แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

ประชาธรรม: ทีวีดิจิตอล...จุดเปลี่ยนประเทศไทย ก้าวไกลหรือถอยหลัง

ที่มา ประชาไท


เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2556 ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช.ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง ทีวีดิจิตอล....จุดเปลี่ยนประเทศไทย ตอนทีวีดิจิตอลสาธารณะ ณ ห้องประชุมชั้น 2อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภายในการสัมมนาประกอบด้วยการปาฐกถาในหัวข้อ"จากจุดเริ่มต้นปฏิรูปสื่อสู่ ทีวีดิจิตอล" โดย รศ.จุมพล  รอดคำดี อดีตกรรมาธิการยกร่าง พ.ร.บ. จัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2553 และเวทีอภิปรายผ่านมุมมองของนักวิชาการด้านต่างๆ ทั้งนี้ในช่วงอภิปราย"อนาคตทีวีดิจิตอลสาธารณะในมุมมองนักวิชาการด้านสื่อ และกฎหมาย" มีเนื้อหาที่น่าสนใจโดยวิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย ดร.ธีรารัตน์ พันทวี นักวิชาการสื่ออิสระ


การเปลี่ยนระบบอนาล็อกสู่ทีวีดิจิตอลจะทำให้เกิดการแข่งขันใหม่หรือไม่อย่างไร?
ผศ.ดร.พิร งรอง รามสูต รณะนันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิตอลจะทำให้เกิดห่วงโซ่คุณค่าแบบใหม่ซึ่งต่างจากอนาล็อก ที่มีเพียงผู้ผลิตรายการ ดังนั้นอำนาจจะไปกองอยู่ที่สถานีโทรทัศน์เป็นหลักเพราะสถานีโทรทัศน์จะเป็น ผู้เลือกว่าจะให้ใครเข้าช่องเช่าช่วงรายการ แต่หากเปลี่ยนเป็นทีวีดิจิตอล ทาง กสทช.หรือ กสท. มีการจัดประเภทการประกอบกิจการโทรทัศน์เป็นสองส่วนด้วยกันคือ ตามรูปแบบของการประกอบกิจการตามใบอนุญาต เช่น บริการสาธารณะ บริการชุมชนและบริการธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูห่วงโซ่คุณค่าในการประกอบกิจการก็จะแบ่งเป็นช่องรายการ เป็นโครงข่าย เพื่ออำนวยความสะดวก ดังนั้นการประกอบกิจการจะถูกซอยย่อยทำให้ผู้ที่เข้าสู่ตลาดรายใหม่จะมีช่อง ทางเข้าได้มากขึ้น
ทั้งนี้ คำว่า บริการสาธารณะ  Public Service Broadcasting เป็นศัพท์ที่ตรงตัวอยู่แล้วไม่ควรแยกคำ หากพูดถึงทีวีสาธารณะว่าเป็นสื่อทีวี Public Service Broadcasting ในรูปแบบของทีวีซึ่งมี Radio มาก่อน จริงๆ แล้วตามวิวัฒนาการ Public Service Broadcasting มีการกระจายเสียงและแพร่ภาพเพื่อบริการสาธารณะเกิดขึ้นในแถบยุโรปตะวันตกใน ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และถือว่าเป็น sector หลักในการแพร่ภาพและกระจายเสียง
อย่างไรก็ตาม คุณค่าของสื่อสาธารณะอยู่ที่การมองคนเป็นพลเมืองมากกว่าที่จะเป็นผู้บริโภค และมองในแง่ของการสื่อสารหรือการสร้างวัฒนธรรม สร้างสังคม มากกว่าการสร้างเศรษฐกิจหาเลี้ยงตัวเอง อีกทั้งในแง่การสื่อสารว่า การสื่อสารที่จะก่อเกิดสื่อบริการสาธารณะนั้นจะต้องสร้างพื้นที่บริการสื่อ สาธารณะที่เป็นพื้นที่ของประชาธิปไตยทุกคนสามารถจะเข้าร่วมได้ สามารถที่จะแลกเปลี่ยน ถกเถียงอภิปรายจากกลุ่มตัวแทนต่างๆ และนำไปสู่ข้อสรุปหรือนำไปสู่การขยายผลต่อรองนโยบายต่อผู้มีอำนาจด้วยก็ตาม นั่นคือพื้นที่สาธารณะ
จะทำอย่างไรให้เป็นพื้นที่สาธารณะ คิดว่าหลักการพื้นฐานคือทุกคนต้องเข้าถึงได้เพราะมีความเป็นสาธารณะ อย่างเช่น BBC ในอังกฤษ CDC ในแคนนาดา NHKในญี่ปุ่นค่อนข้างเน้นในความหลากหลายเพราะมีหลากหลายกลุ่ม หลากหลายเชื้อชาติในสังคม เป็นต้น
ในแง่กฎหมายไทย Public Service Broadcasting (PSB) จะต้องมีกองบรรณาธิการที่เป็นอิสระจากรัฐ ต้องสนองตอบผลประโยชน์ของสาธารณะ ต้องปกป้องผลประโยชน์จากการถูกครอบงำทางการเมืองหรือทางธุรกิจ เรื่องเนื้อหารายการจะต้องมีความหลากหลาย มีคุณภาพสูงเน้นให้ความรู้ ให้ข้อมูล ให้ความบันเทิง ส่วนด้านการบริหารจัดการในองค์กร PSB ต้องมีบอร์ดบริหารที่มีความเป็นอิสระจากรัฐ และจะต้องถูกการันตีในกฎหมาย
ประเด็นข้างต้นถ้าเราไปดู พ.ร.บ.องค์การแพร่ภาพและกระจายเสียงสาธารณะแห่งประเทศไทยปี 2551 ซึ่งเป็นที่มาของไทยพีบีเอส ซึ่งจะมีความชัดเจนคือบอร์ดบริหารของไทยพีบีเอสจะต้องมาจากไหน ที่มาคืออะไร และจะทำอย่างไรให้มีความโปร่งใส และอิสระจากการครอบงำทุนและรัฐ จะต้องตอบโจทย์ของสังคมได้ และจะต้องมีความสามารถในการถูกตรวจสอบ
ทั้งนี้ รายได้ส่วนใหญ่จะต้องมาจาก public funding เช่น BBC ใช้วิธีเสียค่าภาษี เครื่องรับโทรทัศน์อย่างญี่ปุ่นก็ได้รับสนับสนุนจากรัฐบาลแบบครึ่งต่อครึ่ง อย่างไทยพีบีเอสถูกออกแบบมาโดยการใช้ภาษีบาป ถ้าหากมาเปรียบเทียบกฎหมายไทย แบ่งประเภทบริการสาธารณะ ซึ่งแปลตรงตัวคือ Public Service Broadcasting แบ่งเป็นสามรูป คือ แบบที่ 1 สาธารณะเพื่อสาธารณะ แบบที่ 2 สาธารณะเพื่อความมั่นคง (ปลอดภัย) แบบที่ 3 สาธารณะเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐกับประชาชนพ่วงผู้พิการเข้ามาด้วย แต่การนิยาม PSB ของประเทศไทยไม่ตรงกับนิยามของสากลอาจเป็นความเข้าใจผิด

