียงโรงงานป้อนวัตถุดิบให้กับระบบตลาด
นักวิชาการในตะวันตกเรียกแนวคิดเบื้องหลังการปฏิรูปนโยบายสาธารณะที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวว่า “เสรีนิยมใหม่”
ในบทความวิชาการ “การทำให้การศึกษาเป็นเสรีนิยมใหม่และมีลักษณะของระบบการจัดการ ในอังกฤษและเวลส์ กรณีการปรับโครงสร้างการศึกษาใหม่ (Neoliberalization and managerialization of ‘education’ in England and Wales - a case for reconstructing education)” ที่เผยแพร่ในวารสารนโยบายสาธารณะด้านการศึกษาเชิงวิพากษ์ (Journal of Critical Education Policy Studies) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอังกฤษ 3 แห่งร่วมกันวิจัยพบว่าการปฏิรูปการศึกษาในอังกฤษโดยการแปรรูปให้เป็นเอกชน และแข่งขันกันแบบระบบตลาดตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980sเปลี่ยนโฉมหน้าของสังคมอังกฤษ ในแง่ที่เปลี่ยนอัตลักษณ์ของคนจากพลเมือง (citizenship) ในระบบการเมืองประชาธิปไตยไปเป็นผู้บริโภคแทน
การเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากนี้เกิดจากการปฏิรูปการศึกษาบนฐานความเชื่อว่า ตลาดมีความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรเหนือกว่ากลไกอื่น (เช่นรัฐและชุมชน) และการบริหารจัดการแบบมืออาชีพในระบบตลาดให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุด
ในบริบทของสหรัฐฯ โซเฟีย แมคเคลนเนน (Sophia McClennen) ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาระหว่างประเทศของPenn State Universityสรุปในบทความที่ชื่อ “เสรีนิยมใหม่และวิกฤตของการอุทิศทางปัญญา (Neoliberalism and the Crisis of Intellectual Engagement)” ว่าการลดบทบาทปัญญาชนของอาจารย์มหาวิทยาลัยในอเมริกาส่วนสำคัญเกิดจากการรุก คืบของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ ที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าการศึกษาระดับสูงนั้นต้องตัดขาดจากการเมือง (de-politicization) หรือง่ายๆ คือ “เป็นกลางและไม่เลือกข้างทางการเมือง”
อาจารย์แมคเคลนเนนตั้งข้อสังเกตว่าภายหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน วงการวิชาการในสหรัฐฯ มัวแต่ตั้งคำถามเรื่องเสรีภาพทางวิชาการและการแสดงความคิดเห็นในห้องเรียนจน หลงลืมประเด็นที่สำคัญอย่างเช่น การลดการอุดหนุนการศึกษาโดยรัฐ หนี้ด้านการศึกษาของนักศึกษาและการทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยกลายเป็นเพียง “แรงงานภาคการศึกษา” ที่สำคัญ ต้องโทษความสำเร็จของฝ่ายขวาที่ทำให้สังคมเชื่อว่าระบบการศึกษาขั้นสูงควรจะ เป็นเสมือนสินค้าเอกชน แทนที่จะเป็นสินค้าสาธารณะเช่นในอดีต
ในบทความดังกล่าว แมคเคลนเนนกล่าวว่า หากเราต้องการทำความเข้าใจการครอบงำเชิงอุดมการณ์หรือวัฒนธรรมของแนวคิดเสรี นิยมใหม่ ก็ให้ศึกษางานเขียนของนักวิชาการด้านการศึกษาและวัฒนธรรมคนสำคัญของสหรัฐฯ อย่างเฮนรี จิรูส์ (Henry Giroux) ที่ศึกษาผลกระทบของเสรีนิยมใหม่ต่อการศึกษาและมหาวิทยาลัยในอเมริกาอย่างต่อ เนื่องทั้งนี้ ในหนังสือ “ความน่าสะพรึงกลัวของเสรีนิยมใหม่ (The Terror of Neoliberalism)” ที่อธิบายว่าเสรีนิยมใหม่ทำลายประชาธิปไตยอย่างไรศาสตราจารย์จิรูส์กล่าวว่า อุดมการณ์แบบเสรีนิยมใหม่ทำให้ยากที่เราจะ (1) จินตนาการว่าปัจเจกและสังคมมีความสามารถในการรื้อฟื้นประชาธิปไตยเชิง เนื้อหาได้อย่างไร หรือ (2) ยากที่จะเข้าใจเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมืองที่จำเป็นสำหรับการรักษาปริมณฑลสาธารณะในสเกลของโลก (global public sphere) ให้ดำรงอยู่ ในประเด็นหลังนี้ เขาได้เน้นถึงความสำคัญขององค์ประกอบสำคัญ 3 ประการได้แก่ สถาบัน พื้นที่และสินค้าสาธารณะในฐานะพื้นฐานสำหรับการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย
คำว่า “สาธารณะ” ในที่นี้ ไม่ได้มีความหมายเพียวผิวเผินว่ารัฐเป็นเจ้าของอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป แต่หมายถึงสมบัติของทุกคน ไม่มีใคร (แม้กระทั่งรัฐ) สามารถอ้างสิทธิเหนือผู้อื่นและกีดกันผู้อื่นออกจากการใช้ประโยชน์ได้ ผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จึงสามารถเข้าถึงได้หากต้องการที่สำคัญ ยังมีนัยว่าไม่เสียค่าใช้จ่ายเพราะเป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดหา ให้
อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยในปัจจุบันกลับพัฒนาไปในทิศทางขององค์กรธุรกิจมากขึ้น เริ่มขยายสาขาและพัฒนาภาพลักษณ์หรือความถนัดเฉพาะด้านเพื่อหาตลาดและกลุ่ม เป้าหมายของตนเอง ส่วนโครงสร้างภายในก็เน้นการบริหารจัดการที่มุ่งผลผลิตคือเป้าหมายตัวชี้วัด มากกว่าจะมุ่งให้บริการสาธารณะหรือตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนโดยรอบ ประการสำคัญมหาวิทยาลัยแทบไม่ต่างจากบริษัท เมื่อผู้บริหารเริ่มนำรูปแบบการจ้างงานแบบยืดหยุ่น เช่น สัญญาจ้างชั่วคราวมาใช้เพื่อช่วยลดต้นทุนและกดดันให้อาจารย์และเจ้าหน้าที่ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ในแง่หนึ่ง เราจึงกล่าวได้ว่ามหาวิทยาลัยกลายเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างแรง งานกับทุนในเศรษฐกิจจริงเพราะความสัมพันธ์ภายในองค์กร รวมถึงทำเลที่ตั้งของมหาวิทยาลัยล้วนถูกกำหนดโดยความต้องการของทุนที่จะ เคลื่อนย้ายไปหาแหล่งที่ให้กำไรสูงสุด
หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกาในปี 2007 และวิกฤตในยูโรโซนที่เรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน ผู้คนเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโครงสร้างเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยว ระบบการเมืองที่เป็นอิสระจากการตรวจสอบและปัญหาในสถาบันการศึกษาแจ่มชัดขึ้น และนี่คือเหตุผลเบื้องหลังที่มหาวิทยาลัยในตะวันตกกลับมาเป็น “พื้นที่แห่งความขัดแย้งและต่อสู้ดื้นรน (space of contest and struggle)” อีกครั้ง


ที่มา: คอลัมน์ ทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ

สัมภาษณ์สมภาร พรมทา: “อนาคตสถาบันสงฆ์ในสังคมประชาธิปไตย”

ที่มา ประชาไท

 

สุรพศ ทวีศักดิ์
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
 
“...ตามความคิดเห็นของผม พระพุทธเจ้าทรงมองมนุษย์ว่าเท่ากันหมด ไม่มีใครมีความเป็นคนน้อยหรือมากกว่าใคร แต่ก็ทรงยอมรับว่า พัฒนาการตามธรรมชาติของสังคมมนุษย์ทำให้เกิดการแบ่งชนชั้นขึ้น ดังที่ทรงแสดงใน “อัคคัญญสูตร” ...แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าไม่สอนให้เราขวนขวายที่จะเปลี่ยนระบบที่เราเห็นว่าไม่ดีนะครับ เปลี่ยน เราต้องเปลี่ยน แต่ระหว่างเปลี่ยน คนดีในระบบที่เราอยากเปลี่ยนนั้นต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม อย่างมิตร อย่างเพื่อนร่วมโลก...”


ศาสตราจารย์ ดร.สมภาร พรมทา ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
 
จุดประสงค์หลักที่พระพุทธเจ้าก่อตั้งสังฆะขึ้นมาคืออะไรครับ
ดูจากการลำดับเรื่องในคัมภีร์ ผมตีความว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตั้งใจแต่แรกที่จะสถาปนาคณะสงฆ์ขึ้น ทรงออกบวชเพื่อแก้ปัญหาส่วนตัว อันได้แก่ปัญหาที่ทรงรู้สึกว่าชีวิตมันว่างเปล่าทั้งที่เป็นเจ้าชายอยู่ท่าม กลางชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อหรูหรา เมื่อเสด็จออกบวชแล้วก็ทรงแสวงหาทางที่จะดับทุกข์ส่วนตัวนั้น จนคืนหนึ่ง คืนพระจันทร์เต็มดวงเดือนหก ก็ทรงมั่นใจว่าพบแล้ว ในคืนนั้นเองครับ ทรงทบทวนสิ่งที่ทรงพบแล้วเห็นว่าดีมาก มีค่ามาก แล้วความคิดหนึ่งก็แว่บเข้ามาว่าของดีๆเช่นนี้น่าจะแบ่งปันให้คนอื่นรับรู้ ด้วย แต่ความคิดอีกแว่บหนึ่งก็คัดค้านว่า อย่าเลย เพราะเรื่องที่พบนี้มันสวนกระแสธรรมชาติมนุษย์ ออกไปเสนอสาธารณชนก็รังแต่จะลำบากเปล่า ที่สุดความคิดแรกก็ชนะ นี่คือที่มาของการที่ทรงเสด็จไปหาผู้คน เล่าเรื่องที่ทรงคิดค้นได้ให้พวกเขาฟัง จนมีคนบวชตาม กลายเป็นคณะสงฆ์ ซึ่งผมตีความว่าคณะสงฆ์ในระยะแรกๆก็น่าจะมีความหมายเพียงกลุ่มคนที่แต่ก่อน มีปัญหาชีวิต โดยเฉพาะปัญหาทางความคิด คล้ายๆกัน มีทุกข์อันเนื่องมาจากการมีชีวิตเช่นนั้นคล้ายๆกัน แล้วมาพบแสงสว่างจากพระศาสดาด้วยกัน ก็เลยตัดสินใจปลีกจากชีวิตเดิมมาอยู่ในสังคมใหม่ที่เรียกว่าคณะสงฆ์
 
