แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"พานทองแท้" ระบุ เขียนเฟสบุ๊กให้คนทุกสีอ่าน ไม่หวั่นแม้ถูกถล่มเพจ

ที่มา go6tv

 29 พฤษภาคม 2556 go6TV - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.35น. ที่ผ่านมา นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตร ชาย พันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวที่ผู้ที่นิยมพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเข้ามาก่อ กวนในเพจของตนเอง โดยนายพานทองแท้มองว่าเป็นเรื่องดีที่มีผู้เข้ามาอ่านเนื้อหาในเฟสบุ๊กของตน เองมากขึ้น เพราะตนเปิดกว้างให้กับคนทุกสีทุกฝ่ายได้เข้ามาแสดงความเห็นอย่างเสรีอยู่ แล้ว  

ทั้งนี้ นายพานทองแท้ โพสต์ข้อความดังนี้

 

 สองมือล้วงกระเป๋าสองเท้าก้าวเข้ามา 
ความลังเลเป็นบ่อเกิดแห่งความไม่แน่นอน 
บรรดา "แมลงสาบ & สลิ่ม" ทั้งหลาย
เชิญตีตั๋วฟรีเข้ามาดูชมเพจ "พานทองแท้" ได้เลยคร๊าบบบบ......

ผม ได้รับทราบจากทีมงานว่า บรรดา "สาบ-สลิ่ม" ทั้งหลาย นัดแนะกันใช้โพรไฟล์ หน้ากากล้มเจ้า บอกว่าจะมาโจมตีเพจนี้ ในคืนนี้นะครับ ผมก็อุตส่าห์ตกอกตกใจนึกว่า จะมาแฮ็กหรือทำไรกับเพจผม ปรากฏทีมงานบอกว่า จะแห่กันเข้ามาคอมเม้นต์พร้อมๆกันในเพจเฉยๆ 
555555 ยู อาร์ เวลคัม ครับ

นี่ รออยู่ชั่วโมงกว่าแล้วครับ มีมาแค่หยิบมือเดียวเอง หน้ากากสีแดงเข้ามาเยี่ยมชมยังเยอะกว่าอีก เพื่อแสดงการเป็นเจ้าบ้านที่ดี สร้างความอบอุ่น-คุ้นชินให้กับเพื่อนใหม่ ผมเลยโพสต์รูปให้เหมือนเป็นพวกเดียวกันเลยครับ หน้ากากล้มเจ้าใส่หมวกหลากสีสายรุ้ง ที่สาบ-สลิ่มทั้งหลายคุ้นเคยและรู้กันดีว่า ใครเอ่ย?เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังหน้ากากกากกากอันนี้ ตามด้วยประชากรแมลงสาบ ที่แพ้ซ้ำซากจึงต้องคิดสั้น ตามรูปครับ gagagagagagagagagaga

ผม ก็ไม่ทราบนะครับ ว่าในความคิดของสาบ-สลิ่มนั้น ทำไมจึงคิดว่าการเข้ามาเม้นต์ในเพจนี้ แล้วจะทำให้ผมตกอกตกใจไร เพจนี้ก็เปิดกว้างให้ทุกสีทุกฝ่าย ได้เข้ามาเม้นต์กันอย่างเสรีอยู่แล้ว ไม่เห็นตื่นเต้นไรเลยครับ มาเยอะๆยิ่งชอบครับ หนุกดีออก เข้ามาแล้วก็ช่วยอ่านบทความต่างๆ ที่ผมโพสต์เอาไว้ด้วยยิ่งดี จะได้เพิ่มรอยหยักในสมองให้มากขึ้น 

เอ้าาา...!! เพื่อให้ดูคล้ายพวกเดียวกัน ดูเนียนเข้าไปอีก แถมด้วยม๊อตโต้สไตล์ แก๊งค์หน้ากากล้มเจ้าให้ด้วยครับ

"บัดนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นแล้ว ข้าขอประกาศว่าเสียงสวรรค์จากการเลือกตั้ง ย่อมชนะพวกขี้แพ้ชวนตี"

"บัดนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นแล้ว ข้าขอประกาศว่าเสียงสวรรค์จากการเลือกตั้ง ย่อมชนะพวกขี้แพ้ชวนยุบสภาฯ"

"บัดนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นแล้ว ข้าขอประกาศว่าเสียงสวรรค์จากการเลือกตั้ง ย่อมชนะพวกขี้แพ้ชวนรัฐประหาร"

เอาไป 3 ม๊อตโต้ แค่นี้ "สาบ-สลิ่มก็อกแตกตายกันแล้วมั๊งครับ.......

