แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: เจ้าโลก มหาอำนาจ ระเบียบภูมิภาค และนโยบาย ตปท.ของไทย

ที่มา ประชาไท


ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อภิปรายนโยบายต่างประเทศของรัฐไทย จากยุคอาณานิคมถึงยุคหลังสงครามเย็น ทั้ง “ไผ่ลู่ลม” การทูตนิ่งเงียบของอาเซียน การทูตยุคชาติชาย-ทักษิณ ที่ลดบทบาทข้าราชการ และเน้นความสำคัญเศรษฐกิจมากกว่าความมั่นคง พร้อมวิจารณ์นโยบายต่างประเทศรัฐบาลปัจจุบันที่ยังไม่สร้างสรรค์ และกลับไปฟังข้าราชการมากขึ้น จนแนวอนุรักษ์นิยมกลับมามีบทบาท
เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา มีวงเสวนาที่ Book Re:public ในหัวข้อ “เจ้าโลก มหาอำนาจ ระเบียบภูมิภาค และนโยบายต่างประเทศของไทย” โดยมีวิทยากรคือ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการจากศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต
ปวินเริ่มต้นโดยการกล่าวถึงคำศัพท์และแนวคิดที่ใช้ทำความเข้าใจความ สัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้แก่ กระบวนการสร้างระเบียบโลก (world order/system) โดยถ้าหากโลกมีระเบียบ ก็เป็นไปได้ที่โลกจะมีสันติภาพ แต่เมื่อใดที่ระเบียบโลกเกิดปัญหา ก็มักจะนำไปสู่สงคราม โดยการกำหนดระเบียบโลกส่วนใหญ่ได้อิทธิพลมาจากประเทศมหาอำนาจ หรือ Superpower ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างประเทศภายในโลกที่ไม่เท่าเทียมกัน อย่างไทยก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นประเทศขนาดกลาง มีความสามารถทำได้บางอย่าง แต่บางอย่างเราก็ไม่มีศักยภาพ (capability)
ศักยภาพของแต่ละประเทศสัมพันธ์กับผลประโยชน์แห่งชาติ (national interests) โดยการที่จะบรรลุผลประโยชน์แห่งชาติได้จำเป็นต้องดูศักยภาพของประเทศตนเอง จะสามารถทำอะไรในเวทีโลกได้มากน้อยแค่ไหน การกำหนดนโยบายต่างประเทศจึงต้องสอดคล้องกับทั้งระเบียบโลก ศักยภาพของประเทศ และผลประโยชน์แห่งชาติ
นอกจากนั้น การกำหนดนโยบายต่างประเทศยังมีหลายแบบ เช่น การสร้างพันธมิตร (Alliance) ซึ่งไทยเน้นนโยบายนี้มาตลอด ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียคือทำให้เราขาดความเป็นตัวเอง ข้อดีอาจได้ผลประโยชน์แห่งชาติ หรือนโยบายแบบใครไปไหนไปด้วย (Bangwagoning) รวมทั้งนโยบายแบบโดดเดี่ยวตนเอง (Isolation)
ปวินกล่าวต่อถึงพัฒนาการของความสัมพันธ์ประเทศตั้งแต่ในช่วงยุคอาณานิคม ซึ่งมหาอำนาจจะอยู่ในยุโรปเป็นหลัก โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร ที่ยิ่งใหญ่จากกองทัพเรือ จนสามารถล่าอาณานิคมได้เกือบครึ่งโลก การตอบสนองต่อมหาอำนาจของแต่ละประเทศก็จะต่างกันไป อย่างพม่าก็เลือกจะต่อสู้กับการยึดครองของอาณานิคม แต่ก็ไม่สามารถต่อสู้กับอังกฤษได้ หรือเวียดนามต่อสู้กับฝรั่งเศส
ขณะที่ไทยตอบสนองแตกต่างออกไป ทำให้เราเป็นประเทศเดียวที่ไม่ตกเป็นอาณานิคม แต่อันนี้ก็ถูกโต้เถียงแล้วในเรื่องการตกเป็นอาณานิคมอย่างไม่เป็นทางการของ ไทย โดยทฤษฎีต่างๆ ที่พยายามอธิบายสาเหตุที่ไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคม เช่น จุดที่ตั้งยุทธศาสตร์ใจกลางของภูมิภาค หรือคำอธิบายเรื่องการมองการณ์ไกลของพระมหากษัตริย์ ทั้งหมดก็กลายเป็น myth ไป
ปวินกล่าวว่านโยบายต่างประเทศของไทยมีลักษณะที่ถูกเรียกว่าเป็นแบบ “ไผ่ลู่ลม” คือลมมาทางไหนก็ไปทางนั้น เช่น อังกฤษมาก็ไปตามอังกฤษ ฝรั่งเศสมาก็ไปตามฝรั่งเศส หรือมีการใช้อังกฤษต่อสู้กับฝรั่งเศส หรือฝรั่งเศสสู้กับอังกฤษ แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จทั้งหมด หรืออาจอธิบายว่าเป็นการทูตแบบสองหน้า (Two-faced diplomacy) ซึ่งต่อหน้าทำแบบหนึ่ง ลับหลังก็ทำแบบหนึ่ง
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก็สะท้อนภาพของการเอนไปเอนมาของนโยบายของไทย พอญี่ปุ่นเข้ามา เราคิดว่าสู้ญี่ปุ่นไม่ได้ ก็ไปร่วมมือกับญี่ปุ่น แต่พอเห็นว่าญี่ปุ่นกำลังแพ้ ก็หันไปหาอเมริกา โดยการอาศัยจุดยืนของเสรีไทยในการอ้างอิง การฑูตแบบของไทยจะหันไปหันมาแบบนี้ได้ตลอด
จนสมัยสงครามเย็น ซึ่งสหภาพโซเวียตขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ไทยหันไปเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ในช่วงระหว่างการต่อสู้ระหว่างเวียดนามกับฝรั่งเศส และสหรัฐได้เข้ามาช่วยฝรั่งเศส ขณะเดียวกันสหภาพโซเวียตก็เข้ามาช่วยเวียดนาม ทำให้กลายเป็นสงครามแบบตัวแทน จนเมื่อเวียดนามสามารถเอาชนะทั้งฝรั่งเศสและสหรัฐได้ นำไปสู่ความพยายามที่เวียดนามจะเทคโอเวอร์ของอินโดจีน โดยได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต เวียดนามจึงรุกรานกัมพูชาในปี 1979
