แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

นักวิจัยทีดีอาร์ไอชี้ราคายางไม่ถือว่าตกต่ำ แนะรัฐบาลทบทวนนโยบายอุ้มภาคเกษตร

ที่มา ประชาไท


วิโรจน์ ณ ระนอง ชี้ราคายางไม่ได้ตกต่ำเมื่อเทียบกับอดีต แต่เกษตรกรรู้สึกราคาตกมากเนื่องจากที่ผ่านมาราคาถีบตัวสูงมากเพราะความ ผันผวนของราคาน้ำมัน แนะรัฐบาลทบทวนนโยบายแทรกแซงสินค้าเกษตร เพราะสู้กลไกราคาตลาดโลกไม่ได้
29 ส.ค.56 สถานีทีดีอาร์ไอ สัมภาษณ์ วิโรจน์ ณ ระนอง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ถึงแนวทางการจัดการปัญหาราคายาง หลังจากที่เกิดกรณีชาวสวนยางในภาคใต้ออกมาประท้วงรัฐบาลด้วยการปิดถนนสาย หลัก โดยเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคารับซื้อยางในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด โดยรัฐบาลเสนอรับซื้อยางแผ่นดิบที่ราคา 80 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 76 บาท นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเตรียมอนุมัติเงินกู้แก่เกษตรกรสวนยางเป็นวงเงิน กว่า 20,000 ล้านบาท และใช้ 50,000 ล้านบาทช่วยลงทุนในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มคุณค่า และอีก 15,000 ล้านบาทลงทุนในการอัพเกรดอุปกรณ์
วิโรจน์ กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปจะพบว่าราคายางพาราในปี 2554 นั้นอยู่ที่ 132 บาท ก่อนจะตกไปที่ 94 บาท และ 76 บาทในช่วง ส.ค.นี้
วิโรจน์ กล่าวว่า ตัวแปรหลักที่กำหนดราคายางมี 2 ตัว ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ราคาน้ำมัน เพราะยางรถยนต์ที่เราผลิตกันนั้นมีส่วนประกอบของยางธรรมชาติและยาง สังเคราะห์ที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมัน ไม่สามารถใช้อย่างใดอย่างหนึ่งล้วนๆ ได้ เมื่อราคาน้ำมันขึ้นสูงในช่วงปี 2552-2554 ราคายางก็วิ่งขึ้นไปด้วย เมื่อราคาน้ำมันลง ราคายางก็ตกลง ปัจจัยที่สองคือเศรษฐกิจโลก ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งสะท้อนผ่านความต้องการใช้ยางในประเทศจีนและอินเดีย
ตัวแปรที่ 3 คือ ราคายางที่เพิ่มสูงขึ้นผลักดันให้หลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศรอบประเทศไทยก็ขยายการปลูกยางเป็นจำนวนมาก ในอดีตจะมีประเทศหลักที่ปลูกยางเพียง 3 ประเทศคือ ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่ระยะหลังไม่ว่าลาว กัมพูชา จีน ปากีสถานก็หันมาปลูกยางกันมากขึ้น ต้นยางใช้เวลาประมาณ 5-6 ปีจึงเริ่มกรีด พอราคายางเริ่มสูงขึ้นก็ปลูกกันมากขึ้น บางส่วนก็เริ่มออกมาในตลาดแล้ว ส่วนที่ยังไม่ออกก็ยังมี
“นี่เป็นอีกตัวแปรที่บอกว่าราคายางของเราอยู่ในช่วงขาลงและกำลังจะลงต่อ ส่วนการแทรกแซงราคายางไม่ได้เป็นปัจจัยแต่อย่างใด” วิโรจน์กล่าว
สำหรับสถานการณ์การประท้วงของเกษตรกรสวนยางที่เกิดขึ้นนั้น เขามองว่า รัฐบาลอาจมีส่วนช่วยเกษตรกรที่ยากจนหรือช่วยเกษตรกรรับมือกับราคาที่ตกต่ำ กระทันหัน แต่รัฐบาลไม่ควรตั้งเป้าที่จะยกราคาในประเทศให้สูงกว่าตลาดโลก ยางพาราเป็นอีกตัวอย่างที่รัฐบาลมีมาตรการออกมาหลายอัน เช่น การที่รัฐบาลร่วมมือกับประเทศอื่นเพื่อพยายามจะกำหนดราคาสินค้าผ่านรัฐมนตรี สภาไตรภาคียางพารา หรือ International Tripartite Rubber Council: ITRC ของบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด หรือ IRCo (เออโก้) เป็นความร่วมมือระหว่างไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย แต่ผลปรากฏว่า ปีที่แล้วที่ราคายางต่ำลง เออโก้ประชุมกันหาทางออกไม่ได้จึงตกลงกันว่าให้แต่ละประเทศกลับไปลดการส่ง ออกลงร้อยละ 10 แต่แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง
ส่วนข้อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าเลือกปฏิบัติอุ้มชาวนามากกว่าชาวสวน ยางพารานั้น วิโรจน์กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่เกษตรกรจำนวนหนึ่งจะรู้สึกอย่างนั้น แต่หากจำกันได้ ปีที่แล้วรัฐบาลนี้มีมาตรการแทรกแซงตลาดยาง โดยการซื้อยางเข้ามาจนตอนนี้เรามีสต๊อกยางอยู่ที่ 200,000 กว่าตัน โดยซื้อกันที่กิโลกรัมละ 100-120 บาท อย่างไรก็ตาม 200,000 ตันอาจฟังดูน้อยเมื่อเทียบกับสต๊อกข้าว แต่อย่าลืมว่าราคายาง 1 กก.เท่ากับเกือบ 10 กก.ของข้าว ปีที่แล้วรัฐบาลใส่เงินเข้าไป 15,00-20,000 ล้านบาทก็หายวับไปชั่วพริบตา ตอนหลังใส่เข้าไปอีกรอบหนึ่งแต่ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น รัฐบาลไม่กล้าเอามาขาย เพราะกลัวว่าเอามาขายแล้วราคายางจะตกลงไป
“ฉะนั้นรัฐบาลก็ได้พยายามทำ และเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองสู้กับตลาดไม่ได้ทั้งเรื่องข้าวและเรื่องยาง แต่เรื่องข้าว ผมว่ารัฐบาลก็พยายามหาทางลง ส่วนหนึ่งก็พยายามเจรจากับชาวนาอยู่ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องเห็นใจชาวนาด้วยว่า เมื่อมีโครงการของชาวนามันดึงให้ต้นทุนของชาวนาสูงขึ้นจริง ดังนั้น เวลาลง การปรับตัวก็ยากพอสมควร และเชื่อว่าเมื่อมีเรื่องข้าวที่กำลังหาทางลงแล้วมามีเรื่องยางขึ้นมาอีกทำ ให้รัฐบาลลังเลมากขึ้นในการที่จะเข้าไปทำแบบเดียวกับข้าว” วิโรจน์กล่าว
เขากล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ยางพารานั้นต่างจากข้าวอย่างหนึ่ง คือ สำหรับข้าว เราพูดว่าเราเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก แต่ผลผลิตเราคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 7 ของผลผลิตโลก แต่ยางพาราเราเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 แล้วเรายังเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ด้วย จึงทำให้เห็นว่าแม้เราจะเป็นอันดับ 1 แต่เราไม่สามารถเป็นผู้กำหนดราคาตลาดโลกได้จริง ผลผลิตยางของ 3 ประเทศรวมกันมีผลผลิตปริมาณถึงร้อยละ 70 แต่เวลามีประเทศอื่นผลิตออกมาก็มีผลกระทบ 3 ประเทศหลักเองก็ไม่สามารถคุมราคาในตลาดโลกได้
“ตัวอย่างของยางที่ดีอีกอันหนึ่งคือ การที่เราผลิตมาก มีผลว่าส่วนที่ใช้ภายในประเทศเพียงร้อยละ 15 ที่เหลือเราส่งออกหมด คนชอบพูดกันว่าเราควรหันมาใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้น ในเมื่อเราส่งออกถึงร้อยละ 85 ถ้าเราใช้ยางเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าหรือแม้กระทั่ง 4 เท่า โจทย์ของเราก็ยังไม่เปลี่ยน เพราะยางจำนวนมากยังคงต้องส่งออก และราคาของเราก็ยังต้องโยงกับราคาตลาดโลกเหมือนเดิม เรียกว่าแทบจะไม่ได้เปลี่ยนโจทย์เลยด้วยซ้ำ อันนั้นก็ไม่ใช่ทางออก” วิโรจน์กล่าว
นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอกล่าวต่อว่า คำถามต่อมาคือ รัฐบาลควรจะทำอย่างไร แล้วเกษตรกรที่ประสบความเดือดร้อนจะทำอย่างไร คำตอบคือ ต่างฝ่ายต่างควรพยายามถอยแล้วยึดหลักการที่จะไม่ไปสู้กับตลาด สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือ ทำอย่างไรให้ราคาในประเทศผันผวนน้อยกว่าราคาตลาดโลก วิธีการหนึ่งที่ทำได้คือ รัฐบาลอาจจะมีมาตรการเก็บภาษีเวลาราคายางในตลาดโลกสูง แล้วเวลาที่ราคาตกต่ำก็เอามาอุดหนุนการส่งออกแทน วิธีนี้เป็นการแทรกแซงเมื่อจำเป็น ถามว่าแค่ไหนจึงเรียกว่า จำเป็น จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้มาก หลายคนพูดเรื่องต้นทุน แต่อยากชี้ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า ยางที่มีการกรีดกัน ณ วันนี้ ถอยหลังไป 5 ปีครึ่ง หรือนานกว่านั้นสำหรับภาคอีสาน ณ เวลาที่ปลูกกันตอนนั้น เชื่อว่าเกษตรกรแทบจะไม่มีใครเลยที่คิดว่าจะได้ราคาสูงเกิน 50 บาทต่อกิโลกรัม การตัดสินใจปลูกของเกษตรกรขณะนั้นคงคิดต้นทุนของตัวเองไว้แล้วแล้วจึงตัดสิน ใจ
“จริงๆ เกษตรกรไม่ได้คาดหวังราคาที่สูงมาก และต้นทุนเองก็คงพูดได้ว่าต่ำกว่า 50 บาท แต่หลังจากปลูกมาแล้วเกิดสถานการณ์ที่ยางขึ้นมาเป็น 70 บาท ถึงร้อยกว่าบาท แล้วก็ถึงร้อยปลายๆ ก่อนจะตกลงมา การที่ยางขึ้นไปเป็นร้อยปลายๆ ทำให้เกษตรกรฐานะดีขึ้นมาก ถ้าไปดูยอดขายรถปิคอัพในภาคใต้นั้นก็จะเห็นว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในแง่หนึ่งอาจพูดได้ว่าช่วงนั้นเป็นลาภลอย เพราะมันไม่ใช่ฝีมือแต่เป็นราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงนั้น สิ่งนี้ทำให้เกษตรกรคาดหวังว่าราคาจะยืนอยู่ตรงนั้น แต่พอราคาตกลงมาก็อาจจะรู้สึกแย่ ถ้าจะทำระบบในการรักษาเสถียรภาพราคายางก็ต้องคำนึงด้วยว่า ราคาที่เกิน 100 บาทหรือใกล้ๆ 100 บาท เป็นราคาที่ไม่สามารถคาดหวังได้ในระยะยาว แม้มีระบบที่รัฐจะช่วยในเวลาราคาตกต่ำก็ต้องพิจารณาให้ดี ผมถือว่าราคา ณ วันนี้ไม่ถือว่าเป็นราคาตกต่ำ เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา” วิโรจน์กล่าว
เมื่อถามว่ารัฐบาลได้บทเรียนอะไรจากการแทรกแซงสินค้าเกษตร วิโรจน์ตอบว่า รัฐบาลอาจไม่ยอมรับเต็มปาก แต่จะเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลเองไม่สามารถไปสู้กับราคาตลาดโลกได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไร ปัญหาที่รัฐบาลสร้างและอาจจะต้องพยายามหาทางลงคือจำนำข้าว ตอนนี้ก็พยายามจะแก้ปัญหาโดยการปรับนิดปรับหน่อย ปรับยอดจำนำลง ปรับราคาลง หวังว่าจะทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายลดลง ชักชวนชาวนาไปปลูกพืชอื่นบ้าง
“แต่ผมคิดว่าจะเอาตัวรอดจากตรงนี้ได้ต่อเมื่อไม่มีปัญหาอื่นแทรกเข้ามา และเราเห็นว่าอันนั้นมันไม่จริง ยางก็เริ่มเป็นปัญหาขึ้นมาแล้ว อันที่จริงตัวที่คิดว่าจะเป็นปัญหาก่อนคือ มันสำปะหลัง เพราะรัฐบาลทำเหมือนกับข้าวเป๊ะเลย แต่ขนาดเล็กกว่า ข้าวโพดก็เริ่มมีเกษตรกรออกมาร้องเรียนแล้วว่าไม่รับจำนำบ้างหรือเพราะราคา ตกต่ำ ถ้ารัฐบาลสรุปบทเรียนยังมีโอกาสที่ดีที่จะทบทวนนโยบายสินค้าเกษตรโดยรวม  แล้วจะไม่ถูกข้อกล่าวหาด้วยว่าทำไมช่วยชาวนาอย่างเดียว น่าจะใช้โอกาสนี้ในการทบทวนกับนโยบายเกษตรโดยรวมเลย ในเมื่อลองแล้ว แล้วสู้กับตลาดไม่ไหวก็ควรเปลี่ยนแนวทางไปเลย” วิโรจน์กล่าว