ฮิ้ววววววว.....!!!

อภิปรายงบประมาณวันแรก พรรคประชาธิปัตย์หงอย “ด่าแต่แม้ว-ฉายหนังม้วนเก่า”

ที่มา go6tv


เริ่มต้นการอภิปรายงบประมาณ 2557 ด้วยความเรียบร้อย ฝ่ายรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีก็สั่งให้รัฐมนตรีที่มีแนวโน้มถูกพาดพิงเรื่องร้อนๆ แน่  เช่น เรื่องราคาไข่ไก่  เรื่องการจำนำข้าว เรื่องไฟฟ้าดับในภาคใต้   ขณะเดียวกันประชาชนก็คาดหวังว่าฝ่ายค้านจะมีประเด็นใหม่ ๆ หลักฐานเด็ดๆ มานำเสนอแก่ประชาชนเช่นเดียว

ผ่านไปวันแรกตั้งแต่เช้า หลังจากนายกรัฐมนตรีได้กล่าวนำเข้าสู่วาระการประชุมเสร็จแล้ว  ทางผู้นำฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เริ่มต้นพูด เสียดายอย่างยิ่ง ที่การพูดของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ หมดความน่าสนใจไปพอสมควร เพราะนอกจากไม่ได้นำเสนอความคิดใดใหม่ๆ แล้ว ยังพูดย้อนวนเวียนกลับไปในสมัยของตนเอง ย้อนกลับไปสมัยรัฐบาลก่อนหน้าตนเอง ย้อนไปไกลถึงสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร   พูดแค่ประเด็นเดียวว่า “ทำไมท่านไม่เอานโยบายรัฐบาลก่อนหน้านี้มาใช้”   ท่านรองนายกฯ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ก็ขึ้นมาตอบทันทีตรงๆว่า “ผมยอมรับว่า ผมไม่ได้เอานโยบายของรัฐบาลก่อนมาใช้เลยจริงๆ  เพราะเราใช้นโยบายของเรา!” ตอกเจ็บไหมครับท่านอภิสิทธิ์

หลังจากนั้น ก็เข้าคิวมาเรื่องตั้งแต่เรื่องพลังงานไฟฟ้า ฝ่ายค้านเอาภาพ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” มาให้ดู ก็โดนฝ่ายรัฐบาลตอบกลับว่า ภาพที่นำมาใช้นั้น เป็นภาพโรงไฟฟ้าถ่านหินสมัยเก่า 30 กว่าปีที่แล้ว สมัยปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแบบกรีนเอนนิจี่ หรือพลังงานสะอาด ไม่ใช่แบบนั้น   ฝ่ายค้านก็หน้าแตกไป

ฝ่ายค้านไม่รู้จะต่อเรื่องอะไร ก็ยกเรื่องวอยซ์ทีวีมาด่าเล่น พาดพิงบุตรชาย-บุตรสาว อดีตนายกรัฐมนตรีพลางๆ โดยคนทั้งประเทศไม่รู้ว่า ข้อมูลนี้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ไปค้นหาเอง แต่ไปก็อปปี้มาจากอินเตอร์เนตมาอ่าน