หลายประเทศเริ่มตระหนักถึงทฤษฎีโดมิโน เมื่อเห็นประเทศข้างเคียงเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้คิดว่าไทยจะเป็นโดมิโนตัวต่อไป และต้องหันไปหาสหรัฐฯ มากขึ้น โดยรัฐบาลในช่วงสงครามเย็นที่อยู่ภายใต้การครอบงำของทหาร ก็ขยายทฤษฎีนี้ทำให้ประชาชนตกอยู่ในความหวาดกลัว ซึ่งส่งผลดีต่อการสร้างระเบียบภายในประเทศ ทำให้ผู้นำสามารถที่จะจูงจมูกได้ สงครามเย็นได้ให้บทบาทอันนี้กับกองทัพ รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไปเชื่อมกับคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ ผ่านการวาดภาพลักษณะของคอมมิวนิสต์ว่าเป็นศัตรู เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ในช่วงเดียวกับที่เวียดนามได้ชัยชนะนั้น จีนกับสหภาพโซเวียตก็แตกคอกัน โดยจีนได้กำหนดนโยบายใหม่ ที่ตบหน้าโซเวียต โดยให้การสนับสนุนกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์กับเวียดนามในกัมพูชา คือกลุ่มเขมรแดง ซึ่งไทยก็สนับสนุนด้วย นำไปสู่สงครามในกัมพูชา
เป็นเรื่องตลกเหมือนกัน ที่เราวาดภาพให้คอมมิวนิสต์เป็นศัตรูอันดับหนึ่ง แต่หันกลับไปผูกมิตรแบบจีน แต่ไม่เอาคอมมิวนิสต์แบบโซเวียต ขณะเดียวกันก็ไม่เอาคอมมิวนิสต์ในไทย ทำให้เห็นว่าการวาดภาพของคอมมิวนิสต์มันหลวม ทั้งหมดเพื่อนำไปรับใช้ในการสร้างประโยชน์ให้กับผู้นำ
ปี 1975 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้สถาปนาความสัมพันธ์การทูตกับจีน สะท้อนนโยบายไผ่ลู่ลม เช่นเดียวกับสหรัฐ ที่เห็นว่าโซเวียตเป็นภัยมากกว่าจีน ก็หันกลับไปสร้างความสัมพันธ์กับจีนเช่นกัน โดยสหรัฐฯ ก็ยังคงส่งเงินกลับมาสนับสนุนกองทัพไทย สถานการณ์นี้ยาวนานไปถึงช่วงจบสงครามเย็น
นอกจากนั้น ในช่วงนี้ยังมีการทูตแบบพหุพาคี ซึ่งมักจะออกมาแบบเป็นองค์การต่างๆ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อปัญหาสงครามเย็น เช่น ในค่ายคอมมิวนิสต์ มีการรวมกันของโคมินเทิร์น (COMINTERN 1919-1943) หรือกลุ่มที่ไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใด (Non-Alignment) คือฝ่ายที่อยากเป็นกลาง แต่ก็ไม่ค่อยประสบสำเร็จเท่าไร ได้แก่ จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย
ส่วนโลกเสรีก็มีความร่วมมือมากมาย ส่วนใหญ่เป็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศ เช่น ASA (Association of SEA 1961--67) เพื่อต่อต้านจีนและโซเวียต หรือ SEATO (1954-77) ซึ่งตั้งขึ้นเป็นพี่น้องกับ NATO ในยุโรป แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีแค่สองประเทศในภูมิภาคนี้เข้าร่วมคือ ไทย, ฟิลิปปินส์ ส่วนประเทศอื่นๆ ไม่ได้เข้าร่วมหรือไม่สนับสนุน โดยมององค์กรนี้ด้วยความระแวงสงสัย ว่าตะวันตกจะจูงจมูกและมีวาระชัดเกินไปในการต่อต้านคอมมิวนิสต์
แต่ในช่วงนี้ก็มีการก่อตั้งอาเซียน (ASEAN) ขึ้นในปี 1967 โดยสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศ (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์) เหตุที่องค์การนี้ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่ง เพราะไม่มีมหาอำนาจต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง กลายเป็นจุดแข็งของอาเซียนมาถึงทุกวันนี้ จุดมุ่งหมายแม้ไม่ได้พูดชัดเจน แต่ลึกๆ ก็ตั้งขึ้นมาเพี่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ อีกประการหนึ่งคือความสำเร็จในการสร้างศัตรูร่วมกัน นำไปสู่การลดความระแวงสงสัยในประเทศสมาชิกด้วย
ความคิดของอาเซียนนี้เริ่มต้นมาจากประเทศไทย เริ่มจากคุณถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ที่เห็นว่าการที่ไทยจะอยู่รอดได้ ปลอดจากการเข้าแทรกแซงของคอมมิวนิสต์ ก็ต้องรวมตัวกันกับเพื่อนบ้าน แล้วพยายามขายไอเดียนี้ให้กับประเทศอื่น แล้วเขาก็เอาด้วย
ปวินให้ความเห็นว่า ข้อจำกัดของอาเซียนคือมีลักษณะกฎระเบียบหยุมหยิมมากมาย ทุกอย่างต้องใช้ฉันทามติหมด โดยไม่มีระบบโหวต ไม่มีการใช้วีโต้ ภายใต้ฐานคิดว่าเพื่อไม่ให้นำไปสู่ความขัดแย้ง ทำให้อาเซียนเดินไปช้ามาก หรือการใช้วิธีการไม่พูดกันในเรื่องความขัดแย้งต่างๆ (quiet diplomacy) แม้แต่ในเรื่องใหญ่ๆ ซึ่งเป็นมาจนถึงทุกวันนี้