ผมมีข้อสังเกตนิดหนึ่งว่า ตามรายชื่อสาวกในยุคแรกๆที่บันทึกไว้ในเถรคาถาและเถรีคาถา คณะสงฆ์รุ่นแรกๆมีไม่มาก จำนวนน่าจะเพียงหลักร้อยเท่านั้นเอง ท่านเหล่านี้แทบทั้งหมดเป็นคนชั้นสูง ไม่เศรษฐีก็เป็นเชื้อวงศ์กษัตริย์ ซึ่งก็แปลว่า คนที่เข้าใจพระพุทธเจ้ามากที่สุดก็คือคนชั้นสูงแบบเดียวกับพระองค์ ผมตีความว่าคนชั้นสูงแบบนี้จะมีปัญหาทางด้านจิตใจเหมือนกัน เหมือนกับพระพุทธเจ้าตอนที่ทรงเป็นเจ้าชาย พวกเขาจึงรับสิ่งที่ทรงสอนได้มากที่สุด สรุปคือคณะสงฆ์สมัยแรกๆนั้นเป็นหมู่คณะของพระที่มาจากคนชั้นสูง ต่อมาต่างหากที่เมื่อทรงอนุญาตให้สาวกของพระองค์ที่จาริกไปสอนคนในที่ต่างๆ ไกลๆสามารถบวชคนได้เอง โดยไม่ต้องพามาหา คณะสงฆ์จึงขยายออกไปยังมหาชนมากขึ้น ซึ่งตอนนี้เองที่ผมตีความว่า ชนชั้นล่างจำนวนมากน่าจะเข้ามาบวช ด้วยเหตุผลต่างๆกัน หรือแม้แต่เหตุผลทางด้านเศรษฐศาสตร์ คือช่วงนั้นมาบวชแล้วมีชีวิตดีกว่าข้างนอก มีที่อยู่ มีอาหาร
 
ตอนนี้แหละครับที่เกิดพระวินัยขึ้น คือพอปริมาณมากขึ้น คุณภาพก็ลดลง พระท่านก็ทำตัวไม่ดี จึงต้องทรงออกกฎระเบียบที่เรียกว่าวินัย ก่อนสมัยที่คณะสงฆ์ยังเล็กๆ ไม่มีพระวินัย เพราะคนที่มาบวชเพื่อหนีทุกข์นั้นมีคุณภาพอีกแบบ ไม่เหมือนช่วงหลังที่อาจมาบวชเพื่อหนีปัญหาทางเศรษฐกิจ อย่างที่ผมตั้งข้อสังเกต

สรุปคือ ผมตีความว่าคณะสงฆ์ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจะให้เป็นอย่างนี้อย่างนั้นแต่ แรกโดยพระพุทธเจ้า แต่เป็นองค์กรที่เกิดตามธรรมชาติ พัฒนา คลี่คลาย และมีปัญหาตามธรรมชาติ เหมือนองค์กรอื่นๆในโลก
 
เรามักได้ยินนักวิชาการชาวพุทธ หรือพระสงฆ์พูดเสมอๆว่า สังคมสงฆ์คือตัวอย่างของสังคมประชาธิปไตยยุคพุทธกาล จริงๆแล้วใช่หรือเปล่าครับ มีแนวคิด (concept) ที่แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยรองรับระบบของสังฆะอยู่จริงหรือเปล่าครับ

อันนี้ต้องตีความนิดหนึ่ง มีคนเล่าย้อนไปว่าพระพุทธเจ้าท่านมาจากแคว้นเล็กๆทางภาคเหนือ ที่ใช้ปรัชญาการเมืองการปกครองอีกแบบที่ไม่เหมือนภาคกลาง คือตอนนั้นแคว้นที่มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจจะเป็นแคว้นภาคกลางที่ใช้ ปรัชญาการเมืองการปกครองแบบพราหมณ์ หากนึกไม่ออกว่าภาคกลางของอินเดียปกครองอย่างไรก็นึกถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ของเราสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ได้ เพราะเราถอดแบบมาจากเขานั่นเอง แต่แคว้นของพระพุทธเจ้าปกครองแบบไม่มีผู้นำสูงสุดที่เรียกว่าพระมหากษัตริย์ สั่งการเด็ดขาดเพียงพระองค์เดียว แต่ใช้ระบบคล้ายๆรัฐสภาของเราเวลานี้ คือคณะผู้บริหารมีจำนวนหนึ่ง น่าจะเป็นร้อย คัดเลือกมาจากตระกูลคนชั้นสูงของแคว้น คนชั้นสูงเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า “ขัตติยะ” ผมขอใช้คำนี้เพื่อแยกให้ต่างจาก “กษัตริย์” ของระบบการเมืองแบบพราหมณ์ของภาคกลาง ไม่ปรากฏว่ามีพราหมณ์ในความหมายของผู้นำศาสนาที่มีอิทธิพลต่อการเมืองการ ปกครองในแคว้นของพระพุทธเจ้า ที่นั่นพวกขัตติยะเขาปกครองด้วยความคิดแบบที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า “ปลอดศาสนา” ถ้าทฤษฎีผมถูกต้อง รัฐที่พระพุทธเจ้ากำเนิดมาและอยู่อาศัยก่อนเสด็จออกผนวชก็เป็นรัฐแบบที่เรา เรียกกันสมัยนี้ว่า “secular state” ฝากสังเกตเรื่องนี้ด้วยนะครับ
 
ดังนั้นเวลาเราพูดว่าพระพุทธเจ้าเดิมท่านเป็น “เจ้า” ก็โปรดได้เข้าใจว่าเป็นเจ้าในความหมายของขัตติยะ คือนักรบ คิดแบบโลกๆ ปกครองรัฐแบบโลกๆ ไม่มีศาสนา ส่วนเจ้าภาคกลางที่เรียกกษัตริย์นั้นเป็นเจ้าทั้งในแง่นักรบด้วย แต่พิเศษคือเจ้านักรบของภาคกลางมีคำสอนทางศาสนาค้ำจุนอยู่อย่างหนักแน่น กษัตริย์แบบพราหมณ์นั้นเขามีคำสอนในคัมภีร์กล่าวไว้ชัดเจน เป็นที่รู้กันไปทั่ว ว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าให้สัมปทานอำนาจปกครองมนุษย์แทน คนที่ต่อต้านกษัตริย์จึงเท่ากับต่อต้านพระเจ้า ความคิดแบบนี้ไม่มีในระบบการปกครองของพวกขัตติยะในดินแดนของพระพุทธเจ้า
 
เท่าที่ผมเล่าให้ฟังนี้ก็ยังไม่ตอบคำถามที่ว่า ตกลงสังคมสงฆ์เป็นตัวอย่างของสังคมประชาธิปไตยโบราณหรือไม่ ที่ตอบเรื่องนี้ยากก็เพราะความหมายของประชาธิปไตยนั้นกว้างขวาง เพื่อให้ตอบคำถามของอาจารย์ได้ ผมเสนอว่าหากตีความประชาธิปไตยให้แคบลง โดยนิยามว่า ประชาธิปไตยคือการปกครองที่รวมๆแล้วตรงข้ามหรือต่างจากระบบการปกครองชนิดที่ คนคนเดียวมีอำนาจสูงสุด การบริหารคณะสงฆ์ก็มีลักษณะส่วนหนึ่งเป็นอย่างนั้น
 
เรื่องคืออย่างนี้ครับ ตอนแรกที่สมาชิกสงฆ์ยังไม่มาก พระพุทธเจ้าก็ทรงบริหารงานเองทั้งหมด ต่อมาเมื่อคณะสงฆ์ใหญ่โตเกินกว่าที่จะทรงบริหารด้วยพระองค์เองได้ทั้งหมด จึงทรงอนุญาตให้พระเถระผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งมาช่วยดูแลแทน พระเถระเหล่านี้ต่อมาก็เห็นว่าตนดูแลไม่หมด พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้มีคณะบริหารลดหลั่นลงไป จนกลายเป็นว่าที่สุด ระบบทั้งหมดก็ดูแลโดยพระสงฆ์จำนวนมาก ไม่ได้ขึ้นต่อพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวอีกต่อไป
 
ที่กล่าวมาข้างต้นผมมองว่าเป็นความจำเป็นตามธรรมชาติ หมายความว่า หากเราอยากจะให้เครดิตพระพุทธเจ้าก็โปรดอย่าให้ในเรื่องนี้ เพราะการที่ทรงปล่อยเช่นนั้นปัจจัยหลักมันมาจากความจำเป็น สำหรับผม เครดิตของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนี้ครับ เมื่อทรงปล่อยแล้วก็ไม่เข้าไปยุ่งเลย คือปล่อยเด็ดขาด ทรงเห็นความตกต่ำในบางช่วงของคณะสงฆ์เหมือนกันครับ แต่ก็ทรงไม่ย้อนกลับไปยึดอำนาจที่ทรงปล่อยไปแล้วมาอีก ทั้งที่ทรงทำได้ เพราะทุกคนเคารพพระองค์ในฐานะพระบรมศาสดากันหมด

ความเป็นประชาธิปไตยของคณะสงฆ์สำหรับผม ผมดูตอนนี้แหละครับ คือพระพุทธเจ้าทรงปล่อยให้สังคมสงฆ์ทั้งหมดดูแลกันเอง มีปัญหาก็แก้กันไปเอง บางครั้งในฐานะพระศาสดาก็ทรงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วยชี้แนะนิดหน่อย แต่พอคณะสงฆ์ไม่ดำเนินการตามที่ทรงแนะ ก็ไม่ทรงว่าอะไร ดังเรื่องพระทะเลาะกันใหญ่โตเป็นสองพวกที่เราทราบกันดีในคัมภีร์ 

สรุปคือ หากจะมีความเป็นประชาธิปไตยในคณะสงฆ์ เราก็อาจดูได้จาก
(๑) คณะสงฆ์ไม่มีเจ้าของ พระพุทธเจ้าแม้จะทรงก่อตั้งสงฆ์มาด้วยพระองค์เองก็ไม่ทรงถือว่าตนเป็นเจ้า ของ อันนี้ก็ตรงข้ามกับการปกครองแบบราชาธิปไตยของพราหมณ์ที่ถือว่าประเทศมีเจ้า ของ พระเจ้าคือเจ้าของ ให้กษัตริย์มารับสัมปทานต่อ ประชาชนเป็นผู้อยู่อาศัยแผ่นดินเขาเท่านั้น
(๒) การบริหารคณะสงฆ์เป็นไปตามกฎระเบียบที่เรียกว่าพระวินัย มีคนตั้งข้อสังเกตว่า พระวินัยพระพุทธเจ้าทรงออกเพียงผู้เดียว คนอื่นไม่มีส่วนได้ร่วมออกด้วย จะเรียกว่าประชาธิปไตยอย่างไร อันนี้น่าคิด

แต่ ผมมีข้อสังเกตว่า พระวินัยนั้นมีลักษณะพิเศษคือเป็น “moral law” ในตัวด้วยส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงกฎระเบียบทางมารยาทที่สงฆ์พึงประพฤติ หรือการบริหารงานขององค์กร เท่านั้น อาจารย์ก็ทราบว่า ความผิดถูกในทางจริยธรรมนั้นมีสองแนวคิดที่พูดต่างกัน แบบหนึ่งบอกดีชั่วตายตัว ผู้รู้ที่ปราศจากอคติเท่านั้นจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ดังนั้นผิดถูกต้องให้ผู้รู้ที่ไม่มีอคตินั้นชี้บอก ส่วนอีกพวกบอกต้องให้มหาชนช่วยกันตัดสิน พระพุทธเจ้าทรงคิดแบบแรก จึงต้องทรงทำหน้าที่บัญญัติพระวินัยเอง ไม่ใช่เผด็จการ แต่เป็นระบบใช้คนที่รู้เรื่องดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของสังคม เราจะเข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้นต้องดูก่อนจะปรินิพพาน ที่ตรัสแนะให้สงฆ์ถอนพระวินัยที่ขัดต่อกาลสมัยออกได้ ผมตีความว่าพระวินัยเหล่านี้ก็คือส่วนที่ไม่เกี่ยวกับ “moral law” แบบจังๆ ไม่ต้องใช้ผู้รู้วินิจฉัยก็ได้ เพราะเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับดีชอบผิดถูก เป็นพระวินัยที่ทรงบัญญัติตามความจำเป็น ตามสถานการณ์ เช่นเพื่อรักษาศรัทธาของญาติโยม หรือเพื่อความสะดวกทางการบริหารกิจการสงฆ์เท่านั้นเอง