เรื่อย มาจนหัวค่ำเข้าสู่ไฮไลท์ เรื่องจำนำข้าวของรัฐบาล ฝ่ายค้านก็นำเสนอดี มีภาพ ข้อมูลประกอบอ้างอิงบริษัทต่างๆภายนอกว่าให้ข้อมูลทุจริตมา มากมาย  แต่รัฐบาลก็ข้อมูลชัดเจน รัฐมนตรีช่วยฯ ณัฐวุฒิ ก็ลุกขึ้นมาอภิปรายชัดเจนเลยว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาใช้นั้นเท็จ บริษัทที่อ้างอิงให้ข้อมูลนั้น  คือบริษัทที่เข้าร่วมโครงการและโกงทุจริตข้าวกับรัฐบาลซึ่งกำลังมีคดีกัน อยู่  และตอกกลับฝ่ายค้านเรื่องข้าวเน่าว่าฝ่ายค้านเอาข้าวเน่าสมัยน้ำท่วมปี 54 มาอ้างเป็นข้าวเน่าปัจจุบันเพื่อหลอกคนทั้งประเทศว่ามีการทุจริต แต่จริงๆ ข้าวเน่านั้นเป็นข้าวจากสมัยน้ำท่วม

สรุปยกแรกการอภิปรายในวันแรก นอกจากสาระที่พอมีบ้างแล้ว ก็ไม่พบอะไรใหม่เลย ประเด็นก็เก่า อภิปรายกี่คำก็พาดพิง “ทักษิณ” จะพูดกี่เรื่องก็โยง “มีวันนี้เพราะพี่ให้”  พูดเยอะหน่อยก็ “ทุนสามานย์”   พอพูดพาดพิงคนนอกผิดกฎหมายก็บอกว่า “รัฐธรรมนูญให้สิทธิ์ผมพูด”  แถมอ้างอิงข้อมูลสุดฮา นอกจากอ้างอิงบริษัทที่มีคดีความโกงรัฐอยู่  ยังจนปัญญาหาข้อมูล ต้องไปก็อปปี้ลอก “กรูเกิ้ล” มาอ่านเพื่อล้มรัฐบาล!


ฝ่ายค้านฝีมือแย่แบบนี้ ควรปฏิรูปได้แล้วครับ

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Unseen OTOP

ที่มา Voice TV




การแสดงสินค้า OTOP กลางปี ที่จะมีไปจนถึงวันที่ 2 มิถุนายนนี้  มีโซนสำคัญ ที่ได้รับความสนใจมากโซนหนึ่ง นั่นคือ  Unseen OTOP   เพราะได้รวบรวมผลิตภัณฑ์จากความคิดใหม่ มาสร้างสรรค์ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง 
 
 
ผลิตภัณฑ์หนังใบบัวเหล่านี้ เป็นผลิตภัณฑ์ต่อยอดจาดเมนูข้าวห่อใบบัว ที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ศิรดา ต่อยอดให้เกิดสินค้าตัวใหม่ สร้างรายได้และอัตลักษณ์ให้กับชุมชนตำบลเกาะคา จังหวัดลำปาง มาตลอด 11 ปี  ซึ่งปัจจุบันพวกเขาส่งไปจำหน่ายทั้งในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น สร้างรายได้เดือนหนึ่งประมาณ 500,000 บาท และทำให้สมาชิกกว่า 30 คนมีรายได้คงที่ และเลี้ยงตัวเองได้
 
 
กลุ่มผลิตภัณฑ์ศิรดา เน้นกระบวนการผลิตตาหลักธรรมชาติ และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน รวมทั้งผ่านการวิเคราะห์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบสนองความต้องการของ ตลาด เช่นการแตกยอดผลิตภัณฑ์เป็น 6 ประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์ ภาชนะในโรงแรม บนโต๊ะอาการ เครื่องเขียน แฟชั่นสตรีและของตกแต่งบ้าน ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 50 - 2,500 บาทต่อชิ้น 
 
 
ตุ๊กตาควาย  เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ตัวอย่างของหมู่บ้านนาเชือก ต.แร่ จ.สกลนคร ชุมชนที่ประสบความสำเร็จด้วยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ เช่น มูลควายมาต่อยอดการทอผ้าฝ้าย โดยสร้างอัตลักษณ์ใหม่ เป็นผ้าฝ้ายย้อมสีมูลควาย และเริ่มใช้ ควาย เป็นเอกลักษณ์ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ตุ๊กตาควายที่ปรับให้เป็นหมอน เปล กระเป๋า เบาะรองหนัง โคมไฟ มูลี่ เป็นต้น สร้างรายได้ให้ชุมชนเดือนละ 60,000-70,000 บาท ซึ่งขณะนี้มีคิวสั่งจองจนทำไม่ทัน
 
