ที่มา มติชน
เมื่อเวลา 10.10. น. วันที่ 25 กันยายน ที่รัฐสภา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
กล่าวถึงกรณีการคัดค้านก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในโครงการบริหารจัดการน้ำของ
รัฐบาลว่า รัฐบาลยินดีรับฟังข้อคิดเห็นรวมถึงข้อห่วงใยของพี่น้องประชาชน
เรื่องดังกล่าวได้มอบหมายให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี
รองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)
ได้เชิญตัวแทนผู้คัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์มารับฟังและพูดคุยกัน
ทั้งนี้ ในจุดยืนของ กบอ.และรัฐบาลเราจะยึดประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน
การพูดคุยกันเป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์มาก เพราะจะได้สะท้อนปัญหา
ซึ่งคงจะต้องมองผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ทั้งผู้ที่บริเวณการสร้างเขื่อนและส่วนอื่นๆ
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือต้องการบริหารจัดการน้ำ
ปกป้องไม่ให้มวลน้ำจากที่ข้างบนไหลลงมาทำความเสียหาย
ซึ่งคงต้องดูวิธีการว่าจะทำอย่างไรในการบริหารจัดการน้ำเพื่อไม่ให้เกิด
อุทกภัย ขณะเดียวกัน หากการสร้างเขื่อนจะทำให้สูญเสียธรรมชาติไป
เราก็เข้าใจ และเชื่อว่าทุกคนก็รักและหวงแหนธรรมชาติ จึงอยากให้
กบอ.มองในทุกมิติ
เพราะการบริหารจัดการน้ำเราไม่ได้มองแค่การสร้างเขื่อนเพียงอย่างเดียว
เพราะต้องพูดคุยเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยว่าจะอย่างไรถึงจะสร้างสมดุลให้
ธรรมชาติ ดังนั้น
การพูดคุยรับฟังความคิดเห็นต้องยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
เมื่อถามว่า นายปลอดประสพยืนยันว่าจะต้องสร้างเขื่อนแม่วงก์
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ในแผนการบริหารจัดการน้ำ เห็นว่าควรต้องมีเขื่อน
แต่ในขั้นตอนของการปฏิบัตินั้น ต้องรับฟังกัน หากก่อให้เกิดความเสียหาย
ก็ต้องไปดูว่ากระทบตรงไหนบ้าง และจะสามารถมีวิธีอื่นแก้ไขได้หรือไม่
อยากให้มองทั้งระบบแล้วแก้ไขปัญหาอีกครั้ง
"เราจะให้ตัวแทนจาก
กบอ.ไปรับฟังความคิดเห็นและสะท้อนตรงนี้ให้คณะกรรมการที่รับฟังความเห็น
เพื่อที่จะสรุปออกมา ก็ได้มอบให้นายปลอดประสพไปพูดคุยกัน
เพื่อจะได้ช่วยกันแก้ ถ้าคิดว่าได้ผลกระทบตรงไหนแก้ได้เราก็ยินดีอยู่แล้ว
เราไม่อยากให้มีผลกระทบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย อะไรที่เป็นประโยชน์สูงสุด
ก็มาตัดสินใจร่วมกันดีกว่า การบริหารจัดการน้ำไม่ได้กระทบกลุ่มเดียว
แต่จะกระทบทั้งหมด ก็ต้องช่วยกันคิด" น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว
เมื่อถามว่า หากสรุปแล้วการสร้างเขื่อนแม่วงก์มีผลลบมากกว่าผลบวก
รัฐบาลจะยอมถอยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เชื่อว่ามีทางออกอื่น
มีหลายทางเลือก ต้องให้โอกาสฝ่ายเทคนิคได้เสนอทางออกหลายๆ ทาง
ที่ไม่มีผลกระทบบ้าง ก็ต้องพูดคุยกัน
เมื่อถามว่า โครงการดังกล่าว ครม.อนุมัติไปแล้ว
หากจะสร้างหรือไม่สร้างต้องเข้า ครม.อีกหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า
ต้องมีการเข้า ครม.อยู่แล้ว
อย่างไรเราก็ต้องรับฟังความคิดเห็นก่อนหากข้อคิดเห็นนั้นไม่เห็นด้วยเราคง
ต้องรอ เพราะหากมีผลกระทบต่อคนหมู่มาก คงต้องคุยกัน
ต้องเข้าใจร่วมกันด้วยว่า ถ้ารอจะเกิดอะไรขึ้น
เรื่องดังกล่าวต้องช่วยกันชี้แจ้งว่า อะไรจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
รัฐบาลพยายามหาแนวทางเทคนิคด้านอื่นๆ ว่า สามารถตอบโจทย์ได้หรือไม่
หากไม่มี ก็ต้องชี้แจงว่าจะทำอย่างไร รัฐบาลคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ
แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี
บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที
พุทธวจนคืออะไร
วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556
ของก๊อบ
ที่มา มติชน

จากคอลัมน์ต้มยำทำข่าว มติชนรายวัน 25 กันยายน
ประเด็นใหม่ ของแถมมาพร้อมกับแพคเกจประชาธิปัตย์ โครงการสร้างอนาคตไทยเข้มแข็ง 2020 ไม่ใช่เงื่อนเวลาโรงพักใหม่ สร้างเสร็จปี 2020
เป็นเรื่องอำ-ชวนขำ ลอก-ก๊อบแม้โลโก้ โดยเฉพาะตัวเลข 2020 สีธงชาติ เหมือนกะโลโก้โครงการสร้างอนาคตไทย 2020 ของกระทรวงคมนาคม ที่เป็นโปรเจ็กต์ตามนโยบายกู้ 2 ล้านล้าน ยังไงยังงั้น
ไม่ใช่เรื่องเอาเป็นเอาตายกันก็จริง ดูเหมือนประชาธิปัตย์ซีเรียสไม่น้อย ออกมาชี้แจงทำนอง เลข 2 เลข 0 เขียนที่ไหน เมื่อไหร่ก็เหมือนกันแหละ
แถมรับตั้งใจโคลนนิ่งอีกต่างหาก ตั้งใจอยากให้ชาวบ้านได้เปรียบเทียบ
อันที่จริง ก็อย่างที่บอกไม่ใช่เรื่องใหญ่บิ๊กอะไร แต่เมื่อเป็นเรื่องเป็นราว กลบเนื้อที่อยากให้ช่วยกันดูว่าของใครเจ๋งกว่ากัน ประชาธิปัตย์คงไม่สนุกนัก
อะไรก็ตามที่เรียกแขกเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์นี่ ในทางการเมืองถือว่าเสีย ต้องเคลียร์ ทำความเข้าใจกับสังคม
สำหรับเพื่อไทย จะมองเป็นเรื่องจริงจัง หรือว่าเอาฮา มองจากตัวที่ออกมาเล่น น่าจะเป็นประการหลัง
เรื่องก๊อบสินค้าลอกเลียนแบบนี้ คิดได้ 2 ทาง ดูแบรนด์ใหญ่ มีชื่อเสียงระดับโลกเขาสิ เสื้อผ้า สินค้าก๊อบ วางขายเกลื่อน บ้างติดใจเอาความ บางแบรนด์เมินเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในรายไล่จับเป็นคดีความนั้น เห็นว่าทำเสียหายต่อธุรกิจหลายด้าน