อานันท์ กาญจนพันธุ์: การศึกษาสังคมไทยไร้น้ำยา และการเป็นอัมพาตทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

 Fri, 2013-08-30 00:05



การปาฐกถา "การศึกษาสังคมไทยไร้น้ำยา และการเป็นอัมพาตทางการเมือง" โดยอานันท์ กาญจนพันธุ์ เมื่อ 24 สิงหาคม 2556 ในการประชุมวิชาการนานาชาติ: ไทยศึกษาในสายลมตะวันออก

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการปาฐกถาเปิด "การประชุมวิชาการนานาชาติ: ไทยศึกษาในสายลมตะวันออก" (International Conference: Thai Studies through the East Wind) (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) โดย ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในหัวข้อ "การศึกษาสังคมไทยไร้น้ำยา และการเป็นอัมพาตทางการเมือง" 
สำหรับการประชุมดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 25 สิงหาคม 2556 ที่โรงแรมฟูรามา จ.เชียงใหม่ โดยคณะมนุษยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ The Japanese society for Thai Studies
000
โดยในการปาฐกถา อานันท์ เห็นว่าการพัฒนาการของการศึกษาด้านไทยศึกษา ด้านสังคมศาสตร์/มนุษยศาสตร์ที่เกี่ยวกับสังคมไทย ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจของสังคมไทย ที่ตามไม่ทันเป็นเพราะสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก แต่มุมมองที่เกี่ยวกับข้องกับการอธิบายการเปลี่ยนแปลงยังอยู่กับที่
สาเหตุที่อยู่กับที่เป็นเพราะว่า เรามักจะมองสังคมไทยในลักษณะไทยแบบยึดติดว่าสังคมไทยมีความกลมกลืน ค่อนข้างชาตินิยม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งผมคิดว่ามีปัญหาอย่างยิ่ง ทำให้เราคิดว่าเราต้องเป็นเหมือนๆ กัน แต่ในความเป็นจริงปัจจุบัน สังคมไทยมันมีความเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่หลากหลาย ซับซ้อนยิ่งขึ้น เดี๋ยวนี้มีคำพูดว่า "สังคมไทยคืบคลานไปสู่ลักษณะพหุวัฒนธรรมรวดเร็ว" ที่จริงสังคมไทยก็เป็นพหุวัฒนธรรมอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ก็มีอัตราเร่งที่เร็วมาก
พหุวัฒนธรรมในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามีความแตกต่างหรือหลากหลายทาง วัฒนธรรม ศาสนา แต่เป็น "ลีลาชีวิต/Life style" อีรุงตุงนัง คือมีความเป็นพหุวัฒนธรรมหลายมิติ แต่คนยังเข้าใจความหลากหลายในความหมายแบบแคบ ตรงนี้ทำให้เกิดปัญหาว่า ทำให้เรามองข้าม หรือมองไม่เห็นกลุ่มคนที่แตกต่างจำนวนมากในสังคมไทยอย่างมหาศาล
ผมมักใช้คำว่า เวลานี้คนในสังคมไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็น "มนุษย์ล่องหน" เขาก็อยู่ในสังคม แต่เรามองไม่เห็นเขา ความสามารถในการมองเห็นคนที่แตกต่างไม่มี ทำให้เรามีมุมมองที่ค่อนข้างกระเดียดไปทางใดทางหนึ่ง และเมื่อเรามองอะไรทางเดียว ก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา ที่ทำให้เรามองอะไรอย่างอื่นนอกจากที่เราจ้องมองนั้นไม่ได้
ตรงนี้ทำให้เป็นปัญหาอย่างมาก ยกตัวอย่าง ผมเดินทางไปศึกษาในหลายพื้นที่ เพื่อเรียนรู้จากคนอื่น สำรวจจากนักศึกษาบ้าง หรืองานวิจัยบ้าง ตอนนี้ไปถามคนในชนบทเขาบอก "ผมอยากเป็นเสี่ย" คืออยากรวยน่ะ แต่เรายังมองสังคมในชนบทว่า "ขอให้เหมือนเดิม" "ขอให้เป็นเกษตรกรเหมือนเดิม" แต่เขาบอกอยากเป็นเสี่ย แต่เรายังอยากให้เขาอยู่เหมือนเดิม ก็ลำบากที่จะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงตรงนี้
หรือคนที่คิดจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทย พยายามเสนอมาตรการที่จะช่วยคน เช่นมีเรื่องโฉนดชุมชน หรือมาตรการช่วยเหลือต่างๆ แต่ตรรกะเบื้องหลังวิธีคิดคือ "เราอยากช่วยเหลือคนจน" ซึ่งเป็นศีลธรรม มโนคติที่ดี แต่มโนคติเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของลักษณะสังคมไทยปัจจุบัน สังคมไทยปัจจุบันติดอยู่ภายใต้กับดักประเทศรายได้ปานกลาง แปลว่า เวลานี้คนไทยมีรายได้มากขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ก้าวไม่พ้นที่จะพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง เพราะการจะก้าวไปได้ทางสังคม จำเป็นต้องมีกลไกรองรับทำให้ขับเคลื่อนไปได้ แต่เรายังยึดกลไกแบบเก่า และที่ผ่านมาก็ไม่มีการสร้างกลไกแบบใหม่ กินบุญเก่าใช้มรดกเดิมๆ มีปัญหาอะไรก็นึกถึงบ้าน วัด โรงเรียน หรือชุมชน คือใช้กลไกเก่าๆ จนพุพังไปหมดแล้ว ไม่มีสติปัญญาพอที่จะสร้างกลไกใหม่ๆ เพื่อรองรับการขับเคลื่อนสังคมรายได้ปานกลางไปสู่อีกระดับหนึ่งได้