 
ผลิตภัณฑ์โอทอปทั้งสองชุมชน เป็นเพียงตัวอย่างของการแสดงสินค้าโอทอปที่สังคมไทยยังไม่เคยรู้จัก นอกจากนี้ยังมี ผ้าผักตบชวานาโนไทย ผ้าไหมสุรินทร์  มิสซิสฟลาวเวอร์ ช็อคโกแลตไส้ผลไม้ เป็นต้น  โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ จัดแสดงในโซน Unseen OTOP  ในงานมหกรรมการแสดงสินค้า OTOP กลางปี ภายใต้ หัวข้อ OTOP Midyear 2013: The power of Thai wisdom พลังภูมิปัญญาไทย ก้าวไกลสู่สากล ถือว่าเป็นการเปิดมุมมองผลิตภัณฑ์ใหม่ของสินค้าโอทอปไทย จัดขึ้นถึงวันที่ 2 มิถุนายนนี้  ที่อิมแพค เมืองทองธานี 
29 พฤษภาคม 2556 เวลา 17:42 น.

เปิดศูนย์ช่วยเหลือหญิงไทยถูกหลอกขนยาเสพติด

ที่มา Voice TV




สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดศูนย์ช่วยเหลือหญิงไทยที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ายาเสพติด หลอกให้ขนยาเสพติดจนถูกจับกุมดำเนินคดีในต่างประเทศ เกือบ 300 คน 
 
 
จากสถิติหญิงไทยที่ถูกจับกุมดำเนินคดี  ในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าประเทศ ในประเทศต่างๆ รวม 35 ประเทศ รวม 292 คน นับตั้งแต่ปี 2553  จนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน เป็นกลุ่มคนที่ถูกชาวต่างชาติ จากทวีปแอฟริกาติดต่อผ่านระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ค แล้วเข้ามาตีสนิทและหลอกลวง  ให้ไปแต่งงาน ทำงานหรือเที่ยวต่างประเทศ แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย
 
 
เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ จะถูกยึดหนังสือเดินทาง และบังคับให้ซุกซ่อนยาเสพติดในร่างกายหรือสิ่งของ หากไม่ทำตามจะถูกทำร้ายร่างกาย หรือข่มขู่ทำร้ายพ่อแม่และญาติพี่น้องที่อยู่ในประเทศไทย
 
 
ปัญหานี้ จึงทำให้คณะทำงานป้องกันและแก้ปัญหาชาวต่างชาติ หลอกลวงหญิงไทยลักลอบขนยาเสพติดระหว่างประเทศ  ประชุมร่วมกับ 
 
- ตัวแทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
- สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
- กรมการกงสุล 
- กรมการจัดหางาน 
เพื่อวางมาตราการเยี่ยวยาให้ความช่วยเหลือเหยื่อและ วางมาตรการการป้องกัน 
 
 
ขณะเดียวกัน พลตำรวจเอกวุฒิ ลิปตพัลลภ ยังได้กำชับตำรวจปราบปรามยาเสพติด และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ในพื้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี  ภูเก็ต  เชียงใหม่และขอนแก่น ซึ่งมีสนามบินนานาชาติ ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราบุคคลและเครือข่ายต้องสงสัย หลังพบว่าคนร้ายใช้เส้นทางนี้ลักลอบขนยาเสพติดออกนอกประเทศ  
 
 
พร้อมเตือนว่า หากมีหญิงไทยคนใด ที่กำลังสนทนาหรือคบหาดูใจกับชาวต่างชาติ แล้วเกิดความไม่มั่นใจ สามารถตรวจสอบประวัติได้ที่ ศูนย์ให้ความช่วยเหลือหญิงไทยที่ถูกหลอกลวงขนยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โทรศัพท์  02-551-2246 ถึง 7
29 พฤษภาคม 2556 เวลา 17:49 น.