ในรายใจใหญ่ มองอีกมุมว่า ไอ้ที่วางขายเกลื่อนราคาถูก แล้วคนซื้อไปใส่ ก็เท่ากับช่วยโฆษณาสินค้าดีๆ โดยไม่ต้องเสียค่าจ้างนี่เอง
และไม่ได้กระทบธุรกิจ ยอดขายอะไร เพราะพวกซื้อตัวละหรือชิ้นไม่กี่ร้อย กับราคาบนห้างดังเป็นพันเป็นหมื่น มันคนละตลาดกัน
ประเภทหลังนี้มองว่า ถ้าสินค้าไม่มีชื่อเสียง ดีจริง คงไม่มีใครก๊อบ ลอกเลียนเอาไปขาย
นั่นเป็นเรื่องการตลาด
ส่วนการเมืองเรื่องก๊อบ-ลอกเลียนแบบ ก็แล้วแต่จะคิดว่า ถ้ามีการก๊อบจริงอะไรจริง เจ้าของแบรนด์ต้นตำรับเสียหาย หรือว่าได้ประโยชน์จากการช่วยการันตีว่า ตราสินค้าตัวนี้ ไม่เลว
จากคอลัมน์ต้มยำทำข่าว มติชนรายวัน 25 กันยายน
ประเด็นใหม่ ของแถมมาพร้อมกับแพคเกจประชาธิปัตย์ โครงการสร้างอนาคตไทยเข้มแข็ง 2020 ไม่ใช่เงื่อนเวลาโรงพักใหม่ สร้างเสร็จปี 2020
เป็นเรื่องอำ-ชวนขำ ลอก-ก๊อบแม้โลโก้ โดยเฉพาะตัวเลข 2020 สีธงชาติ เหมือนกะโลโก้โครงการสร้างอนาคตไทย 2020 ของกระทรวงคมนาคม ที่เป็นโปรเจ็กต์ตามนโยบายกู้ 2 ล้านล้าน ยังไงยังงั้น
ไม่ใช่เรื่องเอาเป็นเอาตายกันก็จริง ดูเหมือนประชาธิปัตย์ซีเรียสไม่น้อย ออกมาชี้แจงทำนอง เลข 2 เลข 0 เขียนที่ไหน เมื่อไหร่ก็เหมือนกันแหละ
แถมรับตั้งใจโคลนนิ่งอีกต่างหาก ตั้งใจอยากให้ชาวบ้านได้เปรียบเทียบ
อันที่จริง ก็อย่างที่บอกไม่ใช่เรื่องใหญ่บิ๊กอะไร แต่เมื่อเป็นเรื่องเป็นราว กลบเนื้อที่อยากให้ช่วยกันดูว่าของใครเจ๋งกว่ากัน ประชาธิปัตย์คงไม่สนุกนัก
อะไรก็ตามที่เรียกแขกเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์นี่ ในทางการเมืองถือว่าเสีย ต้องเคลียร์ ทำความเข้าใจกับสังคม
สำหรับเพื่อไทย จะมองเป็นเรื่องจริงจัง หรือว่าเอาฮา มองจากตัวที่ออกมาเล่น น่าจะเป็นประการหลัง
เรื่องก๊อบสินค้าลอกเลียนแบบนี้ คิดได้ 2 ทาง ดูแบรนด์ใหญ่ มีชื่อเสียงระดับโลกเขาสิ เสื้อผ้า สินค้าก๊อบ วางขายเกลื่อน บ้างติดใจเอาความ บางแบรนด์เมินเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในรายไล่จับเป็นคดีความนั้น เห็นว่าทำเสียหายต่อธุรกิจหลายด้าน
ในรายใจใหญ่ มองอีกมุมว่า ไอ้ที่วางขายเกลื่อนราคาถูก แล้วคนซื้อไปใส่ ก็เท่ากับช่วยโฆษณาสินค้าดีๆ โดยไม่ต้องเสียค่าจ้างนี่เอง
และไม่ได้กระทบธุรกิจ ยอดขายอะไร เพราะพวกซื้อตัวละหรือชิ้นไม่กี่ร้อย กับราคาบนห้างดังเป็นพันเป็นหมื่น มันคนละตลาดกัน
ประเภทหลังนี้มองว่า ถ้าสินค้าไม่มีชื่อเสียง ดีจริง คงไม่มีใครก๊อบ ลอกเลียนเอาไปขาย
นั่นเป็นเรื่องการตลาด
ส่วนการเมืองเรื่องก๊อบ-ลอกเลียนแบบ ก็แล้วแต่จะคิดว่า ถ้ามีการก๊อบจริงอะไรจริง เจ้าของแบรนด์ต้นตำรับเสียหาย หรือว่าได้ประโยชน์จากการช่วยการันตีว่า ตราสินค้าตัวนี้ ไม่เลว
"วิสุทธิ์ ไชยณรุณ" รองประธานสภาฯ จี้สำนึก "ผู้ทรงเกียรติ" ลดทิฐิ หยุดวิวาท เพื่อชาติ
