แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

(คำต่อคำ)"ยิ่งลักษณ์" แจงสภากู้2ล้านล.เพื่อประโยชน์ปชช.

ที่มา ข่าวเพื่อไทย

 


(คำต่อคำ)  นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
               ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงความจำเป็นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ
               พ.ศ. ...
            เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉันนางสาวยิงลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์  ได้นำเสนอหลักการและเหตุผล ตลอดจนรายละเอียดร่างพระราชบัญญัติการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศไปแล้วนั้น  ดิฉันใคร่ขอเวลาของสภา เวลาอันมีค่าของสภาในการที่จะได้อธิบายถึงความตั้งใจของทางรัฐบาล ที่จะพัฒนาประเทศให้ความเจริญก้าวหน้า แล้วก็รวมถึงการพัฒนาให้ลูกหลานของเรานั้นมีอนาคตที่สดใส ภายใต้โครงการการลงทุนเพื่ออนาคตไทย 2020 ในวงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท
            กราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพค่ะ รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องเสนอการลงทุนขนาดใหญ่ของโครงการพื้นฐานซึ่งเป็นไปตามแถลงนโยบาย ซึ่งดิฉันได้มีการแถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 นี้ และเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ค่ะ ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาต เริ่มด้วยการเล่าถึงปัจจัยทางการเมืองภายหลังเกิดการปฎิวัติรัฐประหารขึ้นในปี 2549 ว่า หลังจากปัจจัยทางการเมืองที่มีปัญหา ก่อให้เกิดความขัดแย้งนั้น ประเทศไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ก็ส่งผลทำให้หลายประเทศนั้นเราไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ สิ่งที่ส่งผลกระทบก็คือเศรษฐกิจที่ถดถอยลง เมื่อเราเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศนั้น เราก็จะเห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เกือบหนึ่งทศวรรษ การลงทุนต่างๆ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ของประเทศนั้นไม่ได้ถูกลงทุน ไม่ได้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องและที่สำคัญต้นทุนในการขนส่งของประเทศนั้นสูงถึง 15% ทำให้ขีดความสามารถของเราในการที่จะแข่งขันกับนานาประเทศนั้นมีต้นทุนที่สูงขึ้นภาระในการขนส่งทั้งหมด ก็จะเน้นหนักในการใช้การขนส่งทางถนนส่วนใหญ่ ก็มีผลทำให้ปัญหาความแออัด การจราจร ส่งผลถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนบนท้องถนนด้วย ถ้าเราไปดูในเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การจัดลำดับของ WEFในปี 2555 – 2556 นั้น ขีดความสามารถของประเทศไทย ในด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้นลดลงจากอันดับที่ 42 มาเป็นอันดับที่ 49 ซึ่งถือว่า ล้าหลังกว่าประเทศสิงค์โปร และมาเลเซียด้วยซ้ำ
            ด้วยแนวคิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้  อย่างแรกต้องเป็นการลงทุนที่ตอบโจทก์วางยุทธศาสตร์อนาคตของประเทศในระยะยาว และจะทำให้แผนการลงทุนต่างๆ นั้นมีแผนการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงแนวคิดในการลงทุนนี้ต้องเป็นการมองระบบของการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่ง ทางน้ำ ทางอากาศ ให้มีความสัมพันธ์กันและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ด้วยแนวคิดในการลงทุนนี้ ดิฉันขออนุญาตนำเรียนเสนอในแนวคิดเป็นแต่ละเรื่องดังนี้นะค่ะ
            1. เรื่องแรก แนวคิดในการลงทุนเพื่อตอบโจทก์ Connectivity หรือการเชื่อมโยง AECเพื่อให้ประเทศไทยของเรานั้น ได้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยง ศูนย์กลางลงทุนสู่ภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นส่วนสำคัญ ซึ่งถือว่าหากมีการเชื่อมโยงด้วยโครงสร้างพื้นฐาน เราจะเชื่อมโยงฐานเศรษฐกิจเดิม บวกกับการต่อยอดฐานเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป็นจากฐานประชากรทั้งหมดของประชาคมอาเซียน 600 ล้านคน นั้นหมายถึงการที่เราจะได้มีการสร้างเสริมรายได้ใหม่ๆ และองค์ความรู้ รวมถึงประชากรที่จะเข้ามาร่วมทำค้าขาย และก็ลงทุนกับประเทศไทยมากขึ้น โดยมีการเน้นการพัฒนาระบบรางเป็น 2 ส่วนด้วยกันค่ะ
            ส่วนแรกคือระบบ รถไฟรางคู่ ซึ่งรถไฟรางคู่นี้จะเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้านในระยะแรก และสามารถที่จะลดต้นทุนขนส่งในสินค้าประเภทหลัก  
            ส่วนที่ 2 คือ รถไฟความเร็วสูง รถไฟความเร็วสูงนี้ เราก็จะเน้นในเรื่องของการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูง สินค้าที่เน่าเสียง่าย ที่ต้องใช้ระยะเวลารวดเร็วในการขนส่ง รวมถึงการเดินทางของพี่น้องประชาชนที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น การพัฒนาการเข้าออกของประเทศ แน่นอนจุด Connectivity ก็ต้องมีการพัฒนาด่านเข้าออกของประเทศที่ให้มีความมั่นคง ปลอดภัย ทันสมัย และรองรับการเติบโตเศรษฐกิจตามแนวชายแดน ซึ่งวันนี้จำนวนอัตราการเติบโตเศรษฐกิจแนวชายแดนนั้นสูงขึ้น เราก็อยากเห็นการพัฒนาเศรษฐกิจแนวชายแดนนั้นเป็นการค้าที่มีความสมบูรณ์และ ให้เกิดความร่วมมืออย่างไร้พรมแดนของประชาคมอาเซียนในอนาคตที่เกิดขึ้นจริง
            2. การคำนึงถึงแนวคิดนี้ ได้มองถึงการกระจายความเจริญและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนคนไทย ด้วยการมองการยกระดับชีวิตของประชาชนที่เพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้กับพี่ น้องประชาชน นอกเหนือจากการเดินทางในท้องถนน ก็จะมีทางเลือกอื่นไม่ว่าจะเป็นทางเรือ หรือทางรถไฟ ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้พี่น้องประชาชน สะดวกขึ้น เข้าถึงสถานที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง และมีส่วนในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายและลดระยะเวลาในการเดินทางพร้อมกับความ ปลอดภัยในการเดินทางด้วยเช่นกัน การกระจายความเจริญ ซึ่งวันนี้เราเน้นอยากจะเห็นการกระจายความเจริญ ซึ่งกระจายจากหัวเมืองไปยังชานเมือง โดยเฉพาะในส่วนของภูมิภาค นั้นก็หมายถึงว่าการที่จะทำให้การลดความแออัดของเมืองกรุง และสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ในระดับภูมิภาคขึ้น และเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคกับภูมิภาค จะเป็นการทำให้คนในเมืองกรุงนั้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นลดการแออัด แต่ขณะเดียวกันเราจะมีส่วนในการเติมเต็มความเจริญให้กับพี่น้องประชาชนใน ชนบทเช่นกัน เมื่อมีการเติมเต็มในส่วนนี้  แก้ปัญหาการเจริญ จากความเจริญจากหัวเมืองกระจายเพิ่มในส่วนของชานเมืองนั้นก็จะเป็นไปตาม ยุทธศาสตร์ของประเทศว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้ของ ประชากรอย่างเสมอภาค
            ส่วนที่ 3 ก็คือ แนวคิดในการสร้างความแข็งแรงของเศรษฐกิจของประเทศสู่ความยั่งยืน การสร้างความแข็งแรงก็มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมห่วงโซ่การผลิตเข้าด้วย กัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการส่งออก ซึ่งจะเห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเรามีอุตสาหกรรมต้นน้ำ มีแหล่งเศรษฐกิจที่เราจะต้องพัฒนาเพิ่มขึ้น ยังไม่ถูกเชื่อมโยงไปสู่แหล่งส่งออกแน่นอน ต้นทุนค่าใช้จ่ายของพี่น้องเกษตรกรก็จะใช้เวลานานและใช้ต้นทุนที่สูงขึ้น หากเรามีการเชื่อมโยงตั้งแต่ส่วนของห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ นั้นหมายถึงเราเชื่อมโยงตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ สินค้าต่างๆ ไปยังส่วนกลางน้ำก็คืออุตสาหกรรมการผลิตหรือการแปรรูปและไปยังปลายน้ำ ก็คือ ศูนย์กลางกระจายสินค้า และการส่งออกอย่างเชื่อมต่อกันนั้นก็จะทำให้ระยะเวลาต่างๆ นั้นรวดเร็วขึ้นลดต้นทุนในการขนส่ง โดยรวม และที่สำคัญ ถ้าเป็นอาหาร อาหารก็จะสูงขึ้นลดการสูญเสีย ซึ่งวันนี้พี่น้องเกษตรใช้เวลาการขนส่งสินค้าที่ต้นน้ำ ไปยังปลายน้ำนั้น ก็จะมีการสูญเสียมาก ถ้าลดในส่วนนี้ก็จะเท่ากับลดต้นทุนของพี่น้องเกษตรชาวไทย และความรวดเร็ว อาหารก็จะสดขึ้นผู้บริโภคก็จะได้รับอาหารที่ดีขึ้น และราคายุติธรรม รวมถึงการลดต้นทุนในการขนส่งในภาคอุตสาหกรรมโดยรวมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการ เกษตร 
            ส่วนที่ 4 ก็คือ หลักแนวคิดในการเชื่อมเมืองสู่การท่องเที่ยว ประเทศไทยได้ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนานาประเทศ จากที่ผ่านมานั้นการเชื่อมโยงแหล่งท่องเทียวกรุงเทพมหานคร ไปยังจุดท่องเที่ยวเมืองใหญ่ แต่เรายังไม่ได้เชื่อมโยงจุดท่องเที่ยวเมืองใหญ่นั้นไปยังจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งวันนี้จะพบว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เชิงวัฒนธรรมอีกมากมาย ที่ไม่สามารถจะถึงดูดนักท่องเที่ยวได้ เนื่องจากการพัฒนาการคมนาคมขนส่งโดยหลักการนี้เราจะเชื่อมเมืองต่อเมืองของ การท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน  นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น และไปยังเมืองอื่นๆ ใกล้เคียงจะทำให้รายได้ชุมชนบริเวณนั้น มีรายได้มากขึ้น และที่สำคัญนักท่องเทียวจะอยู่กับเรานานขึ้น และรายได้โดยรวมของประเทศจากการท่องเที่ยวและการบริการสินค้าอุปโภคบริโภค ต่างๆ ก็จะสูงขึ้นไปด้วย