นอกจากนั้นความร่วมมือยังมีลักษณะเป็นไปตามความคุ้นเคยของตัวบุคคล ระหว่างผู้นำ (personal familiarity) ซึ่งก็สร้างปัญหาในเชิงระบบให้กับองค์กร และอันที่สำคัญคือกฎการไม่แทรกแซงกิจการภายในต่อกัน (non-interference) เพราะกลัวประเทศอื่นๆ มายุ่งในประเทศ เราเลยไม่ยุ่งกับคนอื่น ซึ่งกลายไปเป็นบรรทัดฐานของอาเซียน แม้ปัจจุบันจะมีความพยายามปรับปรุงแล้วก็ตาม
เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุด พร้อมการแตกสลายของโซเวียต อิทธิพลของสหรัฐฯ ก็ลดน้อยลงในภูมิภาคนี้ โดยถอนฐานทัพออกไปส่วนใหญ่ เกิดประเทศเอกราชต่างๆ รวมถึงการมาถึงของโลกโลกาภิวัตน์ และการไหลเวียนของข่าวสารต่างๆ
ในช่วงนี้มีทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศที่พยายามอธิบายการเมืองใหม่ใน ช่วงนั้น เช่น เรื่องการปะทะกันระหว่างอารยธรรม (clash of civilizations -Huntington) โดยเสนอว่ายุคหลังสงครามเย็น ความขัดแย้งที่เคยถูกกดเก็บเอาไว้ในช่วงการต่อสู้ทางอุดมการณ์จะโผล่ขึ้นมา อารยธรรมนี้วางอยู่บนเรื่องศาสนา วัฒนธรรม หรือชาติพันธุ์ต่างๆ หรือความคิดจุดจบของประวัติศาสตร์ (The End of History -Fukuyama) ที่เห็นว่าการที่โลกเสรีได้รับชัยชนะ สะท้อนว่าโลกมาสู่จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ คือพิสูจน์ให้เห็นว่าประชาธิปไตยต่อให้ไม่สมบูรณ์แบบอย่างไร แต่ถือได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของวิวัฒนาการของระบบการเมืองของโลก ประชาธิปไตยกลายเป็นจุดสิ้นสุดของโลก โดยที่โลกจะมีสันติภาพ ก็ต่อเมื่อประเทศทุกประเทศเป็นประชาธิปไตย
ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังสงครามเย็นถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยการสิ้นสุดของความขัดแย้งในกัมพูชา นำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ฮุนเซนได้รับความชอบธรรมจากชัยชนะ ส่วนเวียดนามเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น เป็นการปรับตัวได้ค่อนข้างเร็วหลังเห็นการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โดยเลือกเปิดเศรษฐกิจเสรี แต่ยังปิดการเมืองไว้ก่อน
ขณะเดียวกัน ก็มีความรู้สึกไม่แน่นอนจากระเบียบโลกที่ยังไม่ชัดเจน และโลกมีลักษณะหลายขั้วมากขึ้น (multi-polar) ซึ่งสร้างตัวเลือกด้านการต่างประเทศให้มากขึ้น มีเสรีในการกำหนดนโยบายต่างประเทศมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งมหาอำนาจประเทศเดียว รวมทั้งความเป็นโลกาภิวัตน์ในทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ในอาเซียนก็มีการกำหนดท่าทีใหม่ มีการรับสมาชิกใหม่ คือ พม่า (1997), กัมพูชา (1999) แม้ทั้งสองประเทศจะยังไม่พร้อมก็ตาม มีการพัฒนาองค์การภายใน มีการวางกรอบความร่วมมือที่แตกย่อยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤติการเงิน (1997) นำไปสู่การสร้างความร่วมมือทางการเงินในภูมิภาค โดยไม่ต้องพึ่งองค์กรต่างๆ หากมีปัญหาด้านการเงิน รวมทั้งการขยายกรอบไปเป็นอาเซียน+3 (เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น)
ส่วนในประเทศไทย ทศวรรษ 1990 มีความเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองภายใน ยุคของเปรมจบลง พลเอกชาติชายเข้ามาพร้อมความคิดใหม่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ มีการจัดตั้งกลุ่มบ้านพิษณุโลก ซึ่งเป็นกลุ่มหัวกะทิในการทำวิสัยทัศน์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องพึ่งข้าราชการประจำของกระทรวงต่างประเทศแต่ เพียงอย่างเดียว ซึ่งมีลักษณะยึดติดและเป็นอนุรักษ์นิยม
ชาติชายได้เสนอนโยบายใหม่ที่เปลี่ยนจากเน้นเรื่องความมั่นคงไปเป็นด้าน เศรษฐกิจ คือนโยบายการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า แต่นโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อตัวแสดงเก่าๆ โดยเฉพาะทหาร ที่ไม่เหลือบทบาทให้เล่นอีกต่อไป เรื่องนโยบายต่างประเทศจึงน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่รัฐประหาร 2534
หลังยุคชาติชาย ไทยยังมีบทบาทในการตั้ง AFTA (1992) หรือ ARF (1994) ที่ตั้งขึ้นเพื่อดูเรื่องความมั่นคงในภูมิภาค รวมทั้งการเสนอนโยบายเรื่องพม่า Constructive engagement policy คือการเปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองในพม่า วิพากษ์วิจารณ์การเมืองพม่าได้ โดยในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มี สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะเรื่องปัญหาชนกลุ่มน้อย ที่ถูกรัฐบาลพม่าผลักดันให้อพยพเข้ามาในไทย แต่เรื่องนี้ก็ทำให้หลายคนผิดหวังกับคุณสุรินทร์ เมื่อมาเป็นเลขาธิการของอาเซียน แต่ไม่ได้ผลักดันเรื่องพม่าเลย