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

updated: 25 ก.ย. 2556 เวลา 02:00:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ระยะหลัง "สภาไทย" ถูกสังคมมองว่า ถ่อย - เถื่อน
เป็น ผลพวงที่มาจากพฤติกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ผ่านการอภิปรายด้วยวาจาด้วยถ้อยคำรุนแรง ผ่านการกระทำที่ชวนให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมกับสมญานาม "ผู้ทรงเกียรติ"
ไม่ เพียงแค่สายตาคนภายนอกที่มองเช่นนั้น แต่ในฐานะคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ประธานสภาอย่าง "วิสุทธิ์ ไชยณรุณ" รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 กลับมองปรากฏการณ์ไม่ต่างกัน ซ้ำยังขอระบายความในใจถึงบรรดา ส.ส.ที่แสดงพฤติกรรมท้าตี ท้าต่อย ตะโกนคำหยาบคาย ไม่ว่าฝ่ายค้าน หรือ ฝ่ายรัฐบาล เพราะเขามองว่าพฤติกรรมเหล่านั้นน่าอับอาย
"อยาก ให้สภาเป็นที่แก้ปัญหาของประชาชนมากกว่า จะไปใช้อารมณ์ความโกรธแค้นมันไม่ค่อยดีต่อสภา การใช้คำพูด คำจาสำคัญที่สุด ไม่เคารพประธานไม่เป็นไรหรอก แต่บนศีรษะของประธานมีพระบรมสาทิสลักษณ์ คำพูด คำจาอยากให้ ส.ส.ระมัดระวัง ไม่ใช่ใช้คำสองแง่สองง่ามไม่สุภาพ ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ไม่อยากให้แสดงภาพนั้นออกสู่สายตาประชาชน ไม่ว่าจะถ่ายทอดสดหรือไม่ถ่ายทอด ก็ไม่เหมาะสมต่อพระบรมสาทิสลักษณ์"
"เรา จะเปิดเออีซีอีก 2 ปีแต่เรายังตีกันอยู่เลย ไม่อายเขาเหรอ พม่าเขารบกันหลายสิบปีวันนี้ยังจับมือกัน เจรจาชนกลุ่มน้อยแล้ว แต่เราคนกลุ่มเดียวกันในสภายังไม่สมานฉันท์เลย เราไม่ตำหนิใครเพราะถือเป็นผู้ทรงเกียรติ แต่ให้คิดถึงประชาชน ไม่อยากให้ภาพอะไรออกสู่สายตาประชาชน อยากให้สภาเป็นที่พึ่งของคนทั้งชาติ"
"ผมอยากให้สภาพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ในพรรคประชาธิปัตย์พูดดีมาก อย่างท่านชำนิ ศักดิเศรษฐ์ อภิชาต ศักดิเศษฐ์สอง พี่น้องคู่นี้ไม่เคยว่าใคร ท่านชวน หลีกภัย ก็พูดดี แต่ในพรรคเพื่อไทยบางท่านก็พูดจาก้าวร้าวเหมือนกัน อยากให้แต่ละท่านสำนึก คราวหน้าอย่าทำอะไรไม่เหมาะสม"
เหตุการณ์ที่ตอกย้ำความรู้สึก ทำให้เขาต้องออกมาเผยความในใจครั้งนี้ เพราะวัน หนึ่ง "วิสุทธิ์" บังเอิญนั่งดูรายการสภาเด็ก ในที่ประชุมสภาเด็กมีการวิจารณ์เรื่องการประชุมสภาผู้ใหญ่ จิตใต้สำนึกในนาทีนั้น บอกตัวเองทันทีว่าเขารู้สึกอายเด็ก
"ผม เนี่ยอายที่เด็กมัธยมวิจารณ์ว่าพวกเราไม่สุภาพเรียบร้อยใช้วาจาเสียดสี เด็กเขาไม่ได้ว่าพรรคเพื่อไทย หรือ ประชาธิปัตย์ แต่เขาพูดรวม ๆ เราก็รู้สึกอายเด็ก เขาตำหนิสภาผู้แทนราษฎรเรา เขาก็บอกว่าผู้ทรงเกียรติก็ทำตัวให้ทรงเกียรติหน่อยเถอะ"