มติคณะกรรมการนโยบายการเงิน ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%

ที่มา ประชาไท


29 พ.ค.56 นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 28 และ 29 พ.ค. 56 มติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 2.75 เป็นร้อยละ 2.50 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ที่ประชุมได้พิจารณาภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ รวมทั้งแนวโน้มในระยะต่อไป เพื่อกำหนดแนวนโยบายการเงินที่เหมาะสม โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวล่าช้ากว่าที่คาด เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เศรษฐกิจกลุ่มยูโรยังคงอ่อนแอแต่ความเสี่ยงลดลงบ้าง เศรษฐกิจจีนและเอเชียขยายตัวต่ำกว่าคาด ส่งผลให้การฟื้นตัวของการส่งออกไทยอาจล่าช้ากว่าที่ประเมินไว้ ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มได้รับผลบวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสะท้อนจาก การส่งออกและการบริโภคที่ปรับดีขึ้น ในขณะที่ภาวะการเงินโลกยังมีความผันผวนสูง ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าสู่ภูมิภาคและต่ออัตราแลกเปลี่ยนที่ เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 56 ขยายตัวต่ำกว่าคาดจากอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อแรงส่งของเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้ โดยเฉพาะหากมีความล่าช้าในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่คาดว่าจะเกิด ขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ด้านแนวโน้มการส่งออกก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจภูมิภาคโดยเฉพาะจีน ที่ขยายตัวชะลอลง ในขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อน้อยลงจากปัจจัยด้านต้นทุน แต่สินเชื่อและหนี้ภาคครัวเรือนยังขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่อง
คณะกรรมการฯ ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงขยายตัวเนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานในเกณฑ์ดี แต่มีความเสี่ยงมากขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดมาก ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย นโยบายการเงินจึงสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขยายตัว ของอุปสงค์ในประเทศ แต่ภายใต้ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินที่ยังมีอยู่ คณะกรรมการฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 2.75 เป็นร้อยละ 2.50 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินรวมทั้ง เงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายที่เหมาะสมตามสถานการณ์
ทั้งนี้ เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินที่คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. 3 ท่าน และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก 4 ท่าน ได้แก่  กรรมการนโยบายการเงินภายใต้ พ.ร.บ. ธปท. พ.ศ. 2551 กนง. จะมีกรรมการทั้งหมด 7 คน เช่นเดียวกับในปัจจุบัน โดยมีผู้ว่าการเป็นประธาน เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับมติที่ กนง. กำหนด และเพื่อให้มีการเชื่อมโยงกับคณะกรรมการด้านนโยบายอื่นๆ ของ ธปท.  นอกจากนั้น มีรองผู้ว่าการอีก 2 คนและผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกอีก 4 คนเป็นกรรมการใน กนง. เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจผู้ว่าการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี และจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
คณะกรรมการนโยบายการเงินทั้ง 7 คน ภาพจากเว็บไซต์ ธปท.
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน
1. กำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินของประเทศ โดยคำนึงถึงแนวนโยบายแห่งรัฐ สภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ
2. กำหนดนโยบายการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราตามกฎหมายว่าด้วยเงินตรา
3. กำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายตาม  (1) และ (2)
4. ติดตามการดำเนินมาตรการของ ธปท. ตาม (3) ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

สถานภาพการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของ ชัช ชลวร

ที่มา ประชาไท


หนึ่งในปัญหาที่ถาโถมใส่ศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันนอกเหนือจากความขัดแย้ง ในอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับรัฐสภาแล้วก็คือสถานภาพของนายชัช ชลวร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 และที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติคัดเลือกประธานฯคนใหม่โดยใช้วิธี สลับตำแหน่งกับนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ แล้วเสนอโปรดเกล้าฯ ซึ่งในที่สุดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2554 ก็ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้นายชัชพ้นจากการเป็นประธานฯและแต่งตั้ง ให้นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานฯแทน
ประเด็นของความสงสัยจึงเกิดขึ้นและนำมาซึ่งการถกเถียงว่าสถานภาพของนาย ชัชว่ายังเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่หรือไม่ เพราะนายชัชดำรงตำแหน่งไม่ครบวาระแต่มีการสลับตำแหน่ง ซึ่งไม่มีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญก็คือหนังสือจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไปยังวุฒิสภาเพื่อโปรด เกล้า 2 อย่าง คือ โปรดเกล้าฯให้พ้นจากประธานศาลรัฐธรรมนูญ และให้โปรดเกล้าฯเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้เห็นว่า   ศาลรัฐธรรมนูญก็เล็งเห็นปัญหาอยู่ว่าการดำเนินการเรื่องนายขัชต้องดำเนินการ ๒ อย่าง แต่ในที่สุดทรงโปรดเกล้าฯให้นายชัชพ้นจากการเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญเท่า นั้น แต่ไม่ได้ระบุว่าโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด(ที่มา: มติชนรายวัน,10 พ.ค.2556,หน้า 2)