ปฏิรูปสื่อนั้นสำคัญไฉน-นำไปสู่การปฏิรูปสังคมอย่างไร?
สำหรับ ประเด็นการแบ่งช่องทีวีบริการสาธารณะที่เหมาะสมนั้น ผศ.ดร.พิรงรอง แสดงความเห็นว่า ประโยชน์สาธารณะคือสิ่งที่ประชาชนสนใจ ถ้ามองว่าละครก็เป็นสิ่งที่ประชาชนสนใจ เพราะวัดจากเรทติ้ง เราต้องมองว่าสิ่งที่ประชาชนสนใจคือสิ่งที่จะต้องจรรโลง ยกระดับสติปัญญา
ทั้งนี้ กรณีการแบ่งช่อง ถ้าเรามองการปฏิรูปสื่อว่าคือการพยายามสร้างเนื้อหาในรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้มีอยู่ในทีวีกระแสหลักแบบเดิม เราก็จะเห็นเรื่องราวสาระประโยชน์ ซึ่งอาจเป็นคำกว้างมาก อย่างวิทยุชุมชนก็มีข้อกำหนดว่าเรื่องสาระประโยชน์ แต่เมื่อถึงเวลากำกับดูแลจริงๆ แล้ว กสทช.จะมีการกำกับดูแลแบบใด เพราะ กสทช.ไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลได้ อย่างวิทยุที่จัดรายการเพลง หากเขาเขียนผังรายการว่าสาระบันเทิงสลับการเปิดเพลงและพูด ในส่วนนี้ กสทช.ก็เข้าไปกำกับดูแลยาก
นอกจากนี้ เรื่องใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะจะต้องมีการประเมินศักยภาพผู้ที่ใช้ ประโยชน์จากทีวีดิจิตอลด้วยว่ามีศักยภาพในการใช้ประโยชน์จากทีวีดิจิตอล สำหรับประมวล หรือนำเสนอข้อมูลของตนเอง เพื่อเสริมศักยภาพการสื่อสารของประชาชนได้เช่น ตัวอย่างของ NHK BBC มีสิ่งที่เรียกว่า Digital Archives สิ่งต่างๆ ที่เขานำเสนอไปในอดีตนั้นสามารถถูกประเมินโดยผู้ชมแต่ไม่ใช่ผู้ชมทุกคน เฉพาะคนที่จ่ายค่า License Fee  ถ้าตนเป็น กสทช. ก็จะพิจารณาจากตรงนี้ด้วย
ผศ.ดร.พิรงรอง กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยต้องกลับมาที่คิดว่า การปฏิรูปสื่อคืออะไร ในต่างประเทศก็จะมีการรณรงค์ให้ปฏิรูปองค์กร กฎหมาย การกำกับดูแล โครงสร้าง การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ (ของไทยเน้นการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ในคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ ใช้ในการสื่อสาร) หรืออาจจะเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนเนื้อหาทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ อาจจะเป็นเรื่องการส่งเสริมพลังของสื่อให้เป็นอิสระเพราะถ้าเรามองว่าตอนนี้ สื่อไม่เป็นอิสระ เราก็ต้องดูว่าจะเสริมตรงส่วนไหน ชุมชนใช่หรือไม่
อีกประการหนึ่ง คือเรื่องของการสร้างความรู้เท่าทันสื่อนั้น เป็นสิ่งสำคัญของการปฏิรูปสื่อ เพราะยิ่งมีช่องทางในการเสพสื่อหรือบริโภคสื่อมาก อำนาจของ กสทช.ในการมอนิเตอร์ก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจะสร้างอย่างไรให้ผู้ที่รับสื่อสามารถคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ได้ สุดท้ายการสร้างวิถีปฏิบัติในสื่อ ซึ่งก็คือเรื่องของจรรยาบรรณ วิชาชีพ จริยธรรมและการยกระดับมาตรฐานในการทำงานของสื่อ
ทั้งหมดนี้ คือแนวทางการปฏิรูปสื่อ ถามว่าถ้าเป็นทีวีดิจิตอลจะทำได้ทั้งหมดนี้ไหม ก็คงทำได้บางข้ออย่างการรู้เท่าทันสื่อ ไม่น่าจะทำได้ เพราะคนทำสื่อไม่ถือว่าเป็นหน้าที่ ซึ่ง กสทช.ต้องตอบโจทย์ว่าจะตอบโจทย์ทีวีสาธารณะ และทำให้เกิดการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมอย่างไร

