แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง

ที่มา ประชาไท


ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง เป็นชื่อของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่จะเข้าฉายอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม นี้ สร้างโดยผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นหนุ่ม ชื่อ นนทวัฒน์ นำเบญจพล ภาพยนตร์เรื่องนี้ มีความน่าสนใจในฐานะหนังนอกกระแส ที่มีลักษณะสัจนิยม(realistic) ถ่ายภาพและบันทึกเหตุการณ์ตามที่เป็นจริง เป็นแบบสารคดีโดยไม่อาศัยเนื้อเรื่องแบบละคร หรืออาศัยดารานำที่เป็นหนุ่มหล่อสาวสวย เป็นเครื่องจูงใจ แต่ใช้การบอกเล่าหรือฟ้องสังคมด้วยเนื้อเรื่องที่ตรงไปตรงมา
ก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยเป็นข่าวมาแล้ว ตั้งแต่เมื่อสร้างเสร็จ แล้วกลายเป็นหนังที่ถูกเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายา ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่ผ่านมา แต่ในวันที่ 23 เมษายน กลับมีข่าวว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ได้พิจารณาห้ามฉายภาพยนตร์เรื่อง นี้ในราชอาณาจักร โดยเห็นว่า เนื้อหาและภาพของภาพยนตร์นี้ก่อให้เกิดการแตกแยกทางความคิด กระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ซึ่งอาจชักจูงให้ผู้ชมหลงเชื่อจึงไม่ควรอนุญาตให้เผยแพร่
เป็นการดีที่อีก 2 วันต่อมา คำสั่งห้ามฉายก็ถูกยกเลิกโดยคณะกรรมการพิจาณาภาพยนตร์ชุดใหญ่ เพียงแต่คณะกรรมการขอจัดหนังในเรท 18 พร้อมกันนั้น ผู้สร้างถูกขอร้องให้ดูดเสียงในช่วงต้นเรื่องความยาว 2 วินาที-ซึ่งเป็นประโยคที่พิธีกรบนเวทีในงานเคาท์เดาวน์รับปีใหม่ที่สี่แยก ราชประสงค์-พูดว่า “เรามาร่วมเคาท์ดาวน์และร่วมฉลองให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ 84 พรรษา” ซึ่งฝ่ายผู้สร้างก็ยอมรับตามนั้น เพราะเห็นว่า ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักของเรื่อง
เนื้อเรื่องของภาพยนตร์ เปิดฉากที่งานเคาน์ดาวน์ปีใหม่ พ.ศ.2554 แต่ก็ได้ย้อนเหตุการณ์เล่าไปถึงการกวาดล้างปราบปรามประชาชนคนเสื้อแดงเมื่อ เดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ.2553 ด้วย จากนั้น ภาพยนตร์ก็เล่าถึงเรื่องชีวิตของชายคนหนึ่ง ชื่อ อ๊อด ที่เป็นชาวบ้านธรรมดา บ้านเดิมอยู่ที่ตำบลกุดเสลา อำเภอกันทรลักษณ๋ จังหวัดศรีษะเกษ ซึ่งเป็นหมู่บ้านใกล้เขาพระวิหาร เล่าถึงชีวิตวัยเยาว์ของอ๊อดที่มีการศึกษาไม่สูงนัก และใช้ชีวิตบวชเป็นเณรอยู่ถึง 4 ปี ก่อนที่จะสึก แล้วไปจับใบแดง ต้องเข้าเป็นทหารประจำการ หลังจากที่ต้องฝึกฝนอย่างหนักแล้ว ก็ถูกส่งไปประจำการที่สามจังหวัดภาคใต้ จากนั้น ก็ได้เป็นทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกส่งมาปราบการชุมนุมของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ด้วย ทั้งที่ญาติพี่น้องและชาวบ้านสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงแทบทั้งสิ้น แต่อ๊อดก็ต้องมาปฏิบัติตามหน้าที่