เช่นพระอาจฉัน ข้าวเย็นในบางสถานการณ์ได้ มหายานก็ปรับตามความเข้าใจนี้ เพราะที่มาของการห้ามฉันอาหารเย็นไม่เกี่ยวกับผิดถูกในทางจริยธรรม แต่เกี่ยวกับว่าโยมมาบ่นให้ทราบว่าพระไปบิณฑบาตตอนค่ำแล้วพวกเขาไม่สะดวก กลับจากงานมาเหนื่อยๆจะตั้งวงกินข้าวยังต้องมาจัดแจงอาหารถวายพระอีก เห็นไหมครับ มหายานเขาทำอาหารในวัดเอง ไม่รบกวนโยม เขาก็อ้างว่าไม่ผิด และเขาเชื่อด้วยว่าพระพุทธเจ้าก็น่าจะทรงอนุญาต กินข้าวก็คือกินข้าว กินเช้าไม่ผิด ทำไมกินเย็นจะผิดละครับ

พุทธศาสนามี concept เสรีภาพ ความเสมอภาคอยู่จริงหรือเปล่า ถ้ามีทำไมพุทธศาสนาตามที่เป็นอยู่จริงในบ้านเราจึงไม่สามารถ generate เสรีภาพที่ว่านั้นออกมาในวัฒนธรรมการสอนพุทธศาสนาในบ้านเรา แต่กลับเน้นลำดับชั้นของความดี คนดี ที่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมประชาธิปไตย (ปรับจากข้อสังเกตของ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในวงเสวนาที่ The Reading Room)

อันนี้ก็ต้องเริ่มต้นคล้ายเรื่องประชาธิปไตย คือต้องนิยามก่อนว่าเสรีภาพ ความเสมอภาค ที่ว่านั้นหมายความอย่างไร เอาตรงนี้ก่อนครับ เรื่องเสรีภาพและความเสมอภาคนี้เป็นแนวคิดทางปรัชญาสังคมและการเมือง เราอย่าเอาไปปนกับเรื่องอื่น ไม่อย่างนั้นจะพูดกันไปคนละทาง ท่านมหาวุฒิชัย (ว. วชิรเมธี) ท่านบอกทำนองว่า “คนที่คิดแบบโลกๆก็จะเรียกร้องสิทธิที่จะได้ แต่คนที่คิดแบบในทางธรรมจะเรียกร้องสิทธิที่จะไม่มีทุกข์” อันนี้ก็เป็นการเล่นคำที่เอาสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันมาอยู่ในที่เดียวกัน ทำให้คนฟังเข้าใจไปว่าพวกที่เรียกร้องสิทธิอะไรต่างๆในทางการเมืองและ สังคมอยู่ต่ำกว่าพวกนักธรรมะที่ไม่เรียกร้องอะไร
 
พระพุทธเจ้าทรงออกบวชเพื่อหาทางแก้ปัญหาเฉพาะอันหนึ่ง ที่อาจเรียกว่าปัญหาความทุกข์ของปัจเจกบุคคล ไม่ได้ทรงออกบวชเพื่อแสวงหาปรัชญาสังคมอย่าง Marx เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ การจะหา concepts ทางปรัชญาสังคมและการเมืองในคำสอนของพระองค์ก็ไม่ง่าย แต่เนื่องจากทรงมีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับมนุษย์แบบหนึ่ง ซึ่งผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า ไม่เหมือนแบบพราหมณ์ พวกพราหมณ์เขาแบ่งคนเป็นวรรณะ ด้วยความเชื่อว่าพระเจ้าทรงแบ่งให้เพื่อจะได้ช่วยกันทำงานตามหน้าที่ตน ต่อมาระบบวรรณะนั้นก็ถอยห่างออกไปจากความหมายเดิมมากขึ้น กลายเป็นว่าคนในวรรณะต่ำถูกพิพากษาว่าขาดอะไรบางอย่างที่สำคัญมากๆในชีวิต จึงไม่สมควรได้รับการปฏิบัติว่าเป็น “คน” เท่าเทียมผู้อื่น ผมอยากสรุปว่าศาสนาพราหมณ์ตามที่ปรากฏแก่สายตาของพระพุทธเจ้านั้นสอนว่าคน พวกหนึ่ง คือพวกที่ไม่ใช่ ๓ วรรณะต้น ไม่มีความเป็นคน ดังนั้นจะเอามาใช้งานเหมือนสัตว์แล้วไม่ต้องจ่ายค่าจ้างก็ได้ คนพวกนี้ก็คือทาสสมัยนั้น พระพุทธเจ้าไม่ทรงรับความคิดนี้เลย ทรงพยายามเปลี่ยนความคิดนี้ แต่ก็ทรงพบว่าลำบากมาก เนื่องจากระบบนี้มันไม่ใช่เพียงเรื่องความคิดทางจริยธรรมหรือทางศาสนาเท่า นั้น แต่มันถูกผนวกเข้าเป็นส่วนสำคัญของการเมืองการปกครองไปแล้ว
 
สิ่งที่ผมคิดและอยากเสนอคือ ขนาดสังคมสมัยโน้นมันไม่เอื้อเลย พระศาสดาของเราก็ทรงพยายามที่สุดที่จะไม่รับความคิดเรื่องชนชั้นวรรณะ พวกเราสมัยนี้ซิครับที่อยู่ในยุคที่อะไรก็เอื้อไปหมด เพราะเป็นสังคมสมัยใหม่ อันนี้ก็เป็นจริงตามที่อาจารย์สมศักดิ์ท่านสังเกต ผมตีความว่า เพราะสมัยหนึ่งคณะสงฆ์ไทยอยู่ในบรรยากาศแบบราชาธิปไตย บรรยากาศเช่นนั้นก็น่าจะยังมีผลตกค้างอยู่ แต่ส่วนหนึ่งเราเองก็ต้องพยายามเข้าใจคณะสงฆ์ด้วยว่า ที่ท่านสอนเรื่องคนดีแบบที่ดูเหมือนว่าท่านจำแนกคนเป็นวรรณะอย่างพราหมณ์ แล้วก็บอกว่าท่านใดอยู่สูงก็จะดีตามสถานะที่อยู่สูง จริงๆท่านสอนอย่างนั้นหรือไม่ ผมพยายามกลับไปอ่านบทเทศนาเก่าๆ ของอดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีที่สำคัญๆ ก็ไม่พบความผิดปกติ คือไม่เห็นว่าท่านจะไปไกลขนาดพวกพราหมณ์ ล่าสุดท่านโพธิรักษ์หรือท่านจันทร์ก็กล่าวถึงว่าท่านรู้สึกกับในหลวงรัชกาล ปัจจุบันอย่างไร ท่านก็พูดชัดว่าท่านดูพระมหากษัตริย์เป็นพระองค์ๆไป อันนี้ต่างจากพราหมณ์นะครับ พวกพราหมณ์นั้นเขาไม่ดูแยกเป็นคนๆ แต่ดูรวม ใครเป็นกษัตริย์ก็ดีเลยตามสถานะ ผมเคยเป็นกรรมการตรวจผลงานวิชาการครู พบว่ากรรมการบางท่านที่เคยบวชเรียน เป็นอาจารย์อาวุโส มีเหมือนกันครับที่ท่านเข้าใจกษัตริย์แบบพราหมณ์ เช่นท่านประกาศในที่ประชุมว่าจะให้ครูท่านหนึ่งตก เพราะครูท่านนั้นไม่เขียนว่าสถาบันกษัตริย์เป็น “บุพการี” ของชาติ ซึ่งคนในชาติจะต้องแสดงความ “กตัญญูกตเวที” อย่างไม่มีเงื่อนไข ท่านอ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างนั้น ผมต้องใช้เวลาแย้งท่านอยู่นาน ว่าความคิดนี้ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงทำให้ที่ประชุมตกลงไม่เอาตามท่าน
 
สรุปว่า ตามความคิดเห็นของผม พระพุทธเจ้าทรงมองมนุษย์ว่าเท่ากันหมด ไม่มีใครมีความเป็นคนน้อยหรือมากกว่าใคร แต่ก็ทรงยอมรับว่า พัฒนาการตามธรรมชาติของสังคมมนุษย์ทำให้เกิดการแบ่งชนชั้นขึ้น ดังที่ทรงแสดงใน “อัคคัญญสูตร” พระพุทธเจ้าทรงมองคนเป็นคนๆครับ ผมรู้สึกอย่างนั้น ดังนั้นคำถามแบบเหมารวม เช่น “นายทุนเลวไหม” อันนี้จะไม่ทรงตอบทันที แต่จะทรงถามกลับว่า “นายทุนที่ท่านว่าหมายถึงใคร” ถ้ายกมาให้ดูเป็นคนๆได้ คราวนี้จะทรงตอบ ผมคิดว่าคณะสงฆ์ไทยก็น่าจะคิดอย่างนี้ ดังนั้นก่อนที่เราจะพิพากษาว่าคณะสงฆ์ไทยเชียร์เจ้า เชียร์คนชั้นสูง เราก็ต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า เรามองเจ้าหรือคนชั้นสูงแบบไหน แบบรวมๆ หรือว่าแบบเป็นคนๆ เป็นไปได้ครับที่เราจะมองแบบรวมๆ ปรัชญาสังคมและการเมืองแบบฝรั่งที่ผมเรียนมาก็สอนให้มองแบบรวมๆ ซึ่งผมไม่มีอะไรจะโต้แย้ง ถ้าเรามองแบบคนสมัยใหม่ก็จะเห็นว่าพระท่านเชียร์เจ้าหรือคนชั้นสูง แต่โปรดเข้าใจท่านนิดครับว่า ท่านมองไม่เหมือนเรา หากเราอยากให้ท่านขยายวิธีคิดให้ลองมามองแบบเป็นระบบบ้าง ก็ต้องผ่านการศึกษา
 
เวลานี้พระที่ท่านเรียนปริญญาโทหรือเอกกับผมที่มหาจุฬา ท่านก็มองเจ้าและชนชั้นสูงแบบเป็นระบบครับ ซึ่งก็แปลว่า หากเราอยากเห็นผลที่ต่างไปจากผลที่เป็นอยู่เวลานี้ ก็ต้องรอไปอีกสักระยะ คณะสงฆ์เดิมท่านเรียนมาในระบบมหาเปรียญ อันเป็นการศึกษาคลาสสิก แบบโบราณ แบบเจ้าอุปถัมภ์ สมัยก่อนพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จไปดูการสอบเปรียญชั้นสูงๆ ด้วยพระองค์เอง ก็ไม่แปลกดอกครับที่ท่านจะมองพระมหากษัตริย์ในแง่บุคคล  แต่พระที่ท่านเรียนกับผมที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ท่านอยู่ในอีกสังคมหนึ่ง ท่านเรียนปรัชญาการเมืองแบบฝรั่ง ท่านก็มองพระมหากษัตริย์แบบเป็นระบบได้ แต่ผมก็เชื่อว่า การที่ท่านเป็นพระ ท่านย่อมถูกปลูกฝังโดยระบบอยู่แล้วว่า จะมองอะไรเป็นระบบก็มองได้ แต่อย่าลืมเรื่องคน ระบบเลวก็อาจมีคนดีอยู่นั้นได้ พระพุทธเจ้าสอนให้มองอย่างนั้น ผมเองแม้จะเรียนปรัชญาการเมืองมาอย่างฝรั่ง ส่วนหนึ่งผมก็ยังไม่ทิ้งจารีตประเพณีแบบพุทธอันนี้ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าไม่สอนให้เราขวนขวายที่จะเปลี่ยนระบบที่เราเห็นว่าไม่ดีนะครับ เปลี่ยน เราต้องเปลี่ยน แต่ระหว่างเปลี่ยน คนดีในระบบที่เราอยากเปลี่ยนนั้นต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม อย่างมิตร อย่างเพื่อนร่วมโลก
 