ทีวีดิจิตอลสาธารณะ กับจุดเปลี่ยนของประเทศ
อ.ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีเป็นการก้าวข้ามเรื่องการจำกัดคลื่นความถี่ต่างๆ แต่ที่ผ่านมาข่าวสารเรื่องทีวีดิจิตอลยังทราบไม่ทั่วถึง สาธารณะยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มที่ ทั้งที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ หากเรามีทีวีดิจิตอลสิบช่องเพิ่มอีกยี่สิบสามสิบช่อง หรือร้อยช่องก็ตาม แต่เนื้อหายังเป็นแบบเดิม โครงสร้างการถือครองยังเป็นแบบเดิม มันก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงหรืออาจย้อนกลับไปยุคเดิมด้วยซ้ำ
คำถามคือ เราจะยอมทิ้งสิ่งที่เรียกร้องต่อสู้กันมาหรือไม่ สิ่งที่เจอยังอยู่ในกรอบคิดแบบเดิม การปะทะความคิดแบบเดิม ในยุคแรกคลื่นความถี่ถูกจำกัดเอาไว้ว่าเป็นความถี่ของรัฐเพื่อสื่อสารกับ ประชาชนสื่อแบบ one-way communication สื่อสารด้านเดียว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ระบบต่างๆ ถูกตั้งคำถาม คำว่า "ความมั่นคง" ถูกตั้งคำถามว่ามันเป็นความมั่นคงของใครคำว่า "รัฐ" คือรัฐแบบใดซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก
"กรณีที่ กสทช.บางท่านระบุว่าอย่าพูดคำว่า "ทีวีสาธารณะ" ให้พูดคำว่า "ทีวีบริการสาธารณะ"นั้นมันมีนัยที่ชัดเจนว่าบริการออกไปสู่ประชาชน ประชาชนเป็นผู้รับบริการ แต่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ตนมองว่าตรรกะผิดเพี้ยนไป ถ้าเป็นทีวีสาธารณะคือการเปิดให้มีการสื่อสารทั้งสองทางหรือหลายทางมากขึ้น คำว่าดิจิตอล มันเปิดโอกาสให้มีการสื่อสารได้หลากหลายช่องทางกันมากขึ้น ผู้ส่งสารสามารถส่งไปยังผู้รับสารได้ ส่วนผู้รับสารผู้ฟังผู้ชมทีวี หากไม่พึงพอใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ทันที คำถามคือ ผู้ที่จะบริหารช่องหรือคลื่นความถี่ยังใช้กรอบคิดแบบเดิมในการจำกัดคิดสื่อ สารด้านเดียวหรือไม่อย่างไร"
ทั้งนี้ เมื่อมีการแบ่งรายการประเภทที่หนึ่งจัดสรรแบ่งช่องที่ 5-7 วัตถุประสงค์คือการให้ความรู้ การศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการส่งเสริมอาชีพอื่นๆ สุขภาพอนามัย กีฬาหรือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชน ประเภทที่สอง ช่อง 8-9 เป็นเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัย ประเภทที่สาม วัตถุประสงค์เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่าง รัฐบาลประชาชน และรัฐสภา กับประชาชนและการกระจายข้อมูลส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษา แก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนแก่คนพิการ คนด้อยโอกาสหรือกลุ่มความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือบริการ ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอื่น
คิดเห็นอย่างไรในการแบ่งประเภทข้างต้น และของไทยควรแยกไทยพีบีเอส หรือมีบริการสาธารณะอีกต่างหาก?
อ.ดร.มานะ กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า การทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญเป็นบทบาทหน้าที่หนึ่งในการเปลี่ยน ผ่านของ กสทช.ที่จะต้องอธิบายให้กับประชาชนเข้าใจมากกว่าจะไปแจกกล่องเพื่อเปลี่ยน จากอนาล็อกเป็นดิจิตอลอย่างเดียว ซึ่งเรื่องของทีวีสาธารณะ หลักใหญ่คือต้องการเปิดพื้นที่ให้กับประชาชนพลเมือง โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อย คนชายขอบที่ไม่มีสิทธิ์เสียงที่จะพูด หรือเรื่องที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของรัฐเช่น เขื่อนปากมูล รวมถึงเรื่องอื่นๆ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาประเทศการพัฒนาประชาธิปไตยของรัฐ ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบไม่มีสิทธิและเสียงที่จะพูดโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้นผ่านสื่อ การจะได้ออกสื่อแต่ละครั้งคนตัวเล็กตัวน้อยจะต้องประท้วงปิดถนน
แต่แนวคิดทีวีสาธารณะคือต้องการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย และจะต้องมีเวทีกลางให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น หากยังมีการจำกัดสิทธิการเข้าถึงสื่อของคนตัวเล็กตัวน้อย เขาก็ไปหาช่องทางอื่นเอง ไม่ว่าจะเป็นช่องทางอินเทอร์เน็ตหรือกระทำการอย่างอื่นเองเพื่อที่จะทำให้ เสียงเขาดังขึ้น ถ้าเราไม่ต้องการที่จะจำกัด เราก็ต้องเปิดเวทีให้ประชาชน แต่ปัญหาคือ แนวคิดของ กสทช.ถ้ายังยึดแนวคิดแบบเดิมว่า คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์เป็นของ กสทช. เป็นของรัฐซึ่งแนวคิดนี้จะมีปัญหาตามมา รัฐจะต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ที่ระเบิดตามมามากมาย
"ไม่อยากคาดเดาว่าทีวีสาธารณะที่บอกว่าแบ่งคลื่นความถี่ต่างๆ แล้วนั้น ตอนนี้แบ่งกันเกือบทั้งหมดแล้ว มีเพียง 4-5 ช่องที่เหลือพื้นที่ที่จะให้คนอื่นๆ เข้ามาเป็นสาธารณะ นอกนั้นกระทรวง ทบวงกรมต่างๆ ตีตั๋วฟรีอยู่ในช่องบริการแรกๆ ถ้ากดช่องปุ๊บก็เจอปั๊บ เป็นต้น เขาสามารถหาประโยชน์เพิ่มเติมได้รายได้เพิ่มเติมที่เป็นงบประมาณจากประชา สัมพันธ์ของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ และงบประมาณจากโครงการต่างๆ ขององค์กรธุรกิจที่จะไหลเข้ามา และยังไม่นับการเช่าช่วงให้ไปดำเนินการต่อ ผมไม่อยากให้เกิดกลุ่มธุรกิจต่างๆ แย่งกันเข้ามาสนับสนุนหน่วยงานรัฐที่เป็นทีวีสาธารณะเพื่อหวังผลประโยชน์ บางอย่างต่อเนื่องตามมา"


ปฏิรูปสื่อสู่การปฏิรูปสังคม?
อ.ดร.มานะ กล่าวว่า ดังที่ได้กล่าวไปว่าการจะปฏิรูปสื่อต้องเปิดพื้นที่ให้คนอย่างหลากหลาย เพื่อให้เขามีโอกาสแสดงความคิดเห็นมีเวทีที่ได้พูด ได้สื่อสารออกไป เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่มีการใช้คลื่นวิทยุโทรทัศน์ มันถูกจำกัดโดยกลุ่มที่เรียกว่า รัฐและทุนแต่พื้นที่ให้คนทั่วไปมีน้อยมาก แต่ถ้าปฏิรูปสื่อไปแล้ว คลื่นทั้งหมดจัดสรรแล้ว สถานการณ์ยังเหมือนเดิมคือ ประชาชนยังได้รับข้อมูลชุดเดียวแบบเดิม ประชาชนยังไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ประชาชนไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ปัญหาต่างๆ ก็ยังมีอยู่ คำถามคือ คนที่เจอปัญหาจะทำอย่างไรก็ต้องดิ้นรนหาทางออก ทางอื่น เพื่อที่จะชิงพื้นที่สื่อ
"การปฏิรูปสื่อจะไม่เกิดขึ้นเลยหากว่าคนทั่วไปรู้สึกว่า มันยังไงก็ได้ เพราะฉะนั้นคิดว่าจังหวะที่จะก้าวต่อไป กลุ่มคนจากภาคส่วนต่างๆ คงต้องแสดงตนให้มากขึ้นว่า ถ้าจะปฏิรูปสื่อโดยเฉพาะสื่อที่เขาเปิดช่องไปแล้วตั้งแต่ต้นว่าเป็นทีวี สาธารณะ แต่เมื่อมันยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เราจะยอมกันอยู่ต่อไปไหม ถ้าไม่ยอมเราจะเลือกทางใดต่อ"