และ ทุกครั้งที่เขาลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน มักถูกถามว่า ทำไมปล่อยให้เขาทะเลาะกัน "วิสุทธิ์" จึงต้องหาวิธีเลี่ยงตอบ "ผมบอกชาวบ้านว่าอย่าดู ไปดูหนัง ดูละคร ดูตลกแทน ถ้าดูแล้วทำให้คนทุกข์ใจ"
"ผม ว่าชาวบ้านเบื่อการเมืองนะ ที่ฝ่ายค้านเขาเรียกร้องให้ถ่ายทอดเยอะ ๆ แต่ชาวบ้านเขาไม่อยากดู เขาบ่น เขาเครียด ดังนั้น เราปรารถนามาเป็นผู้แทนทำให้คนมีความสุข ก็ทำให้เขามีความสุขเถอะ อย่าทำให้เขามีความทุกข์เลย เรารับอาสามาแก้ปัญหา มาคุยกัน เอาความสุขกลับไปให้ประชาชน ถ้ามาตีกัน ด่ากันในสภาประชาชนทุกข์ใจ เชียร์แล้วเครียด"
"วิสุทธิ์" ผ่านการเป็น ส.ส.มาหลายสมัย สวมเสื้อคลุมมาแล้ว 3 พรรค ตั้งแต่ ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย เขาเปรียบเทียบว่า สภาไทยยุค 10 ปีก่อน ไม่ต่อยกันสุดหมัด ไม่ทะเลาะกันดุเดือดเหมือนทุกวันนี้ เพราะ ส.ส.รุ่นเก่า และรุ่นกลางมีความประนีประนอม จบคือจบ แต่ สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปคือ ส.ส.รุ่นใหม่ ที่เข้ามาเป็น ส.ส.หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. ต่างมีมวลชนหนุนหลัง พกความขัดแย้งเข้าสภา
"ใช่ ๆ ถูก ๆ...รุ่นใหม่เนี่ยสำคัญ แตกแยกกันเองไม่พอ ทำให้ประชาชนแตกแยกอีก ผมว่ามันผิดทุกฝ่ายไม่ว่าสีไหน พรรคไหนก็มีส่วนผิด เริ่มทำให้คนแบ่งแยก เกลียดกันชัดเจน ไม่ใช่คนภายนอกเกลียดกัน คนในสภาก็เกลียดกันอย่างจริงจัง ฉะนั้น ผมว่าอย่าทำเลย ปัญหาข้างนอกเกิดจากในสภาพูดกันตรง ๆ ถ้าในสภาสงบ ข้างนอกก็สงบกว่านี้ ในนี้ไม่ทะเลาะกัน ข้างนอกก็ไม่ทะเลาะกัน เขมรฝ่ายค้านรัฐบาลยังจับมือกัน ทำไมเราไม่จับมือกันบ้าง ทำเพื่อชาติเถอะ อย่าทำเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทำเพื่อพรรคใดพรรคหนึ่ง เอาบ้านเมืองให้รอด"
แต่ ปัจจัยที่บ้านเมืองจะไปไม่รอด "วิสุทธิ์"บอกว่า "ทิฐิไง.. วันนี้ก็เป็นผู้ใหญ่หมดไม่กล้าไปแนะนำหรอก ผมเป็นรุ่นกลาง ๆ ไม่มีอำนาจอะไร แต่อยากวิงวอนทุกฝ่ายสามัคคี วันนี้เสียงของผมไม่ดัง เป็นนักการเมืองไม่มีชื่อเสียง แต่คนทั้งชาติต้องช่วยเตือนสตินักการเมืองให้เลิกทะเลาะกัน"
อย่างไรก็ตาม ในประวัติการนั่งบนบัลลังก์ของ "วิสุทธิ์" ถูกบันทึกว่า เคยเรียกตำรวจรัฐสภามา "หิ้ว" สุนัย จุล พงศธร เพื่อน ส.ส.ใต้ชายคาพรรคเพื่อไทยออกจากห้องประชุม เคยเบรก - ตำหนิ ส.ส.พวกเดียวกันอย่างไม่เลือกหน้า จนได้รับตำแหน่ง "ดาวเด่น" ปี 2555 จากสื่อมวลชนประจำรัฐสภา
"วิสุทธิ์" ยอมรับว่าการทำหน้าที่อย่างเถรตรง บางครั้งคนในพรรคก็ไม่ชอบหน้าบางคนมากล่าวหาว่าเขา "เอียง" แต่เขาเลือกทำหน้าที่อย่างเป็นธรรม