พระสงฆ์ในบ้านเรามักเทศนาอยู่ เสมอว่า พระพุทธเจ้าก่อตั้งสังคมสงฆ์ขึ้นมาเป็นสังคมตัวอย่างที่ไม่มีระบบชนชั้น มีความเสมอภาค เป็นประชาธิปไตย แต่ระบบการปกครองสงฆ์กลับอยู่ภายใต้กฎหมายเผด็จการ และมีระบบศักดินาพระ ปัญหาขัดแย้งในตัวเองเช่นนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
 
ดูเหมือนผมจะตอบมาแล้วกระมังครับจากที่กล่าวข้างต้น หากจะให้ย้ำอีกก็ขอพูดสั้นๆว่า อันนี้เป็นพัฒนาการขององค์กรทางศาสนา พบในทุกศาสนา คือศาสนาแบ่งเป็นสองยุค ยุคพระศาสดา กับยุคหลังพระศาสดา ยุคพระศาสดาคือยุคที่ศาสนาจะอยู่ในรูปคำสอนเฉพาะกิจ มีเป้าหมายชัดเจน เป็นเรื่องทางใจมากกว่าเรื่องทางกาย หลังยุคพระศาสดาแล้วศาสนาก็กลายมาเป็นสถาบันทางสังคม และผู้ที่ทำให้ศาสนาเป็นเช่นนั้นก็คือผู้มีอำนาจทางการปกครอง สมัยก่อนก็คือกษัตริย์หรือชนชั้นสูง ศาสนาคริสต์สมัยพระเยซูเป็นแบบหนึ่ง แต่พอไปอยู่ภายใต้การดูแลของวาติกัน ก็เป็นอีกแบบครับ เอาคนมาเผาก็ได้ เพราะพวกนี้ต่อต้านพระสันตะปาปา
 
ลักษณะของศาสนาหลังยุคพระศาสดานั้นขัดแย้งกับศาสนาในยุคพระศาสดาแน่นอน นักคิดในศาสนาคริสต์จำนวนมากเวลานี้ก็คล้ายเรา คือเรียกร้องให้ศาสนากลับไปเป็นเหมือนสมัยพระศาสดา ซึ่งผมคิดว่ายาก หากมองผ่านสายตาของนักสังคมวิทยา
 
ถ้าจะให้พุทธศาสนาดำรงอยู่อย่าง ไปกันได้ดี หรือสนับสนุนความงอกงามของวัฒนธรรมประชาธิปไตย อาจารย์คิดว่าจำเป็นต้องยกเลิกระบบสมณศักดิ์ มหาเถรสมาคม หรือทำให้พุทธศาสนาเป็นอิสระจากรัฐหรือไม่ 
 
ผมคิดว่าไม่จำเป็นครับ เดี๋ยวขอนิยามคำว่า “ไม่จำเป็น” สักหน่อย ไม่จำเป็นแปลว่าแม้ไม่เลิกสิ่งนั้นก็ยังมีทางที่จะได้ผลที่เราต้องการ ที่ดูเหมือนว่าอาจขัดกับสิ่งนั้น เราต้องการ “ประชาธิปไตย” ใช่ไหมครับ คราวนี้เราก็อาจคิดว่า สมณศักดิ์ มหาเถรสมาคม กฎหมายคณะสงฆ์เป็นต้นน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการจะได้มาซึ่งประชาธิปไตย เราก็ต้องถามว่า ไม่เลิกสิ่งเหล่านี้ยังจะสามารถทำให้ได้ประชาธิปไตยหรือไม่ ผมคิดว่าได้
 
ผมมีเหตุผลดังนี้ครับ ถ้า ก. เป็นปัจจัยเดียวที่ต้องทำลายทิ้ง ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ ข. การทำลาย ก. เพื่อให้เกิด ข. ก็มีเหตุผล Marx คิดว่าสังคมที่ทุกคนมีกินมีใช้เท่าเทียมกันหรือใกล้เคียงกัน คือ ข. ส่วนการที่รัฐอนุญาตให้ปัจเจกบุคคลครอบครองทรัพย์สินส่วนตัวได้คือ ก. ก็แน่นอนครับ เราก็ต้องทำลาย ก. ปรัชญาการเมืองของ Marx ประกาศเลยครับว่า ต้องเลิกการครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว เพราะนี่คือต้นตอของการที่โภคทรัพย์ของแผ่นดินไปกระจุกอยู่ที่คนบางคน บางครอบครัว ไม่เลิกสิ่งนี้ ไม่มีทางที่ทุกคนจะมีกินมีใช้ถ้วนหน้ากัน ตรรกะของ Marx มันชัดมาก ของเรามันไม่ชัดขนาดนั้น
 
ผมคิดว่าระบบเหล่านี้คงไว้ก็ไม่เป็นปัญหา ยิ่งคิดในทางสังคมวิทยาก็ยิ่งเห็นว่าไม่ต้องแตะตัวโครงสร้างเลย หากอยากเปลี่ยนให้สถาบันเหล่านี้ก่อให้เกิดผลคือประชาธิปไตยก็ไปทำอะไรข้าง ใน อาจารย์ทราบไหมครับว่า ผมมีลูกศิษย์ที่เป็นพระราชาคณะ ระดับเจ้าคณะจังหวัดเป็นต้น ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ มาเรียนกับผมที่มหาจุฬา เราเรียนความคิดสมัยใหม่ ท่านจบปริญญาเอกไปแล้ว ความคิดท่านไม่เหมือนเดิมหรอก ท่านอาจมีสมณศักดิ์สูง แต่นั่นก็เป็นข้างนอก ข้างในท่านจะเหมือนเดิมได้อย่างไรครับหลังจากที่ท่านใช้เวลา ๕-๖ปี อ่านหนังสือสมัยใหม่ เขียนวิทยานิพนธ์แบบสมัยใหม่ อย่างนั้น
 
อาจารย์เป็นนักวิชาการที่เข้าไป ร่วมกิจกรรมทางปัญญาได้กับทั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ ธรรมกาย และสันติอโศกมาเป็นเวลานาน อาจารย์มองเห็นข้อจำกัดหรือข้อดีของบทบาทในการประยุกต์หลักคำสอนของพุทธ ศาสนาสนับสนุนประชาธิปไตยของทั้งสามองค์กรนี้อย่างไร 
 
มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งนะครับ เป็นสถาบันการศึกษาสมัยใหม่ บรรยากาศของที่นี่จึงเป็นบรรยากาศสมัยใหม่ ดังนั้นโอกาสที่จะเป็นจุดตั้งต้นของประชาธิปไตยก็มีมาก ผมไม่ขอพูดถึงมหาจุฬา เพราะที่นี่ความเป็นชนชั้นระหว่างพระกับฆราวาสแทบไม่มีแล้ว เรามีประชาธิปไตยกันเต็มที่ ผมอยากพูดถึงมหามกุฏนิดหนึ่ง มหามกุฏนั้นมีคนเทียบว่าเหมือนจุฬา ส่วนพวกมหาจุฬาก็มีคนเทียบว่าเหมือนธรรมศาสตร์ แค่เทียบให้เห็นภาพกว้างๆนะครับ อย่าถือเป็นจริงเป็นจังนัก ที่เขาเทียบมหามกุฏอย่างนั้นเพราะที่นี่มีความเป็นเจ้านายสูง ก็แปลว่าเป็นประชาธิปไตยน้อย ว่าอย่างนั้นเถิด แต่เวลานี้ผมก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในมหามกุฏมากขึ้น ล่าสุด ผมเพิ่งไปสอบวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของที่นี่มา ไปในฐานะที่ปรึกษา การสอบ บรรยากาศแรกๆไม่สู้ดี ลูกศิษย์ผมที่เป็นคฤหัสถ์เวลาเสนอความคิดกับกรรมการที่เป็นพระเถระต้องทำตัว ลีบๆ  เวลาพระท่านถามก็มีน้ำเสียงตีความเหมือนตะคอก ผมนั่งอยู่นาน อึดอัด ที่สุดก็ขออนุญาตท่านประธาน (ที่ไปจากมหาจุฬา) ว่า ทำไมเราจึงปฏิบัติกับลูกศิษย์เราที่กำลังจะเป็นดอกเตอร์อยู่แล้วเสมือนเขา เป็นเด็กอนุบาลอย่างนั้น ผมเชิญชวนให้เราทำอย่างที่ทางโลกเช่นจุฬา ธรรมศาสตร์ ทำ หรือแม้แต่อย่างที่มหาจุฬาทำ คือในนั้นทุกคนเท่ากันหมด ก็ปรากฏว่าดีขึ้นมาก เมื่อออกจากห้องประชุม พระเถระที่ผมทักท้วงท่านก็ยิ้ม เดินมาหา เดินคุยกันไปจนถึงรถของท่าน บรรยากาศเช่นนี้หากมีมากขึ้น ระบบก็คงดีขึ้น
 
มีงานวิจัย เป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของคณะรัฐศาสตร์จุฬา หลายปีแล้ว ผมเคยเอามาลงวารสาร “พุทธศาสน์ศึกษา” สมัยที่ผมเป็นบรรณาธิการอยู่ เป็นงานสำรวจทัศนะทางการเมืองของพระสองนิกายคือธรรมยุตและมหานิกาย ดูเหมือนเขาสำรวจความเห็นของพระสังฆาธิการของทั้งสองนิกาย (พระสังฆาธิการเทียบกับทางโลกก็คือข้าราชที่ทำหน้าที่บริหาร เช่นนายอำเภอ ผู้ว่า รัฐมนตรี เป็นต้น) ผลก็ชัดครับ พระมหานิกายนิยมการปกครองแบบกระจายอำนาจมากกว่า ส่วนพระธรรมยุตนิยมแบบรวมศูนย์ ที่มหามกุฏต่างจากมหาจุฬาก็อธิบายผ่านงานวิจัยนี้ได้ แต่ผมก็เชื่อว่า เวลานี้มหาวิทยาลัยสงฆ์สองแห่งนี้แลกเปลี่ยนกันในทางวิชาการมาก เช่นเอาผมที่ไปจากมหาจุฬาไปสอนในบางครั้ง หรือสอบวิทยานิพนธ์ ความต่างตามที่งานวิจัยข้างต้นเสนอ ซึ่งน่าจะประมาณ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว น่าจะค่อยๆลดลง
 