ในกรณีนี้ เท่ากับว่าภาพยนตร์ได้พยายามเล่าเรื่องการปราบปรามคนเสื้อแดงในอีกทัศนะ หนึ่ง ทั้งยังได้ใส่ข้อความเพื่อเสนอทัศนะเกี่ยวกับคนเสื้อแดงต่อผู้ชม เช่นเล่าว่า ที่ราชประสงค์"เคยมีการปิดล้อมสังหารหมู่ กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาจากต่างจังหวัด" และว่า “รัฐบาลไทยในสมัยนั้นอ้างว่าเป็นการกระทำของมือที่สาม เพื่อสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายรัฐบาล” แต่“กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงและผู้สนับสนุนเชื่อว่าเป็นการกระทำของรัฐบาลและ ทหาร” จากนั้นก็อธิบายต่อไปว่า “ชาวกรุงเทพฯและผู้ไม่สนับสนุนหลายคนกล่าวชื่นชมรัฐบาลและทหาร” ขณะที่ “ชาวต่างจังหวัดถูกปรามาสว่าโง่ เห็นแก่เงิน”
แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ เรื่องสำคัญที่สุดที่ภาพยนตร์เล่าก็คือ ผลกระทบของความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหาร ที่มีต่อประชาชนในพื้นที่กันทรลักษณ์ อันเป็นมุมมองที่คนเมืองและกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มรักชาติที่สนับสนุนการ เรียกร้องดินแดนคืนไม่เคยคำนึงถึง เพราะเมื่อสถานการณ์ดึงเครียดและเกิดการสู้รบตามพรมแดน ประชาชนทั้งสองฝากพรมแดนได้รับความเดือดร้อนโดยตรง ต้องเสี่ยงกับกระสุนปืนร้ายแรงที่ทหารสองฝ่ายยิงตอบโต้กัน และต้องอพยพออกจากเขตพื้นที่อันตราย ดังนั้น ชาวบ้านจึงมีความพอใจมากกว่า ในการเปลี่ยนรัฐบาลจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วทำให้การเผชิญหน้าระหว่างประเทศยุติลง อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาได้ชีวิตปกติกลับคืนมา
ภาพยนตร์ฟ้าต่ำแผ่นดินสูงยังไปไกลกว่านั้น เพราะยังได้เล่าเรื่องความขัดแย้งเดียวกันในความเชื่อและเรื่องเล่าของ ประชาชนฝ่ายกัมพูชาที่อุดรมีชัยด้วยว่า ฝ่ายไทยต่างหากที่พยายามบุกรุกและโกงดินแดนชองกัมพูชาตลอดมา จนถึงขนาดว่า อาศัยเงื่อนไขที่กัมพูชามีสงคราม ย้ายหลักพรมแดนตามใจชอบ เช่นกล่าวว่า “หลักเขตไม่ได้เดินย้อนกลับไปทางฝั่งไทย แต่มันเขยิบมาทางฝั่งของเรา” และทหารไทยก็เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีกัมพูชาก่อน ฝ่ายกัมพูชาจึงเป็นสู้เพื่อปกป้องพรมแดนและชีวิตของประชาชน และยังลงท้ายเรื่องด้วยการสำรวจถนนสายใหม่ที่ขึ้นเขาพระวิหารจากฝ่งกัมพูชา ที่เป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รับทราบในไทย
นัยยะที่ภาพยนตร์นี้พยายามสะท้อนก็คือ เส้นเขตแดนระหว่างประเทศเป็นเพียงสิ่งสมมุติ แต่ก็กลายเป็นเส้นแบ่งประชาชนให้ขัดแย้งกัน ทั้งที่ประชาชนทั้งสองฝากพรมแดนต่างก็พูดภาษาเขมรเช่นเดียวกัน และประชาชนสองฝ่ายก็ปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบและสันติมากกว่าที่จะมี กรณีพิพาทกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงให้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Boudery ซึ่งหมายถึงเขตแดน นนทวัฒน์ นำเบญจพล ผู้สร้างภาพยนตร์ได้อธิบายว่า “หลายคนมองว่าเป็นเรื่องของเขตแดน แต่ความจริงแล้วตามความคิดของผมหมายถึงเขตแดนตามความคิดของชาวบ้านในพื้นที่ ที่ต่างคนต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นการนำเสนอของตนในตัวภาพยนตร์แล้วจะพยายามนำเสนอให้รอบด้านให้มากที่ สุด ให้ตัวละครแต่ละคนได้มีโอกาสมากที่สุด”
ภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงเป็นสารคดีอันน่าสนใจ อย่างน้อยที่สุดก็คือการนำพาสาธารณชนชาวไทยไปรับรู้มุมมองของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งถือเป็นงานสร้างสรรค์อย่างง่าย ที่จะทำมาซึ่งประโยชน์แก่ทุกฝ่าย