ในช่วงนี้สหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้มาก แต่ไปทุ่มให้ประเทศในตะวันออกกลาง โดยไม่เคยส่งผู้นำระดับสูงมาประชุมในภูมิภาคนี้เลยเป็นเวลาหลายปี ขณะเดียวกันบทบาทของจีนเพิ่มขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร ซึ่งปัจจัยนี้เองก็กลับทำให้สหรัฐฯ กลับมาในภูมิภาคนี้อีกครั้งในช่วงโอบามา รวมทั้งอินเดียเองก็เติบโตขึ้น จากนโยบายมองตะวันออก (Look East 1991)
จนหลังศตวรรษใหม่ บริบทของเหตุการณ์ 9/11 และสงครามการก่อการร้าย สหรัฐฯ กลับมาพร้อมการช่วยเหลือทางทหาร มีการจัดการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐในไทย (cobra gold) ซึ่งทำให้ไทยได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐด้านการทหาร และต่อสู้กับภัยจากการก่อการร้าย แม้จะเกิดรัฐประหารในไทย และสหรัฐจะงดความร่วมมือต่างๆ หลายด้านหลังรัฐประหาร แต่ก็ยังมีการซ้อมรบร่วมอยู่ ส่วนจีนได้เสนอความร่วมมือด้านการทหารด้วย แม้จะเล็กกว่า รวมทั้งการลงนาม FTA ในปี 2003 โดยไทยเป็นประเทศแรกที่จีนและอินเดียลงนามด้วยภูมิภาคนี้
ในช่วงรัฐบาลทักษิณ ได้หันมาเน้นความสัมพันธ์ด้านธุรกิจ กลายเป็นการทูตเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับด้านความมั่นคงน้อยลง นั่นเท่ากับบทบาทของกองทัพที่มีต่อนโยบายต่างประเทศน้อยลงเช่นกัน ในช่วงนี้ ทักษิณทำในสิ่งที่ผู้นำไทยไม่เคยทำ การคิดนโยบายใหม่ๆ เช่น การเสนอ ACD รวมประเทศในเอเชียมาไว้ด้วยกัน โดยไทยมีศูนย์กลางสำคัญ แต่ไม่สำเร็จ, จัดตั้งกรอบความร่วมมือ ACMECS หรือยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างลุ่มน้ำอิรวดี แม่โขง และเจ้าพระยา ที่ไทยเข้าไปให้ช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ให้เงินกู้ หรือให้ความช่วยเหลือโครงการต่างๆ
และนโยบายต่างประเทศยังสอดคล้องกับนโยบายประชานิยมในประเทศด้วย โดยการอ้างเรื่องการเปิดตลาดให้กับสินค้า OTOP คือยิงนกนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ทั้งในแง่พัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ และเสริมผลประโยชน์ของคนท้องถิ่นด้วย แต่ก็มีความเป็นชาตินิยมมากๆ เช่น เรื่องการประกาศเอกราชเมื่อสามารถคืนหนี้ให้กับ IMF
ปวินกล่าวต่อถึงบทบาทของกระทรวงต่างประเทศ ว่าถูกท้าทายมาตลอดเวลาในช่วงที่รัฐบาลมีความเข้มแข็ง ทำให้รัฐบาลมองข้ามกระทรวงไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็มีสิทธิ์จะทำนโยบายเอง ข้าราชการประจำต่างหากที่ต้องทำนโยบายเสริมรัฐบาล แต่ความเป็นจริงก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยกระทรวงก็มีการเมืองภายใน และมีลักษณะความเป็นเจ้าขุนมูลนายมานาน ทำให้ปฏิเสธจะเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในบางเรื่อง รวมทั้งปัญหาการกำหนดนโยบายโดยไม่เข้าใจความเป็นจริงที่อยู่ในท้องถิ่น ไปจนถึงภายใต้ความแตกแยกทางการเมืองแบบนี้ ยิ่งสร้างความแตกแยกภายในระหว่างกลุ่มที่ฝักฝ่ายกลุ่มสีต่างๆ และไม่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายตรงข้าม
นอกจากนั้น ความขัดแย้งภายในประเทศยังนำไปสู่ Linkage Politic คือความเกี่ยวโยงระหว่างการเมืองภายในกับการเมืองระหว่างประเทศ โดยใช้การเมืองระหว่างประเทศเพื่อที่จะทำลายคู่ต่อสู้หรือสร้างความชอบธรรม ให้ตัวเองในการเมืองภายใน เช่น การยกเลิกนโยบายต่างประเทศสมัยทักษิณทั้งหมดหลังรัฐประหาร หรือประเด็นเขาพระวิหาร นโยบายต่างประเทศกลายเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้การเมืองภายใน และกำจัดศัตรู, ปฏิเสธการเข้ามาตั้งของ NASA
ปวินทิ้งท้ายว่าในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์นี้ ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลมีนโยบายต่างประเทศหรือไม่ ด้วยทั้งยังไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆ เลย และขาดความสนใจในนโยบายต่างประเทศ อาจเนื่องเพราะปัญหาการเมืองภายในเอง นอกจากนั้นยังทำให้กระทรวงการต่างประเทศมีบทบาทกลับขึ้นมาได้ โดยรัฐบาลหันกลับมาฟังกระทรวงมากขึ้น ทำให้นโยบายอนุรักษ์นิยมกลับมามีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศมากขึ้น