ทีวีสาธารณะ ทีวีบริการสาธารณะ ทีวีของรัฐ ตีความแบบใดให้เหมาะสมกับในบริบทไทยแลนด์?
ศ.ดร.นันท วัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้าถามว่าทีวีดิจิตอลเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทยหรือไม่ ตนมองว่ามันอาจจะเป็นไปได้ แต่ขึ้นอยู่กับตัวรายการว่ารายการควรจะต้องตอบสนองประชาชนอย่างไร คำว่าสาธารณะนั้นไม่มีใครเป็นเจ้าของ ซึ่งเงินที่ใช้ในการจัดรายการทีวีมาจากภาษีของประชาชน ส่วนทีวีของรัฐมันมีความชัดเจนอยู่แล้ว เช่น เมื่อมีการปฏิวัติก็กลายเป็นทีวีของรัฐ
ส่วนทีวีบริการสาธารณะ เข้าใจว่าเป็นศัพท์ด้านกฎหมายมหาชนแท้จริงแล้วคำว่า "บริการสาธารณะ" ในประเทศไทยเพิ่งนำมาใช้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา กล่าวคือเป็นกิจการที่อยู่ในความอำนวยการหรืออยู่ในความควบคุมของฝ่ายปกครอง ที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองส่วนรวมของประชาชน "อยู่ในความอำนวยการ" หมายความว่าฝ่ายปกครองเป็นผู้ดำเนินการเอง ในขณะที่คำว่า "อยู่ในความควบคุม" หมายความว่าฝ่ายปกครองให้คนอื่นไปดำเนินการซึ่งมีหลายระบบ เริ่มตั้งแต่มีการตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นมามีการมอบให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนิน การกิจการ หรือแม้กระทั่งเปิดให้สัมปทานให้เอกชนไปดำเนินกิจการก็ได้ เพราะฉะนั้นบริการสาธารณะจะต้องมีสองส่วน
ส่วนที่หนึ่งจะต้องยึดโยงกับรัฐ ส่วนที่สองจะต้องตอบสนองประชาชนบริการสาธารณะประเภทแรก ทางวิชาการใช้คำว่า บริการสาธารณะทางปกครองเป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อจัดระบบสังคมเพื่อให้อยู่กัน อย่างสงบ เช่น กิจการทหารตำรวจ ความมั่นคง แนวนโยบายของรัฐ เรื่องเศรษฐกิจต่างๆ และบริการสาธารณะ ประเภทที่สอง คือบริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและการค้า ประเภทนี้จะเป็นการบริการที่ตอบสนองประชาชน
ศ.ดร.นันทวัฒน์กล่าวต่อไปว่า แม้จะมีทีวีดิจิตอลแต่ไม่มีคนดู ทำไปมันก็ไม่มีประโยชน์ดังนั้นการที่จะทำให้มีคนดูหรือไม่มีนั้น มันขึ้นอยู่กับรายการและการจัดแบ่งช่องรายการนั้นจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งการแบ่งช่องนั้นทาง กสทช.เองได้ไปศึกษาดูของเคเบิลทีวีหรือไม่ว่า คนเขาดูช่องใดเยอะหรือช่องใดน้อย ซึ่งการแบ่งช่องของราชการนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัว มันมีคำถามว่า จาก 12 ช่องจะแบ่งให้เป็นเจ้าของช่อง หรือเป็นเจ้าของช่วงเวลา ซึ่งตนไม่ทราบว่าหน่วยงานต่างๆ มีทั้งหมดเท่าไหร่แล้วจะแบ่งอย่างไร เพราะมีองค์กรต่างๆ เยอะมากและจะมีคนดูหรือไม่
"ถ้าเป็นบริการสาธารณะแล้วแต่ไม่ตอบสนองประชาชนสุดท้ายมันก็ไม่ใช่บริการ สาธารณะ เป้าหมายคือจะทำอย่างไรให้มันตอบสนองประชาชนได้มากที่สุดมากกว่ากำหนดว่าใคร จะเป็นเจ้าของช่อง"

มติ กสทช.ที่ไม่ถามสังคม?
ศ.ดร.นันทวัฒน์ กล่าวว่ากฎหมายด้านการปกครองมันมีหลักพื้นๆ ว่า ฝ่ายปกครองทำอะไร ต้องโปร่งใส และตรวจสอบได้ในอดีตเราเคยมีกฎหมายจำนวนมากที่ให้ดุลพินิจฝ่ายปกครอง แต่ช่วงหลัง ตั้งแต่ปี 2539 เรามีกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการปกครองออกมา เขาก็บังคับแล้วว่า ในการใช้ดุลพินิจต้องมีเหตุผลประกอบว่า ทำไมถึงใช้ดุลพินิจแบบนี้ การจะออกเป็นประกาศหรือไม่เป็นประกาศ ตนเข้าใจว่าคนออกประกาศจะต้องรับรู้อยู่แล้วว่าจะออกหรือไม่ออก ถ้าจะออกเพราะต้องการให้ทุกอย่างมันชัดเจนมีกติกา มันก็ควรจะออก ในอดีตมันอาจจะไม่มีประเด็นนี้ แต่ในปัจจุบันนี้มีประเด็นการฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอน
"ควรจะออกเพื่อจะได้เห็นความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ ลำพังแค่บอกว่ามันอยู่ในกฎหมายแล้ว 7-8 ฉบับ มันไม่ง่ายสำหรับประชาชนหรือคนที่จะเข้าไปตรวจสอบซึ่งถ้ามีประกาศ จะทำให้เห็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และคนที่ได้รับใบอนุญาตจะได้ภายใต้หลักการเดียวกันไม่ได้ได้โดยหลัก ดุลพินิจ"
ศ.ดร.นันทวัฒน์ กล่าวสรุปว่า ปัญหาของไทย มันวนมาจากจุดเริ่มต้นจุดเดียว ก็คือ ตอนที่เรามีรัฐธรรมนูญ 40 เรามีการตั้งองค์กรต่างๆ เป็นจำนวนมาก ในขณะที่เราไม่ได้เตรียมคนที่จะเข้าสู่องค์กรนั้น  เพราะคนที่อยู่ในองค์กรต้องสุดยอด ต้องมีความรู้ด้านนั้น แต่ปัจจุบันเราอาจจะโชคดีมีคนที่รู้ตรงในบางองค์กร แต่ก็มีบางองค์กรได้คนไม่รู้ ปัญหามันจึงเกิดขึ้น



หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่  http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n6_25042013_01

นายอภิสิทธิ์ กับวาทกรรม "พรรคเพื่อไทยทำลายศาลและระบบกระบวนการยุติธรรม"

ที่มา ประชาไท


นสพ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556 รายงานบทสัมภาษณ์ นาย อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ เกี่ยวกับการรณรงค์ของสมาชิกรัฐสภาและประชาชนทั่วไปชาวเสื้อแดงในการไม่ยอม รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ผมคัดลอก เนื้อหามาดังนี้
" เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลพยายามล้มอำนาจตุลาการ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เขาพยายามอยู่ ท้าทายอำนาจตุลาการมาโดยตลอด เมื่อไหร่ที่ตัดสินใจถูกใจก็เฉยๆ แต่ถ้าไม่พอใจจะพยายามสร้างกระแส เปลี่ยนแปลงและล้มระบบตรงนี้จะอันตราย”
และเว็บไซท์ประชาไท รายงาน การปราศัยของนาย อภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 2 มิย 2555 ที่ลานคนเมือง กทม ในหัวข้อ "ผ่าความจริงกฎหมายล้างผิด" (http://www.prachatai.com/journal/2012/06/40818) 
ข้อความตอนหนึ่งว่า
"ทั้ง นี้ เขา(อภิสิทธิ์)ย้ำว่าประชาธิปัตย์เป็นนักประชาธิปไตยต้องการให้บ้านเมือง ระบบสภา และประชาธิปไตย เดินหน้า และเริ่มต้นที่นักการเมืองต้องไม่สร้างเงื่อนไข และแม้จะมีการรัฐประหารหลายครั้งก็ไม่เคยมีการล้มล้างอำนาจตุลาการเช่นที่กำลังเกิดขึ้น แต่ความเลวร้ายจากการรัฐประหารที่เคยเกิดขึ้นหลายยุคหลายสมัยฉีกรัฐธรรมนูญล้มรัฐบาล แต่ไม่เคยมีการคิดล้มล้างอำนาจตุลาการ"

"แต่กฎหมาย 4 ฉบับที่พูดถึงอยู่นี้ ไม่ใช่การรัฐประหาร แต่เป็นการประหารรัฐ เหมือนหนึ่งบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป บ้านเมืองไม่มีกฎหมายบ้านเมืองขึ้นอยู่กับอำเภอใจของคนมีอำนาจ และถ้าเรามีบ้านเมืองอย่างนี้อนาคตของประเทศ อนาคตของลูกหลายมืดมน "

