แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

ความกล้าหาญทางวิชาการ: เสรีภาพ และการต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรี

ที่มา ประชาไท


การพัฒนาความรู้และความคิดจำต้องผ่านกระบวนการเคี่ยวกรำทางอารมณ์ในการอด ทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์และคำเสนอแนะอยู่เสมอ เพื่อพัฒนาตัวเองและผู้อื่นที่ติดตามเฝ้าชมการถกเถียงในประเด็นนั้นๆ
สิ่งที่ทำให้เสรีภาพในทางวิชาการมีความสำคัญในการพัฒนาสติปัญญามากถึง ขั้นต้องบัญญัติเป็นสิทธิตามกฎหมายที่บุคคลทั้งหลายพึงมี และมิควรโดนรัฐละเมิดเพิกถอน หรือรัฐต้องให้ความคุ้มครองมิให้มีการปิดกั้น ควบคุมการแสดงความคิดเห็นและการทำงานวิชาการ ก็ด้วยเหตุที่ในประวัติศาสตร์นั้นมีการพยายามใช้ความรู้หรือความคิดบางชุด กำกับควบคุมมิให้ผู้อื่นโต้แย้งและชี้ถึงข้อบกพร่องของความคิดหลักที่ครอบ สังคมนั้นอยู่
ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์คงทราบดีถึงชื่อ “เสีย” อันโด่งดังบางประการของ “เซอร์” ไอแซค นิวตัน ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับยกย่องให้เป็นผู้นำแห่งการสถาปนาวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่   ที่ได้ใช้อำนาจและบารมีในวงวิชาการบวกกับความใกล้ชิดกับผู้ปกครองที่สนับ สนุนการรับสถานะของสถาบันทางวิชาการ เบียดขับนักวิทยาศาสตร์ในรุ่นเดียวกันที่มีผลงานและความเห็นแย้งในประเด็น เดียวกับตนออกนอกวงโคจร   ทำให้ผลงานของนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยเงียบหายไปเป็นเวลานาน กว่าจะได้รับการตีพิมพ์และยอมรับทางวิชาการก็ล่วงเลยมาอีกนาน    นี่คือ เหยื่ออธรรมทางวิชาการ   แต่สิ่งที่สังคมสูญเสียยิ่งกว่า คือ โอกาสที่จะได้รับรู้และพัฒนาต่อยอดความคิดเหล่านั้น   เสรีภาพทางวิชาการจึงเป็นหลักประกันต่อความหลากหลายทางความคิดเพื่อส่งเสริม ความสร้างสรรค์
เหตุการณ์นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยน หลักสูตรการศึกษาภาคบังคับให้ยืดหยุ่นสอดคล้องกับความหลากหลายของแต่ละ ชุมชน   และไม่ต่างอะไรเลยกับขบวนการเคลื่อนไหวของอาจารย์มหาวิทยาลัยให้สำนักงานการ อุดมศึกษายกเลิกการสร้างระบบชี้วัดที่แข็งทื่อและไม่เปิดกว้างต่อความสลับ ซับซ้อนของสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
พฤติกรรมอีกประการที่นักคิดหรือนักวิชาการมักกระทำ คือ การวิพากษ์วิจารณ์งานของผู้อื่นว่า ลงทุนลงแรงและใช้เวลาไปกับงานวิชาการที่ไม่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาประเด็นนั้นว่าไม่น่าสนใจ หรือ ฐานความคิดทฤษฎีเหล่านั้นตกกระแสไม่เข้ากับยุคสมัย หรือสถานการณ์ที่สุกงอม โดยขาดความละเอียดอ่อนต่อผู้อื่นว่าเหตุใดเขาจึงเลือกทำประเด็นนั้น และเหตุใดจึงเลือกทฤษฎี กระบวนวิธี ที่ต่างไปจากตนคิด   เสมือนหนึ่งว่าตนเป็นผู้ควบคุมแฟชั่นแห่งวงวิชาการหากใครไม่ทำตามที่ตน วางกรอบไว้ถือว่า “out” ล้าสมัย  หรือเอาล่อเอาเถิดถึงขั้นวิพากษ์ว่า   “ไม่มีความกล้าหาญทางวิชาการ”
การเรียกร้องความกล้าหาญทางวิชาการนัยยะหนึ่งก็อาจกระทำได้ในแง่ที่มีการ เรียกร้องให้งานวิชาการมีลักษณะเชื่อมโยงกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มากขึ้น   อย่างไรก็ดีสิ่งที่บั่นทอนเสรีภาพทางวิชาการอยู่ไม่น้อย คือ การพยายามสถาปนากรอบความรู้ความคิดและประเด็นที่ควรจะทำงานวิชาการออกมา   ไม่ว่าจะเป็นกรอบอย่างเป็นทางการของหน่วยงานจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัย หรือหน่วยงานด้านการศึกษา    หรือที่อันตรายมากกว่า คือ กรอบของนักวิชาการด้วยกันที่จับจ้อง และตัดสินว่างานเหล่านี้ไม่สำคัญ ไม่น่าสนใจ ควรจะมาทำประเด็นนี้ที่น่าสนใจกว่า   หากใครทำงานนอกประเด็นที่ตนเห็น ก็จะเรียกร้องความกล้าหาญทางวิชาการ หรือจัดวางคนอื่นให้อยู่ในสถานะที่ต่ำต้อยทางวิชาการ