มองงานเขียน 'คำ ผกา' สะท้อนภาพสตรี-การเมืองไทย

ที่มา ประชาไท


เปิดวงวิจารณ์งานเขียนคำ ผกา นักวิจารณ์ชี้ 'กระทู้ดอกทอง' เสนอทางเลือกใหม่ของความเป็นหญิงในสังคมไทย ในขณะที่ 'ก็ไพร่นี่คะ' สะท้อนแนวคิดหลักของคำ ผกาที่เปลี่ยนจากเฟมินิสต์มาสู่ชาตินิยมทางการเมือง จากสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป
 
เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 56 โครงการปริญญาโท สาขาวิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักพิมพ์อ่าน และกองทุนนพพร ประชากุล  จัดงานสัมมนาในหัวข้อ "ชาตินิยม สตรีนิยาม ประโลมโลกย์นิยาย ใน ก็ไพร่นี่คะ และกระทู้ดอกทอง" โดยมีวิทยากรได้แก่ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ สุธิดา วิมุตติโกศล จากภาคภาษาและวรรณคดีอังกฤษ ม.ธรรมศาสตร์ และเสนาะ เจริญพร จากคณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี โดยร่วมกันวิจารณ์งานเขียนของลักขณา ปันวิชัย ที่ใช้นามปากกา "คำ ผกา" ผ่านแนวคิดชาตินิยมและสตรีนิยม 
 
เวียงรัฐ เนติโพธิ์ วิจารณ์งานเขียน "ก็ไพร่นี่คะ" เล่ม 1 และ 2 ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทความของคำ ผกา ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ระหว่างปี 2550-2554 ว่าสะท้อนถึงการเริ่มก่อตัวของความเป็นชาตินิยมทางการเมืองของลักขณา ปันวิชัย โดยเฉพาะในช่วงการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2552 ทำให้เธอค่อยๆ เปลี่ยนจากนักเขียนที่จับเรื่องเพศสภาวะเป็นหลัก หันมาวิจารณ์สถานการณ์ทางการเมืองอย่างจัดจ้าน 
 

"ก็ไพร่นี่คะ" เล่ม 1 และ 2 ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่าน
 
เวียงรัฐยกตัวอย่างจากบทหนึ่งในหนังสือที่ชื่อว่า "นับแต่นี้ไป ไม่เหมือนเดิม" ซึ่งคำ ผกาได้ไปคุยกับชาวบ้าน จากอำเภอสันคะยอม จ.เชียงใหม่ บ้านเกิดของเธอ และพบว่า มีชาวบ้านธรรมดาๆ จำนวนมากที่ตื่นตัวทางการเมือง แสดงการคัดค้านรัฐประหารและความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ และมองพรรคการเมืองในฐานะผู้ให้บริการทางนโยบาย ต่างกับภาพเก่าๆ ที่คนส่วนมากเชื่อว่าชาวบ้านยังคงซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง หรือไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ทำให้คำ ผกา หันมาเป็นผู้หญิงแถวหน้าที่ต่อสู้เรื่องการเมือง ร่วมกับชาวบ้านธรรมดาๆ โดยใช้ปากกาเป็นอาวุธ วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและศัตรูของประชาธิปไตยผ่านงานเขียน
 
จากชาตินิยมทางวัฒนธรรมสู่ชาตินิยมทางการเมือง
 
อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ อธิบายถึงอุดมการณ์ในงานเขียนของคำ ผกาว่า ก่อนหน้านี้ คำ ผกา มีอุดมการณ์ที่ชัดเจนด้านชาตินิยมทางวัฒนธรรม ซึ่งตั้งคำถามเรื่องชาตินิยมไทย ความเป็นไทย และวัฒนธรรมเชื้อชาตินิยมของไทย ในขณะเดียวกันก็เสนอทางเลือกและให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเชื้อชาติและ ภาษา ความเป็นท้องถิ่น 
 
"พอมองจากตรงนี้ กระทู้ดอกทองจึงเปรียบเหมือนเป็นความพยายาม redefine ความเป็นหญิงในสังคมไทย ไม่ใช่แบบคุณหญิงกีรติ ผู้ชายก็ไม่ใช่แบบในนิยายน้ำเน่าอีกต่อไป คือพยายามโจมตีสิ่งที่มีอยู่แล้วพยายาม struggle ที่จะ redefine แต่การ redefine มันอาจจะยังไม่ชัดเจน มันอาจจะยังเป็นผ้าขาวม้า กางเกงใน ผ้าซิ่น และนมอยู่ ส่วนชุดไทยโดนด่า" เวียงรัฐกล่าว 
 
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อปี 2552-2553 ก็ทำให้เธอกลายมาเป็น "นักชาตินิยมทางการเมือง" อย่างเต็มตัว โดยเวียงรัฐอธิบายความหมายของคำนี้ว่า เป็นอุดมการณ์ของชาติที่ตั้งอยู่บนความคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมือง ในกรณีของคำ ผกา สามารถกล่าวได้ว่าเป็นความคิดแนวเสรีนิยมแบบกลางๆ ที่ประกอบไปด้วยอุดมการณ์แบบประชาธิปไตย ความเป็นพลเมือง สิทธิ การเลือกตั้ง และความเท่าเทียม ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้รัฐเข้ามามีบทบาทการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ไปจนถึงการขนส่งมวลชน
 
จากตรงนั้นเอง ที่คำผกา เริ่มเห็นศัตรูทางการเมืองของเธอ ซึ่งประกอบไปด้วยฝ่ายอนุรักษ์นิยม พวกขวาจัด โดยเฉพาะ "ผู้ใหญ่" และ "คนดี" ของบ้านเมือง รวมถึงศาสนาที่ล้าหลัง สื่อเนียน สื่อเสี้ยม และความเป็นราชาชาตินิยม 
 