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์: คำประกาศ BRN กับ 10 ข้อพิจารณาเกี่ยวกับ “สันติสนทนา”

ที่มา ประชาไท


เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2556 อุสตาซหะซัน ตอยยิบ ตัวแทนคนหนึ่งของ BRN ในกระบวนการสันติสนทนาที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 ได้นำเสนอคำประกาศ BRN ครั้งที่ 4 ทาง Youtube ว่าจะยุติปฏิบัติการทางทหารตลอดเดือนรอมฏอน (เริ่มประมาณวันที่ 10 กรกฎาคม) จนถึง 10 วันแรกของเดือนเซาวาล (คือประมาณวันที่ 17 สิงหาคม) ดังที่ได้เคยตกลงกันในสันติสนทนาครั้งหลังสุดเมื่อ 13 มิถุนายน 2556 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์โดยมีเงื่อนไขให้ทางการไทยต้องถอนกำลังทหาร-ตำรวจออกไป จากพื้นที่สามจังหวัดและห้าอำเภอของสงขลา ให้ทหารของกองทัพภาค 4 อยู่ในที่ตั้ง ไม่ให้ฝ่ายราชการโจมตี ปิดถนน จับ ควบคุมคน หรือ จัดกิจกรรมสังคมที่เกี่ยวข้องกับเดือนรอมฎอน กับให้ อ.ส.ที่เป็นมุสลิมไม่ต้องประจำการเพื่อให้พวกเขาไปปฏิบัติศาสนกิจที่บ้านได้ อีกทั้งห้ามขายเหล้าหรือสิ่งมึนเมาอื่นๆ ปิดแหล่งอบายมุขต่างๆตลอดเดือนรอมฎอน ทั้งหมดนี้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ลงนามและต้องประกาศในวันที่ 3 กรกฎาคม 2556
 
คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดคะเนสีหน้าของท่านผู้บัญชาการทหารบกเมื่อได้รับรู้เนื้อหาในคำประกาศBRN ครั้งที่ 4 นี้
 
ที่จริงคงไม่ได้มีแต่ท่านผู้บัญชาการทหารบกเท่านั้นที่จะรู้สึก “ปี๊ด”กับคำประกาศครั้งหลังนี้ แต่หลายฝ่ายในสังคมไทยนอกพื้นที่ซึ่งความรุนแรงดำเนินอยู่ก็คงจะ “ปี๊ด” เช่นกัน   ปัญหามีอยู่ว่าเมื่อ “ปี๊ด” ไปแล้วผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงภาคใต้ และผู้คนในสังคมไทยควรทำอย่างไรต่อ?
 
ข้อเขียนสั้นๆนี้เป็นการชวนให้ฝ่ายต่างๆในสังคมไทยได้ทำความเข้าใจกับ “สันติสนทนา”  ที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมไทยมั่นใจในทิศทางการแก้ปัญหา และพร้อมเตรียมรับแรงกระเพื่อมที่จะเกิดจาก “สันติสนทนา” ได้ด้วยความรอบคอบ มีเหตุมีผลบนพื้นฐานของความรู้ในเรื่องนี้เพื่อประโยชน์สุขของประเทศ
 