มีนักคิดจำนวนไม่น้อย กล่าวอ้างว่า ชื่นชอบการกระทำของ ชาร์ค รองซีแยร์ ที่วิพากษ์วิจารณ์อัดนักวิชาการด้วยกันเองว่าไม่มีความกล้าหาญทางวิชาการ หรือไม่ลุกขึ้นมาทำงานในแนวทางที่เอาวิชาการไปบูรณาการกับสถานการณ์ของสังคม เพื่อสร้างพลังและปลุกเสียงของมวลชนให้ดังขึ้น
แต่ก็ควรระลึกเช่นกันว่า ชองค์ ปอล ซาร์ต และมิเชล ฟูร์โกต์ นักวิชาการที่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อนำงานวิชาการและความ คิดเข้ารับใช้อุดมการณ์ทางการเมืองและรับใช้สังคม   ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากพรรคโดยให้ความเห็นว่า การกดให้ปัจเจกชนที่มีความคิดแตกต่างหลากหลายต้องอยู่ภายใต้ความคิดหรือแนว ทางเดียว ย่อมเป็นการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ลง เพราะไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด หรือเป็นเผด็จการทางความคิดนั่นเอง
จิลส์ เดอเลิซ และเฟลิกซ์ กัตตารี่ ก็ได้โต้การอัดนักวิชาการด้วยกันเองของชาร์ค รองซีแยร์   ว่าได้ทำลายความเป็นไปได้อื่นให้สลายลง ลดความคิดสร้างสรรค์และสิ่งดีๆที่อาจจะเกิดไม่ให้เกิดขึ้น เท่ากับเป็นการขีดกรอบปิดกั้นผู้อื่นไปแทนรัฐ หรือผู้มีอำนาจครอบงำทางวัฒนธรรมเสียเอง
กระแสอนาร์คิสและการปฏิวัติที่กำลังมาแรงหรือถือเป็นความคิดกระแสหลักของ นักคิดและปัญญาชนทั่วโลก ก็ได้เปิดให้เห็นความเป็นไปได้ และการผลักดันให้เกิดการลงมือทำเพื่อขัดขวางให้วัฏจักรแห่งความชั่วร้าย สะดุดลง หรือเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือยึดครองพื้นที่โดยเฉพาะความคิดและความสนใจให้กับสังคม   แต่งานบางเรื่องประเด็นบางประเด็น ผู้เดือดร้อนหรือเจ้าของประเด็นมิได้ต้องการให้นักคิดนักวิชาการหรือนัก เคลื่อนไหวทำให้เกิดการแตกหักและบานปลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่จำเป็นต้องใช้กระบวนการที่มีอยู่ เช่น กฎหมาย กระบวนการทางการเมืองในระบบ เข้าไปแก้ปัญหา เนื่องจากการต่อสู้ในแต่ละแบบมีต้อนทุนและเงื่อนไขต่างกัน   มิควรใช้สูตรสำเร็จใดมาจัดการกับทุกปัญหาโดยไม่คำนึงเงื่อนไข และความเสี่ยงของเจ้าของประเด็น
ดังนั้นการเรียกร้องความกล้าหาญทางวิชาการ หรือใช้ไม้บรรทัดแฟชั่นทางวิชาการเขี่ยคนอื่นหรือเรียกร้องคนอื่นโดยไม่เข้า ใจเงื่อนไข และความสำคัญของงานผู้อื่น   จึงมีลักษณะของขบวนการทางสังคมที่แคบ แหลมคม โดดเดี่ยว   เพราะได้กักขังผู้อื่นไว้ในความคิดของตนที่คับแคบ   สร้างกระบวนการที่มีเป้าหมายและวิธีการเดียวซึ่งแหลมคมแต่สร้างความเสี่ยง ให้กับผู้อื่น   และค่อยๆโดดเดี่ยวตนเองออกจากสังคม หรือได้ร้ายให้ผู้อื่นโดดเดี่ยวในการเข้าร่วมกระบวนการ
พฤติการณ์เช่นว่าจึงเป็นฆ่าขบวนการตัวเอง จนถึงขั้นทำลายล้างขบวนการตนเองไม่ว่าจะด้วยเจตนา ประมาท หรือขาดความระมัดระวังก็แล้วแต่   ณ จุดนี้ มารยาททางสังคม เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรายังอยู่ร่วมกัน แม้สิ่งใดที่เราหวังนั้นมันยังไม่มาถึง   เพราะไม่ควรมีใครออกตัวว่าตนเองไม่ให้ความสำคัญแล้วบังคับให้คนอื่นอดทนกับ ความไร้มารยาทของตน
ฝั่งตรงกันข้าม อาจตื้นกว่า แต่รู้ที่จะรักษาและสร้างฐานขบวนการตนเอง และขยายแนวร่วมไปครอบครองพื้นที่ต่างๆมากขึ้น และนั่งอยู่บนภูดูเสือกัดกันตายไปทีละตัวสองตัว ก็คงสนุกดี เพราะนี่คือ วิธีที่ชนชั้นที่แยบคายใช้ได้อย่างง่ายดายมาโดยตลอด เพราะฝ่ายวิพากษ์มักจะวิพากษ์ทุกเรื่อง จนถึงขั้นทำลายล้างขบวนการตนเอง และ “วงแตก”