จากซ้ายไปขวา: เสนาะ เจริญพร สุธิดา วิมุตติโกศล และลักขณา ปันวิชัย
 
สิ่งที่อาจดูย้อนแย้งสำหรับคำ ผกา สำหรับหลายๆ คน อาจเป็นเพราะความเป็นหญิงของเธอที่แสดงออกมาผ่านสิ่งพิมพ์ต่างๆ ทั้งปกนิตยสารจีเอ็ม หรือมติชนสุดสัปดาห์ ที่เปิดเผยเรือนร่างอย่างชัดเจน และการแสดงตัวตนของตนเองว่าเป็น "หญิงดอกทองสามานย์ วันๆ เอาแต่อ่านนิยายประโลมโลกย์" มีแต่ความโลกีย์และความชั่วที่ขัดกับหลักพุทธศาสนาหรือแบบฉบับของกุลสตรีไทย แต่กลับมาวิพากษ์วิจารณ์และพูดคุยเรื่องปัญหาการเมืองไทยอย่างถึงพริกถึงขิง  
 
"ที่ว่าย้อนแย้งนั้น ดิฉันมองว่าไม่ย้อนแย้งเพราะเขามีข้อเสนอที่ชัดเจน มีเป้าหมายที่ชัดเจน  แต่ความย้อนแย้งมันเกิดขึ้นเพราะความเป็น extreme แห่งเรือนร่าง และวาจา ด้วยเรือนร่างและวาจา เธออยู่ตรงข้าง extreme แต่ข้อเสนอของเธอมันอยู่เพียง middle of the road ไม่ได้อยู่เป็น extreme เพราะฉะนั้น เราจึงอาจรู้สึกว่ามันเป็น paradox แต่ข้อเสนอของเธอนั้นคงเส้นคงวาที่อยู่ตรงกลาง" เวียงรัฐกล่าว 
 
"ความเป็นเอ็กซ์ตรีมอีกอันหนึ่งคือโครงสร้างของสังคมไทย ที่เธอพูดเองว่าหลายๆ เรื่องตอนนี้เราอยู่ในศตวรรษที่ 19 ศตวรรษที่ 18 บางเรื่อง 15, 14 นู่น ไสยศาสตร์ หรืออะไรก็ตาม มันทำให้ข้อเสนอที่อยู่ตรงกลางมันดูเป็นเอ็กซ์ตรีมไป ดังนั้น ความย้อนแย้งในตัวเองที่มันเกิดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง มันเกิดเพราะเราดูจากคำพูด จากเรือนร่าง กับอีกอันหนึ่งเราเอามาเปรียบเทียบกับสังคมไทย แต่จริงๆ แล้วข้อเสนอของเธอเป็นแบบ moderate" 
 
อ่านสตรีไทยใน "กระทู้ดอกทอง"
 
หนังสือ "กระทู้ดอกทอง" เป็นหนังสือรวมเล่มบทความของคำ ผกา ในนิตยสารสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ในช่วงปี 2544-2546 เป็นงานวิจารณ์วรรณกรรมและภาพยนตร์จากมุมมองสตรีนิยม ซึ่งคำ ผกา ได้วิจารณ์และตั้งคำถามกับการเป็นกุลสตรีและนางเอกไทยในอุดมคติภายใต้ อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ในสังคม ผ่านตัวละครต่างๆ ที่อยู่ในงานวรรณกรรมของไทย อาทิ ข้างหลังภาพ หรือสี่แผ่นดิน เป็นต้น 
 

"กระทู้ดอกทอง" โดยคำ ผกา ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่าน
 
เสนาะ เจริญพร มองการวิจารณ์วรรณกรรมของคำ ผกา ในหนังสือเล่มนี้ว่า มีการหยิบกรอบคิดที่น่าสนใจมาวิจารณ์ตัวบท อาทิ การเปรียบความสัมพันธ์ของชายและหญิง เสมือนกับเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและพลเมือง ที่ผู้มีอำนาจมักเอาความทรงจำ ความรักใคร่มากล่อมเกลาให้เกิดความเชื่องและสยบยอม อย่างในเรื่อง "นอบ" ที่แต่งโดยศรีบูรพา เมื่อปี 2481 ที่ตัวละครสามีในเรื่องใช้ความทรงจำมากล่อมภรรยาไม่ให้คิดกบฎ เช่นเดียวกับการสร้างอนุสาวรีย์หรือพิธีกรรมที่เอาการเมืองของความทรงจำมา กล่อมเกลาคนในชาติ 
 
ในขณะที่สุธิดา วิมุตติโกศล สรุปภาพผู้หญิงในวรรณกรรมที่อยู่ใน "กระทู้ดอกทอง" ได้เป็นสามแบบใหญ่ๆ ได้แก่ นางเอกสยบยอม อย่างคุณหญิงกีรติจากนวนิยายเรื่องข้างหลังภาพ หรือคุณพลอย จากเรื่องสี่แผ่นดิน มีลักษณะสง่า น่าเทิดทูน บริสุทธิ์ผุดผ่อง ถึงแม้ว่านางเอกจะมีลักษณะแก่นเซี้ยวบ้าง แต่สุดท้ายก็จะถูกพระเอกกำราบลงได้ สตรีลักษณะนี้ จะถูกคำ ผกา วิจารณ์และถอดรื้อไว้เยอะมาก 
 
ส่วนอีกสองแบบ คือนางเอกขบถ อย่างเช่น นางลำยอง ที่มีจุดจบด้วยการเสียชีวิตจากโรคที่สำส่อน แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงแบบนี้ไม่เป็นที่ต้องการ หรือเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อสังคม นางเอกลักษณะนี้จะมีลักษณะตรงข้ามจากนางเอกแม่แบบอย่างชัดเจน และถึงแม้จะมีลักษณะขบถบ้าง ก็จะยังติดอยู่ในอุดมการณ์ที่ชายเป็นใหญ่อยู่ดี ส่วนอีกแบบเป็นผู้หญิงที่ไว้แทนความเป็นชาติของไทย 
 