            จากแนวคิดทั้ง 4 ข้อนี้ ก็จะส่งผลในภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงของการลงทุนช่วง 7 ปี ข้างหน้านั้น ก็คาดว่าปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมแต่ละปีจะมีมูลค่าของ GDP เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1 % และอัตราการว่าจ้างงานอีก 500,000 อัตรา ซึ่งจะส่งผลทำให้การสร้างความแข็งแรงและการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศรวมถึงการลงทุนนั้นมีอนาคตต่อไป
           ท่านประธานสภาที่เคารพ มีหลายท่านที่มีข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลจึงต้องกู้เงินผ่านการออกพระราช บัญญัติแทนที่จะดำเนินการผ่านกระบวนการงบประมาณรายจ่ายประจำปี ดิฉันขอถือโอกาสนี้ในการอธิบายดังนี้ จากบทเรียนที่ผ่านมาจะเห็นว่าจากบทเรียนที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีโครงการใหญ่ๆ หลายๆ โครงการที่ถูกระงับหรือถูกยกเลิกเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากปัญหาการผันผวนทางการเมืองปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และขาดการลงทุนที่ต่อเนื่อง ซึ่งระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี นั้นไม่อาจเอื้อต่อการลงทุนที่เป็นโครงการใหญ่ระยะยาวซึ่งต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราเห็นการลงทุนที่ต่อเนื่อง ต่างชาติหรือต่างประเทศที่มาลงทุนนั้นก็จะเห็นความเชื่อมั่น ต่างประเทศก็สามารถจะวางแผนอนาคตในการพัฒนาต่างๆได้ เราจะเห็นว่าหลายๆ ตัวอย่างที่เห็นแล้วในอดีต ตัวอย่างการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งวันนั้นไม่มีใครทราบว่าปีที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น ประวัติการสนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีแผนพัฒนาต้องเร่งที่จะพัฒนาเร็วกว่ากำหนดนั้นคือเรากำลังขาด การเมืองไปข้างหน้าเรากำลังพัฒนาประเทศไล่หลังความเจริญค่ะ ดิฉันมองว่าโครงการต่างๆ เหล่านี้นอกเหนือจากนี้เป็นโครงการที่เรียนว่าการลงทุนพื้นฐานนี้ เป็นโครงการของประชาชนโดยแท้จริง เป็นโครงการที่สร้างอนาคตให้กับลูกหลานเรา เป็นโครงการที่เราไม่ควรจะถูกแปรเปลี่ยนตามสภาวะการเมืองที่ผกผัน โดยเฉพาะช่วงนี้มีความจำเป็นที่จะทำให้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ นั้น มีการลงทุนขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความมั่นใจ เพื่อเรียกการลงทุน และสร้างความแข็งแรงของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนค่ะ สำหรับการลงทุนภายใต้วงเงิน 2.2 ล้านล้านนั้น นอกจากนี้ยังมีการเสริมด้วยงบประมาณประจำปี และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง และเรายังมีโครงการในการเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาลงทุนด้วย ทั้งนี้ก็จะทำให้งบประมาณประจำปีนั้นสามารถที่จะนำไปดูแลช่วยเหลือประชาชน ด้านสวัสดิการหรือโครงการในการเสริมศักยภาพของพี่น้องประชาชนและพัฒนา เศรษฐกิจโดยรวม
            สำหรับการกู้นั้น ทางรัฐบาลมั่นใจว่าเรามีเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย เราจะเน้นการกู้ระยะยาวเพื่อการลงทุนระยะยาวเช่นกัน นอกจากนี้ตลาดตราสารหนี้ของไทยก็มีสภาพคล่องที่สูงมาก เพราะงั้นการกู้เงินของรัฐบาลที่ทยอยกู้เงินใน 7 ปีข้างหน้าก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดทางการเงินสำหรับเรื่องความยั่งยืนของการคลัง ช่วงแรกการลงทุนหนี้สาธารณะต่อ GDP นั้น อาจจะปรับตัวสูงขึ้น แต่โครงการเหล่านี้ต้องกราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพว่า โครงการเหล่านี้ก็จะสร้างรายได้อย่างครบวงจรก็จะทำให้GDP เพิ่มขึ้น จาก GDP ที่เพิ่มขึ้นนั้นก็จะมีผลให้หนี้สาธารณะต่อGDP ปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน ตลอดเวลาของโครงการนี้หนี้ของประเทศก็จะอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ นั้นคือต่ำกว่า 50 % ของ GDP ซึ่งเรายังมีช่องว่างอีก 10 % ต่อ GDP เพื่อเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งยังมีการกำหนดให้หนี้สาธารณะต่อ GDP สูงไม่เกินร้อยละ 60 ถ้าเรารักษาให้อยู่ในระดับ 50 เราก็จะมีช่องว่าอีก 10 % ต่อ GDPภายใต้กรอบความยั่งยืนของกระทรวงการคลังและเป็นการบริหารความเสี่ยง ที่มีการกำหนดช่องว่างอย่างน้อย 10 % ต่อ GDP เพื่อรองรับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดในอนาคตได้ แต่ที่สำคัญจากเหตุการณ์ในอดีตที่เห็นเมื่อมีการลงทุนพัฒนาแล้วโครงการต่างๆ สร้างวงจรเศรษฐกิจที่เจริญเติมโตขึ้น หากท่านสมาชิกจำได้ว่าในหลายปีที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องภาวะหนี้ไม่มีใครคิดว่า เมื่อก่อนที่เรามีปัญหาภาวะเศรษฐกิจเรื่องหนี้ หรือแม้กระทั้งเรื่องของอุทกภัยต่างๆ วันนี้เศรษฐกิจของประเทศได้ฟื้นตัวกลับมาแล้ว และก็คงไม่มีใครคาดคิดว่าเมื่อตอนที่เราเป็นหนี้เรามีการใช้หนี้ วันนี้เรามีการใช้หนี้ประเทศไทยมีการใช้หนี้เงินกู้ IMF ได้ก่อนกำหนด ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วค่ะ
            สำหรับเรื่องความโปร่งใส ดิฉันก็ขอยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอน จะต้องความโปร่งใสและเข้มงวด กว่าโครงการเงินกู้หรือโครงการตามงบประมาณรายได้ประจำปีค่ะ ทั้งนี้ ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างก็ได้มีการกำหนดให้มีการปฎิบัติตามระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุ พ.ศ. 2535 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยวัสดุทางอิเล็กทรอนิค พ.ศ. 2549 อีก  อีออคชั่นหรือระเบียบของหน่วยงานเจ้าของโครงการ รวมทั้งมีมติคณะรัฐมนตรีให้ประกาศราคากลางไว้ใน TOR สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อความโปร่งใสมากขึ้นค่ะ ทั้งนี้ก็เป็นระเบียบเดียวกับการใช้จ่ายของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และนอกจากนั้นในส่วนนี้เอง เราก็ได้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติและบัญชีแนบท้ายและเอกสารประกอบที่ชัดเจน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และได้มีการเผยแพร่เอกสารประกอบที่เป็นรายละเอียดของโครงการทุกโครงการให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้ทราบแล้ว สำหรับการพิจารณาโครงการเราก็ได้มีการให้คณะกรรมการในการพิจารณาดูแลและตรวจสอบโครงการรวมถึงหน่วยงานสำคัญๆ หลักที่เกี่ยวข้องได้แก่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ 3 หน่วยงานหลักรวมกันพิจารณารายละเอียดในการทำหน้าที่ดูแลและตรวจสอบ ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรก็สามารถที่จะตรวจสอบได้เช่นเดียวกับงบประมาณปกติผ่านกรรมาธิการ ส่วนการรายงานก็จะมีการรายงานต่อรัฐสภาแห่งนี้ ถึงผลการดำเนินงานเมื่อมีการสิ้นปีงบประมาณตามที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน
        ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลก็ได้มีการจัดกระบวนการที่จะรับฟังความคิดเห็นของสาธารณะตั้งแต่แรกเริ่ม เรามีการจัดรับฟังความคิดเห็นต่างๆ ในระดับชุมชน ร่วมกับภาครัฐและเอกชนและประชาชนอย่างกว้างขวางและรวมถึงล่าสุดก็มีการจัดนิทรรศการเพิ่มความรู้ความเข้าใจกับสาธารณะชน ที่เปิดโอกาสให้สาธารณะชนได้แสดงความคิดเห็นต่างๆ และรัฐบาลได้นำเอาความคิดเห็นต่างๆ เหล่านี้มาประกอบในการดำเนินงานต่อไปค่ะ
        เรียน ยืนยันว่าโครงการเงินกู้ 2.2 ล้านล้านนั้น จะต้องมีการติดตามและตรวจสอบเพื่อให้โครงการนั้นสามารถบรรลุตามที่ตั้งเป้า หมายไว้ และที่สำคัญขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างต้องโปร่งใส ไม่เกิดทุจริตคอรัปชั่น และที่สำคัญขั้นตอนสำคัญของการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีความโปร่งใสไม่เกิด ทุจริตคอรัปชั่น ท่านประธานสภาที่เคารพดิฉันยืนยันอีกครั้งว่าการดำเนินการของรัฐบาลเกิดจาก เจตจำนงค์ที่จะทำให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนและเพื่อให้ทุกท่านเกิด ความมั่นใจว่าการลงทุนนี้จะทำให้ประเทศของเรานั้นได้ยกระดับขีดความสามารถใน การแข่งขัน ลดต้นทุนการในขนส่งโดยรวมลง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เพิ่มรายได้ขึ้นมาในส่วนตั้งแต่ระดับชุมชน และกระจายรายได้อย่างทั่วถึง และคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นค่ะ
           และที่สำคัญที่สุดดิฉันไม่อยากเห็นการถกเถียงกันว่าโครงการเหล่านี้ใครจะ เป็นคนริเริ่มใครจะเป็นเจ้าของความคิด แต่ดิฉันอยากเห็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้และประชาชนจะได้ร่วมกันสร้าง ประวัติศาสตร์และร่วมกันสร้างผลงานที่จะวางรากฐานอนาคตของประเทศไทยและร่วม กัน ในการที่จะวางรากฐานเพื่ออนาคตของลูกหลานคนไทยของเราต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ

กิตติรัตน์แจงสภา ระบุ กู้ 2 ล้านล้านเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง 28มี.ค.56

ที่มา PheuthaiParty



อาจไม่มีความลับในโลก หากมี 'กูเกิล กลาส'

ที่มา Voice TV




"กูเกิล กลาส"กำลังจะกลายเป็นแว่นตาอัจฉริยะ ที่พลิกโฉมการเชื่อมต่อผู้สวมใส่เข้ากับโลกออนไลน์แบบเรียลไทม์ แต่ในระหว่างที่อุปกรณ์สุดไฮเทคนี้ยังไม่วางตลาด มีคนบางกลุ่มต้องการให้มีมาตรการควบคุมการบันทึกพฤติกรรมผู้ใช้งานกูเกิลกลา ส เพราะเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้


ในขณะที่บรรดาสาวกผู้คลั่งไคล้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สุดไฮเทค กำลังรอคอยสัมผัสประสบการณ์ใหม่จากการสวมใส่ "กูเกิล กลาส" แว่นตาอัจฉริยะรุ่น เอ็กพลอเรอร์จากค่ายกูเกิล ที่เตรียมวางตลาดในปี 2557 แต่กลับมีหลายคนมองว่า หากกูเกิลกลาสเป็นที่แพร่หลายจริง โลกใบนี้คงไม่มีอะไรที่เป็นความลับอีกต่อไป ทำให้อุปกรณ์ประเภทแว่นตาอัจฉริยะ ตกเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์


ด้วยคุณสมบัติของกูเกิลกลาส แอปพลิเคชั่นส่วนใหญ่จะทำงานคล้ายกับสมาร์ทโฟนที่ใช้กันในปัจจุบัน ต่างกันตรงที่ แทนที่จะใช้มือสัมผัสหน้าจอ ก็เปลี่ยนเป็นการสั่งงานด้วยเสียง จากนั้น โปรแกรมจะประมวลเสียงให้กลายเป็นรหัสคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญ ยังเชื่อมต่อผู้สวมใส่เข้ากับอินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา จึงทำให้สามารถรับข้อมูลข่าวสารทุกประเภทได้แบบวินาทีต่อวินาที หรือที่เรียกว่า "เรียลไทม์"


แต่สิ่งที่มาพร้อมกับคุณสมบัติอัจฉริยะนี้ คืออุปกรณ์ในลักษณะนี้สามารถบันทึกพฤติกรรมการใช้งานของผู้สวมใส่ได้ จากสิ่งที่พวกเขาสั่งการ ทำให้คนบางส่วนไม่เห็นด้วย เพราะเท่ากับว่า ผู้สวมใส่จะไม่เหลือความเป็นส่วนตัวอีกต่อไป คนกลุ่มนี้ออกมารณรงค์ในแคมเปญ ที่มีชื่อว่า "Stop the Cyborgs" หรือ "ยุติการใช้หุ่นยนต์" ซึ่งมีทั้งนักการเมือง นักกฎหมาย และบล็อกเกอร์เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก


พวกเขาอธิบายว่า ตนเองไม่ใช่พวกต่อต้านเทคโนโลยี เพียงแต่อยากให้ผู้ใช้ตระหนักว่า สิ่งที่คิดและทำผ่านอุปกรณ์ที่มีลักษณะเดียวกับกูเกิลกลาส จะถูกบันทึกไว้ทั้งหมด โดยไม่มีการถามความยินยอมจากผู้สวมใส่ก่อน  ดังนั้น พวกเขาเพียงต้องการให้มีการออกมาตรการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้สวมใส่ด้วย โดยเสนอให้กูเกิลถามก่อนทุกครั้งว่า ผู้สวมใส่กูเกิลกลาส จะยินยอมให้บันทึกสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ไม่เช่นนั้น ผู้ใช้จะต้องตกอยู่ในภาวะหวาดระแวง ว่าข้อมูลส่วนตัวจะถูกนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนเมื่อใดก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานไม่พอใจในภายหลัง


ด้านกูเกิลชี้แจงว่า นวัตกรรมแว่นตาอัจฉริยะอันทรงพลังนี้ สามารถกำหนดรูปแบบใหม่ของวิถีชีวิตมนุษย์ในอนาคตได้ จึงออกแบบมาอย่างรอบคอบ โดยมีโปรแกรมที่ให้ผู้สวมใส่ สามารถกำหนดการใช้งานและฟีเจอร์ที่พวกเขาต้องการได้ด้วยตนเอง


ปัจจุบัน รัฐเวสต์เวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานแว่นตาอัจฉริยะ แล้ว โดยเตรียมออกมาตรการควบคุมการใช้แว่นตาอัจฉริยะทุกประเภท และห้ามใช้อุปกรณ์นี้ขณะขับรถ ไม่เช่นนั้น จะถูกปรับเป็นเงินก้อนโตทีเดียว
28 มีนาคม 2556 เวลา 09:04 น.

'โอ๊ค'หวังอภิปรายพ.ร.บ.กู้เงิน2ล้านล้านสร้างสรรค์

ที่มา Voice TV

 'โอ๊ค'หวังอภิปรายพ.ร.บ.กู้เงิน2ล้านล้านสร้างสรรค์


"พานทองแท้ ชินวัตร" โพสต์เฟซบุ๊กหวังการอภิปรายพ.ร.บ.เงินกู้2ล้านล้านเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ แนะฝ่ายค้านเลิกนิสัยค้านหยุมหยิม ใครเป็นพวกเราทำอะไรดีหมด ใครไม่ใช่พวกทำอะไรก็ผิดหมด
 
 
 
วันนี้เป็นวันแรกของการอภิปราย งป.2.2 ล้านล้านครับ
 
2วันต่อจากนี้สายตาของผม คงจะจับจ้องอยู่แต่หน้าจอทีวี เพื่อลุ้นว่างบประมาณก้อนนี้รัฐบาล"เพื่อไทย" จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เละประเทศไทยอย่างไรบ้าง
 
ทางด้านบวก แน่นอนครับว่า โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่ควรจะมีการผลักดันให้เกิดขึ้นตั้งแต่ปีมะโว้ แต่จะด้วยเหตุผลทางด้าน เสถียรภาพทางการเมือง หรือวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศก็แล้วแต่ ที่ทำให้ไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้สักที ครั้งที่ใกล้เคียงมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นสมัยพรรคไทยรักไทยในอดีต ซึ่งหากไม่มีการปฏิวัติเกิดขึ้น ป่านนี้พวกเราคงจะได้เห็น-ได้ใช้รถไฟความเร็วสูงวิ่งไปยังทุกภูมิภาค และเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านกันแล้ว
 
ทางด้านลบ เมื่อเป็นการใช้งบประมาณจำนวนมาก ก็ควรจะต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะต้องคอย เป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชน ในการตรวจสอบให้การใช้งบประมาณให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าที่สุด ถูกต้องที่สุด และรัดกุมที่สุด ครับ
 
หวังว่าการอภิปรายของทั้ง2ฝ่ายจะเป็นไป อย่างสร้างสรรค์นะครับ ฝ่ายรัฐบาลก็ควรจะเเถลง เเละอภิปรายให้กระชับ เมื่อพูดจบควรทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า รีบๆสร้างให้เสร็จเร็วๆเสียที รอให้สร้างมานานเเล้ว ฉันสนับสนุนเต็มที่ อะไรประมาณนี้
 
ส่วนการค้านนี่น่าเป็นห่วงครับ ฝ่ายค้านควรจะเลิกนิสัยค้านหยุมหยิม ไอ้นู่นก็ติ ไอ้นี่ก็ด่า ใครเป็นพวกเราทำอะไรดีหมด ใครไม่ใช่พวกทำอะไรก็ผิดหมด รัฐบาลทำผลงานดี จนได้คะเเนนเสียงเป็นอันดับ1 มากเกินครึ่งของประเทศ เเต่ไม่เคยได้รับคำชมจากฝ่ายค้านเลยเเม้เเต่ครั้งเดียว มันก็เเปลกดีเหมือนกัน
 
ขอตัวไปดูอภิปรายต่อนะครับ เเฟนเพจท่านใดว่างๆลองเปิดดูการอภิปรายนะครับ ดี-ไม่ดี อย่างไร เราค่อยมาเม้นท์กันเป็นระยะๆแล้วกันนะครับ ตอนนี้ขอตัวก่อน สวัสดีครับ
 
 
Source : เฟซบุ๊ก Oak Panthongtae Shinawatra

28 มีนาคม 2556 เวลา 12:42 น.