แนวร่วมที่หลากหลายและเปิดกว้างให้กับความริเริ่ม สร้างสรรค์ เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ ความคิด กระบวนการใหม่   ย่อมเป็นการเพิ่มแนวร่วมและเปิดโอกาสให้กับความเป็นไปได้ใหม่ๆที่อาจจะมาจาก คนหรือขบวนการที่คนรุ่นเก่าไม่เคยคาดฝันมาก่อน   เพราะต้องไม่ลืมว่าสังคมที่เป็นอยู่นี้เป็นผลงานของใคร คนรุ่นไหน   หากลองเทียบกับกระบวนการของทุนนิยมจะเห็นได้ชัดว่าชัยชนะของทุนนิยม คือ การเปิดกว้างให้คนจำนวนมหาศาลเข้ามาล่าฝัน แม้ในความเป็นจริงจะมีเพียงคนหยิบมือเดียวที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เห็นแล้วว่าการชักจูงคนเข้ามาแข่งขันได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้วย
ขบวนการที่ยืดหยุ่นปรับตัวเข้ากับจริตของคนในสังคมแห่งยุคจึงจะสามารถสื่อสารกับคนในรุ่นหรือยุคเดียวกันได้
ธรรมชาติของเครื่องมือสื่อสารแบบเครือข่ายทางสังคมก็มีลักษณะเชื่อมโยง กันโดยไม่จำเป็นต้องร่วมกันไปเสียทุกเรื่องอยู่แล้ว ด้วยหลากหลายนี้ได้สร้างความปวดหัวให้กับฝ่ายความมั่นคงไม่น้อยในการควบคุม หรือจัดระบบในการจำแนกแจกแจง   จำเป็นหรือที่ต้องลากเอาผู้คนทั้งผองมากองอยู่ในแนวทางของตน   กลับกันการลากมาอยู่รวมกันต่างหากที่ทำให้งานของฝ่ายความมั่นคงง่ายและเพิ่ม ความเสี่ยงให้กับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อพัฒนาความคิด
การต่อสู้ทางสังคมนั้น ชัยชนะมิได้เกิดในวงวิชาการ แต่เกิดที่การเปลี่ยนแปลงความคิด รสนิยม และสามารถปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างทางสังคมอื่นๆ ตามมาได้ง่ายขึ้น   การเพิ่มปริมาณของแนวร่วมจึงเป็นสิ่งที่มิอาจเลี่ยง
การรักษาฐานความคิดทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ย่อมต้องคำนึงว่าควรให้ นักวิชาการ ปัญญาชน นักเคลื่อนไหว และมวลชนปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย เพราะแต่ละคนย่อมมีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน
นักคิด นักวิชาการคนใดที่เรียกร้องความกล้าหาญทางวิชาการจากผู้อื่น ย่อมต้องแสดงความกล้าหาญทางวิชาการของตนเองอย่างถึงที่สุดก่อน เช่น ถ้าเห็นว่ากฎหมายใดไม่เป็นธรรม ก็กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายนั้นโดยตรงเสีย แล้วรับผลทางกฎหมาย เพื่อให้สังคมเห็นว่าตนเป็นเหยื่ออธรรม แล้วสร้างกระแสสำนึกให้สังคมลุกขึ้นมาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหรือประเด็นดัง กล่าว เพื่อให้กระบวนการอยุติธรรมนั้นชะงักงันลง   หรือไม่ก็รณรงค์เรียกร้องและทำงานวิชาการด้านนั้นออกมาอย่างต่อเนื่อง จนมีสาวก หรือผู้ที่ศรัทธาจะทำงานในแนวนั้นออกมาเช่นกัน
นักวิชาการที่ปวารนาว่าไม่มีศาสนากลับทำให้งานวิชาการเป็นศาสนาเพื่อ บังคับให้คนอื่นศรัทธาและปฏิบัติดั่งตน   อย่างไรก็ตาม ดุจเดียวกับศาสนา สุดท้ายใครอยากทำอะไร ก็ทำไปตามที่ศรัทธา เพราะเราไม่ได้วัดกันที่เลขของอายุที่ล่วงเลยไป แต่สิ่งสำคัญ คือ อายุที่เหลืออยู่  อย่าให้ใครมาขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ และการลงทุนลงแรงทำงานเล็กๆแต่มีความหมายต่อชีวิตเรา แม้วันนี้จะไม่มีใครเห็นความสำคัญ ก็ให้ถือว่าเราเป็น   “ผู้มาก่อนกาล”   ก็แล้วกัน   จากที่กล่าวมาทั้งหมด หากใครลุกขึ้นมาทำงานก็ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นการต่อสู้อย่างสม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