ประเด็นข้อถกเถียง
แนวความคิดเห็นแรก เห็นว่าการที่มีพระบรมราชโองการโปรด เกล้าฯแต่งตั้งนายชัชเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๕๑ นั้นเป็นการทำให้นายชัชเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปพร้อมกันแล้ว(มีสองสถานะแยกกัน – two in one) จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีการโปรดเกล้าใหม่อีก กอปรกับเมื่อวุฒิสภาได้คัดเลือกได้ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คนแล้ว 9คนนั้นเองก็ได้ประชุมกันเองก็ได้คัดเลือกให้หนึ่งในนั้นเป็นประธานฯแล้ว
แนวความคิดเห็นที่สอง เห็นว่าการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนาย ชัชเมื่อ 28 พฤษภาคม 2551นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งหมายความรวมถึงสถานะ การเป็นตุลาการไปด้วย โดยไม่ได้ระบุให้นายชัชเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกต่างหาก(มีสถานะเดียวคือ เป็นประธานฯซึ่งมีคุณสมบัติเป็นตุลาการด้วย- one in two) เพราะฉะนั้นเมื่อต่อมามีการขอสลับตำแหน่งและขอลาออกจากการเป็นประธานศาลรัฐ ธรรมนูญเพื่อไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่ปรากฏว่าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พ้นจากประธานศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้ มีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายชัชเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก นายชัชจึงต้องพ้นจากทั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปด้วย ไม่สามารถอนุมานหรือตีขลุมได้ว่านายชัชยังคงเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ดังนั้น จึงถือว่านายชัชพ้นจากสถานะการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

ข้อกฎหมาย
1) รัฐธรรมนูญฯมาตรา 204 วรรคสาม บัญญัติว่า “ให้ผู้ได้รับการคัดเลือกตามวรรคหนึ่ง ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ
2)รัฐธรรมนูญฯมาตรา204วรรคสี่ บัญญัติว่า “ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
3)รัฐธรรมนูญฯมาตรา 209 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
ฯลฯ
(3)ลาออก
ฯลฯ”