"เวลา ทำหน้าที่ผมไม่มองใครเป็นฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ผมมองความเป็นธรรม เพราะท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เคยสั่งให้ผมทำงานเข้าข้างพรรคเพื่อไทย ท่านบอกให้ผมทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม ก็ทำตามที่นายกฯ แนะนำครั้งแรก ดังนั้น จะมาโกรธผมไม่ได้ คงไม่มีใครบอกให้เข้าข้างพรรคนั้นพรรคนี้ บางคนพรรคเดียวกันก็ยังด่าผมเยอะว่าเอียง ผมไม่ได้เอียงหรอก แต่น่าจะเปิดโอกาสฝ่ายค้านได้พูดบ้าง"
เป็นชีวิตของ "วิสุทธิ์ ไชยณรุณ" ตลอด 2 ปีบนบัลลังก์รองประธานสภา
เป็น ผลพวงที่มาจากพฤติกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ผ่านการอภิปรายด้วยวาจาด้วยถ้อยคำรุนแรง ผ่านการกระทำที่ชวนให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมกับสมญานาม "ผู้ทรงเกียรติ"
ไม่ เพียงแค่สายตาคนภายนอกที่มองเช่นนั้น แต่ในฐานะคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ประธานสภาอย่าง "วิสุทธิ์ ไชยณรุณ" รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 กลับมองปรากฏการณ์ไม่ต่างกัน ซ้ำยังขอระบายความในใจถึงบรรดา ส.ส.ที่แสดงพฤติกรรมท้าตี ท้าต่อย ตะโกนคำหยาบคาย ไม่ว่าฝ่ายค้าน หรือ ฝ่ายรัฐบาล เพราะเขามองว่าพฤติกรรมเหล่านั้นน่าอับอาย
"อยาก ให้สภาเป็นที่แก้ปัญหาของประชาชนมากกว่า จะไปใช้อารมณ์ความโกรธแค้นมันไม่ค่อยดีต่อสภา การใช้คำพูด คำจาสำคัญที่สุด ไม่เคารพประธานไม่เป็นไรหรอก แต่บนศีรษะของประธานมีพระบรมสาทิสลักษณ์ คำพูด คำจาอยากให้ ส.ส.ระมัดระวัง ไม่ใช่ใช้คำสองแง่สองง่ามไม่สุภาพ ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ไม่อยากให้แสดงภาพนั้นออกสู่สายตาประชาชน ไม่ว่าจะถ่ายทอดสดหรือไม่ถ่ายทอด ก็ไม่เหมาะสมต่อพระบรมสาทิสลักษณ์"
"เรา จะเปิดเออีซีอีก 2 ปีแต่เรายังตีกันอยู่เลย ไม่อายเขาเหรอ พม่าเขารบกันหลายสิบปีวันนี้ยังจับมือกัน เจรจาชนกลุ่มน้อยแล้ว แต่เราคนกลุ่มเดียวกันในสภายังไม่สมานฉันท์เลย เราไม่ตำหนิใครเพราะถือเป็นผู้ทรงเกียรติ แต่ให้คิดถึงประชาชน ไม่อยากให้ภาพอะไรออกสู่สายตาประชาชน อยากให้สภาเป็นที่พึ่งของคนทั้งชาติ"
"ผมอยากให้สภาพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ในพรรคประชาธิปัตย์พูดดีมาก อย่างท่านชำนิ ศักดิเศรษฐ์ อภิชาต ศักดิเศษฐ์สอง พี่น้องคู่นี้ไม่เคยว่าใคร ท่านชวน หลีกภัย ก็พูดดี แต่ในพรรคเพื่อไทยบางท่านก็พูดจาก้าวร้าวเหมือนกัน อยากให้แต่ละท่านสำนึก คราวหน้าอย่าทำอะไรไม่เหมาะสม"
เหตุการณ์ที่ตอกย้ำความรู้สึก ทำให้เขาต้องออกมาเผยความในใจครั้งนี้ เพราะวัน หนึ่ง "วิสุทธิ์" บังเอิญนั่งดูรายการสภาเด็ก ในที่ประชุมสภาเด็กมีการวิจารณ์เรื่องการประชุมสภาผู้ใหญ่ จิตใต้สำนึกในนาทีนั้น บอกตัวเองทันทีว่าเขารู้สึกอายเด็ก