นายกฯ วอนฝ่ายค้านอภิปรายพรบ.กู้เงินในกรอบ

ที่มา Voice TV

 นายกฯ วอนฝ่ายค้านอภิปรายพรบ.กู้เงินในกรอบ


ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือทุกฝ่าย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทอย่างสร้างสรรค์ และอยู่ในประเด็น โดยไม่อยากให้มีพาดพิงถึงบุคคลอื่น โดยเฉพาะพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

สำหรับกรอบเวลาการพิจารณา กำหนดไว้รวม 30 ชั่วโมง โดยจัดสรรเวลาในการอภิปรายให้กับรัฐมนตรี และ ส.ส.รัฐบาลจำนวน 14 ชั่วโมง ส.ส.ฝ่ายค้าน 16 ชั่วโมง โดยไม่นับรวมเวลาประท้วง ซึ่งจะลงมติทันทีหลังการอภิปรายเสร็จสิ้นในคืนวันที่ 29 มีนาคม รวมถึงกำหนดให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดัง กล่าว จำนวน 36 คน ส่วนจะแปรญัตติกี่วันขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม

ส่วนมาตราการเตรียมความพร้อมและมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย บริเวณอาคารรัฐสภา จากการประเมินสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลมารวมตัวเพียงกลุ่มเดียว แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด ส่วนฝ่ายต่อต้านและกลุ่มอื่นๆ นั้น ยังไม่มีรายงานข่าวเข้ามา ทั้งนี้ ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้เตรียมกำลังควบคุมฝูงชนไว้ดูแลจำนวน 3 กองร้อย เพื่อดูแลความสงบในพื้นที่
 
 
28 มีนาคม 2556 เวลา 10:15 น.

ปิยบุตร แสงกนกกุล: “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้” คืออะไร?

ที่มา ประชาไท

 

ปิยบุตร แสงกนกกุล

รัฐธรรมนูญได้มอบเอกสิทธ์และความคุ้มกันบางประการแก่ประมุขของรัฐในฐานะ ที่ประมุขของรัฐเป็นผู้แทนของรัฐ (Représentation de l’Etat) และเป็นสัญลักษณ์ของการประกันความต่อเนื่องของรัฐ (Continuité de l’Etat) เอกสิทธิ์เหล่านั้น ได้แก่ ความไม่ต้องรับผิด และความคุ้มกันไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ
ในกรณีที่ประมุขของรัฐเป็นประธานาธิบดี รัฐธรรมนูญจะใช้คำว่า “ประธานาธิบดีไม่ต้องรับผิดชอบ” เช่น รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ๑๙๕๘ มาตรา ๖๗ บัญญัติว่า “ประธานาธิบดีไม่ต้องรับผิดชอบจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่...” หรือ รัฐธรรมนูญอิตาลี มาตรา มาตรา ๙๐ กำหนดให้ประธานาธิบดีไม่ต้องรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังไม่อาจถูกดำเนินคดีใดๆได้ตลอดระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม เอกสิทธิ์และความคุ้มกันของประธานาธิบดีไม่สัมบูรณ์เด็ดขาด รัฐธรรมนูญอาจกำหนดข้อยกเว้นบางประการให้ประธานาธิบดีต้องรับผิดได้ เช่น รัฐธรรมนูญกำหนดว่าประธานาธิบดีไม่ต้องรับผิดชอบจากการกระทำในการปฏิบัติ หน้าที่ เว้นแต่การปฏิบัติหน้าที่ของประธานาธิบดีนั้นเป็นการทรยศต่อชาติ เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ หรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ซึ่งรัฐธรรมนูญก็จะกำหนดกระบวนกล่าวหาและพิจารณาคดีแตกต่างไปจากบุคคลทั่วไป อาจใช้วิธีการทางการเมืองแท้ๆ คือ ให้ รัฐสภาถอดถอนออกจากตำแหน่ง[1] หรือ วิธีการทางการเมืองและกฎหมายผสมกัน คือ ให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ริเริ่มกล่าวหา และศาลเป็นผู้พิจารณาคดี ซึ่งอาจเป็นศาลรัฐธรรมนูญ[2] ศาลฎีกา[3] ศาลพิเศษที่ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ[4]
จะเห็นได้ว่าเอกสิทธิ์ที่รัฐธรรมนูญมอบให้แก่ประธานาธิบดีนั้น คุ้มครองเฉพาะการกระทำของประธานาธิบดีในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ในกรณีที่ประธานาธิบดีกระทำความผิดโดยการกระทำนั้นไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ ประธานาธิบดีก็ยังคงต้องรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถดำเนินคดีกับประธานาธิบดีได้ เพราะ ประธานาธิบดีได้รับความคุ้มกันในการไม่ถูกดำเนินคดีใดๆในระหว่างดำรงตำแหน่ง หากต้องการดำเนินคดี ก็ต้องรอให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่งไปก่อน หรือในบางประเทศ อาจกำหนดเป็นกรณีพิเศษว่า ดำเนินคดีประธานาธิบดีในระหว่างดำรงตำแหน่งได้แต่ต้องให้รัฐสภาอนุญาตก่อน ว่าจะให้ดำเนินคดีหรือไม่[5]
ในกรณีที่ประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์  เอกสิทธิ์และความคุ้มกันของกษัตริย์ในฐานะเป็นประมุขของรัฐจะแตกต่างไปจาก ประธานาธิบดี กษัตริย์มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่สัมบูรณ์เด็ดขาดกว่าประธานาธิบดี โดยผ่านสูตรที่เรียกกันว่า “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้” - The Person of the King is inviolable.
ข้อความ “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้” ในรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ส่งผลทางกฎหมายในการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่กษัตริย์ใน ๒ ประการ ประการแรก กษัตริย์ไม่ต้องรับผิดชอบจากการกระทำใดๆของตนเลย แต่เป็นรัฐมนตรีที่ลงนามรับสนองฯที่เป็นคนรับผิดชอบ ประการที่สอง กษัตริย์ไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง ไม่มีผู้ใดฟ้องคดีแพ่ง ฟ้องคดีอาญา ฟ้องคดีปกครองหรือดำเนินการทางวินัยต่อกษัตริย์ได้ และไม่มีผู้ใดจะจับกุมกษัตริย์หรือคุมขังกษัตริย์ได้
ในกรณีที่การกระทำของกษัตริย์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ย่อมไม่มีปัญหาแต่ประการใด เพราะ รัฐมนตรีที่ลงนามรับสนองฯเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น กษัตริย์ลงนามประกาศสงคราม แล้วต่อมาประเทศนั้นตกเป็นผู้แพ้สงคราม สมาชิกในรัฐบาลถูกดำเนินคดีฐานอาชญากรสงคราม แต่กษัตริย์ก็ไม่ต้องรับผิดและไม่ถูกดำเนินคดี เพราะ กษัตริย์ลงนามประกาศสงครามโดยมีคนลงนามรับสนองฯ และคนลงนามรับสนองฯนั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที ถ้ากรณีการกระทำของกษัตริย์นั้นเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ หากเป็นเรื่องในทางแพ่ง ให้ฟ้องต่อพระราชวังบ้าง ฟ้องต่อพระคลังข้างที่บ้าง ฟ้องต่อสำนักงานทรัพย์สินฯบ้าง แล้วแต่ว่าประเทศนั้นจะจัดการกองทรัพย์สินของกษัตริย์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกษัตริย์ ไว้ในรูปลักษณ์อย่างไร[6]
ในทางอาญา เช่น กษัตริย์เอาปืนไปยิงคนตาย หรือกษัตริย์ขับรถชนคนตาย ปัญหาจะทำอย่างไร นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ในทางตำรา ไม่มีตำราไหนเสนอทางออกไว้เลย A.V. Dicey อธิบายไว้ในตำรารัฐธรรมนูญของเขาว่า “กษัตริย์อาจเอาปืนระเบิดหัวขมองอัครมหาเสนาบดีได้โดยไม่ต้องไปศาล” แต่ Dicey บอกว่านี่เป็นตัวอย่างแบบสุดขั้ว สุดโต่ง หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจริงนั่นแสดงว่า วันสุดท้ายของราชบัลลังก์ใกล้มาถึงแล้ว[7]
ความข้อนี้ แสดงให้เห็นว่า “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้” มีความเข้มข้นกว่า “ประธานาธิบดีไม่ต้องรับผิดในการกระทำอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่” หากประธานาธิบดีกระทำความผิดอาญา และการกระทำนั้นไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ เมื่อประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่ง ก็จะถูกดำเนินคดีตามปกติ 
เอกสิทธิ์และความคุ้มกันในการไม่ถูกฟ้องร้องหรือกล่าวหาในทางอาญาของ กษัตริย์ เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้รัฐบาลแห่ง “ราชอาณาจักรไทย” ไม่ยอมลงนามให้สัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะในธรรมนูญกรุงโรม มาตรา ๒๗ เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้ากฎหมายภายในรัฐสมาชิก ให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันใดๆแก่ประมุขของรัฐ ให้ถือว่าเอกสิทธิ์และความคุ้มกันนั้นหมดไปเมื่อเป็นกรณีดำเนินคดีอาญา ระหว่างประเทศ น่าแปลกใจว่า เหตุใดราชอาณาจักรไทยจึงอ้างเหตุผลนี้ในการไม่ลงนามให้สัตยาบัน ทั้งๆที่ราชอาณาจักรอื่นๆในโลกนี้ ก็ลงนามให้สัตยาบันกัน และในนามของหลัก The King can do wrong ในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ไม่มีทางที่กษัตริย์ไปกระทำความผิดอันเข้าข่ายฐานความผิดอาญาระหว่างประเทศ ในนามส่วนตัว และการกระทำใดๆในการปฏิบัติหน้าที่ของกษัตริย์ต้องมีผู้ลงนามรับสนองฯเสมอ และเป็นผู้ลงนามรับสนองฯนั้นเองที่เป็นผู้กระทำโดยแท้จริงและเป็นผู้รับผิด ชอบ
ปัญหาต่อมา คือ เอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่รัฐธรรมนูญมอบให้แก่กษัตริย์นั้นมีผลในช่วงเวลา ใด? คุ้มครองเฉพาะช่วงเวลาที่เป็นกษัตริย์? หรือคุ้มครองกษัตริย์ตลอดชีวิต?
หากเป็นกรณีที่กษัตริย์เสียชีวิตไป เอกสิทธิ์และความคุ้มกันนั้นก็ตกไปอยู่กับกษัตริย์องค์ต่อไปทันที เพราะ เอกสิทธิ์และความคุ้มกันนั้นเป็นไปตามตำแหน่ง แต่ถ้ากษัตริย์สละราชสมบัติไป? จะฟ้องร้องต่อการกระทำของกษัตริย์ในสมัยที่เป็นกษัตริย์ได้หรือไม่? ต่อประเด็นปัญหานี้ มีความเห็นออกเป็นสองแนว แนวแรก เห็นว่า สามารถฟ้องร้องหรือกล่าวหากษัตริย์ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วได้ เพราะ เอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่ให้แก่กษัตริย์ เป็นการให้แก่ตำแหน่งกษัตริย์ มิใช่ให้แก่ นาย ก. ที่มาเป็นกษัตริย์ เมื่อสละราชสมบัติ ก็กลายเป็นบุคคลธรรมดา เอกสิทธิ์และความคุ้มกันต่างๆย่อมหมดไป แนวสอง เห็นว่า ไม่สามารถฟ้องร้องหรือกล่าวหากษัตริย์ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วได้ เพราะ การกระทำในสมัยที่เป็นกษัตริย์ได้รับความคุ้มครองไปแล้วว่าไม่ต้องรับผิด ดังนั้น การกระทำของกษัตริย์จึงได้รับการคุ้มครองตลอดไป
ในกรณีที่การกระทำนั้นเกิดขึ้นก่อนที่บุคคลนั้นขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่ยังไม่มีการฟ้องร้องหรือกล่าวหาใดๆ หรืออาจฟ้องร้องหรือกล่าวหาแล้วแต่ยังไม่มีคำพิพากษา เมื่อบุคคลนั้นขึ้นเป็นกษัตริย์ เขาก็จะได้รับความคุ้มกัน ไม่ถูกฟ้องร้องหรือกล่าวหา
ประเด็นนี้ เคยถูกหยิบยกขึ้นอภิปรายเมื่อคราวร่างรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒ พันโท โพยม จุลานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี ได้อภิปรายว่า ข้าพเจ้า ใคร่จะขอตั้งข้อสังเกตอันหนึ่งว่า การสืบราชสันตติวงศ์นั้นย่อมสืบลงมาเป็นลำดับ แต่หากว่าในราชตระกูลนั้น บังเอิญท่านผู้นั้นได้กระทำผิดกฎหมายอาญาขึ้นก่อน แต่คดียังไม่ได้มีการฟ้องร้อง แต่บังเอิญได้ถูกสถาปนาขึ้นครองราชย์บัลลังก์ขึ้นมาแล้ว การฟ้องร้องการกระทำความผิดก่อนเสวยราชย์ก็ฟ้องร้องไมได้ เพราะเป็นพระมหากษัตริย์ เช่นนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่ามันขัดกัน ข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้[8]
อนึ่ง รัฐธรรมนูญมอบเอกสิทธิ์และความคุ้มกันให้แก่กษัตริย์เท่านั้น สมาชิกในครอบครัวของกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นราชินี บุตร ธิดา หลาน เหลน โหลน ตลอดจนบุคคลรายล้อมกษัตริย์ เช่น องคมนตรี ข้าราชบริพาร นางสนองพระโอษฐ์ ฯลฯ ไม่ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเหมือนกษัตริย์