กวีประชาไท: พยาน

ที่มา ประชาไท



ค้อนของผู้พิพากษา
วางขายอยู่ข้างซี่กรงเหล็ก
ที่ใช้ทำกรงขังคน
โศกนาฏกรรมแห่งค้อนของผู้พิพากษา
ผมเห็นอีกซ้ำเดิม
ให้ด้ามจับเป็นพยานเถอะ
ผมมองหารูปสลักตราชั่งไม่เจอ
ให้ด้ามจับเป็นพยานเถอะ
ผมมองหารอยนิ้วแห่งหัวจิตหัวใจไม่เจอ
ใช่แน่แน่, มันเป็นค้อนของผู้พิพากษาแน่แน่


มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม

เสนอรื้อ กม.ยาเสพติดทั้งระบบ ห่วงปะผุปัญหาให้อำนาจตำรวจมากเกิน

ที่มา ประชาไท


30 มกราคม 2556 ที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ประชุมหารือเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... โดยมีนายสมชาย หอมลออ กรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นประธานการประชุม
นายกอบกูล  จันทวโร  ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่า หากไม่ทบทวนทั้งระบบแทนที่จะดีก็จะมีปัญหาอย่างอื่นตามมาอีกหลายเรื่อง ซึ่งหากพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดพบว่า เปิดช่องให้การสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดหากตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย โดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา ประเด็นนี้อาจจะมีปัญหาตามมาว่าการพิสูจน์เบื้องต้นยังมีกฎหมายอย่างน้อย 3 ฉบับเกี่ยวกับการตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย เบื้องต้นน่าจะเกิดความสับสนพอสมควร เนื่องจากอำนาจของเจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์ในแต่ฉบับต่างมีระเบียบที่แตกต่างกัน เช่น ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข, ระเบียบปปส. ดังนั้นการตรวจพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่จะมีความแตกต่างกันอยู่
นายกอบกูล กล่าวว่า มีข้อสังเกตว่าการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นไม่อาจจะทราบได้ว่าเป็นการเสพยาเสพติดหรือไม่ก่อนเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ขณะที่การสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดในทางปฏิบัตินั้นการเกิดลักษณะกึ่งบังคับบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ซึ่งไม่น่าจะใช้กับผู้เสพยาเสพติดซึ่งเป็นผู้ป่วยและควรจะใช้วิธีการบำบัดอย่างถูกวิธีด้วยนอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า ในพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้มีการคัดกรองผู้เสพยาเสพติดได้อย่างแท้จริง อีกทั้งไม่มีหลักเกณฑ์ในการคัดกรองผู้เสพยาเสพติด ขณะเดียวกันผู้เสพที่จะต้องเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟูนั้นในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ระบุไว้แต่อย่างใด เช่นเดียวกับมาตรการติดตามช่วยเหลือก็ไม่ได้ระบุไว้
นายชาติชาย  สุวิกรม  อดีตที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดอยู่ที่ข้อเท็จจริงและปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งอาจจะต้องจัดระบบการบำบัดรักษาที่ดีและใช้ได้ผลจริง เพราะข้อเท็จจริงที่พบคือ ยิ่งมีการปราบปรามมากขึ้นจะยิ่งส่งผลให้ยาเสพติดให้โทษมีราคาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการบำบัดรักษาและการปราบปรามควรมีความสอดคล้องกัน เป็นข้อสังเกตที่น่าจะนำมาพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
นางสาวสุภัทรา  นาคะผิว ประธานมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวว่า ต้องสังคยานากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งระบบ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการ ส่วนตัวไม่ขัดข้องหากจะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเต็มที่  แต่จะต้องช่วยกันคิดว่าระบบควรจะเป็นอย่างไรและควรเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน นอกจากนี้เห็นว่าควรมีการพิจารณางบประมาณที่ใช้ในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด โดยคำนึงถึงผลที่ได้รับจากการดำเนินงานที่ผ่านมาของภาครัฐใช้ได้ผลมากน้อยเพียงใด เพราะเงินภาษีของประชาชนจะใช้โดยไม่สมเหตุสมผลไม่ได้
นายวีระพันธ์ งามมี ผู้จัดการภาคสนาม มูลนิธิพีเอสไอ กล่าวว่า ประเด็นที่เป็นข้อกังวลเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ฟื้นฟูนี้ มี 3 ประเด็นคือ 1.การให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจมากเกินไป 2.การนำคำว่า ความพึงพอใจ มาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินผู้ที่ได้รับการบำบัดตามร่างพ.ร.บ.นี้แล้ว ก็จะมีปัญหาว่า เป็นความพึงพอใจของใคร มีหลักเกณฑ์และขอบเขตในการพิจารณาอย่างไร 3. การจัดทำบันทึกข้อตกลงกลายเป็นเจ้าหน้าที่อาจเข้าใจว่า หากไม่ทำจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เป็นความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 ทั้งที่บันทึกข้อตกลงนี้ควรที่จะให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและรับรอง ไม่ใช่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ
นายวีระพันธ์ กล่าวว่า วาทกรรมของคำว่า ผู้ติดยาคือผู้ป่วยเป็นสิ่งที่ดีแต่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อน  ซึ่งทัศนคติของคนในสังคมมักมองว่า ผู้ใดก็ตามที่มีสารเสพติดในร่างกายจะเป็นผู้ติดยาเสพติดหรือผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงยาเสพติด จึงต้องได้รับการบำบัด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วยังมีผู้ที่มีสารเสพติในร่างกายแต่ไม่ได้เป็นผู้ที่ต้องพึ่งยาเสพติดเสมอไป ในทางการแพทย์สามารถแบ่งแยกได้อย่างชัดเจนระหว่างผู้ใช้ยา(drug use) และผู้ติดยาหรืออยู่ในภาวะพึ่งพิงยาเสพติด(drug dependence) และบุคคลสองกลุ่มนี้ก็มีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน
“การอยู่ในภาวะพึ่งพิงยาเสพติดหรือที่เข้าใจกันทั่วไปว่า การติดยา นั้นเกิดจากยาเสพติดเหล่านี้จะกระตุ้นวงจรความพึงพอใจ โดยการเข้าไปเพิ่มการทำงานของสารโดปามีน เมื่อสมองเกิดความพึงพอใจจึงเสพซ้ำอีก  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การเสพติด เป็นโรคของสมองติดยาและการติดใจ จึงจะถูกต้อง นอกจากนี้ ต้องมีความเข้าว่า ภาวะพึ่งพิงยาเสพติด เป็นภาวะเรื้อรัง ในทางการแพทย์จึงทำได้เพียง การทุเลาการเจ็บป่วย เพิ่มคุณภาพชีวิต และการป้องกันไม่ให้มีอาการเพิ่มมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยเสริม เช่น ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจและสภาวะแวดล้อม ทำให้ผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิงยาซึ่งเข้ารับการบำบัดแล้วกลับไปพึ่งพิงยาอีกครั้งถึงร้อยละ11” นายวีระพันธ์ กล่าว