"ผมจึง ต้องย้ำกับพี่น้องว่า การต่อสู้ของพี่น้องทุกคนในวันนี้เป็นการต่อสู้ที่มีความสำคัญ ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ของพวกเราเองเลย ไม่มีเรื่องไปแย่งชิงอำนาจเลย เราขอเพียงว่าคนมีอำนาจอย่าลุแก่อำนาจทำลายชาติบ้านเมืองและอนาคต วันนี้ จึงเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้นของการต่อสู้พวกเราทุกคนต้องเหนื่อยอีกมาก และหลายคนที่ขึ้นมาพูดบนเวทีนี้ได้ให้กำลังใจกับพี่น้องทุกคน ผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ขอให้กำลังใจพี่น้องที่จะต่อสู้เพื่อความถูกต้องและผม จะยืนยันว่าพรรคปชป. จะก้าวเดินไปกับพี่น้องในการต่อต้านกฎหมายทำลายชาติฉบับนี้ ยืนยันคำเดิมไม่นิรโทษกรรมคนจงใจทำผิดทางอาญา ไม่คืนทรัพย์สินให้ทักษิณ สี่หมื่นหกพันล้าน พี่น้องสู้ไม่สู้ สู้ไม่สู้ สู้ไม่สู้ ถ้าพี่น้องสู้ประชาธิปัตย์จะสู้กับพี่น้อง ขอขอบคุณครับ” นายอภิสิทธิ์ กล่าวส่งท้ายกับประชาชน จากนั้นเวทีปราศรัยจึงจะยุติลง"

จากที่ผมติดตามมาตลอดจะเห็นได้ว่า นาย อภิสิทธิ์ สร้างวาทกรรมที่ว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ของ นส ยิ่งลักษณ์ มีความพยายามที่จะล้มล้างอำนาจตุลาการ เพื่อเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่ แยกระหว่าง ผู้เคารพอำนาจตุลาการ (พรรคประชาธิปัตย์) กับ ผู้ที่พยายามล้มล้างอำนาจตุลาการ (พรรคเพื่อไทย และนายทักษิณ ชินวัตร)
เนื้อหาของ บันทึกนี้ผม ไม่ต้องการตัดสินว่า ใครกันแน่ที่ล้มล้างอำนาจตุลาการ? เพราะคนไทยส่วนใหญ่มากๆลืมหมดแล้วว่า ผู้ที่ล้มล้างอำนาจตุลาการมีอยู่จริง คือ
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งต่อมาเรียกว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยดูจากราชกิจจานุเบกษา ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน พศ 2549 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 95ก หน้า 5)
ที่ทำลาย รัฐธรรมนูญ ปี 2540
ทำลาย วุฒิสภา
ทำลาย สภาผู้แทนราษฎร
ทำลาย คณะรัฐมนตรี
และทำลาย ศาลรัฐธรรมนูญ

แต่ แปลกดีครับ คดี ที่อยู่ใน ศาลรัฐธรรมนูญชุดที่ คมช หรือ คปก ทำลายนั้น ให้เก็บไว้เพื่อให้ตุลาการ(ไม่มีคำว่าศาล เพราะ คปก ได้ทำลายศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว) รัฐธรรมนูญชุดใหม่ ที่ได้รับเลือกเข้ามาตัดสินคดีต่อไป

ดังนั้น คนไทยทั้งหลายพึงระลึกไว้เถอะครับว่า รัฐประหาร ปี 2549 ได้ทำลายอำนาจตุลาการจริง
(ฝากเรียน นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเคารพครับ)






"พล.อ.ประยุทธ์" บอกเลิกใช้ GT200 มา 3 ปีแล้ว ผิดถูกฟ้องศาลเอาเอง

ที่มา ประชาไท


ผบ.ทบ.ขอให้หยุดวิจารณ์เรื่อง GT200 เพราเลิกใช้นานแล้ว ส่วนที่มีการทุจริตคงต้องมีการสอบสวน เพราะซื้อมาหลายปีแล้ว แต่ไม่เห็นว่าจะมีการทุจริต ระบุจะกล่าวหาอะไรต้องมีหลักฐาน
ภาพเผยแพร่โดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เมื่อเดือนมีนาคมปี 2550 เป็นภาพทหารไทยในพื้นที่ชายแดนใต้ระหว่างสาธิตการใช้อุปกรณ์ GT200 ล่าสุดศาลอังกฤษตัดสินให้นายเจมส์ แมคคอร์มิค ผู้ที่จำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าวมีความผิดฐานฉ้อโกง (แฟ้มภาพ/ประชาไท/กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า)

ตามที่ The Independent รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายเจมส์ แมคคอร์มิค อดีตตำรวจ ซึ่งผันตัวมาเป็นนักธุรกิจชาวอังกฤษ ถูกศาลอาญากลางของอังกฤษและเวลส์ ตัดสินให้มีความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งสร้างรายได้จากการขายอุปกรณ์ที่อ้างว่าตรวจวัตถุระเบิดและวัตถุต่างๆ ได้ ที่เรียกว่า ADE651 - Alpha6 - GT200 ฯลฯ ซึ่งตั้งต้นมาจาก "ไม้หาลูกกอล์ฟ" ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐ หรือราว 600 บาท แต่นำไปขายกว่าชิ้นละ 40,000 เหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1.2 ล้านบาท โดยกำไรสูงสุดเกิดจากการขายในสงครามอิรัก ซึ่งเขาขายได้ถึง 75 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,250 ล้านบาทนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
ล่าสุด มติชนออนไลน์ รายงานความเห็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งกล่าวว่า หยุดวิจารณ์กันได้หรือยัง บอกว่า ใช้ไม่ได้ ก็ใช้ไม่ได้ แล้วเราเลิกใช้กันมานาน 2-3 ปีแล้ว "ใครจะผิดหรือถูกไปฟ้องร้องในศาลกันเอาเอง ส่วนกรณีที่ยังมีกำลังพลบางส่วนนำ GT200 มาใช้ตรวจหาระเบิดอยู่ เพราะยังไม่มีอุปกรณ์อื่นนั้น เขาใช้ในวิธีภายในของเขา เพราะเขาไม่รู้ว่ามีอุปกรณ์ไหนป้องกันตัวเอง แต่ผมสั่งห้ามใช้ไปแล้ว ถ้าใครจะใช้คงผิดคำสั่ง"
ผบ.ทบ. ยังกล่าวด้วยว่า ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการทุจริต อยากให้ไปหาว่า ใครทุจริต เพราะการจัดซื้อจัดหามีคณะกรรมการอยู่ และมีการเสนอความต้องการขึ้นมาจากหน่วยที่ใช้ ถ้ามีการทุจริตคงต้องมีการสอบสวน เพราะซื้อมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ไม่เห็นว่าจะมีการทุจริต อย่ามาพูดว่า เป็นการทุจริต การกล่าวหาอะไรต้องมีหลักฐาน รวมถึงผลการสอบสวน
นอกจากอุปกรณ์ที่ถูกศาลตัดสินว่าใช้ไม่ได้จริงแล้ว ก่อนหน้านี้ประชาไทเคยนำเสนอกรณีที่มีราษฎรใน อ.บันนังสตา จ.ยะลา อย่างน้อย 4 ราย ได้รับผลกระทบจากเครื่องตรวจวัตถุระเบิด หรือ จีที 200 ด้วย โดยถูกออกหมายจับและดำเนินคดี เนื่องจากถูกตรวจค้นบ้านและถูกชี้ด้วยเครื่องจีที 200 โดยประชาไทเคยนำเสนอเรื่องมาแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2553 (อ่านต่อที่นี่)
โดยนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ หัวหน้าศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดยะลา เคยให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่เครื่อง GT 200 ชี้ไปยังบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการตั้งข้อสมมติฐานว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดคือมีการพบสารระเบิดติดอยู่ที่ เสื้อผ้า จากนั้นผู้ที่ถูกเครื่อง GT200 ชี้ จะถูกนำตัวไปสอบสวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชาย แดนภาคใต้  โดยบุคคลเหล่านั้นจะถูกข่มขู่ หรือบังคับให้รับสารภาพ หรือบางกรณีก็ถูกทำร้ายร่างกาย โดยไม่สามารถหาข้อมูลมาหักล้างได้เลย ขณะที่ไม่มีการกล่าวอ้างในชั้นศาล ว่าได้ตัวบุคคลเหล่านี้มาดำเนินคดีด้วยการใช้ GT 200 แต่อย่างใด