.......................

ข้อความ “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้” ปรากฏมาอย่างช้านานตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์เป็นเจ้าชีวิต เป็นผู้ทรงอำนาจเด็ดขาด และเป็นรัฐ การที่กษัตริย์ไม่อาจถูกวิจารณ์ได้ ไม่อาจถูกตำหนิติเตียนได้ ไม่ต้องรับผิด และไม่ต้องถูกดำเนินคดีใด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่ยังต้องการเก็บกษัตริย์ไว้เป็นประมุขของรัฐต่อ ข้อความ “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้” ที่เคยปรากฏในระบอบเก่า เมื่อนำมาใช้ในระบอบใหม่ ก็ต้องถูกอธิบายใหม่ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยและความเสมอภาค
ในระบอบประชาธิปไตย องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้ หรือ กษัตริย์ไม่ต้องรับผิดและไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ ก็ต่อเมื่อกษัตริย์ปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้ง ๔ ประการ ครบถ้วน ดังนี้[9]
ประการแรก กษัตริย์ไม่กระทำการใดตามลำพัง การกระทำของกษัตริย์ต้องมีผู้ลงนามรับสนองฯเสมอ และผู้ลงนามรับสนองฯ คือ ผู้กระทำการนั้นอย่างแท้จริงและเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำนั้น การลงนามรับสนองฯ นี้ หยุด แสงอุทัยอธิบายว่า เป็นไปเพื่อรับรองว่า เป็นพระปรมาภิไธยอันแท้จริงของกษัตริย์ และเพื่อแสดงว่าผู้ลงนามรับสนองฯจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องแบบพิธี ความถูกต้องของข้อความ และสาระของข้อความ[10]
ประการที่สอง อำนาจบริหารเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการแยกกษัตริย์กับรัฐบาลออกจากกัน รัฐบาล คือ รัฐบาลในกษัตริย์ จะไม่มีการกระทำของกษัตริย์อย่างหนึ่ง และการกระทำของรัฐบาลอย่างหนึ่ง
ประการที่สาม ไม่มีบุคคลใดทราบได้ว่ากษัตริย์คิดอะไร กษัตริย์อาจให้ความเห็น คำแนะนำ หรือข้อปรึกษาหารือแก่รัฐบาลได้ แต่ต้องเป็นความลับ และรัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะปฏิบัติตามคำแนะนำของกษัตริย์หรือไม่ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ประการที่สี่ พระราชดำรัส พระราชหัตถเลขา การกระทำอื่นใดที่เกี่ยวพันกับประเด็นทางการเมือง ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี เหตุที่การกระทำของกษัตริย์ในเรื่องเหล่านี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีก่อน ก็เพราะว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้ หากยอมให้กษัตริย์กระทำการเอง ก็อาจส่งผลให้องค์กษัตริย์ต้องถูกตำหนิ วิจารณ์ และรับผิดชอบ แต่หากการะทำเหล่านี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรี ก็หมายความว่า รัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้ หยุด แสงอุทัย ยังเห็นอีกว่า แม้ในเรื่องอื่นๆ ที่มิใช่เรื่องของอำนาจบริหารแต่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน เช่น พระราชดำรัสทางวิทยุกระจายเสียง พระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงกระทำตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี เพราะต้องมีผู้รับผิดชอบในพระราชดำรัส ส่วนปัญหาที่ว่าพระมหากษัตริย์จะทรงร่างพระราชดำรัสเอง แล้วจึงส่งมาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ หรือคณะรัฐมนตรีร่างไปทูลเกล้าฯ ถวายแล้วพระมหากษัตริย์ทรงแก้ไขด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ย่อมเป็นเรื่องภายในระหว่างพระมหากษัตริย์กับคณะรัฐมนตรี และในเรื่องที่เกี่ยวกับการราชการแผ่นดินเช่นว่านี้ พระมหากษัตริย์จะไม่ทรงรับสั่งทูตานุทูตหรือข้าราชการอื่นใดโดยไม่ได้กระทำ ต่อหน้ารัฐมนตรีหรือด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี...[11]
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าการกระทำใดเกี่ยวกันกับการเมืองหรือการบริหารราชการแผ่นดิน นั้น จะต้องระลึกถึงสถานะประมุขของรัฐของกษัตริย์ด้วย การกระทำบางเรื่อง หากพิจารณาจากสถานะสามัญชน อาจเป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้ แต่ถ้ากษัตริย์เป็นผู้กระทำ เรื่องนั้นก็อาจเกี่ยวกับการเมืองได้ เช่น การสมรส ดังเช่นกรณีที่เคยปรากฏขึ้นในสหราชอาณาจักรที่คณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ ในการที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๘ จะสมรส จนพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๘ ต้องตัดสินใจสละราชสมบัติ[12]
เมื่อเงื่อนไขทั้ง ๔ ประการครบถ้วน เมื่อนั้น กษัตริย์จึงไม่ทำอะไรผิด กษัตริย์ไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำใดๆ และกษัตริย์ไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ
ในระบอบประชาธิปไตย กษัตริย์จึงไม่มีทางกระทำผิด (The King can do no wrong) เพราะ กษัตริย์ไม่ทำอะไรเลย (The King can do nothing) แต่เป็นผู้ลงนามรับสนองฯต่างหากที่เป็นผู้กระทำและเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้น การอธิบายว่า The King เป็นมนุษย์ จึงสามารถ do wrong ได้นั้น แม้ฟังแล้ว อาจซาบซึ้งว่าเป็นกรณีที่กษัตริย์มีน้ำใจและประกาศว่าตนอาจทำผิดพลาดได้เสมอ เหมือนคนทั่วไป แต่คำพูดเช่นนี้ผิดหลักประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เพราะ หากบอกว่ากษัตริย์ทำผิดได้ นั่นแสดงว่า กษัตริย์จะทำการเกินกว่ารัฐธรรมนูญกำหนด จะทำการลำพังด้วยตนเอง โดยไม่มีผู้รับสนองฯ หากกล่าวอย่างเคร่งครัดแล้ว ในระบอบประชาธิปไตย ย่อมไม่มี The King ที่ can do wrong เพราะ ในระบอบประชาธิปไตย มีแต่ The King ที่ can do nothing
เมื่อการกระทำของกษัตริย์เป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง ๔ ประการแล้ว กษัตริย์ก็ไม่ต้องรับผิด และไม่ถูกฟ้องร้องหรือกล่าวหาในทางใดๆ ดังนั้น หากแปลความกลับกันว่าถ้ากษัตริย์กระทำการลงไปโดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้ง ๔ ประการดังกล่าว ผลจะเป็นเช่นไร? องค์กษัตริย์อาจถูกละเมิดได้ กษัตริย์ต้องรับผิด? กษัตริย์ถูกฟ้องร้องหรือกล่าวหาในทางใดๆได้?
ความข้อนี้นับเป็นปัญหาสำคัญยิ่ง รัฐธรรมนูญของหลายประเทศโดยเฉพาะในช่วงที่การต่อสู้ระหว่าง “กษัตริย์” กับ “สภาผู้แทนราษฎร” ดำเนินไปอย่างถึงพริกถึงขิง ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะนั้น ยามใดที่ฝ่ายประชาธิปไตยชนะ ก็มักเขียนในรัฐธรรมนูญป้องกันเอาไว้ก่อนว่า กษัตริย์อาจถูกถอดออกจากตำแหน่งได้ด้วยเหตุใดบ้าง เช่น ละเมิดรัฐธรรมนูญ, เดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรเรียกให้กษัตริย์เดินทางกลับประเทศแล้วกษัตริย์ไม่ ยอมกลับ, ทรยศชาติ เป็นต้น โดยให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่าสมควรถอดถอดกษัตริย์ออกจาก ตำแหน่งหรือไม่[13] เมื่อฝ่ายประชาธิปไตยชนะฝ่ายกษัตริย์อย่างเด็ดขาด สามารถวางรากฐานประชาธิปไตยได้อย่างสถาพร และกษัตริย์ยอมตนลงไปอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดแล้ว ในรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเหตุแห่งการถอดถอนกษัตริย์ เพราะ มั่นใจว่าจะไม่มีกรณีที่กษัตริย์ละเมิดรัฐธรรมนูญ หากกษัตริย์ละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง ผลก็คือ สาธารณชนจะวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ กระแสสังคมร่วมกันกดดันให้กษัตริย์สละราชบัลลังก์ หรือหากร้ายแรงที่สุด สถาบันกษัตริย์ก็อาจปลาสนาการไปจากประเทศนั้น
............................