ไฟเขียวลดเงินสมทบประกันสังคม ด้าน ก.แรงงาน ระบุหลังเพิ่ม 300 พบเลิกจ้างแค่ 1,264 คน

ที่มา ประชาไท


ครม.เห็นชอบลดเงินประกันสังคมช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากการปรับ ขั้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ด้าน รมว.แรงงาน เผย ยังไม่มีลูกจ้างใน 25 จังหวัดที่ปรับค่าจ้าง 300 บาทแบบก้าวกระโดดมาขึ้นทะเบียนว่างงาน ขณะที่พบการเลิกจ้างเนื่องจากการปรับค่าจ้าง 7 แห่งเท่ากับกลางเดือนที่ผ่านมา 1,264 คน
 
 
30 ม.ค. 56 เว็บไซต์ข่าวสดรายงาน ว่านพ.ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ประชุมครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากการปรับขั้นค่าจ้าง ขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ โดยปรับลดเงินจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคมตามกฎกระทรวงเดิมที่กำหนดให้ทั้ง รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บ ป่วยทุพพลภาพ/ตาย/คลอดบุตร ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2556 เป็นต้นไปที่อัตรา 1.5% ของค่าจ้าง โดยปรับอัตราจ่ายสมทบลงเหลือฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2556 และให้กลับมาเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตรา 1.5% ของค่าจ้างตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค.2557 เป็นต้นไป ซึ่งการลดเงินสมทบตามร่างกฎกระทรวงฉบับนี้จะมีผลทำให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้รับการลดอัตราเงินสมทบด้วย จากเดิมออกเงินสมทบในอัตราเดือนละ 432 บาท เป็นออกเงินสมทบในอัตราเดือนละ 336 บาทด้วย
 
สำหรับเงินสมทบเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ ให้ปรับอัตราเงินสมทบตามกฎกระทรวงเดิมที่รัฐบาลจ่ายสมทบในอัตรา 1% ของค่าจ้าง โดยปรับอัตราสมทบที่รัฐบาลจะต้องจ่ายในส่วนนี้เป็น 2% ของค่าจ้างไปจนสิ้นสุดปี 2556 ส่วนนายจ้างและผู้ประกันตนให้จ่ายสมทบในอัตรา 3% ของค่าจ้างต่อไปเช่นเดิม
 