1. สิ่งที่ผู้คนในสังคมไทยควรตั้งคำถามไม่ใช่ว่า BRN มีเจตนาอย่างไรจึงแถลงคำประกาศเช่นนี้หรือคิดอย่างไรจึงแถลงคำประกาศชนิดที่ ก็รู้กันทั่วไปว่า ฝ่ายรัฐบาล ภาคราชการ และผู้คนในสังคมไทยจำนวนมากคงรับข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้  แต่ควรถามว่าคำประกาศของ BRN กำลังทำงานอย่างไรในสังคมไทยขณะนี้โดยเฉพาะที่ สัมพันธ์เชื่อมโยงกับ “สันติสนทนา”
 
2. ผมเลือกใช้คำว่า “สันติสนทนา” (peace dialogue) เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ “การเจรจาสันติภาพ” (peace negotiation)ข้อต่างสำคัญคือ ผลลัพธ์ที่จะเกิดจากการเจรจาสันติภาพคือ ข้อตกลงสันติภาพ (peace agreement) แต่สิ่งที่อาจจะได้จาก “สันติสนทนา” คือความเข้าใจในกันและกันตลอดจนบรรยากาศในการร่วมกันหาทางออกจากกับดักแห่ง ความรุนแรงที่กำลังรัดรึงทุกฝ่ายอยู่
 
3. กฎข้อแรกที่บิดาของสันติศึกษาคือ โยฮัน กัลตุง เคยสอนเกี่ยวกับการทำงานกับความขัดแย้งโดยเฉพาะในแนวทางสันติสนทนาคือ “อย่าฟังแต่เฉพาะสิ่งที่เขาพูด แต่ต้องฟังสิ่งที่เขาไม่ได้พูดด้วย”  ในแง่นี้จะเห็นได้ว่า คำประกาศฉบับที่ 4 ของ BRN สะท้อนการทำงานที่เตรียมการมา เพราะเลือกประกาศเสนอให้ยุติความรุนแรงในช่วงเวลาเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ใน ศาสนาอิสลาม (holy time) ด้วยการใช้วันที่สำคัญทางการเมืองของไทยในอดีตเป็นหมุดตรึงคือ วันเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามเมื่อ 81 ปีก่อนคือ 24 มิถุนายน อีกทั้งเสนอให้นายกรัฐมนตรีลงนามในคำประกาศของตนในวันที่ 3 กรกฎาคม อันเป็นวันครบรอบชัยชนะของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ผ่านการเลือกตั้งเมื่อสองปีก่อน พอดี กล่าวได้ว่าคำประกาศนี้เป็นการจัดวางเวลาศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาไว้ในเวลาทาง ประวัติศาสตร์และการเมืองประชาธิปไตยของสังคมไทย ทั้งหมดนี้หมายความว่า คงต้อง “อ่าน” ประกาศของ BRN ในฐานะคำแถลงต่อสังคม คือไม่ใช่ตั้งคำถามว่า ฝ่ายเขาต้องการอะไร แต่ที่สำคัญอยู่ที่เขากำลังบอกกับฝ่ายใด? ว่าเขาเป็นใคร? และคิดว่ารัฐและสังคมไทยเป็นอย่างไร?
 
4. ทุกครั้งและเกือบทุกหนแห่งที่เริ่มใช้  “สันติสนทนา” ความรุนแรงก็มักเพิ่มขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะ “สันติสนทนา”ไม่ใช่ “เทคนิค” ในการเผชิญกับความขัดแย้งที่ถึงตาย แต่ “สันติสนทนา” เป็น “การเมืองแห่งความขัดแย้ง” ชนิดที่การหาทางลดและมุ่งขจัดความรุนแรงให้หมดไปสัมพันธ์กับปัญหาความชอบ ธรรมที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของคนที่ก้าวเข้าสู่เวที “สันติสนทนา” กล่าวคือ ถ้า “สันติสนทนา” สร้างความชอบธรรมให้กับหะซัน ตอยยิบและมิตรสหายของเขาซึ่งก็มีบทบาทให้ฝ่ายอื่นๆซึ่งต่อสู้กับรัฐไทยอยู่ ต้องยอมรับ ขณะที่ฝ่ายที่ไม่ได้ขึ้นรถไฟสันติภาพขบวนนี้ก็ต้องหาวิธีลดทอนความชอบธรรม ของ BRN ซึ่งรวมทั้งการใช้ความรุนแรงเป็นฐานความชอบธรรมของตน เป็นไปได้ว่าเพราะเหตุนี้ในกรณีของไทยคณะทำงาน ศอ.บต.ที่ศึกษาเรื่องนี้จึงพบว่า นับแต่เริ่มสันติสนทนาเมื่อ 28 มีนาคม 2556 จนปัจจุบัน ความรุนแรงในพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
 