และไทยศึกษาค่อนข้างติดอยู่กับการศึกษาในพรมแดนค่อนข้างมาก ทั้งพรมแดนของสาขาวิชา และพรมแดนของประเทศ ดังนั้นการที่เราไม่เข้าใจความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่กว้างไปกว่าพรมแดน เลยเกิดสภาวะที่ไร้น้ำยา คือความสามารถในการอธิบายด้านวิชาการต่ำ คืออธิบายไม่ครอบคลุมกับความเป็นจริงทางสังคมที่หลุดไปจากพรมแดนมากแล้ว ยังอธิบายว่าขอให้เหมือนเดิม มองอยู่แค่นี้ เลยทำให้ความสามารถในการอธิบายไม่เพียงพอ เมื่อไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมได้
ความสำคัญของวิชาการคือต้องเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมได้ทางหนึ่ง แต่อย่างหนึ่งที่ผมสะท้อนตัวเองมาคือเราไร้น้ำยาว่ะ เราไม่หลุดออกจากพรมแดนเก่าๆ ที่เราเคยยึดถือกันมานาน ถ้าหากเรายังมองความซับซ้อนหลากหลายของวัฒนธรรมไม่ได้ ไม่เคารพความแตกต่างของคนอื่น เห็นคนที่เห็นต่างจากเราไม่ใช่คน ไม่เคารพศักดิ์ศรีของคนที่เห็นต่างจากเรา ถ้าสิ่งนี้ไม่เกิด พลังไม่มี พลังจะมีก็คือ ความเห็นใหม่นั้นต้องมาจากความแตกต่าง ไม่ใช่ความเหมือน แต่เราชอบของเดิม แล้วเราจะก้าวหน้าได้อย่างไร
ผมมานั่งนึกดู ทำไมเราถึงรู้เรื่องนู้นเรื่องนี้มามาก ซึ่งที่เราก็ไม่ได้รู้ด้วยตัวเอง แต่เพราะเสือกกับเขาเรื่อยๆ ไปยุ่งกับคนนั้นคนนี้ เราถึงได้ความรู้ที่แตกต่างมาก เราถึงไม่เป็นตัวของเรา ไม่ใช่ยึดติดว่าเราคิดดีด้วยตัวเอง แต่ที่คิดได้เพราะเรียนรู้จากคนอื่น คนที่คิดไม่เหมือนกับเรามา การที่เราเคารพความแตกต่างของคนอื่น สามารถทำให้เราพัฒนาความคิดได้ แต่สภาวะไร้น้ำยาเกิดขึ้นเพราะเราคิดว่าคนอื่นไม่ดี ความคิดเราถูกคนเดียว ความคิดแบบนี้เลยมาบั่นทอนพลังทางวิชาการที่จะทำให้เราขับเคลื่อนไปได้
ส่วนความเป็นอัมพาตทางการเมืองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แก้ด้วยการมองทางการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองทางสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นพื้นฐานมากกว่า จะทำให้เราเข้าใจว่าทำไมการเมืองเป็นอัมพาต เพราะสิ่งที่เป็นด้านสังคมเราไม่มีความเข้าใจเลย และประเด็นทางการเมืองที่เป็นมาตลอดเวลาก็ไม่ได้ยกระดับที่จะทำให้เกิดการ คำนึงถึงปัญหาสังคมเหล่านี้เพียงพอ ทำให้การเมืองเป็นของคนเพียงบางกลุ่ม แต่ไม่สามารถตอบสนองของคนกลุ่มที่แตกต่างหลากหลายได้เพียงพอ และพลังที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนกดดันให้การเมืองตอบสนองความแตกต่างหลาก หลายนี้ยังไม่มี จึงทำให้เป็นอัมพาตกินอย่างที่เป็นอยู่
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือด้านเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหา เพราะมุมมองทางเศรษฐกิจปัจจุบันยังมองจากมุมการผลิต ถ้าแต่ละประเทศที่แยกกันอยู่ต่างคนต่างอยู่อาจไม่เป็นปัญหา หากเราใช้มุมมองทางเศรษฐกิจจากการผลิตมาเป็นกรอบอธิบาย เรามองแต่ละประเทศแยกจากการกัน แต่อย่างที่เราทราบ สังคมไทย ประเทศไทยไม่ได้อยู่คนเดียว มีภาวะไร้พรมแดน และเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงนี้คือโลกาภิวัฒน์ มันมีการขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วมหาศาลเกินกว่าที่เราจะจินตนาการ อะไรเกิดในโลกก็รู้ได้ในวินาทีนั้น ความรวดเร็วนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงอันใหม่อย่างมหาศาล คือการเปลี่ยนแปลงของการสื่อสาร หรือการเข้าใจในสารหรือความหมาย มันสื่อกันเร็วมาก ซึ่งจริงๆ แล้วเมื่อสถานการณ์มันเข้าสู่โลกาภิวัฒน์ ทำให้ความสำคัญของเรื่อง "ความหมาย" มีมหาศาลขึ้น ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้พึ่งการขายสินค้าอย่างเดียว แต่การซื้อขายแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจมันขึ้นกับการขาย "ความหมาย" ซึ่งความหมายอาจจะสำคัญกว่าตัววัตถุที่ขาย เราซื้อเพราะความหมายของวัตถุที่เราจะซื้อ ดังนั้นการมองแต่กรอบการผลิตทางเศรษฐกิจจะไม่มีทางเข้าใจ เพราะเมื่อความหมายมีความสำคัญมากขึ้น เราวิธีการศึกษาต้องให้ความสำคัญในการมองทางเศรษฐกิจในกรอบของการบริโภคมาก ขึ้น ต้องเข้าใจว่าทำไมเขาบริโภคเช่นนั้น
ระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ตรรกะของการทำงานทางเศรษฐกิจมันขึ้นกับอุดมการณ์บางอย่างที่เราเรียกว่า "เสรีนิยมใหม่" ที่ให้ความสำคัญกับตลาดเสรี ซึ่งทุกคนติดอยู่กับความเข้าใจหรือการครอบงำของความหมายแบบนี้ ที่เชื่อว่าตลาดทำงานได้ดีและจะทำให้เราดีขึ้นได้ แต่เราไม่เข้าใจว่าปัญหาที่เป็นทุกวันนี้เป็นเพราะตลาดด้วย อย่างเช่น วิกฤตปี 2540 หรือวิกฤตในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมาพร้อมๆ กับตรรกะของเสรีนิยมใหม่เชื่อในระบบตลาดจนมองไม่เห็นข้อผิดพลาด ทั้งที่เราเผชิญข้อผิดพลาดนั้นทุกวี่ทุกวัน บ่อยครั้ง และถี่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่เราก็คิดว่ามันเป็นทางออกทางเดียว พูดง่ายๆ ว่าเรามั่นใจในกลไกตลาดเกินไป ทั้งที่ตลาดมันทำงานได้เพราะรัฐสนับสนุนทั้งนั้น