วัดพระธรรมกายนั้นเป็นองค์กรพิเศษ ผมไปที่นี่เพื่อสอนหนังสือ ไปมาน่าจะร่วม ๒๐ ปีแล้ว ท่านอาจารย์สุลักษณ์เคยพูดกับท่านจันทร์ว่า “สมภารไม่น่าไปสนับสนุนธรรมกาย” ท่านจันทร์ท่านเล่าให้ผมฟัง ผมในส่วนหนึ่งก็เข้าใจท่านที่เป็นห่วง แต่พอมาคิดว่าอาชีพสอนหนังสือมันไม่ต่างจากหมอ คือไปไหนก็ได้ เพราะงานเรามันเป็นงานกลางๆ ก็เลยมาสอนที่นี่ยาวนานตามที่ว่า ตอนนี้วัดพระธรรมกายกำลังจะจัดตั้งสถาบันการศึกษาแบบเป็นการเป็นงาน คล้ายๆ มหาวิทยาลัยสงฆ์ คือที่ผมไปสอนนี้เป็นการไปสอน “คนใน” นักศึกษาก็คือพระเณรและอุบาสกอุบาสิกาของวัดเท่านั้น ทางวัดดำริจะขยายไปยัง “คนนอก” คือใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนวัด เมื่อดำริเช่นนั้นก็กำลังสร้างอาคาร ที่นอกวัดนะครับ ทำเป็นเหมือนมหาจุฬา หรือมหามกุฏ เมื่อเปิดสอนหลังจากได้รับอนุญาตจากรัฐในฐานะสถาบันอุดมศึกษาของเอกชนแล้ว ใครๆก็ไปเรียนได้
 
ผมสนับสนุนเรื่องนี้ ให้ความคิดเห็นเท่าที่จะให้ได้ เมื่อทางวัดปรึกษา ในเรื่องความคิด และการจัดการ ในภาพรวม ที่ผมสนับสนุนเพราะ อยากให้วัดพระธรรมกายหลุดออกมาจากการเป็นองค์กรเฉพาะ มาเป็นสมบัติของมหาชน เมื่อเป็นสถาบันการศึกษาแบบเต็มที่แล้ว วัดพระธรรมกายก็จะหมดอำนาจในการที่จะเข้ามากำกับ สถาบันการศึกษานั้นรัฐไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรก็ได้ เรามีกฎหมายตรวจสอบมาตรฐาน ในเรื่องที่สำคัญๆทางการบริหารจัดการ รวมทั้งเนื้อหาที่จะสอนด้วย ทางวัดก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งก็แปลว่า การที่ทางวัดตัดสินใจทำเช่นนี้ ก็แปลว่า พร้อมจะออกมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
 
ความเห็นทางการเมืองของวัดพระธรรมกายชัดมากครับ แต่ผมขอไม่พูด เพราะอาจเสียมารยาท เอาเป็นว่าวัดพระธรรมกายไม่เป็นอุปสรรคต่อการปกครองแบบประชาธิปไตย ทางวัดค่อนข้างเห็นใจคนเสื้อแดงด้วยซ้ำไป ส่วนจะเป็นเพราะอะไร ผมเองก็พยายามศึกษาอยู่ จะว่าเพราะที่นี่พระท่านเป็นชนชั้นกลางในเมืองมาบวชเป็นส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ เพราะชนชั้นกลางจำนวนมากก็ไม่ชอบคนเสื้อแดง จะว่าเพราะนักการเมืองที่มาเข้าวัดนี้เป็นพรรคเสื้อแดงเป็นส่วนใหญ่ อันนี้อาจมีมูล แต่ไม่รับประกันนะครับ หากจริง พรรคประชาธิปัตย์ก็ควรมาคบวัดพระธรรมกายบ้าง จะได้เฉลี่ยๆคะแนนนิยมกันไป แต่ผมก็รู้สึกว่าเรื่องพรรคการเมืองอาจไม่สำคัญเท่ากับ เรื่องอำนาจนิยม วัดนี้ไม่ชอบเรื่องแบบนี้ อาจเพราะทางวัดมีปัญหากับผู้บริหารสงฆ์ที่ท่านตีความว่าเกี่ยวข้องกับระบบ อำนาจนิยมในบ้านเราหรือไม่ ผมไม่ทราบ
 
ส่วนสันติอโศกแม้ผมจะมีความสัมพันธ์มายาวนาน พอๆกับวัดพระธรรมกาย แต่ผมไปสันติอโศกแบบคนนอก ไม่เหมือนวัดพระธรรมกายที่ผมเชื่อว่าผมเป็นคนใน อันหมายถึงคนที่เข้าออกองค์กรนั้นยาวนานเพียงพอ ไม่ใช่นักทัศนาจร ว่าอย่างนั้นเถิด และทางวัดก็น่าจะรู้สึกอย่างนั้นกับผม ผมจึง “รู้เห็น” อะไรพอสมควรภายในวัดพระธรรมกาย ชาวอโศกนั้นในแง่ที่เป็นองค์กรทางศาสนา ไม่มีอะไรที่ผมจะวิจารณ์ แต่ในแง่ที่เป็นพลังทางการเมืองหนึ่งที่สำคัญของบ้านเราเวลานี้ อันนี้มีเรื่องน่าคิดเยอะ มีคนไม่น้อยเชื่อว่า ที่พันธมิตรอยู่ได้มาตลอดนั้นเพราะสันติอโศกยังเอาด้วย  ความเห็นนี้น่าคิด ที่ผ่านมาผมเข้าใจว่าที่ทางสันติอโศกไปช่วยเหลือพันธมิตรก็เพราะเข้าใจว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทุจริตทางการเมือง แต่เวลานี้พัฒนาการของปัญหามันคลี่คลายขยายไปมากกว่านั้น ไม่ใช่เรื่องอดีตนายกมีปัญหาเรื่องความสุจริตเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องมายังเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์กับการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่เราเริ่มพูดกันมากขึ้นว่า พระมหากษัตริย์ควรจะมีบทบาทเพียงใด พันธมิตรน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ถามปัญหานี้ แต่ฝ่ายเสื้อแดงถาม ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่าจะเป็นโจทย์ใหม่ที่สำคัญยิ่งยวดที่จะรบกวนการ ตัดสินใจของชาวอโศก
 
ผมไม่ทราบว่าทางอโศกท่านจะตีโจทย์เรื่องนี้อย่างไร ก็ต้องให้กำลังใจท่าน ข้อมูลและการศึกษาผมคิดว่าสำคัญ ผมจึงเรียนท่านจันทร์เสมอว่าชาวอโศกควรศึกษาความเห็นต่างระหว่างพี่น้อง เสื้อเหลือง-แดงให้มาก ให้ลึก และไตร่ตรองเรื่องเหล่านี้ให้รอบคอบที่สุด พี่น้องพันธมิตรโดยเฉพาะคุณสนธินั้นท่านไม่ได้แสดงเหตุผลว่าทำไมท่านจึงอยาก ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่อย่างที่เคยเป็นมา ที่จริงเราเคารพความเห็นท่าน ที่ต้องการคืออยากฟังเหตุผลดีๆ ซึ่งท่านอาจมีอยู่แล้วหละ ข้อมูลเหล่านี้จากทั้งสองฝ่ายเมื่อชาวอโศกรับรู้มาแล้วก็จะช่วยให้เกิดการ ชั่งน้ำหนักเพื่อกำหนดบทบาทที่เหมาะสมต่อไป ชาวอโศกนั้นผมเชื่อว่าท่านเป็นคนจริง ใจนักเลง ไม่ทิ้งมิตร ท่านอยู่กับใครเขาก็สบายใจ คุณสมบัตินี้หากเข้าไปสนับสนุนสิ่งที่เหมาะสม จะเป็นประโยชน์มากครับ
 
คิดว่าระบบสังฆะปัจจุบันมีความ เป็นธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ หรือมีประสิทธิภาพตรวจสอบกันและกันทางพระธรรมวินัยในระดับที่สังคมเชื่อถือ ได้มากน้อยเพียงใด
 
เท่าที่ผ่านมา อย่างกรณีท่านยันตระ ผมคิดว่ามีปัญหา สรุปคือ จาก ๑๐ คะแนน สิ่งที่ท่านทำ ไม่น่าจะได้เกิน ๔ อันนี้วัดจากอดีตนะครับ ไม่อยากพยากรณ์ปัจจุบันและอนาคต ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้
 
คำถามนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของ ปัญหาในวงการสงฆ์ คือดูเหมือนอาจารย์จะเห็นต่างจากอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เรื่องตรวจสอบอาบัติปาราชิกอธิการบดีมหาจุฬาฯ แต่นั่นเป็นเพียงการโพสต์ความเห็นท้ายบทความในประชาไท อาจทำให้คนอ่านไม่เข้าใจวิธีคิดของอาจารย์ชัดเจนพอ จริงๆแล้วอาจารย์คิดอย่างไรกับการตรวจสอบปัญหานี้
 
อ๋อ เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ ขอบพระคุณที่ถาม ผมเห็นด้วยว่า เมื่อมีเรื่องที่ตีความว่าอาจเข้าข่ายผิดพระธรรมวินัยกับพระ โดยเฉพาะท่านที่เป็นพระราชาคณะระดับสูง อย่างท่านอธิการบดีมหาจุฬา พุทธบริษัททั้งหมดควรสนใจ และขวนขวายทำเท่าที่ทำได้ เพื่อให้กรณีเช่นนั้นได้รับการ “ดำเนินการ” ตามขั้นตอนต่อไป ที่ผมเขียนท้วงติงท่านอาจารย์สุลักษณ์นั้นผมท้วงติงในทาง “สาระ” ของกระบวนการที่ท่านกำลังดำเนินการ ไม่ได้ท้วงติงกระบวนการเลย คือเห็นด้วยที่จะให้มีการดำเนินการต่อไป และผมก็เห็นด้วยอีกแหละครับที่ท่านอาจารย์ท่านทำหนังสือถึงใครต่อใครในทาง สงฆ์ ท่านทำถูกแล้ว แต่ที่ผมท้วงติงคือสิ่งที่อยู่ในหนังสือนั้นต่างหาก ข้อมูลและเหตุผลของท่านผมคิดว่ายังไม่มีน้ำหนัก อันนี้วัดจากเอกสารที่ท่านเขียนนะครับ  หากตัวเอกสารไม่เป็นแบบนี้ ผมอ่านแล้วคิดว่ามีน้ำหนัก ผมต่างหากที่จะไปช่วยท่าน เมื่อท่านส่งไปแล้วไม่มีใครตอบท่านกลับมา
 
สมมติว่าเราลืมเรื่องที่ผ่านมา แล้วถามว่าเนื่องจากเรื่องนี้ยังไม่จบ ควรทำอย่างไร ผมคิดว่า เราไม่ควรปล่อยให้เรื่องจบ ควรมีการศึกษาตรวจสอบ เก็บข้อมูลกันต่อไป เท่าที่จะทำได้ วันหนึ่ง เมื่อเรามีข้อมูลที่ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่เพียงพอ เราก็หยุด แต่ถ้าข้อมูลบอกไปอีกทาง เราก็เดินหน้าต่อตามกระบวนการ ส่วนจะเจอปัญหาว่าระบบสงฆ์จะไม่ลูบหน้าปะจมูกช่วยคนกันเองหรือ เราก็สงสัยได้ เพราะมันเคยเป็นมาแล้ว แต่สำหรับผม ผมทำเท่าที่ผมทำได้ ทำแล้วระบบมันไม่อำนวย ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะผมถือว่าผมทำเต็มที่แล้ว โลกนี้มันมีความสมบูรณ์เสียที่ไหน หากไม่พบความสมบูรณ์ของโลก เราจะขาดใจตาย เราตายมานานแล้วครับ
 
แต่เรื่องอย่างนี้ผมให้ความสำคัญกับท่านที่ตกเป็นเหยื่อ ถ้าเป็นผม ผมจะรู้สึกอย่างไร ยิ่งหากผมรู้ว่ามีความเข้าใจเรื่องนี้คลาดเคลื่อนไปมาก และความคลาดเคลื่อนนั้นมันอธิบายได้ยาก เว้นแต่จะเขียนเป็นนิยายหรือเรื่องสั้นอธิบาย ผมก็คงอยู่ในความทุกข์ นี่เองครับที่ผมพยายามแตะต้องเรื่องแบบนี้อย่างที่คิดว่านุ่มนวลที่สุด ไม่เกิดกับเราเราไม่เข้าใจหรอกครับ อาจารย์ลองไปอ่านนิยายที่ผมเขียนเรื่อง “ความยุติธรรมและการแก้แค้น” ในเว็บไซต์วารสาร “ปัญญา” ดูซิครับ 