ในรัฐธรรมนูญไทย ปรากฏข้อความ “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” แต่ข้อความดังกล่าว ก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขไปตามแต่ละยุคสมัย หากเราสำรวจข้อความ “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” ในรัฐธรรมนูญไทยแต่ละฉบับ อาจเบ่งกลุ่มได้ ดังนี้
·       กลุ่มแรก ไม่มีข้อความ “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” แต่มีข้อความ “กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทน ราษฎรจะวินิจฉัย” (มาตรา ๖ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕)
·       กลุ่มที่สอง มีเฉพาะ คำว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” (รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕, ๒๔๘๙, ๒๔๙๐, ๒๔๙๕, ๒๕๐๒)
·       กลุ่มที่สาม มีคำว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” ในมาตราหนึ่ง และเพิ่มไปอีกมาตราหนึ่งว่า “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” (รัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒, ๒๕๑๑, ๒๕๑๗)
·       กลุ่มที่สี่ คำว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และ “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” มารวมอยู่ในมาตราเดียวกัน (รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๕, ๒๕๑๙, ๒๕๒๐, ๒๕๓๔ – รสช, ๒๕๔๙) 
·       กลุ่มที่ห้า คำว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และ “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” มารวมอยู่ในมาตราเดียวกัน แต่แยกวรรค (รัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑, ๒๕๓๔, ๒๕๔๐, ๒๕๕๐)

หากไม่ใช้ถ้อยคำเป็นเกณฑ์ในการแบ่งกลุ่ม แต่แบ่งกลุ่มตามยุคสมัย อาจแบ่งได้ ดังนี้
ยุคแรก ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม (๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ๙ ธันวาคม ๒๔๗๕)
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ไม่มีข้อความว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” แต่มีมาตรา ๖ บัญญัติว่า “กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย” อะไรคือเหตุผลของผู้ร่าง? ผู้เขียนมีสองสมมติฐาน ดังนี้
สมมติฐานแรก นายปรีดี พนมยงค์ ผู้ร่างธรรมนูญฯนี้ ทราบดีอยู่แล้วว่า ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภาและมีกษัตริย์นั้น กษัตริย์มีเอกสิทธิ์เรื่องไม่ต้องรับผิดใดๆและไม่ถูกดำเนินคดีใดๆอยู่แล้ว หากว่าการกระทำของกษัตริย์นั้นมีผู้รับสนองฯ นายปรีดีฯ จึงไม่เขียนว่า “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้” ลงไป ส่วนกรณีคดีอาญานั้น เกรงว่าหากกษัตริย์กระทำความผิดอาญา โดยการกระทำนั้นทำลงไปในนามส่วนตัวแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร จึงเขียนไปในมาตรา ๖ ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้วินิจฉัย
สมมติฐานที่สอง ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามรับอิทธิพลมาจากรัฐธรรมนูญ ๑๗๙๑ ของฝรั่งเศส ซึ่งมีบทบัญญัติว่ากษัตริย์ไม่ต้องรับผิด และกษัตริย์ไม่อาจถูกฟ้องร้องหรือกล่าวหาในทางใดๆ แต่ก็บัญญัติเหตุแห่งการถอดถอนกษัตริย์ไว้ด้วย โดยให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัย
เกี่ยวกับมาตรา ๖ นี้ หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกทางกฎหมายจากประเทศฝรั่งเศส และทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรื่อง รัฐธรรมนูญสยาม ได้อธิบายเมื่อครั้งบรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง ว่า
"ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า คดีอาชญาซึ่งกษัตริย์ทำผิดจะต้องถูกฟ้องร้องต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่ฉะเพาะ แต่ความผิดที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอาชญาเท่านั้น ยังหมายความเลยไปถึงความผิดซึ่งกษัตริย์กระทำการบกพร่องอย่างสำคัญในการ บริหารราชการแผ่นดิน ตัวอย่างเช่น ละเมิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกระทำผิดต่อสัญญาทางพระราชไมตรีอันเป็นเหตุจะนำมาซึ่งความเสียหายแก่ ประเทศบ้านเมือง นี่เป็นความเห็น คือว่า ในคดีอาชญาไม่หมดความฉะเพาะแต่ความผิดซึ่งบัญญัติไว้ในกฎหมายอาชญา ร.ศ. ๑๒๗ แต่กินความเลยไปถึงการกระทำของกษัตริย์ซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญปกครอง แผ่นดินสยามมาตราใดมาตราหนึ่ง หรือว่ากระทำการผิดสัญญาทางพระราชไมตรี ซึ่งจะนำความเสียหายมาสู่ประเทศบ้านเมือง ในกรณีเหล่านี้กษัตริย์ควรจะต้องรับผิดชอบและถูกฟ้องร้องตามมาตรา ๖"[14]
ผู้เขียนเห็นว่าคำอธิบายมาตรา ๖ ของหลวงประเจิดอักษรลักษณ์ดังกล่าว เป็นการพิจารณาตำแหน่งประมุขของรัฐเป็นสำคัญ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญว่าประมุขของรัฐนั้นเป็นประธานาธิบดีหรือกษัตริย์ เมื่อ ประธานาธิบดีมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันบางประการที่รัฐธรรมนูญมอบให้ และมีข้อยกเว้นที่ประธานาธิบดีต้องรับผิดในกรณีละเมิดรัฐธรรมนูญหรือทรยศ ชาติได้ กษัตริย์ก็อาจมีเหตุที่อาจทำให้ต้องถูกถอดถอนเหมือนประธานาธิบดีได้ดุจกัน พูดอีกอย่างก็คือ หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ อาจเห็นว่า ประธานาธิบดีมีสถานะเป็นประมุขของรัฐเช่นเดียวกับกษัตริย์ ไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด นอกจากนี้อาจเป็นไปได้ว่าหลวงประเจิดอักษรลักษณ์เห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา ๖ คล้ายกับรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ๑๗๙๑

ยุคที่สอง องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้(๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ถึง ๒๔๙๒)
เมื่อรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ประกาศใช้ ปรากฏว่าบทบัญญัติแบบมาตรา ๖ ในธรรมนูญฯ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ได้หายไป แต่มีบทบัญญัติในมาตรา ๓ มาแทนว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการ ผู้ใดจะละเมิดมิได้”
บทบัญญัติมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ มีความเป็นมาอย่างไร เราอาจสำรวจได้จากรายงานการร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้น ดังนี้[15]
ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในมาตรา ๓ นี้ อ่านว่า “พระองค์ พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งได้แสดงความหมายของมาตรานี้โดยย่อๆแล้วว่า พระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งชาติและปวงชนทั้งปวง และดำรงอยู่ในฐานะอันพึงพ้นจากความถูกติเตียนในทางใดๆ เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญของบ้านเมืองใดที่ปกครองโดยกษัตริย์และมีรัฐธรรมนูญ เขาก็วางหลักการไว้เช่นเดียวกันนื้ทุกแห่ง และในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น คำว่า (Sacred) ซึ่งท่านนักแปลคนหนึ่งได้แปลว่า เคารพ ก็ถูกอยู่ แต่ถ้าจะให้ถูกดีแล้วก็ควรมีคำว่า สักการะ ด้วย ซึ่งอนุกรรมการได้เห็นชอบด้วยแล้ว คำว่าผู้ใดจะละเมิดมิได้นี้ เราหมายว่า ใครจะไปละเมิดฟ้องร้องว่ากล่าวไม่ได้ ถ้าอาจจะมีใครสงสัยว่าถ้าฟ้องร้องท่านไม่ได้แล้วจะทำอย่างไรเมื่อมีใครได้ รับความเสียหาย ประการหนึ่งเราต้องนึกว่าที่ว่าเป็นประมุขนั้น ตามแบบเรียกว่า “รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิจารณาตัดสินความในนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดถึงหลักกฎหมายในบางประเทศแล้ว ฟ้องร้องท่านไม่ได้ทั้งทางอาชญาและประทุษฐ์ร้ายส่วนแพ่ง แต่มีว่าถ้าท่านต้องทรงรับผิดชอบในเรื่องเงินแล้วก็ฟ้องร้องได้ทางพระคลัง ข้างที่ และที่เขียนมานี้ไม่กะทบกระเทือนสิทธิและความเสียหายของราษฎรใดๆเลย จึ่งขอเติมคำว่า “สักการะ” ต่อคำว่า “เคารพ”
นายสงวน ตุลารักษ์ ว่าที่กล่าวว่า “พระองค์” แคบเกินไป อยากจะขอเสนอให้ตัดออกเสีย เพราะเรามิได้เคารพแต่ฉะเพาะพระองค์เท่านั้น เราเคารพถึงพระบรมรูป พระเกียรติยศ ฯลฯ อีกด้วย
หลวงประดิษฐ์มนูธรรม รับรอง
ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ตามหลักนั้น หมายถึง person of the King คือตัวท่าน แต่ในภาษาไทยจะใช้คำว่า “พระมหากษัตริย์” เฉยๆ จะได้ความหรือไม่นั้น ขอเชิญเจ้าพระยาธรรมศักดิ์โปรดอธิบาย
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าความหมายอย่างที่ว่า person ที่เขียนก็ได้ความแล้ว แต่ถ้าจะหมายถึงเป็น body แล้ว ก็จะเป็นจริงอย่างที่นายสงวนว่า จึงคิดว่าเอาคำว่า “พระ” ออก คงเหลือแต่ “องค์พระมหากษัตริย์” ก็จะได้
ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ รับรอง
นายสงวน ตุลารักษ์ เห็นชอบ
ประธานสภาฯ กล่าวว่า ในมาตรา ๓ นี้ มีแก้ไข ๒ แห่ง คือ เติมคำว่า “สักการะ” ต่อท้ายคำว่า เคารพ และ ตัดคำว่า “พระ” ออก คงอ่านได้ในมาตรา ๓ ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” เมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้าน ก็ขอให้ลงคะแนน สมาชิกทั้งหมดลงมติเห็นชอบ เป็นอันว่ามาตรา ๓ นั้น ใช้ได้ตามแก้ไขมานั้น”