เสนอทางเลือกให้สตรี ต่างจากขนบประเพณีเดิม
 
สุธิดาสรุปว่า งานเขียนของคำ ผกา ที่วิจารณ์ขนบของสตรีไทยในนวนิยาย เป็นการเสนอและสร้างข้อเสนอ และทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้หญิงไทย ด้วยการขับเน้นขั้วตรงข้ามระหว่างสาวบริสุทธิ์ผุดผ่องและหญิงโสเภณี ซึ่งคำ ผกา ในฐานะตัวละครตัวหนึ่ง จึงต้องถูกสร้างให้มีลักษณะเป็น"ดอกทอง" ไม่มีการศึกษาสูงมากมาย เป็นคนบ้านนอก และเสรีเรื่องเพศ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็วิจารณ์เฟมินิสต์กระแสหลัก ซึ่งชอบมองสตรีว่าเป็นผู้ถูกกระทำเพียงอย่างเดียวด้วย 
 
อาจารย์ด้านวรรณคดีอังกฤษ ได้ฉายภาพสตรีในนิยายไทยที่ผ่านมาให้เห็นว่า ในช่วงพ.ศ. 2470-2490 นางเอกยังเป็นพื้นที่การแข่งขันของตัวละครในนวนิยายว่าผู้หญิงที่ดีต้องมี ลักษณะเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันก็สร้างขึ้นมาพร้อมกับความเป็นชาติของไทย ที่เริ่มมีแบบแผนของกุลสตรีที่ชัดเจนขึ้น ต่อมาในช่วง 2500-2510 ก็เริ่มมีคนอย่างโบตั๋น จากฝั่ง "ดอกทอง" หรือนางเอกที่ไม่ใช่แบบฉบับเข้ามาปะทะกับกุลสตรีไทย ต่อมา 2520-2530 ดอกทองจะเริ่มมีความสับสน ว่าจะแหกกรอบดีหรือไม่ 
 
แต่เมื่อมาถึงปี 2540 จนถึงร่วมสมัยมาทุกวันนี้ นางเอกจะมีความบริสุทธิ์ใสสะอาด ยิ่งกว่าในช่วงเริ่มต้น รวมถึงพล็อตนิยายก็เป็นไปตามกรอบดั้งเดิมมาก ละครเรื่องสุภาพบุรุษจุทาเทพ อาจจะเป็นภาพสะท้อนถึงนางเอกในตอนนี้ได้ดีที่สุด ที่ย้อนกลับไปหาขนบแบบเก่า แต่ในขณะเดียกัน สุธิดาก็ชี้ว่า ยังมีนางเอกแบบในละครเรื่องฮอร์โมน ที่มีแข่งออกมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเป็นสตรีก็ถูกแข่งขันได้อยู่ตลอดเวลาในสังคม
 
ด้านคำ ผกา กล่าวย้อนไปถึงที่ตีพิมพ์กระทู้ดอกทองในช่วงแรกว่า ตอนนั้นเป็นช่วงหลังที่มีรัฐธรรมนูญ 2540 รู้สึกว่าบรรยากาศทางการเมืองไม่มีปัญหา ตนจึงอยากจะพูดเรื่องที่คนยังไม่พูดคือเรื่อง "จู๋กับจิ๋ม" หรือเรื่องเพศสภาวะ ในขณะที่ในแวดวงนักวิชาการก็เริ่มหยิบเรื่องโพสต์โมเดิร์นมาคุยมาศึกษามาก ขึ้น แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร 2549 ตนจึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องหันมาพูดเรื่องปัญหาทางการเมืองที่พื้นฐานแทน เช่น การเลือกตั้ง ส.ส. ความเท่าเทียม เรื่องประชาธิปไตย   
 

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/07/56 สะพานแห่งมนุษยธรรม..คืนความสุขสู่สังคมไทย

ที่มา blablabla


หลายปีผ่าน นานเนิ่น เกินทุกข์เข็ญ 
ยังลำเค็ญ ปวดร้าว คราวหม่นหมอง 
ถูกใส่ร้าย ถูกจองจำ น้ำตานอง 
เสียงร่ำร้อง แสนเศร้า ช่วยเขาที....

สะพานแห่ง มนุษยธรรม ย้ำเตือนให้ 
สร้างสดใส ในเส้นทาง อย่าห่างหนี 
โปรดจริงใจ ช่วยเขาเถิด บังเกิดมี 
คืนศักดิ์ศรี ที่ร้าวราน เกมการเมือง....

พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หนุนนำให้ 
วัดจริงใจ พร้อมลุย เลิกคุยเขื่อง 
ช่วยสานฝัน วันสดใส อย่าใช้เปลือง 
จะแดง-เหลือง ช่วยร่วมคิด ตามสิทธิ์มี....

พวกผีห่า ซาตาน ที่ค้านอยู่ 
เดินหน้าสู้ อย่าดูดาย แล้วหน่ายหนี 
ผลพวงบาป พวกวิปริต คิดอัปรีย์ 
สร้างสิ่งดี ที่รอคอย ปล่อยนักโทษการเมือง....