5. แต่ถ้าถามว่าแล้วยังจะต้อง “สนทนา” กันต่อไปอีกหรือ คำตอบก็คือแน่นอน เพราะในการศึกษากลุ่มใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะการ “ก่อการร้าย” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 จนถึงปัจจุบัน จำนวน 268 กลุ่ม ของ Rand Corporation  พบว่า มีเพียงร้อยละ 7  หรือ 20 กลุ่มเท่านั้นที่รัฐใช้กำลังทหารเอาชนะได้ ขณะที่ ร้อยละ 43 ของกลุ่มใช้ความรุนแรงหรือ 114 กลุ่มโดยเฉพาะที่มีสมาชิกเกินพันคนเลิกสู้รบ เพราะหันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการเมืองปรกติ (Dudouet 2013) ได้  ปัญหาความขัดแย้งที่ถึงตายอย่างที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ที่สุดก็เช่นเดียวกัน ความรุนแรงคงไม่อาจทำให้ความขัดแย้งนี้จบลงได้ 
 
6. หลายคนคงถามว่า ถ้าเช่นนั้นจะต้อง “คุย” กันไปอีกนานเท่าใดกว่าจะตกลงกันได้? ผมคิดว่าไม่มีใครบอกได้ว่าในกรณีของไทยสันติสนทนาจะใช้เวลาเท่าใด เพราะเรื่องนี้เป็นกระบวนการที่อาจต้องใช้เวลากว่าจะกลายเป็นข้อตกลง สันติภาพ ในกรณีของอาเจะห์กับรัฐบาลอินโดนีเซียก็ใช้เวลา 16 ปี ตั้งแต่ 2532 ถึง 2548 จึงบรรลุข้อตกลงเฮลซิงกิ (เพราะมีฟินแลนด์เข้ามาช่วยกระบวนการ) หรือ กรณีมุสลิมมินดาเนากับรัฐบาลฟิลิปปินส์ก็ใช้เวลาพูดคุยกันนาน 26 ปีตั้งแต่ 2529 ถึง 2555 ผ่านข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้งหลายหน และมีรัฐบาลจากหลายประเทศรวมทั้งมาเลเซียเข้ามามีส่วนร่วม
 
7. ถ้าถามว่าที่สนทนากันมาแล้วได้อะไร? คำตอบก็คือนอกจากจะได้พบเห็นตัวตนของฝ่าย BRNผู้เข้ามาเจรจา สร้างบรรยากาศแห่งการพูดคุยแล้ว ที่สำคัญยิ่งคือการเปลี่ยนแปลงดุลยภาพแห่งความชอบธรรมในความขัดแย้งนี้ เพราะการเมืองของสันติสนทนาเป็นการลดทอนความชอบธรรมของการใช้ความรุนแรงของ ผู้ใช้ (ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด) โดยเฉพาะเมื่อเหยื่อเป็น เด็ก เป็นผู้หญิง เป็นคนแก่ หรือเป็นครูทั้งที่เป็นครูสอนศาสนาและครูโรงเรียนของรัฐ อาจเพราะเช่นนี้งานวิจัยของศอบต.จึงพบว่า หลังจากเริ่มสันติสนทนาเมื่อเดือนมีนาคม 2556 จนถึงบัดนี้ จำนวนเหยื่อความรุนแรงที่เป็นพลเรือนจึงลดลงครึ่งหนึ่ง
 
8. ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหานี้ควรคิดให้ชัดเจน ว่า ที่ตัดสินใจเลือกเส้นทาง “สันติสนทนา”  ก็ไม่เพียงเพราะเห็นว่าหนทางนี้เป็นหนทางที่ถูกด้วยมีคุณค่าทางศีลธรรมแฝง อยู่ในตัว แต่เพราะประวัติศาสตร์ความขัดแย้งที่ถึงตาย (deadly conflicts) รอบโลกสอนเราว่า ในที่สุดคู่ขัดแย้งก็ต้อง “คุย” กัน ไม่ว่าจะรบรากันนานเพียงไร แม้ที่ “ดูเหมือน” ว่าจะจบลงได้ด้วยการใช้กำลัง (อย่างในศรีลังกา) ก็พบว่าการใช้ความรุนแรงไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพยั่งยืน เพราะได้ทิ้งเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชัง โกรธแค้น ที่รอเวลาปรากฏตัวใหม่ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมในอนาคต และต้องหาหนทางเพาะสร้างสมานฉันท์ในสังคมด้วยความยากลำบาก(Keethaponcalan 2013) อีกทั้งความรุนแรงก็มีต้นทุนสูงไม่ว่าจะเป็นชีวิตผู้คนทั้งพลเรือนและนักรบ ของทั้งสองฝ่าย หรือต้นทุนทางวัฒนธรรมตลอดจนเงินทองมากมายที่หมดไปกับการใช้ความรุนแรง
 
9. ฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและพลเรือนควรทดลองพิจารณาว่า “สันติสนทนา” เป็นวิธีการ/กระบวนการต่อสู้จัดการกับความขัดแย้งที่ถึงตาย โดยอาศัย “อาวุธ” ชุดใหม่ “อาวุธ” ที่ว่านี้มีอยู่ในเนื้อตัวทางวัฒนธรรม ในประวัติศาสตร์ของสังคมไทย เป็นอาวุธที่เคยใช้เอาชนะความขัดแย้งใหญ่ๆมามาก ไม่ว่าจะเป็น “อาวุธ” ที่ช่วยให้ประเทศรอดจากการเป็น “ฝ่ายแพ้” ในสงครามโลก หรือเอาชนะภัยคุกคามจากอุดมการณ์ในอดีต
 
10. แต่ “อาวุธ” ชนิดนี้ก็เหมือน “อาวุธ” อย่างอื่นคือ คนใช้ก็ต้องใช้ด้วยความเข้าใจ และการใช้ “อาวุธ” เช่นนี้ต้องอาศัยการสนับสนุนจากสังคมไทยโดยรวม ด้วยเหตุนี้จึงต้องกำหนดยุทธศาสตร์การใช้ สันติสนทนาด้วยการตระเตรียมจริงจัง พร้อมจะทำงานเช่นนี้ในระยะยาวและท่ามกลางมรสุมอุปสรรคต่างๆ ทั้งหมดนี้เพื่อสถาปนาความมั่นคงที่ยั่งยืนในอนาคตบนพื้นฐานของความเป็นจริง ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสังคม

สุดไฮเทค! "ยิ่งลักษณ์" โพสต์อินสตาแกรมวีดิโอ เชิญชวนประชาชนเที่ยวงาน OTOP

ที่มา go6tv




ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30น. ที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพระหว่างกำลังปฏิบัติภารกิจนายกรัฐมนตรี ภายในห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ลงในอินสตาแกรม @pouyingluck_shin เป็นคลิปอินสตาแกรมวีดิโอ โดยกล่าวว่า "อย่าลืมแวะไปงาน เทศกาล OTOP และผลไม้" ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นะคะ เม็ดเงินของท่านจะได้ช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้เกษตรกรค่ะ" พร้อมกับข้อความระบุประกอบคลิปดังกล่าวว่า "เม็ด เงินที่ทุกท่านใช้ซื้อสินค้าและผลิตผลต่างๆ ถือเป็นกำลังใจและช่วยผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยของเรา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีความเข้มแข็งนำไปสู่การพัฒนาประเทศ อย่างมั่นคงต่อไปค่ะ"