'ทีดีอาร์ไอ' เอ็กซเรย์โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท

ที่มา ประชาไท



ดร. สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เปิดเผยรายละเอียดโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โดยชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังไม่ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนกว่าครึ่งหนึ่งของ มูลค่าการลงทุนรวมทั้งหมดว่ามีความเป็นไปได้และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หรือไม่ ทั้งนี้ ดร.สุเมธได้ทำการวิเคราะห์ถึงกรณีการสร้างระบบรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง ถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ที่จะก่อให้เกิดกับประเทศในภาพรวม โดยชี้ให้เห็นว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงอาจไม่มีผู้ใช้บริการเพียงพอที่จะให้เกิดความคุ้มค่า ในการลงทุน นอกจากนี้ ผู้วิเคราะห์ได้ยกตัวอย่างแนวปฏิบัติที่ดีของการศึกษาความเป็นไปได้ของ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) ในต่างประเทศว่า รัฐต้องสร้างระบบความรับผิดชอบ (Accountability) โดยการสร้างความโปร่งใส และการตรวจสอบที่เป็นระบบโดยสาธารณะ รวมไปถึงการวัดผลหลังจากดำเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้ว
***********************************************
X-Ray รายละเอียดโครงการ
โครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศถือว่าเป็นการ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมระบบการขนส่งของประเทศครั้งใหญ่ครั้ง หนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยสามารถจำแนกตามยุทธศาสตร์และประเภทของการคมนาคมได้ดังนี้
จำแนกตามยุทธศาสตร์
จำแนกตามประเภทการคมนาคม
  1. การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนไปสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า 345,560.73 ล้านบาท (ร้อยละ 17.73)
  1. ทางราง วงเงินรวม 1,658,892.12 ล้านบาท (ร้อยละ 83.33)
  1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก 1,042,376.74 ล้านบาท (ร้อยละ 52.12)
2. ทางถนน วงเงินรวม 289,482.11 ล้านบาท (ร้อยละ 14.54)
  1. การพัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อยกระดับความคล่องตัว 593,801.52 ล้านบาท (ร้อยละ 29.69)
3. ทางน้ำ วงเงินรวม 29,819.50 ล้านบาท (ร้อยละ 1.50)
  1. แผนงานการส่งเสริมหรือสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ของประเทศตามยุทธศาสตร์ (เพื่อเติมเต็มให้ครบ 2 ล้านล้านบาท) จำนวน 9,261.01 ล้านบาท (ร้อยละ 0.46)
4. พัฒนาด่านของกรมศุลกากร จำนวน 41 ด่าน วงเงินรวม12,544 ล้านบาท (ร้อยละ 0.63)
นอกจากนี้ ดร. สุเมธ ได้จัดกลุ่มโครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานออกเป็น 4 ประเภท ตามการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและความพร้อมในการดำเนินการ ดังนี้
  1. โครงการสนับสนุน (โครงการก่อสร้างด่าน จัดซื้อและติดตั้ง) รวม 49 โครงการ มีวงเงิน 56,704 ล้านบาท ซึ่งพร้อมดำเนินการได้ทันที
  2. โครงการที่พร้อมดำเนินการ (มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การออกแบบรายละเอียด และการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และโครงการที่ไม่ต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ) 25 โครงการ รวมวงเงิน 473,134 ล้านบาท
  3. โครงการที่ขาดการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม 18 โครงการ รวมวงเงิน 529,055 ล้านบาท
  4. โครงการที่ยังกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และโครงการที่ยังไม่ได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ 11 โครงการ รวมวงเงิน 931,886 ล้านบาท

ตารางสรุปการแบ่งประเภทโครงการต่างๆ ตามความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการ

กลุ่ม
ความก้าวหน้าใน
การดำเนินโครงการ
จำนวนโครงการ และงบประมาณ (ล้านบาท)
ยุทธศาสตร์ที่ 1
ยุทธศาสตร์ที่ 2
ยุทธศาสตร์ที่ 3
รวม
กลุ่มที่ 1
(โครงการสนับสนุน)
โครงการที่ไม่จำเป็นต้องศึกษา FS
6 โครงการ
43 โครงการ
-
49 โครงการ
41,923
14,781
-
56,704
กลุ่มที่ 2
(พร้อมดำเนินการ)
ศึกษา FS, DD, และ EIA แล้ว
-
9 โครงการ
14 โครงการ
23 โครงการ
-
123,184
320,898
444,082
โครงการที่ไม่จำเป็นต้องศึกษา FS
2 โครงการ
-
-
2 โครงการ
29,051
-
-
29,051
กลุ่มที่ 3
โครงการที่ศึกษา FS และ DD แล้ว กำลังศึกษา EIA อยู่
10 โครงการ
3 โครงการ
5 โครงการ
18 โครงการ
134,970
121,181
272,904
529,055
กลุ่มที่ 4
กำลังศึกษา FS อยู่
-
2 โครงการ
-
2 โครงการ
-
558,271
-
558,271
โครงการที่ยังไม่เริ่มดำเนินการ
7 โครงการ
2 โครงการ
-
9 โครงการ
148,657
224,958
-
373,615
จากตารางดังกล่าว เราจะเห็นได้ว่า กว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด (โครงการในกลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 4) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1,460,941 ล้านบาท ยังไม่มีความพร้อมในการดำเนินการ เนื่องจากโครงการในกลุ่มที่ 3 กำลังศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environment Impact Assessment) และโครงการในกลุ่มที่ 4 มีทั้งในส่วนที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและในส่วนที่ยังไม่เริ่ม ดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น