นพ.ทศพรกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้กรมทางหลวงก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายจ้างเหมาะก่อสร้างทางบริการ (โลคัลโรด) ทางหลวงหมายเลข 7 กรุงเทพฯ-บ้านฉาง จ.ชลบุรี ตอนที่ 1-2 ระยะทาง 32 กิโลเมตร วงเงิน 1,190 ล้านบาท รวมทั้งขยายเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีจากปีงบ 2555-56 เป็นปีงบ 2555-58 ก่อนที่กรมทางหลวงจะไปลงนามในสัญญาก่อสร้างกับผู้รับเหมาต่อไป
 
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ หรือการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ และบริการขนส่ง เพื่อให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ พ.ศ. ... ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ 
 
 
กระทรวงแรงงานเผยยังไม่มีลูกจ้างใน 25 จังหวัดขึ้นทะเบียนว่างงานหลังปรับค่าแรง 300 บาท
 
ด้านสำนักข่าวไทยรายงาน เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 56 ว่านายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากข้อมูลของศูนย์สนับสนุนผู้ประกอบการพร้อมจ่ายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 1-25 มกราคม 2556 มีสถานประกอบกิจการเลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 16 แห่ง มีลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 1,264 คน เพิ่มขึ้นจากกลางเดือนที่ผ่านมา 2 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น 231 คน โดยสถานประกอบการที่เลิกจ้างเนื่องจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท มีจำนวน 7 แห่งเท่ากับกลางเดือนที่ผ่านมา เป็นการเลิกจ้างลูกจ้างบางส่วน จำนวน 435 คน และสถานประกอบการที่เลิกจ้างเนื่องจากผลกระทบอื่นๆ เช่น วิกฤติเศรษฐกิจยุโรป ธุรกิจขาดทุนสะสมมีทั้งหมด 9 แห่ง เพิ่มขึ้น 2 แห่ง มีลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 598 คน ลูกจ้างเพิ่มขึ้น 231 คน แบ่งเป็นสถานประกอบการที่ปิดกิจการ 3 แห่ง เพิ่มขึ้น 1 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 186 คน เพิ่มขึ้น 4 คน และสถานประกอบการเลิกจ้างบางส่วน 6 แห่ง เพิ่มขึ้น 1 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้างรวม 643 คน เพิ่มขึ้นจากกลางเดือน 217 คน ส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการ ตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป แปรรูปอาหาร และผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า
 
ขณะเดียวกันจากการรายงานของศูนย์สนับสนุนผู้ประกอบการพร้อมจ่ายอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำใน 25 จังหวัด ที่มีการปรับค่าจ้างแบบก้าวกระโดดพบว่ายังไม่มีลูกจ้างรายใดแจ้งขึ้นทะเบียน ว่างงาน เนื่องจากผลกระทบค่าจ้าง 300 บาท แต่เป็นการแจ้งเลิกจ้างกรณีอื่นๆ จำนวน 99 คน ทั้งลาออกเองและเลิกจ้างในสถานประกอบการ 94 แห่ง

ไม่รับปากดันร่างนิรโทษฯ เข้าสภาสมัยนี้ นักวิชาการอัดรัฐ-นปช.เลือดเย็น

ที่มา ประชาไท


ตัวแทนรัฐบาลขึ้นเวทีชี้แจง ยังยืนยันคงเดิม ส่งให้กฤษฎีกาตรวจสอบ และยังไม่กำหนดจะนำเข้าสภาเมื่อไร ท่ามกลางความไม่พอใจของชาวบ้าน ด้านพนัส,สมศักดิ์ เจียมฯ, พวงทอง อัดรัฐบาล นปช. ไม่จริงใจช่วยคนธรรมดา "ความเงียบของคุณเป็นสิ่งเลือดเย็น"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงตอนเย็นของการชุมนุมในการรณรงค์ "หนึ่งหมื่นเพื่อปลดปล่อย" ซึ่งผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนมาปักหลักบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า หลังจากยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรธน.ว่าด้วยเรื่องนิรโทษกรรมและการขจัดความ ขัดแย้งแก่ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลาประมาณ 18.00น. พลตำรวจตรี ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการฝ่ายการเมืองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เดินทางมาขึ้นเวทีเโดยกล่าวว่า ทางนายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะผลักดันทั้งในเรื่องการประกันตัวผู้ต้องขังและ การนิรโทษกรรมอย่างเต็มที่ แต่อำนาจในเรื่องการพิจารณาคดีเป็นของศาลไม่ได้เป็นของรัฐบาล แต่โดยเบื้องต้น นายกรัฐมนตรีได้มอบข้อเสนอของทางกลุ่มที่ยื่นให้เมื่อช่วงเช้า ส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาตีความแล้ว และเมื่อกฤษฎีกาตีความเสร็จ ทางนายกรัฐมนตรีจะเร่งพิจารณาและนำสู่ที่ประชุมสภาโดยไว 
 