ยุคที่สาม มีทั้ง องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ (๒๔๙๒ ถึง ปัจจุบัน)
ในยุคนี้ มีการเพิ่ม “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” เข้ามา โดยปรากฏครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒ และนับแต่นั้น ข้อความทั้งสองวรรคนี้ ก็ปรากฏในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ
หยุด แสงอุทัย อธิบายว่า เหตุที่ต้องบัญญัติ “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” เพิ่มขึ้นอีก ก็เพื่อความชัดเจนและย้ำหลักการ “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้” เท่านั้นเอง[16]
อนึ่ง มีข้อควรสังเกตว่า ในยุคสมัยนั้น มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น และตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดรัฐธรรมนูญต้องกำหนดว่า องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้ และไม่มีผู้ใดฟ้องร้องหรือกล่าวหากษัตริย์ในทางใดๆได้ การกำหนดไว้เช่นนี้ ไม่ขัดกับหลักความเสมอภาคหรือ บรรดาผู้ร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้นและนักกฎหมายสมัยนั้น มักอธิบายว่า เพราะ ศาลตัดสินในพระปรมาภิไธยของกษัตริย์ การให้กษัตริย์ไปขึ้นศาลของตนเอง จึงเป็นเรื่องประหลาด ผู้เขียนเห็นว่า การอธิบายให้เหตุผลเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการอธิบายตามสูตรของระบอบเก่า หากยึดหลักการประชาธิปไตย ก็ต้องอธิบายว่า เหตุที่กษัตริย์ไม่ต้องรับผิด และไม่อาจถูกฟ้องหรือกล่าวหาในทางใดๆนั้น ก็เพราะกษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้กระทำการใดๆ แต่มีผู้รับสนองฯที่เป็นผู้กระทำและรับผิดชอบ
ในห้วงเวลาหัวต่อหัวเลี้ยวเช่นนี้ คนจำนวนมากเข้าใจความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘ ผิดไป และมีผู้ที่จ้องเล่นแร่แปรธาตุกับบทบัญญัติในมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญ ให้กลายเป็นบทบัญญัติแบบสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงจำเป็นต้องเข้าใจเสียใหม่ให้สอดคล้องกับหลักวิชาและระบอบประชาธิปไตย
ผู้เขียนเห็นว่า หากเรายืนยันว่า “ราชอาณาจักรไทย” ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบอำนาจจำกัด[17] ไม่ใช่ระบอบที่ “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เป็นคำนาม และ “ประชาธิปไตย” เป็นคุณศัพท์ แล้วล่ะก็ บทบัญญัติในมาตรา ๘ “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และวรรคสองที่ว่า “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” นั้น ต้องอธิบายดังนี้
คำว่า “เคารพสักการะ” ต้องแปลความว่า เป็นการถวายพระเกียรติให้แก่ตำแหน่งกษัตริย์ เป็นการประกาศ ไม่ใช่กฎเกณฑ์ (norm) ไม่มีผลบังคับ (sanction) ไม่มีข้อห้าม ไม่มีบทลงโทษ นี่เป็นการแปลความแบบรัฐธรรมนูญของเดนมาร์ก และนอร์เวย์ ซึ่งยังคงใช้รัฐธรรมนูญเก่าแก่และปรากฏคำพวกนี้อยู่ คำว่า “สักการะ” ของรัฐธรรมนูญเดนมาร์กและนอร์เวย์เป็นมรดกตกทอดมาจากอดีต ยังไม่ได้ถูกยกเลิกไป แต่เขาก็ใช้วิธีการแปลความไปในทางที่เป็นคุณกับประชาธิปไตยและสอดคล้องกับ ระบอบประชาธิปไตย
คำว่า “ผู้ใดจะละเมิดมิได้” คือ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ ส่วนมาตรา ๘ วรรคสอง ที่ว่า “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” ก็เป็นการเขียนมาเพื่อขยายความคำว่า “ผู้ใดจะละเมิดมิได้” ให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น
คำว่า “เคารพสักการะ” ก็ดี คำว่า “ผู้ใดจะละเมิดมิได้” ก็ดี ไม่ได้หมายถึง ผู้ใดจะพูดถึงกษัตริย์ในทางวิจารณ์ไม่ได้เลย
ในอนาคต หากปรารถนาให้ราชอาณาจักรไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ และป้องกันมิให้ผู้ใดแปลความมาตรา ๘ อย่างพิสดารโดยไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตย สมควรเขียนมาตรา ๘ เสียใหม่ ให้ชัดเจนขึ้น โดยตัดถ้อยคำว่า “เคารพสักการะ” ออกไป และย้อนกลับไปนำมาตรา ๗ ของธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ กลับมาบัญญัติไว้
การตัดคำว่า “เคารพสักการะ” ออกไป นอกจากจะป้องกันมิให้พวกกษัตริย์นิยมอาศัยถ้อยคำนี้ในการเอามาใช้ประกอบกับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เพื่อทำลายศัตรูแล้ว ยังทำให้กษัตริย์หลุดพ้นจากความเป็นเทพ ทำให้กษัตริย์มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นซึ่งสอดคล้องกับกษัตริย์ในยุคสมัยใหม่
ส่วนการนำมาตรา ๗ ของธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ที่ว่า “การ กระทำใดๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ” กลับ มาบัญญัติไว้ใหม่นั้น ก็เพื่อป้องกันมิให้นักเล่นแร่แปรธาตุรัฐธรรมนูญ แปลความไปว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่เขียนว่ากษัตริย์มีอำนาจกระทำการต่างๆนั้น กษัตริย์มีอำนาจในการกระทำใดๆด้วยตนเองตามลำพัง และยังไม่ต้องรับผิดใดๆตามมาตรา ๘ อีกด้วย
ในความเห็นของผู้เขียน บทบัญญัติแบบมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญ ควรเขียนใหม่ ดังนี้
องค์พระมหากษัตริย์ไม่ต้องรับผิด และไม่อาจถูกฟ้องร้องหรือกล่าวหาในทางใดๆ รัฐมนตรีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบ
การกระทำของพระมหากษัตริย์ต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ การกระทำใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ให้ถือเป็นโมฆะ

……………………

ในระบอบประชาธิปไตย การใช้อำนาจกับความรับผิดชอบจากการใช้อำนาจนั้นเป็นของคู่กัน ผู้ใดมีมีอำนาจ ผู้นั้นก็ต้องมีความรับผิดชอบตามมา ความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจแสดงออกได้จาก การถูกฟ้องร้องดำเนินคดี การปลดออกจากตำแหน่ง การรับโทษอาญา สภาวะความรับผิดชอบเช่นนี้ เราต้องการให้เกิดขึ้นกับกษัตริย์หรือไม่? ถ้าคำตอบ คือ ไม่ ก็ต้องตัดความรับผิดชอบออก และจะตัดความรับผิดชอบออกได้ ก็ต้องไม่มีอำนาจ เมื่อไม่มีอำนาจ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เมื่อไม่ต้องรับผิดชอบ ก็หลุดพ้นจากการติฉิน ฟ้องร้อง ลงโทษ ปลดออก
การอธิบายคำว่า The King can do wrong นั้น ต้องเอา The King can do wrong ไว้ข้างหลังในฐานะเป็นส่วนผล และต้องอธิบายเงื่อนไขอันเป็นส่วนเหตุให้ครบทั้ง ๔ ข้อก่อนว่า
๑.) กษัตริย์ไม่กระทำตามลำพัง,
๒.) อำนาจบริหารเป็นหนึ่งเดียว (ไม่มีการแยกกษัตริย์กับรัฐบาล),
๓.) ไม่มีบุคคลใดทราบได้ว่ากษัตริย์คิดอะไร,
๔.) พระราชดำรัส พระราชหัตถเลขา การกระทำอื่นใด ที่เกี่ยวพันกับประเด็นทางการเมือง ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี
เมื่อเงื่อนไขทั้ง ๔ ข้อครบถ้วน เมื่อนั้น The King จึง can do no wrong กษัตริย์ไม่ต้องรับผิด และไม่มีผู้ใดกล่าวหาหรือฟ้องร้องกษัตริย์ในทางใดๆได้
หากพิจารณาโดยเอาประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง และกษัตริย์เป็นสถาบันการเมืองหนึ่งที่ขออาศัยอยู่กับประชาธิปไตยและอยู่ภาย ใต้รัฐธรรมนูญ กษัตริย์ที่ดีหาใช่กษัตริย์ที่กระทำกิจการต่างๆมากมาย หาใช่กษัตริย์ที่พูดต่อประชาชนอย่างจับใจ หาใช่กษัตริย์ที่มีจริยวัตรดีงาม หาใช่กษัตริย์ที่ฉลาดปราดเปรื่อง หาใช่กษัตริย์ที่เป็นนักรบ หาใช่กษัตริย์ที่มีจิตใจเมตตา...
แต่กษัตริย์ที่ดีต้องเป็นกษัตริย์ที่เคารพรัฐธรรมนูญ