ภาพจากเว็บไซต์ “วารสารปัญญา”(เพิ่มโดยผู้สัมภาษณ์)
 
ผมเขียนเรื่องนี้เพราะรู้สึกว่า ความจริงหลายเรื่องในชีวิตคนจริงหาคำตอบไม่ได้ง่ายหรอกครับ เพราะคิดอย่างนี้ ผมจึงมีนิสัยที่บางท่านอาจเห็นว่าแย่ก็ได้ คือไม่มีแก่ใจที่จะตรวจสอบเพื่อจับผิดใคร ที่สำคัญคือถล่มใครบางคนที่เราคิดว่าเป็นยักษ์ในทางอธรรมลงได้แล้ว คำถามคือ “แล้วไงต่อ” ใครได้ประโยชน์ ผมยังคิดจะเขียนนิยายประเภทว่า คนสนิทของมหาราชองค์หนึ่งในอินเดียสมัยพระพุทธเจ้า หรือสมัยไหนก็ได้ ยกฉากไปไว้ไกลๆ จะได้ไม่รบกวนจิตใจของพี่น้องที่ท่านอ่อนไหวต่อเรื่องเจ้า คนผู้นี้พบว่ามหาราชนั้นทำผิดเรื่องหนึ่ง คือล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงคนหนึ่ง ซึ่งก็คือลูกของตัวนั่นแหละ เขาแค้นใจ แต่ขณะเดียวกัน ก็พบว่ามหาราชองค์นี้เป็นหลักชัยของมหาชน มหาราชองค์ก่อนเป็นทรราช ผู้คนอดอยากทั้งบ้านเมือง แต่มหาราชองค์นี้มาช่วยทำให้อะไรดีขึ้น ถ้าเขาโค่นมหาราชองค์นี้ลงได้ เพื่อความถูกต้อง เขาก็ได้สิ่งนั้น แต่เสียมหาราชที่คนยากจนรักและได้ประโยชน์ เขาจะเลือกอะไร ผมไม่รู้
 
หากถึงที่สุดแล้วคณะสงฆ์ยังยืนยันจะคงระบบเก่าตลอดไป อาจารย์มองเห็นหน้าตาพุทธศาสนาในอนาคตของบ้านเราเป็นอย่างไร 
 
ตัวใครตัวมันครับ แต่ผมเชื่อว่าพระพุทธศาสนาในรูปของ “ความรู้” ที่ใช้ประโยชน์ได้ในทางใดทางหนึ่งจะอยู่ตลอดไป จะมีคนเอาไปสอนในมหาวิทยาลัย ทั้งโลก เหมือนสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา เป็นต้น ไม่มีวัด ไม่มีคณะสงฆ์ ไม่มีพิธีกรรมทางศาสนา ความรู้แบบพุทธที่ว่านี้ก็ยังอยู่ครับ นี่เองทำให้ผมเวลานี้สนใจมาทำงานด้านนี้ เพราะเห็นว่ามันยั่งยืนกว่า ทำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา 
 
หมายเหตุผู้สัมภาษณ์ : สัมภาษณ์ทางอีเมล์ ส่งคำสัมภาษณ์ วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๕ ผู้ให้สัมภาษณ์ส่งคำตอบกลับมา วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๕

ยุกติ มุกดาวิจิตร: กสทช.ชุดบุรุษ/ทหาร/ราชการนิยม

ที่มา ประชาไท



เมื่อวาน (24 ธันวาคม 2555) กสทช.เชิญให้ผมไปร่วมแสดงความเห็นในเวทีเสวนาสาธารณะ “1 ปี กสทช. กับความ (ไม่) สมหวังของสังคมไทย” ทีแรกผมไม่คิดว่าตนเองจะสามารถไปวิจารณ์อะไรกสทช.ได้ แต่ผู้จัดยืนยันว่าต้องการมุมมองแบบมานุษยวิทยา ผมจึงตกปากรับคำไป
ซึ่ง นั่นก็น่ายินดี เพราะทำให้ผมได้ความรู้จากวิทยากรหลายๆ ท่าน ในส่วนของผม ขอสรุปประเด็นที่ผมนำเสนอ (อาจจะไม่ตรงกับคำพูดในเวลาเพียงประมาณ 20 นาที) ดังนี้

1) ด้านที่มาขององค์กร

การ เกิดขึ้นของกสทช.สอดคล้องกับความต้องการของสังคมไทย ที่การก้าวเข้าสู่ระบบโลกในปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องให้สิทธิเสรีภาพแก่ด้านการสื่อสารในทุกๆ ด้านแก่ประชาชน การมีองค์กรอิสระเพื่อดูแลจัดการด้านนี้โดยเฉพาะ ย่อมเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางที่ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายเลือกกระทำ

ใน กรณีของสังคมไทย กสทช.กำเนิดขึ้นมาในบริบทเดียวกับ “องค์กรอิสระ” ทั้งหลายแหล่ เพียงแต่กสทช.เป็นองค์กรอิสระล่าสุดที่ได้รับการจัดตั้งขึ้น แต่ก็ดูจะมีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลของประเทศ ในบริบทนี้ กสทช.เกิดมาจากความไม่ไว้วางใจต่อนักการเมืองและบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ ในการบริหารจัดการช่องทางการสื่อสาร 

อย่าง ไรก็ดี ดังที่เราได้เห็นกันมาแล้วว่า องค์กรอิสระหลายองค์กรกลับมิได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง ยังมีอำนาจเร้นลับ อำนาจนอกระบบ หรืออคติเอนเอียงทางการเมือง ที่เข้ามาแทรกแซงองค์กรอิสระ ทำให้เกิดการบิดเบืนอหลักการสำคัญๆ ขององค์กรอิสระหลายองค์อย่างเห็นได้ชัด (ผมไม่ได้กล่าวไปในเวทีเสวนาว่า ยกตัวอย่างเช่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

ใน แง่นี้ กสทช.ก็ไม่ได้พ้นเงื้อมมือของอำนาจนอกระบบ ดังจะเห็นได้ว่า ที่มาของกสทช. ก็มาจากการสรรค์หาของวุฒิสมาชิก ซึ่งกว่าครึ่งไม่ได้มีความยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของประชาชน ยิ่งกว่านั้น การที่กสทช.ถือกำเนิดมาจากรัฐธรรมนูญที่เป็นดอกผลของคณะรัฐประหาร 2549 ทำให้เกิดรอบด่างพร้อยแก่คณะกรรมการกสทช.ชุดนี้ รอบด่างพร้อยที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกสทช. ซึ่งมีประวัติเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ 2549-2550 มาก่อน จึงนับได้ว่าสร้างจุดด่างพร้อยแก่กสทช.ว่าเป็นผู้รับใช้ระบอบทหารนิยม ระบอบรัฐประหาร ระบอบอนุรักษ์นิยม

ด้วย ที่มาดังนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า หากจะต้องเลือกเอาระหว่างความมั่นคงของชาติ ตามอุดมการณ์แบบทหารนิยม/รัฐประหารนิยม/อนุรักษ์นิยม กับสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว กสทช.ชุดนี้จะเลือกเอาอะไรกันแน่ กสทช. จะแสดงบทบาทปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้คลื่นวิทยุ โทรทัศน์ และคลื่นความถี่อย่างไร หากคลื่นเหล่านี้ถูกคุกคามโดยรัฐ

2) ด้านอุดมการณ์

ผม อ่านในระดับสัญลักษณ์แล้วเห็นว่า กสทช.ชุดนี้มีอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ อำนาจนิยม และราชการนิยม ลักษณะดังกล่าวนี้สามารถ “ถอดรหัส” ได้จากรายงานประจำปีของกสทช. และเว็บไซต์ของ กสทช. เอง 

เห็น ได้ชัดว่า สัดส่วนของคณะกรรมการกสทช.มีผู้หญิงเพียงคนเดียว จากกสทช. 11 คน และในคณะกรรมการย่อย ยังมีผู้ชายเป็นหัวหน้า ผู้หญิงเพียงคนเดียวนี้ยังมีบทบาทรอง ข้อสังเกตนอกเหนือจากนั้นที่ผมตั้งไว้ในเวทีเสวนาคือ การที่ผู้หญิงกลายเป็นเพียงเสียงเจี้ยวจ้าวที่ระเบ็งเซ็งแซ่มาคอยวิพากษ์ วิจารณ์การใช้อำนาจของพวกผู้ชาย 

อัน ที่จริง ข้อที่ผมไม่ทันได้พูดไปในการเสวนาคือการที่สังคมกสทช.ไม่เพียงเป็นสังคมชาย เป็นใหญ่ แต่ยังเป็นสังคมที่มีประธานเป็นชาย “นั่ง” เป็นใหญ่อยู่ จากรูปถ่ายในรายงานประจำปี มีเพียงประธานคนเดียวที่นั่ง นอกจากนั้นยืนกันหมด ภาพลักษณ์ “ประธานนั่ง” ส่อถึงการเป็น “ผู้นำที่ไม่ต้องแบกรับภาระในเชิงปฏิบัติการอะไร” นอกจากคอยสั่งการ หรือไม่ก็เป็นเพียงสัญลักษณ์เชิงอำนาจซึ่งสืบทอดมาจากคณะรัฐประหารเท่านั้น

ลักษณะ ชายเป็นใหญ่สอดคล้องกับลักษณะอำนาจนิยม ดังที่เราเห็นได้ชัดว่า ในจำนวนกสทช. 11 คนนี้ เป็นทหารและตำรวจถึง 6 คน สัดส่วนนี้ไม่ได้สะท้อนภาพของสังคมไทย หากแต่สะท้อนการเกาะกลุ่มกันของผู้มีอำนาจในสังคมไทยในขณะนี้ นั่นคือการที่องค์กรอิสระถูกตั้งขึ้นมาจากผลพวงของการรัฐประหาร 2549 และจึงทำให้สัดส่วนของผู้นำแบบอำนาจนิยม/ทหารนิยม/อนุรักษ์นิยม ก้าวเข้ามาในสัดส่วนที่สูง 

ประเด็น ที่ผมไม่ได้พูดไปคือ กรณีของกสทช.บางคนที่เราเห็นกันอยู่ว่าเขาจะเข้ามาช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้ ภาคประชาชน ก็ยังน่าสงสัยว่า หากเขาไม่ได้เป็นผู้หนึ่งที่ขัดขืน วิพากษ์ผู้มีอำนาจจนถูกผู้นำรัฐบาลนั้นข่มเหงอย่างรุนแรงแล้ว เขาจะได้รับคัดเลือกมาเป็นกสทช.หรือไม่

ดู จากรูปถ่ายของคณะกรรมการแล้ว แม้ว่ากสทช.จะพยายามแสดงภาพลักษณ์แบบ CEO ของบริษัทชั้นนำ แต่วัฒนธรรมองค์กรของกสทช.ยังยึดโยงอยู่กับภาพลักษณ์แบบราชการ สังเกตได้จากการเปิดหน้ารายงานประจำปีด้วย “พระบรมราชโองการ” และมีตราครุฑเหนือเอกสารหน้าเว้นหน้า รวมทั้งประกาศต่างๆ ที่แสดงในเว็บไซต์ก็มีตราครุฑแทบทั้งสิ้น การส่งสารเชิงสัญลักษณ์เช่นนี้ไม่ใช่เป็นเพียงภาพลักษณ์ที่ปรากฏภายนอก แต่มันยังมีผลต่อพฤติกรรม ทั้งของพฤติกรรมขององค์กรเอง และพฤติกรรมของประชาชนที่มองและปฏิบัติต่อกสทช. 