มติ 4 ใน 5 เลือก ‘ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ’ เป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่

ที่มา ประชาไท


คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติ 4 ใน 5 เสียง เลือก ‘ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ’ แกนนำกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ เป็นตุลาการศาล รธน.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ แทน ‘วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์’ หลังถกร่วม 4 ชั่วโมง ลงมติ 8 ครั้ง
 
 
วันที่ 29 ส.ค.56 เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ห้องรับรองพิเศษ อาคารรัฐสภา ที่ประชุมกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมครั้งที่ 2 เพื่อพิจารณาสรรหาบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ที่ลาออกไป โดยมีนายไพโรจน์ วายุภาพ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน และมีกรรมการ 4 คน ประกอบด้วย นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน และนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
 
ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดก็ได้ลงมติเลือก นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มาดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 1 ซึ่งไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ โดยขั้นตอนจากนี้ไปจะนำชื่อเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ ที่ประชุมต้องคัดเลือกถึง 8 รอบ โดยการคัดเลือกในรอบ 4 ขึ้นไปรายชื่อจึงเริ่มตรงกัน
 
สำหรับนายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อายุ 60 ปี แกนนำกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์
 
วุฒิการศีกษา: ประถมศึกษาปีที่ 1 - มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย นิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) และนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขาอาญา) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย, Master of Law (LL.M., University of Pennsylvania) ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงทางกฎหมายอาญา (D.E.A. de sciences criminelles) และปริญญาเอกเกียรตินิยมทางกฎหมายอาญา (Doctorat en droit pe′nal mention tre′s honorable, I′Universite de Nancy II)
 
ทั้งนี้ การประชุมใช้วิธีการลงมติลับเพื่อเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ จากรายชื่อผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 9 คน คือ นายถาวร พานิชพันธ์ รองอัยการสูงสุด นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่เป็นอดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นางศุภลักษณ์ พินิจภูวดล ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
 
นางเปรมใจ กิตติคุณไพโรจน์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา นายไพรัช เกิดศิริ ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดภูเก็ต พล.อ.สถาพร เกียรติภิญโญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ อดีตหัวหน้าสำนักตุลาการทหารและตุลาการพระธรรมนูญ หัวหน้าศาลทหารสูงสุด นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา และนายพรเพชร วิชิตชลชัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา หลังมีการเปิดรับสมัครกันไปเมื่อ 6-13 ส.ค.ที่ผ่านมา
 
อนึ่ง คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ เข้าดำรงเมื่อวันที่ 28 พ.ค.51 มีวาระการดำรงตำแหน่งรวม 9 ปี โดย นายชัช ชลวร เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และเมื่อนายชัชลาออกจากการเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมคณะตุลาการฯเมื่อวันที่ 24 ส.ค.54 มีมติเป็นเอกฉันท์ เลือกนายวสันต์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายวสันต์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 26 ต.ค.2554
 
เมื่อนายวสันต์ลาออกจากการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.56 ทางประธานวุฒิสภาก็จะต้องจัดให้มีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ตามรัฐ ธรรมนูญมาตรา 206 ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง โดยจะต้องเป็นการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากสายผู้ทรงคุณวุฒิสาขา นิติศาสตร์ ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210(3) เนื่องจากนายวสันต์ได้รับการสรรหามาจากสายดังกล่าว