ข้อสังเกตต่อกรณีการลงทุนในระบบขนส่งทางราง
ดร. สุเมธ ชี้ให้เห็นว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงและการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่นั้น ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 4 ซึ่งยังไม่ได้รับการศึกษาความเป็นได้ของโครงการ ทั้งนี้ การพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ทั้งทางเก่าและทางใหม่เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นว่าเป็น สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อลดต้นทุนในการขนส่งของ ระบบเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ดร. สุเมธได้ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีการลงทุนในระบบขนส่งทางราง ดังนี้
  1. บทบาทของภาครัฐในการอุดหนุนระบบ
ในกรณีของประเทศไทย ภาครัฐบริหารจัดการระบบขนส่งทางรางแบบรัฐวิสาหกิจเดียวซึ่งเป็นการอุดหนุน กิจการที่ไม่ทำกำไรหรือขาดทุน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรูปแบบของต่างประเทศ (โดยเฉพาะในแถบสหภาพยุโรป) พบว่า มีการแบ่งแยกระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและการประกอบการเดินรถไว้อย่างชัดเจน คือการอุดหนุนของรัฐมีการแบ่งชัดเจนระหว่างการอุดหนุนในการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐาน (ราง) และการอุดหนุนการประการการเดินรถสำหรับผู้โดยสาร นอกจากนี้ ยังมีความชัดเจนในการบริหารจัดการหนี้ที่เป็นระบบและมีการปฏิรูปองค์กรเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอีกด้วย
  1. ความคุ้มค่าในการลงทุนและเทคโนโลยีรองรับ
ดร. สุเมธ ได้ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุนในระบบรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูงมาก แต่อาจไม่เกิดความคุ้มค่าในประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับ หากเปรียบเทียบกับกรณีระบบรถไฟรางคู่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ประหยัดเวลาและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ในขณะที่รถไฟความเร็วสูงเน้นการเดินทางของคนและสิ่งค้าเบาเป็นหลัก นอกจากนี้ ดร. สุเมธยังเห็นว่า คนส่วนใหญ่ที่จะใช้บริการรถไฟความเร็วสูงอาจเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่มีฐานะเป็น หลัก ซึ่งไม่ใช่การให้บริการทางสังคมแก่คนทั่วไปในวงกว้าง
ทั้งนี้ การสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ประสบความสำเร็จ ควรต้องมีการเชื่อมโยงโครงข่ายที่ดี คือมีระบบรถไฟปกติในการรองรับพื้นที่โดยรอบ มิใช่เป็นเพียงการสร้างขึ้นเดี่ยว ๆ โดยปราศจากระบบการเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง ดร.สุเมธ มีความเห็นว่า ควรมีการพัฒนาการลงทุนในระบบรถไฟรางคู่ที่มีความจำเป็นและมีผลประโยชน์ทาง เศรษฐกิจมากกว่า
จากการวิเคราะห์ พบว่า ภายใต้เงื่อนไขการลงทุนก่อสร้างในปัจจุบัน ระบบรถไฟความเร็วสูงควรต้องมีผู้โดยสารในปีแรกสูงถึงประมาณ 9 ล้านคน/เที่ยว เป็นอย่างน้อย ถึงจะคุ้มค่ากับต้นทุนในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้โดยสารเครื่องบินระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งมีผู้ใช้บริการอยู่ที่ 4-5 ล้านคนเท่านั้น
เพราะฉะนั้น รัฐบาลควรทำการศึกษาถึงพฤติกรรมการใช้งานและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจก่อนที่ รัฐบาลจะตัดสินใจในการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว


แนวทางการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการขนาดใหญ่ (Mega-Projects)
ดร. สุเมธ ยังได้ชี้ให้เห็นว่า โครงการขนาดใหญ่หรือ Mega-Projects ที่มีระยะเวลาในการวางแผนยาวและมีความเสี่ยงสูง รวมถึงมีการประสานงานที่สลับซับซ้อน ควรมีความชัดเจนในเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โดยมีประเด็นในการวิเคราะห์ที่ชัดเจน
งานวิจัยของ Flyvbjerg (2009)1 ระบุปัญหาของโครงการขนาดใหญ่ในอดีตว่ามีปัญหาด้านต้นทุนการก่อสร้างโครงการ ที่สูงกว่าที่คาดการณ์ (Cost overruns) และ ผลประโยชน์ที่ได้รับน้อยกว่าที่คาดการณ์ (Benefit shortfalls) เมื่อโครงการเริ่มดำเนินการ กล่าวคือการมีจำนวนผู้ใช้งานจริงน้อยกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ ได้รวบรวมข้อมูลของโครงการขนาดใหญ่มากกว่า 200 โครงการ จาก 20 ประเทศ ในห้าทวีป พบว่า ต้นทุนของโครงการด้านรถไฟ มีค่าเฉลี่ยต้นทุนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงร้อยละ 44.7 และในส่วนของการคาดการณ์ผู้โดยสารที่ใช้บริการ พบว่า โครงการรถไฟมีจำนวนผู้โดยสารจริงน้อยกว่าการคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารมากถึง ร้อยละ 51.4


ลักษณะของโครงการ
จำนวนกรณีศึกษา
ค่าเฉลี่ยต้นทุนที่สูงเกินกว่าการคาดการณ์ (%)
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ระบบราง (รถไฟ)
58
44.7
38.4
สะพานและอุโมงค์
33
33.8
62.4
ถนน
167
20.4
29.9


ลักษณะของโครงการ
จำนวนกรณีศึกษา
ค่าเฉลี่ยความแตกต่างของจำนวนผู้โดยสารจริงกับการคาดการณ์ (%)
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ระบบราง (รถไฟ)
25
-51.4
28.1
ถนน
183
9.5
44.3


จากปัญหาข้างต้น การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการจึงมีความสำคัญมาก และควรมีการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการอย่างเป็นระบบ โดยที่งานศึกษาของ European Commission (2008)2 ได้ระบุประเด็นในการวิเคราะห์ที่ชัดเจนว่า ควรมีการประเมินปริมาณความต้องการในการเดินทางและขนส่งเมื่อมีและไม่มี โครงการ (Demand Analysis) การวิเคราะห์ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (Economic Benefits) เช่นมูลค่าการประหยัดเวลา มูลค่าของการลดอุบัติเหตุ และมีการวิเคราะห์ต้นทุนของโครงการ รวมถึงแหล่งเงินในการลงทุน เป็นต้น
โครงการขนาดใหญ่ควรมีการสร้างระบบความรับผิดชอบหรือ Accountability ที่ชัดเจน โดยในส่วนการดำเนินงานของภาครัฐ ควรมีการสร้างความโปร่งใสและมีการตรวจสอบได้ของสาธารณะ ผ่านการเปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการให้แก่สาธารณชน และสื่อมวลชน รวมถึงนักวิชาการได้ตรวจสอบและติดตามความคืบหน้า
ทั้งนี้ ควรให้หน่วยงานที่มีความเป็นกลาง เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดำเนินงานตรวจสอบพิจารณาอย่างครบถ้วนในเรื่อง ราคา ความถี่ของการให้บริการ รวมถึงรายละเอียดตัวแปรอื่น
นอกจากนี้ การสร้างระบบความรับผิดชอบสามารถทำได้โดยการตั้งกลุ่มผู้ตรวจสอบอิสระ (Independent Peer Review) ของโครงการและควรมีหน่วยงานกลางของรัฐเป็นผู้ตรวจสอบโครงการอีกด้วย ในระยะยาว โครงการต่าง ๆ ควรได้รับการวัดผลหลังจากดำเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้วเพื่อให้เพิ่มความมั่น ใจว่า การดำเนินงานและการศึกษาความเป็นไปได้มีความสัมฤทธิ์ผล และเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในอนาคตต่อไป


URL: http://tdri.or.th/tdri-insight/sumet_x-ray_2trillion
Facebook: https://www.facebook.com/tdri.thailand
Twitter: http://twitter.com/TDRI_thailand

อ้างอิง
1 Flyvbjerg (2009) Survival of the unfittest: why the worst infrastructure gets built—and what we can
do about it, Oxford Review of Economic Policy, Volume 25, Number 3, 2009, pp.344–367.
2
European Commission (2008) Guide to Cost-Benefit Analysis of Investment Projects, Directorate General Regional Policy.

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 25/04/56 เจ๊ ด. มาแล้วค่า....