การ มีภาพลักษณ์ที่เป็นเจ้าคนนายคน หลุดลอยอยู่เหนือแต่ส่งอิทธิพลต่อชาวบ้าน จากเบื้องบน เป็นการผลิตซ้ำวัฒนธรรมราชการ ที่ทำให้กสทช.ไม่เข้าถึงประชาชน และยังมองตนเองว่าเป็นผู้มีอำนาจเหนือประชาชน ความรู้ความสามารถเฉพาะทางที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกสทช.เป็นความจำ เป็นอยู่แล้วที่กสทช.จะต้องแตกต่างจากประชาชนทั่วไป แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้กสทช.จะต้องอยู่เหนือประชาชน ด้วยการอิงอำนาจตนเองกับ “พระบรมราชโองการ” ไม่ใช่หรือ

ดัง นั้น แทนที่องค์กรอิสระนี้จะเกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้ประชาชน คุ้มครองสิทธิเสรภาพของประชาชน กลับกลายเป็นว่าจะมาเป็นอำนาจรัฐนอกการกำกับของรัฐบาล และไม่มีความยึดโยงกับอำนาจของปวงชนเสียมากกว่า

3) การปฏิบัติหน้าที่

ผมตั้งคำถาม 2 ประการกับกสทช. คือเรื่องบทบาทต่อคนชั้นกลางระดับล่าง และบทบาทการเซ็นเซอร์เนื้อหา 

ต่อ ประเด็นแรก หากสังเกตจากเนื้อหาของการเสวนาในวันนั้น และเสียงวิจารณ์ของสังคม ที่โดยมากพุ่งไปยังบทบาทกสทช.ต่อกิจการหรือการคุ้มครองผู้บริโภคในเมือง และผู้บริโภคชนชั้นกลางระดับกลางถึงระดับบน ไม่ว่าจะเป็นการประมูล 3G การปรับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ หรือการคุ้มครองผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งก็มีผู้บริโภคที่เป็นปัจเจกชน หากแต่มีการพูดถึงสื่อชุมชนน้อยมาก 

เหล่า นี้ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่า หากสังคมหรือกลุ่มผู้วิพากษ์กสทช.เองไม่ค่อยได้สนใจปกป้องผลประโยชน์ของคน ชั้นกลางระดับล่าง หรือคนในชนบท ในต่างจังหวัดแล้ว ก็อาจจะเป็นเพราะว่ากสทช.เองนั่นแหละ ที่ก็ไม่ไดให้ความสำคัญต่อคนเหล่านี้เพียงพอ จึงทำให้ไม่มีเสียงสะท้อนต่อการทำงานด้านนี้ของกสทช.

ปัญหา ที่เห็นได้ชัดคือ การที่สัญญาณส่งคลื่น “ฟรีทีวี” นั้น กระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ในเขตผู้มีรายได้เพียงพอที่จะจ่ายให้กับสัญญาณดาวเทียมหรือสัญญาณเคเบิลทีวี แต่กลับกลายเป็นว่าผู้มีรายได้น้อยต้องจ่ายเงินซื้อจานดาวเทียม เนื่องจากสัญญาณฟรีทีวีในต่างจังหวัดแย่มาก ทำให้ฟรีทีวีฟรีเฉพาะกับคนที่มีรายได้มาก ฟรีกับคนที่ไม่ต้องการฟรีทีวีมากกว่า หรือกรณีโทรศัพท์ทางไกล ที่ราคาแพงมาก ในขณะที่คนกรุงเทพฯ ใช้โทรศัพท์ราคาถูกกว่ามาเนิ่นนานแล้ว กสทช.มีนโยบายอย่างไรกับการปรับปรุงสิทธิการเข้าถึงตรงนี้หรือไม่ ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ชัดนัก

นอก จากนั้น เรื่องวิทยุชุมชน มีเสียงสะท้อนจากข่าวว่าประกาศของกสทช.เรื่อง “หลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. 2555” ที่อาจมีผลกีดกันการเข้าถึงสื่อ เช่นมีข้อกำหนดที่ให้ผู้เข้ารับการอบรมประกอบกิจการวิทยุชุมชน จะต้องจบปริญญาตรีสาขาสื่อสารมวลชนด้านวิทยุ-โทรทัศน์ (ดูข่าว “วิทยุชุมชนฟ้อง กสทช. เลือกปฏิบัติ” ใน “คม-ชัด-ลึก” วันที่ 26 ธค. 2555) 

หาก เป็นดังนั้นจริง ก็จะจำกัดการดำเนินกิจการวิทยุชุมชน ทั้งๆ ที่วิทยุชุมชนมีบทบาทสำคัญต่อความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองของไทยใน ระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้เป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้น ในเมื่อผู้ประกอบกิจการอยู่ในขณะนี้จำนวนหนึ่งไม่ได้จบปริญญาตรี หรือไม่ได้จบสาขานี้โดยตรง เขาก็ยังประกอบกิจการด้านนี้มาได้ แสดงว่าการประกอบกิจการด้านนี้ก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้วุฒิปริญญาตรีสาขา วิทยุ-โทรทัศน์แต่อย่างใด

ใน ทางตรงกันข้าม ดูเหมือนแทนที่กสทช.จะให้การสนับสนุนต่อคลื่นความถี่ลักษณะต่างๆ ที่คนหมู่มาก คนมีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงได้ แต่กลับจำกัดหรือสร้างเงื่อนไขที่ทำให้การเข้าถึงยากเย็น ในขณะช่องทางการสื่อสารหลัก ไม่ว่าจะเป็นวิทยุหรือโทรทัศน์ ซึ่งอยู่ในมือของผู้มีอำนาจ คือทหาร รัฐบาล และบริษัทเอกชน กลับได้รับการโอบอุ้มอะลุ่มอล่วยมากกว่า

อีก ข่าวหนึ่งที่น่าสนใจคือ ข่าวการปรากฏตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีในทีวีช่อง 11  ถูกหยิบยกมาเป็นข้อร้องเรียนต่อกสทช.ว่า ทำไมกสทช.ไม่ควบคุม แม้ว่ากสทช.จะตอบกลุ่มผู้ร้องเรียนว่า การปรากฏตัวของบุคคลดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย แต่กสทช.ยังแสดงท่าทีเสมือนเป็นการเซ็นเซอร์เนื้อหาด้วยการกล่าวว่า “สื่อสารมวลชนโดยเฉพาะช่อง 11 ในภาพกว้าง เวลาทำรายการใดๆ ต้องระมัดระวังว่ารายการนั้นจะไม่ก่อให้เกิดข้อคิด หรือข้อขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคม” (ดูข่าว “กสทช.ไม่ฟันทักษิณโผล่ทีวี” ใน “บ้านเมือง” วันที่ 26 ธค. 2555) 

ความ เห็นนี้จัดได้ว่าเป็นการเซ็นเซอร์เนื้อหาในลักษณะหนึ่ง เนื่องจากกำกับว่าจะต้องมีทิศทางของเนื้อหาไปทางใดทางหนึ่ง นอกจากนั้น ความเห็นนี้ยังวางกรอบที่กำกวมว่า เนื้อหานั้นจะต้องไม่ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งในสังคม ใครจะเป็นผู้ตัดสินว่า เนื้อหาใดก่อให้เกิดความขัดแย้ง เนื้อหาใดไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง หากกสทช.เป็นผู้ตัดสิน ก็จะยิ่งตอกย้ำว่า กสทช.เป็น “คุณพ่อรู้ดี” เป็นผู้เผด็จการที่คอยกำหนดกะเกณฑ์ได้ว่า เนื้อหาใดควรนำเสนอออกสื่อ เนื้อหาใดไม่ควร 

ที่ แย่ยิ่งกว่านั้นคือ นี่แสดงว่ากสทช.ไม่เข้าใจลักษณะของสังคมประชาธิปไตยและสังคมสมัยใหม่ว่า เป็นสังคมที่มีความขัดแย้งเป็นธรรมชาติ ตราบใดที่ความขัดแย้งนั้นยังดำเนินไปบนวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย และสามารถจัดการได้ด้วยด้วยกลไกในระบอบประชาธิปไตย ความขัดแย้งใดๆ ก็เป็นที่ยอมรับได้ 

ปัญหา เหล่านี้อาจจะไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากปัญหาของที่มาของกสทช.และอุดมการณ์ เบื้องหลังกสทช.ดังกล่าว หากแต่ปัญหานี้สะท้อนว่า ที่มาและอุดมการณ์แบบอำนาจนิยม/ทหารนิยม/อนุรักษ์นิยมอาจมีส่วนทำให้ประเด็น เรื่องการกระจายโอกาสการเข้าถึงสื่อไปสู่คนรายได้น้อย และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงสื่อและเสรีภ่พการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น ไม่ได้เป็นจุดเน้นของกสทช.ชุดปัจจุบัน

ในท้ายที่สุด ผมตั้งคำถามว่า หากแก้รัฐธรรมนูญแล้ว กสทช.ชุดนี้จะแสดงสบิริตประชาธิปไตยด้วยการลาออกหรือไม่