หลังจากนั้น  น.ส.สุดา รังกุพันธ์ แกนนำกลุ่ม 29 มกรา กล่าวปราศัยเพื่อหาฉันทามติว่า ทางกลุ่มมีเงื่อนไขให้รัฐบาลต้องนำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ก่อนปิดประชุมในสมัยนี้ คือ ในช่วงเดือนเมษายน ในระหว่างการปราศัยได้มีผู้ชุมนุมโห่ร้องแสดงความไม่พอใจตลอดเวลา 
 
จากนั้นเมื่อเวลาราว 20.30 น. ได้มีการเสวนาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมทางการเมือง 
 
พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์และอดีตอัยการ กล่าวว่า การนิรโทษกรรมาสามารถทำได้ เพียงแต่รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองและความจริงใจที่จะทำเช่นนั้น ในอดีตมีหลายคดีที่เมื่อถูกดำเนินคดีไปแล้วถึงชั้นอัยการ แต่ก็สามารถถอนฟ้องได้ เช่นในคดีมาตรา 112 ของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และหากว่าคดีนั้นยังไม่ได้ถูกสั่งฟ้อง ก็สามารถถอนฟ้องได้เช่นเดียวกัน 
 
เขากล่าวด้วยว่า นอกจากจะออกเป็นร่างรธน. ว่าด้วยการนิรโทษกรรมและความขัดแย้ง ก็ยังสามารถออกเป็นพ.ร.ก. ได้ด้วยเนื่องจากสามารถออกได้โดยรัฐบาลและกระทำได้รวดเร็วกว่า เช่นเดียวกับในอดีตที่รัฐบาลได้ออกพ.ร.ก. นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดสมัยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535
 
ด้านสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คำตอบของรัฐบาลเมื่อหัวค่ำที่ให้กับผู้มาชุมนุมในวันนี้เป็นเรื่องน่าผิด หวัง ตนไม่อยากทำให้ตัวแทนรัฐบาลขายหน้า แต่ตัวแทนรัฐบาลก็ยังไม่ยอมบอกว่าจะรับไปพิจารณาเมื่อไหร่ และไม่ได้รับปากว่าจะเอาไปเข้าสมัยประชุมครั้งนี้ด้วย ถ้าหากคนเสื้อแดงยังไม่กดดันเรื่องนี้ต่อไป แม้แต่การนำเรื่องเข้าสู่สมัยประชุมสภานี้ก็ยังคงไม่สำเร็จ 
 
สมศักดิ์กล่าวว่า เขาสื่อสารไปถึงทักษิณหรือยิ่งลักษณ์ว่า เชื่อว่าคนเสื้อแดงและคนที่เลือกรัฐบาลมีความปรารถนาดีต่อรัฐบาล อยากให้รัฐบาลรับฟังเรื่องนี้ แต่ที่ผ่านมา ความช่วยเหลือจากจากนปช. หรือรัฐบาลก็ยังน้อยเกินไป นอกจากนี้สมศักดิ์ได้ตั้งคำถามต่อแกนนำนปช. ว่าทำไมกิจกรรมแบบนี้ต้องปล่อยให้คนอย่างอ. สุดา รังกุพันธ์ ที่เป็นแกนนำกลุ่มย่อยออกมา และชี้ว่า ก่อนหน้านี้นปช. ยังสามารถชุมนุมกดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ปล่อยตัวแกนนำทุกอาทิตย์ได้ แต่เมื่อเป็นชาวบ้านคนเล็กน้อยกลับไม่ให้ความสนใจ
 
"ตอนที่มีการเสนอพรบ. ปรองดอง จากสนธิ บัง (บุญรัตกลิน) ตอนนั้นก็เข้าใจกันว่าเพื่อช่วยทักษิณ ผมเองก็ไม่ได้อะไรคิดว่าคุณทักษิณถูกดำเนินคดีอย่างไม่ชอบธรรมกลั่นแกล้งทาง การเมือง ตอนนั้นนปช. และเพื่อไทยก็ยังหนุนพรบ. ปรองดองนั้นเต็มที่ แต่เมื่อเป็นระดับชาวบ้าน ก็มาอ้างว่าทำไม่ได้ กลัวรัฐบาลจะพังอย่างนู้นอย่างนี้ ทีตอนจะช่วยทักษิณยังไม่เห็นกลัว มันต้องมีความเสมอภาคกันหน่อย ความเดือดร้อนของคุณทักษิณไม่ได้หนึ่งในพันในร้อยของชาวบ้านเหล่านี้" เขากล่าว 
 