ที่มา blablabla



เห็นถามหา กันทั้งเมือง เรื่อง "ซือเจ๊"
มัวลังเล อยู่ใย รีบไปหา
ใช่ตัวจริง นี้เล่า ชื่อ "เยาวภา"
สส.ใหม่ คนคุ้นหน้า มาลุยเอง....

ร้อยคนรัก ล้านคนด่า อย่าไปสน
เชื่อมั่นตน เกมรุึกรับ กระฉับกระเฉง
เห็นนิ่งๆ เธออาจใช่ ใจนักเลง
ถูกกระเตง เข้าสภา อย่างท้าทาย....

ยืนหยัดสู้ ในระบอบ อันชอบนั่น
ไม่ดึงดัน คิดโสมม จนล่มสลาย
ก็เห็นชัด เรื่องโน่นนี่ ของพี่ชาย
หากมักง่าย หมากเกมนี้ มีแต่พัง....

เมื่อมาตาม ครรลอง ผองชนมอบ
สิทธิโดยชอบ งดงาม ตามที่หวัง
อันผิดถูก คือชีวิต อนิจจัง
รอวันพัง หากตามัว หลงตัวเอง....

๓ บลา / ๒๕ เม.ย.๕๖

แลกหมัด

ที่มา Thai Free News

 

 แลกหมัด
คาดเชือก คาถาพัน


สัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องน่าตื่นเต้นเสียจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นไปได้

แต่ก็เป็นไปแล้วเกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย
อย่างน้อยสองเรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก คือการเลื่อนวาระการพิจารณา

กฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีการเมือง 
ให้ขึ้นมาอยู่ในลำดับต้นๆ เมื่อเปิดการประชุมสภา
สมัยหน้าในเดือนสิงหาคม

เรื่องที่สอง คือมติเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญและคำแถลงที่ 

"ท้าชน" กับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นด่านสำคัญ
ที่ขวางกั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลายครั้งที่ผ่านมา

จะเพราะ "ดูไบสั่งมา" อย่างที่เขาว่าๆ กัน

หรือเพราะเกิดจำได้ขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า 

ที่กำลังเสวยอำนาจอยู่ทุกวันนี้มีที่มาจากประชาชน 
โดยเฉพาะประชาชนผู้เรียกร้องหาประชาธิปไตย 
จนยอมเสียสละได้ทุกอย่างแม้กระทั่งอิสรภาพส่วนตัว

ก็แล้วแต่ แต่อย่างน้อย

การที่ท่านทยอยกันเดินลงจากหอคอยงาช้างเอาเท้าสัมผัสดิน

ก็เป็นนิมิตหมายอันดี ว่าพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ 

ในที่สุดก็ "สำนึกได้" ว่ารากฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
ของพรรคการเมืองก็คือมวลชน

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=45892.0

"จาตุรนต์" ติง "จรัญ" - "กรรมการต่างหาก ไล่ชกนักมวย!"

ที่มา go6tv

 25 เมษายน 2556 go6TV - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา "นายจาตุรนต์ ฉายแสง" โพสต์ความเห็นในเฟสบุ๊ก Chaturon Chaisang ถึงกรณี นายจรัญ ภักดีธนากุล ออกมาให้ความเห็นว่าทุกวันนี้เหมือน นักมวย ไล่ต่อย กรรมการ จากกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมบริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ เรียกร้องตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุติทำหน้าที่ หลังจากมีมติรับคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราอาจขัดต่อมาตรา 68

ทั้งนี้ นายจาตุรนต์ โพสต์ข้อความดังนี้


ไม่ใช่นักมวยไล่ชกกรรมการ กรรมการต่างหากที่ไล่ชกนักชกมวย

เห็นข่าวคุณจรัญบอกว่างงที่นักมวยไล่ชกกรรมการ และก็พูดทำนองว่าไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเพราะมีงานต้องทำ ผมก็เข้าใจได้ทันทีว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายๆกำลังจะจนมุมเข้าทุกทีแล้ว

ใช้คำว่า"จนมุม"ก็ดูจะเข้ากับบรรยากาศดีทีเดียวเพราะเป็นเรื่องหมัดๆมวยๆ

คุณจรัญ นับได้ว่าเป็นระดับมันสมองของศาลรัฐธรรนูญที่คอยทำหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างหัวชนฝามาตลอด ด้วยความสามารถระดับคุณจรัญ ถ้าไม่จนมุมจริงๆคงไม่ออกลูกนี้ แต่ที่ต้องมาเปรียบเทียบเป็นนักมวยกับกรรมการก็เพราะเรื่องที่กำลังโต้แย้งเกี่ยวกับบาทบาทที่เลยเถิดของศาลรัฐธรรมนูญกันอยู่ในขณะนี้ ฝ่ายศาลรัฐธรรมนูญไม่มีทางโต้แย้งด้วยเหตุผลได้เลย

ยิ่งโต้กันไปโต้กันมา คนทั้งบ้านทั้งเมืองก็ยิ่งเห็นตรงกันว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นฝ่ายผิดเต็มประตูคือกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง ก้าวก่ายการทำหน้าที่ของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งๆที่ตนเองไม่มีอำนาจและตั้งตัวอยู่เหนือรัฐธรรนูญ

เมื่อรู้ว่าโต้ไปก็ยิ่งแพ้ ยิ่งเข้าเนื้อ คุณจรัญจึงใช้วิธีเปรียบเทียบที่ง่ายๆและคงหวังว่าสังคมไทยจะคล้อยตามได้ง่าย

แต่ผมคิดว่าในหลายปีมานี้ สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรๆมามากพอที่จะรู้เท่าทันคุณจรัญแล้ว

ความจริงเรื่องระหว่างรัฐสภากับศาลรัฐธรรมนูญนั้นซับซ้อนเกินกว่าที่จะเปรียบเทียบว่าฝ่ายหนึ่งเป็นนักมวยและอีกฝ่ายเป็นกรรมการ ต้องอธิบายกันหลายแง่มุม

แต่ถ้าจะเปรียบอย่างที่คุณจรัญเปรียบคงต้องบอกว่าขณะนี้ไม่ใช่นักมวยไล่ชกกรรมการ แต่คนดูทั้งสนามเขาเห็นว่ากรรมการนั้นไม่เป็นกลางและทราบกันโดยทั่วไปว่ากรรมการนั้นสังกัดค่ายมวยค่ายหนึ่ง ค่ายมวยนี้นักมวยชกไม่เป็นแต่ที่ยังมีนักมวยชกอยู่ได้และบางทีก็ชนะเสียด้วยก็เพราะมีกรรมการคอยช่วยอยู่เรื่อย มาช่วงหลังๆนักมวยก็ยิ่งชกไม่เป็น ภาษามวยเขาเรียกว่า"ออกทะเล" กรรมการก็เลยใจร้อน โดดเข้าช่วยนักมวยในสังกัดเดียวกัน ถึงขั้นชกเสียเองเลย

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว คนดูเขาจึงไม่สนใจแล้วว่ามวยที่ชกกันนั้นใครจะแพ้ ใครจะชนะ แต่เขาสนใจว่าจะเปลี่ยนกรรมการได้ยังไงมากกว่า

ใครที่ชอบดูมวยหรือดูกีฬาอะไรก็ตาม ลองพบว่ากรรมการเอียงกระเท่เร่เสียแล้ว ดูยังไงก็ไม่สนุกหรอกครับ นุ่มนวลที่สุดก็คือต้องโห่ไล่กรรมการกันละครับ