ปัญหาตรรกะการเปรียบเปรย: กรณีนิ้วทั้ง 5/ สังคมเหมือนร่างกาย/ สื่อคือหมาเฝ้าบ้าน

ที่มา ประชาไท




คนเรา ‘นิ้วทั้งห้ายังไม่เท่ากัน’ เลย แล้วจะไปเรียกร้องหาความเสมอภาคเท่าเทียมไปทำไม?
‘สังคมเปรียบเสมือนร่างกายมนุษย์’ หากแต่ละคนรู้หน้าที่ ปฏิบัติดั่งอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่ทำงานสอดคล้องกัน สังคมก็ไม่มีปัญหา
สื่อมวลชนคือ ‘หมาเฝ้าบ้าน’ ผู้รับใช้สังคมที่เป็นเจ้าของหมา
     เหล่านี้คือคำเปรียบเปรยที่ดูมี ‘เหตุผล’ น่าเชื่อถือ แต่เอาเข้าจริง มีปัญหาทางตรรกะ เพราะการเปรียบเปรยนั้นมักไม่สามารถเทียบลักษณะของของสองสิ่งที่เปรียบเทียบ คู่กันได้อย่างสมบูรณ์ แถมหลายครั้งการเปรียบเปรยก็มีขึ้นเพื่อบิดเบือนปิดบังความจริง
      ขอเริ่มโดยการยกตัวอย่างเรื่องนิ้วทั้งห้าที่ไม่เท่ากัน และการเปรียบสังคมเหมือนร่างกายมนุษย์ ที่มักถูกใช้ในการตอกย้ำในความไม่เสมอภาคของมนุษย์ และการแบ่งชนชั้น บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาและเป็นธรรมชาติ –ปัญหาคือสังคมมีความหลากหลายและเคลื่อนไหวทางชนชั้นตลอดเวลา บางคนเกิดมาจน แต่มีสมองและขยัน หาเงิน ไขว่ขว้าเรียนรู้จนพอมีฐานะ และลูกหลานกลายเป็นชนชั้นกลางหรือสูงได้ (social mobility) เพราะฉะนั้นสถานะมิได้หยุดนิ่ง ชนชั้นล่างไม่จำเป็นต้องยอมรับในสภาพที่ตนเกิดมา ต่างจากนิ้วคนทั้งห้าที่ไม่เท่ากันและจะไม่มีวันเท่ากัน
       การเปรียบว่าสังคมเสมือนนิ้วทั้งห้า หรือสังคมเสมือนร่างกายมนุษย์จึงมิได้ตอบคำถามที่ว่า ทำไมบางคนถึงต้องตกเป็นนิ้วก้อยหรือเป็นเท้าไปตลอดชีวิต ในขณะที่บางคนเป็นมันสมอง แทนที่จะเป็นมือเป็นตีน หรือเป็นนิ้วชี้คอยสั่งการผู้อื่นให้ทำตามและรับใช้
      คำเปรียบเปรยทั้งสองจึงมิเพียงแต่คลาดเคลื่อน มีปัญหาทางตรรกะ มิได้สะท้อนความเป็นจริง หากยังตอกย้ำให้ผู้คนยอมรับความไม่เสมอภาค และความเหนือกว่าและได้เปรียบทางชนชั้น ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้คนควรยอมรับโดยไม่ขัดขืน
      กรณีการเปรียบเทียบสื่อกระแสหลักเป็นหมาเฝ้าบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งของการเปรียบเปรยที่มีปัญหาทางตรรกะ เพราะมันตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า เจ้าของสื่อหรือหมาเฝ้าบ้าน คือประชาชนทั้งสังคมที่เลี้ยงดูหมา (สื่อ)
      เอาเข้าจริง ผู้ที่เข้าใจเรื่องโครงสร้างและรายได้ของสื่อกระแสหลักทุกวันนี้รู้ดีว่า สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ที่แท้คือบรรษัทสื่อ ซึ่งจำนวนมากจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และรายได้ส่วนใหญ่มาจากการโฆษณา –หาได้มาจากการขายหนังสือพิมพ์ตามแผง หรือผู้ชมและผู้ฟังวิทยุทีวีไม่ และเอาเข้าจริง สื่อนั่นแหละที่เอาผู้ชมผู้อ่านผู้ฟัง ไป ‘ขาย’ ให้กับบริษัทโฆษณา และบริษัทผู้ลงโฆษณา แถมยังต้องเกรงใจบริษัทที่เป็นสปอนเซอร์ที่ลงโฆษณารายใหญ่ๆ
      ไม่มีหมาเฝ้าบ้านจริงๆ ที่ไหน เอา ‘เจ้าของ’ ของมันไปเร่ขายหรอกครับ สื่อกระแสหลักจึงมิใช่หมาเฝ้าบ้านอย่างแท้จริง
      ในหนังสือ ‘สื่อเสรีมีจริงหรือ: บทเรียนประชาธิปไตยและวัฒนธรรมสื่อไทย’ (พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง 2545)  ซึ่งเขียนโดยผู้เขียน หน้า 47-48 เขียนไว้ว่า การเปรียบเทียบเช่นนี้ ‘เป็นการสร้างมายาให้สังคมหลงคิดว่าสื่อเป็นเพียงหมาเฝ้าบ้านที่ไร้พิษภัย’
      ‘ก่อนอื่นต้องตระหนักว่า “หมาเฝ้าบ้าน” มันห่วงเรื่องกิน (กำไร) มากพอๆ หรือมากกว่าการเห่าเตือนเจ้านายของมัน (สังคม) หมาเฝ้าบ้านหลายตัวรวยมีสมบัติเป็นธุรกิจร้อยล้านพันล้าน…หมาเฝ้าบ้านชอบ ประจบขออาหาร เลียเจ้านายบางกลุ่มอย่างออกหน้าออกตา ซึ่งมักเป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ ที่ลงโฆษณาและสปอนเซอร์ ปุจฉาจึงมีว่า แท้จริงแล้ว คนกลุ่มไหนกันแน่ที่เป็นเจ้านาย คนจน คนธรรมดา หรือคนรวยและบรรษัทที่ลงโฆษณา ประเด็นถัดมาคือ หมาตัวนี้ชอบเห่าพร่ำเพรื่อเป็นวรรคเป็นเวร เพราะมันเห่าออกมาเป็นสินค้าหากำไรได้ บ่อยครั้งมันมิได้เห่าเตือนอะไร หากเห่าเพื่อขายโฆษณาและตัวมันเอง
      ‘หมาบางตัวเห่าโฆษณาว่าสามารถเสนอผลเลือกตั้งได้เร็วกว่าหมาตัวอื่น ทำอย่างกับว่าการเมืองไทยจะพลิกโฉม หากรู้ผลการเลือกตั้งเร็วขึ้น 3 นาที
      ‘หลายตัวเห่าจนกลายเป็นการพากย์มวย เป็นละครน้ำเน่า นักการเมือง นักเลือกตั้ง กลายเป็นดารา จึงไม่แปลกที่นักข่าวนิวซีแลนด์ผู้หนึ่งจะกล่าวว่า ข่าวมันก็เป็นเพียงการ “บันเทิง” ดีๆนี่เอง’
      เช่นนี้แล้ว สื่อกระแสหลักจึงมิใช่ หมาเฝ้าบ้านของสังคมอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด ซึ่งสื่อเองจำนวนมิน้อยก็ต้องการให้เข้าใจผิดเช่นนั้น เพราะมันทำให้สื่อดูดี น่าเชื่อถือ และนี่คืออีกหนึ่งของการเปรียบเปรยที่มีปัญหาทางตรรกะ และบิดเบือนความเป็นจริง ซึ่งดูเสมือนจะกลายเป็นบทบาทหลักของคำเปรียบเปรียหลายๆ อย่าง และเราไม่มีวันรู้เท่าทัน หากเราไม่พยายามตั้งข้อสงสัยและวิเคราะห์คำเปรียบเปรยเหล่านั้นอย่างจริงจัง และเป็นเหตุเป็นผลอย่างแท้จริง

อียิปต์รับรัฐธรรมนูญใหม่ หลังประกาศผลอย่างเป็นทางการ

ที่มา ประชาไท


หลังการลงประชามติ 2 รอบ คณะกรรมการการเลือกตั้งของอียิปต์ก็ประกาศผลลงประชามติอย่างเป็นทางการด้วย คะแนนโหวตเห็นชอบร้อยละ 63.8 แม้ว่าฝ่ายต่อต้านจะอ้างว่ามีความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ก็ยังไม่มีแผนประท้วงใดๆ
เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2012 คณะกรรมการการเลือกตั้งของอียิปต์ได้ประกาศผลการลงคะแนนประชามติร่างรัฐ ธรรมนูญใหม่ โดยผลโหวตปรากฏว่าประชาชนชาวอียิปต์ให้การรับรองร่างรัฐธรรมนูญด้วยคะแนน โหวตรับรองร้อยละ 63.8 จากการรวมคะแนนโหวตทั้งสองรอบ
ก่อนหน้านี้อียิปต์ได้เปิดให้มีการลงคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญในรอบ แรกวันที่ 15 ธ.ค. และรอบที่สองในวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดร้อยละ 32.9 จากจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนน 52 ล้านคน
แต่เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก็ได้กล่าวหาว่ามีการโกงการลงคะแนนและขอให้มีการสอบสวน โดยก่อนหน้านี้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้กล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญใหม่สนับสนุนให้มี การใช้กฏหมายศาสนาอิสลามในอียิปต์
ทางด้านคณะกรรมการการเลือกตั้งของอียิปต์ ซามีร์ อาบู อัล-มาตติ กล่าวในที่ประชุมแถลงข่าวว่า พวกเขากำลังสอบสวนอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกร้องเรียนเข้ามา
หลังการลงประชามติเสร็จสิ้นลงก็มีความคาดหวังว่า ปธน.โมฮาเม็ด มอร์ซี ของอียิปต์จะจัดให้มีการเลือกตั้งส.ส. ภายในอีกสองเดือนข้างหน้า ซึ่งในขณะนี้อำนาจบริหารได้ถูกย้ายจากประธานาธิบดีไปสู่สภาสูง
รวมถึงการประกาศกฤษฎีกาทั้งหมดนับตั้งแต่การปฏิวัติโค่นล้มอดีตผู้นำ ฮอสนี มูบารัค ในเดือน ก.พ. 2011 ก็ถูกทำให้เป็นโมฆะและไม่ส่งผลใดๆ นับตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นกฤษฎีกาจากปธน.มอร์ซี หรือจากสภาคณะทหารสูงสุดของอียิปต์ซึ่งปกครองอียิปต์ 16 เดือนหลังจากปฏิวัติ
นอกจากนี้แล้วยังต้องมีการโยกย้ายตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศาลฎีกา จากการที่เจ้าหน้าที่ลาออกไป 9 คน

กกต.กังวลเรื่องข้อกล่าวหาเรื่อง ไม่มีการตรวจสอบอย่างถูกต้องจากฝ่ายตุลาการ
ราวยา ราเกห์ ผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่า ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตรวจสอบข้อร้องเรียนทุกประเภทที่มาจากฝ่ายต่อ ต้านรัฐบาลและผู้สังเกตการณ์อิสระ ซึ่งเป็นการลบล้างข้อกล่าวหาทั้งมวล โดยข้อกล่าวหาหรือข้อกังวลเรื่องที่ว่าสถานีเลือกตั้งไม่มีการตรวจสอบจาก ฝ่ายตุลาการอย่างถูกต้อง เป็นสิ่งที่คณะกรรมการต้องการชี้แจงมากที่สุด
"พวกเราได้ยินคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวว่า พวกเขารู้สึกไม่พอใจอย่างลึกซึ้งต่อข้อกล่าวหานี้ จนถึงขนาดว่าพวกเขาเต็มใจเปิดเผยชื่อ เบอร์โทรศัพท์ติดต่อและข้อมูลของตุลาการทุกคนที่ประจำอยู่ตามสถานีเลือกตั้ง ที่ถูกกล่าวหา" ราเกห์กล่าว
ทางด้านฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซึ่งไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กล่าวว่า พวกเขายังไม่มีแผนการประท้วงต่อต้านผลการประชามติในครั้งนี้ แต่ทางโฆษกก็กล่าวแสดงความเห็นว่าจำนวนการลงคะแนนโหวตในครั้งนี้แสดงให้เห็น ว่าการข้อร้องเรียนของพวกเขาไม่ได้ถูกนำไปพิจารณา
แม้จะมีความไม่พอใจจากบางฝ่ายในประเด็นเรื่องการจำกัดสิทธิ์ แต่ทางประธานาธิบดีมอร์ซี ก็บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ความคุ้มครองอย่างพอเหมาะกับคนกลุ่มน้อย และการรับรัฐธรรมนูญจำเป็นต่อการยุติความโกลาหลทางการเมืองที่เกิดขึ้นมา ตลอด 2 ปี ซึ่งได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอียิปต์ทรุดถอยลง
ผู้นำศาสนาของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม โมฮาเม็ด บาดี กล่าวแสดงความยินดีผ่านทวิตเตอร์ หลังผลการลงประขามติออกมาแล้ว "ยินดีด้วยกับประชาชนชาวอียิปต์ในการรับร้องรัฐธรรมนูญฉบับของการปฏิวัติ อียิปต์ พวกเรามาร่วมสร้างประเทศของพวกเราด้วยกันใหม่....ทั้งชายและหญิง ทั้งชาวมุสลิมและคริสเตียน"

เรียบเรียงจาก
Egypt approves disputed draft constitution, Aljazeera, 25-12-2012
Egypt opposition alleges referendum 'fraud', Aljazeera, 24-12-2012