 

[สาระ+ภาพ] งบประมาณสถาบันกษัตริย์เปรียบเทียบปี 2555

ที่มา ประชาไท


อินโฟกราฟิกด้านล่างแสดงงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ในประเทศต่างๆ ที่อยู่ในระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้แก่ สหราชอาณาจักร สเปน สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ค และไทย โดยเรียงลำดับจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) 
 
ตัวเลขงบประมาณประจำปีของแต่ละแห่ง ได้มาจากรายงานประจำปีของสถาบันกษัตริย์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะทุกๆ ปีผ่านทางเว็บไซต์ที่เป็นทางการ ส่วนของไทยนั้นนำมาจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ในราชกิจจานุเบกษา 
 
 
สำหรับงบประมาณสถาบันกษัตริย์ในสเปน ได้ถูกตัดลดลงตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาเนื่องจากประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในทวีปยุโรป โดยในปี 2555 สถาบันกษัตริย์สเปนได้รับเงินจัดสรรงบประมาณคิดเป็นราว 11 ล้านดอลลาร์ หรือราว 330 ล้านบาท และในปีนั้น กษัตริย์ฮวน คาร์ลอส และสถาบันสเปน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังมีการเผยแพร่ภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์เสด็จไปล่าสัตว์ที่ประเทศ บอตสวานา โดยมีค่าใช้จ่ายในการล่าสัตว์อย่างน้อยเกือบแสนดอลลาร์ ซึ่งทำให้ในเดือนเมษายนปีที่แล้ว ราชวงศ์สเปนได้ประกาศว่าจะลดค่าใช้จ่ายลงอีก 220,000 ดอลลาร์ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับลดงบประมาณต่างๆ ทั่วประเท​ศ 
 
ส่วนสถาบันกษัตริย์สหราชอาณาจักรปี 2555 ได้รับงบประมาณเพิ่มจากปีก่อนหน้าราว 9 แสนปอนด์ หรือราว 32 ล้านบาท ทำให้งบประมาณสำหรับราชวงศ์ปี 2555 อยู่ที่ 33.3 ล้านปอนด์ คิดเป็น 52 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม เซอร์อลัน รีด ผู้ดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์ ได้กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับสถาบันได้ลดลงร้อยละ 24 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 
 
งบประมาณสำหรับสถาบันกษัตริย์ในแถบสแกนดิเนเวียในปี 2555 ทั้งนอร์เวย์ สวีเดน และเดนมาร์ค ไม่มีประเทศใดที่ตัดลดงบประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับสถาบัน เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป 
 

ล้านคำบบรรยาย การ์ตูนเซีย 29/08/56 มัดมือรวมๆ กันมาตี...

ที่มา blablabla


มันมัดมือ พวกก่อกวน ป่วนประเทศ
กากเดนเศษ เลวระยำ ทำฉิบหาย
แล้วส่งเสียง ป่าวร้อง จ้องทำลาย
จุดมุ่งหมาย คือล้มรัฐ ซัดให้จม....

จากมือมาร พวกชั่วโฉด โคตรบัดซบ
คิดเลี่ยงหลบ ด้วยวาทกรรม คำคุยข่ม
ประชาชน เห็นเต็มตา ว่าโสมม
ทั้งถุยถ่ม ก่นด่า ว่าแสนเลว....

ไม่หลงเหลือ ความชอบธรรม ให้ขำแล้ว
เลยเห็นแวว พวกผีห่า พาดิ่งเหว
ใจริษยา มันร้อนรุ่ม กว่าสุมเปลว
ความแหลกเหลว จึงเห็นชัด มัดตัวตน....

ปฏิรูป รีบเดินหน้า อย่าท้อถอย
ชนเฝ้าคอย ร่วมหนุนนำ สัมฤทธิ์ผล
แม้แก็งค์ชั่ว จ้องฉกฉวย ด้วยเล่ห์กล
ยิ่งอดทน ยิ่งสำเร็จ เสร็จทันการ....