ผู้ สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กล่าวในการเปิดงานเทศกาลอาหาร OTOP และผลไม้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า "รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับพี่น้องประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีนโยบายสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนา โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แต่ละชุมชนสามารถใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ในการ พัฒนาสินค้า และสนับสนุนให้ชุมชนมีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้สมัยใหม่ แหล่งเงินทุน และการตลาด เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ"

"นอก จากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงการจัดงานว่า เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงาน เพื่อช่วยเหลือพี่น้อง OTOP และเกษตรกร ชาวสวนผลไม้ ในการกระจายและจำหน่ายผลไม้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลไม้ของเกษตรกรออกผลผลิตเป็นจำนวนมาก ทำให้สินค้าราคาตกต่ำ และบางครั้งก็เกิดปัญหาสินค้าลดตลาด รัฐบาลจึงได้จัดงานนี้ขึ้น เป็นการแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ"

สู้เพื่อประชาชน! "ยิ่งลักษณ์" แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีการบริหารจัดการน้ำ

ที่มา go6tv

 28 มิถุนายน 2556 go6TV - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาได้มี หนังสือคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่147/2556 แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีการบริหารจัดการน้ำ โดย หนังสือคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวประกอบด้วยส่วนขององค์ประกอบของคณะ กรรมการกลั่นกรอง คือมี รองนายกรัฐมนตรี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธานกรรมการ  มีกรรมการอีก 8 คน ประกอบด้วย  ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ปลัดกระทรวงยุติธรรม, เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, ผ.อ.สำนักงบประมาณ, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, เลขาธิการคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ผู้แทนสำนักอัยการสูงสุด และอีกหนึ่งท่านคือ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ

ซึ่ง ในหนังสือได้กำหนดภาระอำนาจหน้าที่ โดยมีหลักคือการ พิจารณาศึกษาคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 1025/2556 และเสนอแนวทางในการดำเนินโครงการการบริหารและจัดการน้ำต่อไป  รวมถึงยังมีอำนาจหน้าที่ในการขอให้หน่วยงานรัฐ องค์กรหรือบุคคล ให้ความร่วมมือในการชี้แจง แสดงความคิดเห็น และยังสามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานอื่นเพื่อดำเนินงานตามมอบหมายได้



ASTVหน้าแหก! สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศแจงข้อเท็จจริง สหรัฐไม่ได้กักข้าวไทย

ที่มา go6tv

28 มิถุนายน 2556 go6TV - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ได้ปรากฏหนังสือราชการของสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยระบุว่า เป็น "ข้อเท็จจริงการนำเสนอข่าวของประเทศไทยกรณีองค์การอาหารและยาสหรัฐฯประกาศแจ้งเตือนกักกันสินค้าข้าวนำเข้าของไทย" ทั้งนี้ หนังสือฉบับดังกล่าว เป็นการตอบโต้การบิดเบือนข่าวสารในเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ที่ปล่อยข่าวบิดเบือนในกรณีดังกล่าว โดยครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่สื่อดังกล่าวใส่ร้ายและบิดเบือนข้อมูลข่าวสารเพื่อต้องการ ให้ประชาชนหลงเชื่อและลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

ทั้งนี้ เนื้อหาเอกสารฉบับดังกล่าวของสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีจำนวน 6 หน้า โดยมีเนื้อหาดังนี้










หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรม ณ บ้านคุณวิลลี่-สมจิต วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๖

ที่มา Tony Threesikkha



หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แสดงธรรม ณ บ้านคุณวิลลี่-สมจิต ณ เมือง ลาร์โก้ ฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา เมื่อวันศุกร์ ที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๖

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรม ณ วัดไทยแทมป้า ฟลอริด้า ๘ มิถุนายน ๒๕๕๖

ที่มา Tony Threesikkha



หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรม ณ วัดมงคลรัตนาราม (วัดไทย แทมป้า) เมืองแทมป้า รัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา เมื่อวันเสาร์ ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๖ จัดโดย กลุ่มวิมุตติฟลอริด้า แห่งศูนย์ไตรสิกขา (Trisikkha Insight Meditation Center) เมือง Plant City, Florida, U.S.A.