สมศักดิ์กล่าวว่า ทำไมต้องรอจนกระทั่งนิติราษฎร์และปฏิญญาหน้าศาลบอกจะยื่น ค่อยมีทีท่าจะมายื่นแย่งบ้าง ทำให้ตั้งคำถามว่ามีความจริงใจแค่ไหนในการช่วยในระดับชาวบ้าน ก่อนหน้านี้มาศาลว่าจะมีการถอนประกันจตุพร นปช.ก็จัดให้มีการเดินขบวน แต่สำหรัยชาวบ้านที่ติดอยู่ในคุกมาสองสามปี ทำไมไม่มีการทำอะไรแบบนี้บ้าง ถ้าจริงใจก็ต้องเสนอช่วยระดับชาวบ้านก่อน แล้วค่อยช่วยทักษิณ มันขายหน้าขนาดไหนในระดับแกนนำขนาดนี้ 
 
สมศักดิ์ยังกล่าวถึงตัวอย่างของนักโทษการเมืองที่เป็นชาวบ้านและต้อง ติดคุกยาวนานโดยไม่เป็นธรรม โดยยกกรณีของนายสนอง เกตุสุวรรณ์ จำเลยคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบล ซึ่งในการสืบพยานนั้นพยานโจทก์มาให้การเองว่าสนองไปช่วยดับไฟแต่สุดท้ายเขา ก็ยังโดนโทษจำคุกไป 33 ปี 12 เดือน
 
นางวาสนา มาบุตร อายุ 49 ปี มารดาของ น.ส.ปัทมา มูลมิล อายุ 24 ปี ซึ่งศาลจังหวัดอุบลราชธานี พิพากษาให้จำคุก 33 ปี 4 เดือนในคดีร่วมกับพวกวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางจังหวัด โดย นางวาสนา ได้กล่าวว่าดีใจที่เห็นว่ามีคนมาร่วมชุมนุมจำนวนมากแต่เสียใจมากที่รัฐบาล ไม่มีความชัดเจนในการช่วยเหลือผู้ต้องขังแต่อย่างใด
 
พวงทอง ภวัครพันธ์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และเป็นทีมวิชาการของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุ นฯ หรือ ศปช. กล่าวว่า งานนี้ถ้ารัฐบาลไม่ทำก็จะเสียมวลชนแน่ เพราะประชาชนจะไม่ยอม และจะตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลา ดังนั้นต้องยอมเผชิญหน้าและยอมให้เกิดความตึงเครียด เชื่อว่ารัฐบาลจะมีมวลชนที่คอยปกป้องตลอด 
 
สุดท้าย พวงทองกล่าวถึงรัฐบาลเพื่อไทยว่า "ความเงียบของคุณที่ยังมีต่อคนเสื้อแดงและครอบครัวที่ยังร้องไห้อยู่ทุก ครั้งเมื่อขึ้นเวที เป็นความเลือดเย็นเกินไป เกินกว่าจะรับได้" 
 

 

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/01/56 ต้องใช้กำลังใจ..และกำลังภายใน

ที่มา blablabla




หมื่น..ปลดปล่อย นักโทษการเมือง เรื่องความหวัง
ชัดหรือยัง? ใช่นิ่งๆ แค่อิงกระแส
อย่า..บอกว่า ไม่รับรู้ กูไม่แคร์
มันจะแย่..ในความรู้สึก นึกให้ดี....

หรือ..หัวเราะ เริงร่า เหยียบบ่าพวก
แล้วกระซวก ให้สับสน พ้นวิถี
กับรางวัล มันต่อเติม เพิ่มบารมี
ลืมน้อง-พี่ ที่ทุกข์ทน หมองหม่นระทม....

รู้..แต่แรก ไม่แปลกใจ ใครเบื้องหลัง
แต่ยังหวัง "ช่วยเถิดหนา" อย่าทับถม
อย่าให้ฝัน ร่วงผล็อย ลอยตามลม
ต่างอารมณ์ "เขากับเรา" โปรดเข้าใจ....

ขอเพียง..อย่าเบือนหน้า อย่าเพิกเฉย
สุขเสวย กับรางวัล อันสดใส
มนุษยธรรม "กรรมของเพื่อน" ลืมเลือนไป
แล้วผลักใส ให้พ้นทาง อย่างด้านชา....

๓ บลา / ๓๐ ม.ค.๕๖

เสวนา 29 มกรา หมื่นปลดปล่อย

ที่มา Thai Free News

 คนจำนวนมากถูกกุมขังฟรี 
กระบวนการยุติธรรมที่มีปัญหาตั้งแต่
พ.ค.53 กับประชาชนที่มีความคิดต่างทางการเมือง
มีจำนวนมากและยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ





























การนิรโทษกรรมไม่ใช่การช่วยพวกพ้องโดยไม่มีหลักการ 
แต่กระบวนการยุติธรรมในทางปกติในการตัดสินมันไม่ทำงาน 
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=44440.0