๓ บลา / ๒๙ ส.ค.๕๖

จักรภพ เชียร์ รมว.ต่างประเทศสอบแผ่นวีซ่าล่องหน

ที่มา Thai Free News




ขอเชียร์ดังๆ มายังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ผู้เป็นรองนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วย 
ให้ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงและเอาผิด
กับกรณีแผ่นวีซ่าเปล่า ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต
และสถานกงสุลใช้ในการออกวีซ่าให้กับชาวต่างชาติ
ที่ต้องการเดินทางเข้าไทย ในคราวนี้แผ่นวีซ่า
จำนวนถึง๒,๐๐๐ ใบได้หายไปเฉยๆ ระหว่างขนส่งทางถุงเมล์
การทูตจากกรุงเทพฯ ไปยังสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก 
ประเทศเนเธอร์แลนด์ คล้ายกับกรณีที่เคยเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๕ 
ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย 
ซึ่งสรุปลงท้ายอย่างไรก็ไม่แน่นัก แผ่นวีซ่าเป็นเอกสารสำคัญ
ที่คนไม่ดีเอาไปใช้ทำมาหากินได้มาก โดยเฉพาะ
เพื่อนำคนไม่ดีทั่วโลก
เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างสะดวกโยธิน 
เรื่องนี้จึงสำคัญ แต่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือการฉายไฟ
เข้าไปในหน่วยราชการ
ที่เป็น “เมืองปิด” 
อย่างกระทรวงการต่างประเทศให้ทั่วถึง
และบ่อยครั้งขึ้นกว่าที่เป็นมา

เราเป็นรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามาด้วยเสียงข้างมาก 

หน่วยราชการทั้งหลายจึงเป็นมือไม้ในฐานะผู้ปฏิบัติที่
ีความชำนาญการให้กับรัฐบาล 
รัฐบาลต้องทำแน่ใจว่าทุกหน่วยราชการที่
ตัวเองใช้งานอยู่นั้นมีความถูกต้อง โปร่งแจ้ง 
และทำงานทุกอย่างสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล 
หน่วยราชการทั้งหลายและคนของรัฐทั้งหมด 
จะต้องไม่มีวาระซ่อนเร้น ไม่ตีสองหน้า (หรือหลายหน้า) 
และไม่กระทำการใดๆ ที่ขัดขวาง
การพัฒนาประชาธิปไตยในเมืองไทย 
ทั้งทางตรงและทางอ้อม งานนี้จึงเป็นวาระ
ที่ใช้ตรวจสอบกลไกภายในโดยรวม
ของกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง 
ไม่เฉพาะเรื่องแผ่นวีซ่าที่หายสาปสูญไปเท่านั้น 
ท่านรัฐมนตรีฯ ควรถือโอกาสนี้ตรวจสอบให้ละเอียดหมดจด 
เพื่อให้ข้าราชการ พนักงานของรัฐ และลูกจ้างที่ดีๆ
 ของกระทรวงการต่างประเทศเขาสบายใจ 
และไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้บังคับบัญชาที่งาม
แต่ภาพลักษณ์ภายนอกส่วนภายในน่ารังเกียจยิ่ง 

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=47820.0

กกต.สั่งดำเนินคดีอาญา “ศิริโชค” กรณีโพสต์ภาพ “เผาบ้าน เผาเมือง”

ที่มา Thai Free News

  กกต.สั่งดำเนินคดีอาญา “ศิริโชค” กรณีโพสต์ภาพ 
“เผาบ้าน เผาเมือง” ช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 
แต่หลักฐานไม่เชื่อมโยง “สุขุมพันธ์” 
จึงยกฟ้องด้วยเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 





ด้าน“ศิริโชค”งง! เจ้าตัวอยากรู้ข้อหาอะไร 
จะได้สู้คดีถูก ชี้ หากเป็นกรณีโพสต์ภาพ 
ตัดต่อ เลือกตั้งผู้ว่ากทม. พร้อมสู้สุดตัว




ทั้งนี้มีรายงานว่ามติกกต.ที่ให้ดำเนินคดีศิริโชคนั้นเป็นเอกฉันท์ 
แต่ในส่วนที่ให้ยกคำร้องคัดค้านม.ร.ว.สุขุมพันธ์นั้น 
เป็นมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 เสียง โดย 2 เสียงข้างน้อย 
เห็นว่าการกระทำของนายศิริโชคเป็น 
การโพสต์ข้อความที่ใส่ร้ายผู้สมัครรับเลือกตั้งคนอื่น 
โดยกระทำในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง 
แม้ม.ร.ว.สุขุมพันธ์จะไม่ได้เป็นผู้กระทำเอง 
แต่ก็ได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้น 
จึงควรที่จะสั่งให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ใหม่
       
 อย่างไรก็ตามมติให้ยกคำร้องแต่ให้ดำเนินคดี

อาญานายศิริโชคนั้น ถูกตั้งข้อสังเกตว่า 
การมีคำสั่งในลักษณะนี้ขัดแย้งกันเองหรือไม่ 
เพราะถ้าพิจารณามติที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 
หากกกต.สั่งดำเนินคดีอาญากับผู้ที่กระทำการ
อย่างหนึ่งอย่างใดให้กับผู้สมัคร หรือผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง 
จนได้รับประโยชน์ กกต.จะสั่งเลือกตั้งใหม่ด้วย 
เช่น กรณีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ 
ไปช่วยแจกผ้าห่มให้กับนายธานี เทือกสุบรรณ 
เมื่อครั้งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกอบจ.สุราษฎร์ธานี 
เมื่อปี 51 กกต.ก็สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่นายธานี 
และสั่งดำเนินคดีอาญากับนายสุเทพ

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=47805.0