๓ บลา / ๓๐ ก.ค.๕๖

สาวกยังเซ็งม็อบคนดีกินเหล้าเข้าพรรษาโค่นรัฐบาล

ที่มา Thai E-News


ถูกใจแล้ว · 19 ชั่วโมงที่แล้ว 

การหารือระหว่างพิเชษฐ์ 1 ใน 6 ทหารเสือคณะเสนาธิการร่วม กับแกนนำองค์กรร่วมต่างๆ เพื่อรวมกันเป็นหนึ่ง

หน้าเพจ คณะเสนาธิการร่วม ซึ่ง เป็นกลุ่มที่เตรียมชุมนุมต่อต้านการออกพรบ.นิรโทษกรรมนำเสนอภาพและคำบรรยาย ข้างต้น ซึ่งในภาพประกอบไปด้วย สุริยะใส กตะศิลา (ซ้ายสุดในภาพ) สำราญ รอดเพชร โฆษกเวทีพันธมิตร (เสื้อขาวกลางภาพ) พิเชษฐ์ พัฒนโชติ และเหล้าแบล็กเลเบิลที่พร่องจนหมดขวด พร้อมโซดา่สิงห์ และถังน้ำแข็ง
ทั้งนี้สาวกของม็อบนี้ไ้ด้พากันตำหนิในเม้นต์ดังต่อไปนี้

  • พลับพลึง สีขมพู อยาก ให้ขาวใสเคลียร์ทุกจุดค่ะ มีภาพลักษณ์ที่ดี หรือถ้าทำไม่ได้เราเลือกอัพสเตตัสเฉพาะที่เป็นทางการดีไม๊คะ อันนี้เป้นความคิดเห็นส่วนตัวค่ะ และคิดว่าควรใจกว้างยอมรับคำติชมในเมื่อเราจะเป็นกลุ่มเดียวกันแล้ว
  • Ekachai Narongchai จาก การสำรวจพบว่าการหารือหรือต่อรองทางธุรกิจ หรือทางการเมือง หากในวงหารือมีแอลกอฮอล์ด้วยจะทำให้การหารือหรือการต่อรองนั้นมีโอกาสสำเร็จ สูงกว่าวงหารือที่ไม่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • Vuthichai Vuthiwongtanakij ขวดโซดาที่เห็นคงจะมาผสมน้ำหวานกินกัน (มองโลกในแง่ดี) แต่ถ้าผสมเหล้ากินกันระหว่างประชุมวางแผนก็ไม่เหมาะครับ ขาดความเชื่อถือ

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เป้าหมายชีวิตและสังคม.

ที่มา Buddhadharm



เป้าหมายของชีวิตและสังคม
พุทธทาส อินฺทปญฺโญ
หินโค้ง,สวนโมกขพลาราม
4 กันยายน 2527

ศาลเลื่อนตรวจพยานคดีพธม.ปิดสนามบินเป็น 2 ธ.ค.นี้

ที่มา Voice TV

 ศาลเลื่อนตรวจพยานคดีพธม.ปิดสนามบินเป็น 2 ธ.ค.นี้


ศาลอาญา เลื่อนนัดประชุมตรวจพยานหลักฐานคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกปิดสนามบิน เป็นวันที่ 2 ธ.ค.นี้ หลังจำเลยบางคนไม่มาศาล 
 
 
ศาลอาญา รัชดา เลื่อนนัดประชุมคดีตรวจพยานหลักฐาน ในคดีที่อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมพวก ซึ่งเป็นกลุ่มแนวร่วมพันธมิตรฯ รวม 8 สำนวน จำเลยรวม 96 คน ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย จากกรณีจำเลยได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบิน ดอนเมืองเมื่อปี 2551 โดยวันนี้ (29 ก.ค.56) จำเลยเดินทางมายังศาลอาญา แต่เมื่อถึงเวลานัดจำเลยบางส่วนแถลงต่อศาลว่ายังไม่สามารถจัดหาทนายเพื่อ ต่อสู้คดีได้ จึงขอเลื่อนนัดคดีออกไปก่อน และจำเลยบางคนไม่เดินทางมาศาล เนื่องจากติดภารกิจ
 
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เพื่อให้โอกาสจำเลยในการจัดหาทนายความเพื่อต่อสู้คดี จึงเลื่อนนัดสอบคำให้การจำเลยออกไปเป็นวันที่ 2 ธ.ค. นี้ เวลา 09.00 น. พร้อมกำชับว่าในวันดังกล่าวจำเลยทุกคนต้องเดินทางมาศาล เพื่อสอบคำให้การเป็นรายบุคคล และภายหลังสอบคำให้การของจำเลยแล้วเสร็จ ศาลจะกำหนดนัดเพื่อตรวจพยานหลักฐานต่อไป
 
 
Source : News Center /springnewstv
29 กรกฎาคม 2556 เวลา 14:10 น.

ศาลไม่ถอนประกัน' ไชยวัฒน์-หมอตุลย์' แต่ห้ามชุมนุมอีก

ที่มา Voice TV

 ศาลไม่ถอนประกัน' ไชยวัฒน์-หมอตุลย์' แต่ห้ามชุมนุมอีก


ศาลไต่สวน "ไชยวัฒน์-นพ.ตุลย์" หลังถูกร้องผิดเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราว สั่งห้ามชุมนุมอีก และยังไม่เพิกถอนประกัน
 
 
สำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น  รายงานว่า ศาลอาญารัชดา ทำการไต่สวน นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ รักษาแผ่นดินและ น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี จำเลยในคดีก่อการร้าย กรณีนำกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมบริเวณด้านหน้ากระทรวงกลาโหม ไม่ให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าไปรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า เข้าข่ายผิดเงื่อนไขปล่อยชั่วคราวหรือไม่ เนื่องจาก นายไชยวัฒน์ เป็นจำเลยในคดีปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง เมื่อปี 2551 ซึ่งศาลได้กำหนดเงื่อนไขของจำเลยในคดีทั้ง 96 คนว่า ห้ามไม่ให้ปลุกระดมและก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยศาลได้สอบถาม นายไชยวัฒน์ และ น.พ.ตุลย์ ว่าได้เข้าร่วมชุมนุมจริงหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่าเข้าร่วมชุมนุมจริง
 
ศาลจึงได้ตักเตือนว่า หากจะกระทำการใดๆ ให้คำนึงถึงเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราว และสั่งห้ามกระทำการใดๆ ในลักษณะเช่นนี้อีก และไม่มีการเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวทั้งสองคน แต่อย่างใด
 
 
29 กรกฎาคม 2556 เวลา 13:48 น.