[1] เช่น สหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส
[2] เช่น เยอรมนี, ออสเตรีย
[3] เช่น โปรตุเกส
[4] เช่น กรีซ, อิตาลี
[5] เช่น เยอรมนี, ออสเตรีย
[6] โปรดดู หยุด แสงอุทัย, คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์, (วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : บรรณาธิการ), ๒๕๕๑, หน้า ๑๙ และ หน้า ๒๓-๒๔.
[7] พระยานิติศาสตร์ไพศาล, “คำอธิบายหลักรัฐธรรมนูญสยามเปรียบเทียบกฎหมายธรรมนูญอังกฤษ”, บทบัณฑิตย์, เล่ม ๗ ตอนที่ ๕, สิงหาคม ๒๔๗๕, หน้า ๒๕๔.
[8] โปรดดู สุพจน์ ด่านตระกูล, ประวัติรัฐธรรมนูญ, สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม, ๒๕๕๐, หน้า ๘๑.
[9] Robert Senelle, Emile Clément, Edgard Van de Velde, A l’attention de Sa Majesté le Roi : La monarchie constitutionnelle et le régime parlementaire en Belgique, Editions mols, 2006 ; โปรดดู หยุด แสงอุทัย, อ้างแล้ว, หน้า ๑๓-๔๗.
[10] หยุด แสงอุทัย, อ้างแล้ว, หน้า ๕๑-๕๒.
[11] เพิ่งอ้าง, หน้า ๓๔-๓๕.
[12] เพิ่งอ้าง, หน้า ๓๖
[13] ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญ ๑๗๙๑ ของฝรั่งเศส
[14] หลวงประเจิดอักษรลักษณ์, กฎหมายรัฐธรรมนูญ คำสอนภาค ๑ ชั้นปริญญาตรี, ๒๔๗๗, หน้า ๗๕.
[15] โปรดดู สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “ว่าด้วยข้อความ ‘องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้’,” http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_13.html โปรดดูประเด็นนี้เพิ่มเติมใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “กรณีถวัติ ฤทธิเดช ฟ้องพระปกเกล้า,” http://somsakwork.blogspot.com/2006/10/blog-post.html
[16] หยุด แสงอุทัย, อ้างแล้ว, หน้า ๒๓.
[17] เป็นคำของ ณัฐพล ใจจริง โปรดดู ณัฐพล ใจจริง, “สยามบนทางสองแพร่ง ๑ ศตวรรษของความพยายามปฏิวัติ รศ.๑๓๐”, ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๔ (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕).

จำคุก 2 ปี-รอลงอาญา คดีนักกิจกรรมปีนสภา ต้าน กม.สนช. ฐานชุมนุมมั่วสุม-บุกรุก-ใช้กำลังประทุษร้าย

ที่มา ประชาไท


สืบเนื่องจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 50 ซึ่งมีประชาชนหลายร้อยคนชุมนุมหน้ารัฐสภา เรียกร้องให้ สนช. หยุดการออกกฎหมายแบบเร่งด่วน มีประชาชนกว่าร้อยคนปีนรั้วรัฐสภาเข้าไปนั่งหน้าห้องประชุม ต่อมา เอ็นจีโอ 10 คนถูกฟ้องฐานยุยงให้ประชาชนกระด้างกระเดื่อง มั่วสุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย

แฟ้มภาพ 12 ธ.ค.50

ล่าสุด 28 มี.ค.56  ศาลอาญา รัชดา ตัดสินว่าจำเลยมีความผิดฐานชุมนุมมั่วสุม บุกรุก ใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนข้อหากบฏ ล้มล้างขัดขืนไม่ให้มีการออกกฎหมายนั้นให้ยกฟ้อง ตัดสินให้ลงโทษ  จำเลยที่ 1-4,7,8 ซึ่งถือเป็นผู้นำการชุมนุม จำคุก 2 ปี ปรับ 9,000 บาท จำเลยที่ 5,6,9,10 จำคุก 1 ปี ปรับ 9,000 บาท
แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เป็นเหตุให้ลดโทษ จำเลยที่ 1-4,7,8 เหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 6,000 บาท จำเลยที่ 5,6,9,10 ลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน ปรับ 6,000 บาท และเนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและการกระทำการครั้งนี้เพื่อ ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ให้รอการลงโทษ 2 ปี
จอน อึ๊งภากรณ์ จำเลยที่ 1 กล่าวหลังทราบคำตัดสินว่า เชื่อว่าการชุมนุมครั้งนี้ทุกคนทำไปโดยจิตสำนึกที่ดี  ส่วนตัวคิดว่าจะมีการอุทธรณ์แน่นอน แต่คงต้องปรึกษาหารือกันก่อน ทั้งนี้ มีความกังวลต่อผลของคำพิพากษา ซึ่งมีการตีความเรื่องผลักดันกันไปมาบริเวณประตูว่าเป็นเหตุประทุษร้าย เพราะการชุมนุมที่เกิดขึ้นทั่วโลก การผลักดันกันไปมาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และจากการชุมนุมท่อก๊าซไทย-มาเลย์ในลักษณะเดียวกันก็มีการตัดสินแล้วว่าผู้ ชุมนุมไม่มีความผิด จึงเป็นห่วงว่า คำว่า "การใช้กำลังประทุษร้าย" จะถูกขยายความและเอามาใช้กับผู้ชุมนุมโดยทั่วไป ซึ่งจริงๆ แล้วในระดับโลก การผลักดันกันไปมาอยู่ในระดับการชุมนุมโดยสันติวิธี
อนิรุทธ์ ขาวสนิท จำเลยที่ 5 กล่าวว่า พอใจในผลการตัดสินคดีระดับหนึ่ง เพราะมีการระบุโทษหนัก-เบา โดยดูตามสถานการณ์และอำนาจหน้าที่ ส่วนจะเป็นบทเรียนให้การชุมนุมครั้งต่อไปรอบคอบมากขึ้นหรือไม่นั้นกำหนดไม่ ได้ เพราะการชุมนุมขึ้นอยู่กับสถานการณ์และการชุมนุมครั้งนี้ ทุกคนมาชุมนุมพื่อความถูกต้อง เป็นไปโดยสมัครใจ เพราะกฎหมายที่จะเกิดขึ้นจาก สนช. มีผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริง ส่วนตัวเป็นเกษตรกร ซึ่งต่อสู้เรื่องทรัพยากร การออกกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในขณะนั้น ทำให้ห่วงว่า อาจมีผลกระทบต่อคนทำนา จนต้องซื้อน้ำมาทำนา และยังมีกฎหมายที่น่ากลัวอย่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในด้วย
ไพโรจน์ พลเพชร จำเลยที่ 8 กล่าวว่า ผลของคดีนี้ เป็นการต่อสู้ของแนวความคิดสองแนวความคิดคือเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนใน การไม่เห็นด้วยกับการกระทำอันไม่ชอบกับเรื่องความมั่นคง ซึ่งศาลยังให้น้ำหนักกับเรื่องความมั่นคงมากกว่า มองเรื่องความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของรัฐเป็นหลัก
ต่อการสู้คดีครั้งนี้ ไพโรจน์ กล่าวว่า ส่วนตัวที่ต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี คิดว่าการต่อสู้เพื่อพิทักษ์สิทธิเสรีภาพ ต้องมีการสูญเสียสิทธิเสรีภาพบางอย่างอยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องปกติของกระบวนการพัฒนาสิทธิมนุษยชน เราก็ได้มีการชั่งน้ำหนัก ไม่ได้ต้องการปกป้องสิทธิของตัวเอง แต่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวม อย่างไรก็ตาม  ส่วนตัวผลของคดียังไม่มีผลกระทบกับตำแหน่งหน้าที่เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด คิดว่าคงมีการอุทธรณ์แน่นอน แต่ต้องดูรายละเอียดก่อน

จำเลยที่ 1 จอน อึ๊งภากรณ์ อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
จำเลย ที่ 2 สาวิทย์ แก้วหวาน แกนนำสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อดีตแกนนำรุ่นที่สองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
จำเลยที่ 3 ศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อดีตแกนนำรุ่นที่สองของกลุ่มพันธมิตรฯ
จำเลยที่ 4 พิชิต ไชยมงคล  กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่
จำเลยที่ 5 อนิรุทธ์ ขาวสนิท เกษตรกรนักเคลื่อนไหว
จำเลยที่ 6 นัสเซอร์ ยีหมะ อดีตหัวหน้าสำนักงานพรรคการเมืองใหม่
จำเลยที่ 7 อำนาจ พละมี รองเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
จำเลย ที่ 8 ไพโรจน์ พลเพชร ปัจจุบันเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ขณะเกิดเหตุเป็นรองประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) อดีตเคยเป็นประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
จำเลยที่ 9 สารี อ๋องสมหวัง นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเพื่อผู้บริโภค ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
จำเลยที่ 10 สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กสทช.