ข้อวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรณีนี้สถานภาพของนายชัชได้สิ้นสุดสถานภาพการเป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของนายชัชนั้นได้สิ้นลงแล้ว แม้ว่าจะมีบางความเห็นโต้แย้งว่ากรณีนี้เทียบได้กับกรณีของการแต่งตั้ง ประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งผมเห็นว่าไม่สามารถนำมาเทียบเคียงได้ เนื่องเพราะในขณะที่นายชัชได้รับการคัดเลือกระหว่างผู้ที่ผ่านการเห็นชอบจาก วุฒิสภาเพื่อให้เสนอชื่อเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้น สถานภาพของทั้ง 9 คน ยังไม่ได้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์เพราะทั้ง 9 คน ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งฯแต่อย่างใด
อีกทั้งมาตรา 98 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาศาลปกครอง พ.ศ.2542 ได้บัญญัติว่าเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครอง สูงสุดตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้คณะกรรมการคัดเลือกฯเป็นอันพ้นหน้าที่ และให้ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุดด้วยกันเอง เป็นประธานศาลปกครองสูงสุดหนึ่งคน รองประธานศาลปกครองสูงสุดสองคน และตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดสี่คนฯลฯ
กอปรกับการพ้นตำแหน่งของประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้นรัฐธรรมนูญมิได้ระบุไว้ เป็นการเฉพาะแต่ระบุไว้รวมกับเงื่อนไขของการพ้นตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญ ฉะนั้น เมื่อนายชัชยื่นลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นการพ้นจากตำแหน่ง จากการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้ามองตามข้อวินิจฉัยนี้จะเห็นได้ว่าการที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ให้สลับตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญกับตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของนายชัช ชลวรกับนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์นั้นมีปัญหาในความชอบด้วยกฎหมายอย่างแน่นอน
แล้วจะทำอย่างไร
โดยทั่วไปแล้วมีปัญหาในเรื่องของความชอบด้วยกฎหมายของตำแหน่งตามรัฐ ธรรมนูญแล้วมักจะเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้วินิจฉัย แต่กรณีนี้ไม่สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วยเหตุของการเป็นผู้ มีส่วนได้เสียขององค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดที่ได้มีมติในการสลับ ตำแหน่ง ที่สำคัญก็คือไม่มีบทบัญญัติใดที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญให้สามารถกระทำใน กรณีนี้ได้
ฉะนั้น ผู้ที่จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในการวินิจฉัยหรือทำความชัดเจนในประเด็นข้อ โต้เถียงนี้ย่อมหนีไม่พ้นจากวุฒิสภาที่จะต้องทำหน้าที่นี้ เพราะประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามรัฐธรรมนูญฯมาตรา ๒๐๔ วรรคสี่ นั่นเอง
เมื่อวินิจฉัยแล้วก็ต้องยอมรับและปฏิบัติตาม หากวุฒิสภามีคำวินิจฉัยตามแนวความเห็นที่หนึ่งก็เป็นอันว่าจบเรื่อง แต่หากวุฒิสภามีคำวินิจฉัยว่าการสลับตำแหน่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ หรือหากวุฒิสภาไม่ยอมทำหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัยวุฒิสภาก็ย่อมจะต้องเป็นผู้ ที่จะต้องรับผิดชอบไปเต็มๆในฐานะที่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแล้วทำให้ เกิดปัญหาขึ้น
ส่วนผลของการที่ไม่รับผิดชอบของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือ วุฒิสภาจะเป็นอย่างไรนั้น ฝากไว้เป็นการบ้านให้ท่านผู้อ่านคิดเอาเองก็แล้วกันนะครับ
--------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 29 พฤษภาคม 2556

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/03/55 จับตาดู..คดี ปรส.ขายสมบัติของชาติ

ที่มา blablabla


นี่คือ..เรื่อง "ยุติธรรม" ย้ำมาตรฐาน
จะสืบสาน หรือมุบมิบ ให้ฉิบหาย
เก็บ กัก ดอง อำพราง ไร้ยางอาย
หลายแสนล้าน นิ่งดูดาย มักง่ายจริง....

ใกล้วันสิ้น อายุความ รวมกี่ชาติ
ผู้ผูกขาด "ยุติธรรม" ย้ำทุกสิ่ง
คดีความ เหตุไฉน ไม่ไหวติง
แสร้งประวิง เอาไว้ เพื่อใคร? กัน....

พี่น้องไทย จับตาดู ให้รู้ชัด
พวกมารยัด พุงกาง อย่างสุขสันต์
เผยความจริง พอจับได้ เขาไล่ทัน
กลับหุนหัน ไม่รู้ไม่ชี้ นี่หรือคน?....

สมบัติชาติ เสียหาย หลายแสนล้าน
วิชามาร โปรดอย่าใช้ ให้สับสน
"ยุติธรรม" นำปรองดอง เพื่อผองชน
อย่าดูดาย คิดสัปดน จนสิ้นความ....

ใครผิดถูก เปิดเผยมา อย่านิ่งเงียบ
ต้องให้เฉียบ เดินหน้า อย่าหละหลวม
อย่าบิดเบือน ตอกย้ำ ให้กำกวม
ผลเสียรวม..ตรองอีกนิด...คิดดีๆ....

๓ บลา / ๖ มี.ค.๕๕