"ผม เนี่ยอายที่เด็กมัธยมวิจารณ์ว่าพวกเราไม่สุภาพเรียบร้อยใช้วาจาเสียดสี เด็กเขาไม่ได้ว่าพรรคเพื่อไทย หรือ ประชาธิปัตย์ แต่เขาพูดรวม ๆ เราก็รู้สึกอายเด็ก เขาตำหนิสภาผู้แทนราษฎรเรา เขาก็บอกว่าผู้ทรงเกียรติก็ทำตัวให้ทรงเกียรติหน่อยเถอะ"
และ ทุกครั้งที่เขาลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน มักถูกถามว่า ทำไมปล่อยให้เขาทะเลาะกัน "วิสุทธิ์" จึงต้องหาวิธีเลี่ยงตอบ "ผมบอกชาวบ้านว่าอย่าดู ไปดูหนัง ดูละคร ดูตลกแทน ถ้าดูแล้วทำให้คนทุกข์ใจ"
"ผม ว่าชาวบ้านเบื่อการเมืองนะ ที่ฝ่ายค้านเขาเรียกร้องให้ถ่ายทอดเยอะ ๆ แต่ชาวบ้านเขาไม่อยากดู เขาบ่น เขาเครียด ดังนั้น เราปรารถนามาเป็นผู้แทนทำให้คนมีความสุข ก็ทำให้เขามีความสุขเถอะ อย่าทำให้เขามีความทุกข์เลย เรารับอาสามาแก้ปัญหา มาคุยกัน เอาความสุขกลับไปให้ประชาชน ถ้ามาตีกัน ด่ากันในสภาประชาชนทุกข์ใจ เชียร์แล้วเครียด"
"วิสุทธิ์" ผ่านการเป็น ส.ส.มาหลายสมัย สวมเสื้อคลุมมาแล้ว 3 พรรค ตั้งแต่ ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย เขาเปรียบเทียบว่า สภาไทยยุค 10 ปีก่อน ไม่ต่อยกันสุดหมัด ไม่ทะเลาะกันดุเดือดเหมือนทุกวันนี้ เพราะ ส.ส.รุ่นเก่า และรุ่นกลางมีความประนีประนอม จบคือจบ แต่ สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปคือ ส.ส.รุ่นใหม่ ที่เข้ามาเป็น ส.ส.หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. ต่างมีมวลชนหนุนหลัง พกความขัดแย้งเข้าสภา
"ใช่ ๆ ถูก ๆ...รุ่นใหม่เนี่ยสำคัญ แตกแยกกันเองไม่พอ ทำให้ประชาชนแตกแยกอีก ผมว่ามันผิดทุกฝ่ายไม่ว่าสีไหน พรรคไหนก็มีส่วนผิด เริ่มทำให้คนแบ่งแยก เกลียดกันชัดเจน ไม่ใช่คนภายนอกเกลียดกัน คนในสภาก็เกลียดกันอย่างจริงจัง ฉะนั้น ผมว่าอย่าทำเลย ปัญหาข้างนอกเกิดจากในสภาพูดกันตรง ๆ ถ้าในสภาสงบ ข้างนอกก็สงบกว่านี้ ในนี้ไม่ทะเลาะกัน ข้างนอกก็ไม่ทะเลาะกัน เขมรฝ่ายค้านรัฐบาลยังจับมือกัน ทำไมเราไม่จับมือกันบ้าง ทำเพื่อชาติเถอะ อย่าทำเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทำเพื่อพรรคใดพรรคหนึ่ง เอาบ้านเมืองให้รอด"
แต่ ปัจจัยที่บ้านเมืองจะไปไม่รอด "วิสุทธิ์"บอกว่า "ทิฐิไง.. วันนี้ก็เป็นผู้ใหญ่หมดไม่กล้าไปแนะนำหรอก ผมเป็นรุ่นกลาง ๆ ไม่มีอำนาจอะไร แต่อยากวิงวอนทุกฝ่ายสามัคคี วันนี้เสียงของผมไม่ดัง เป็นนักการเมืองไม่มีชื่อเสียง แต่คนทั้งชาติต้องช่วยเตือนสตินักการเมืองให้เลิกทะเลาะกัน"
อย่างไรก็ตาม ในประวัติการนั่งบนบัลลังก์ของ "วิสุทธิ์" ถูกบันทึกว่า เคยเรียกตำรวจรัฐสภามา "หิ้ว" สุนัย จุล พงศธร เพื่อน ส.ส.ใต้ชายคาพรรคเพื่อไทยออกจากห้องประชุม เคยเบรก - ตำหนิ ส.ส.พวกเดียวกันอย่างไม่เลือกหน้า จนได้รับตำแหน่ง "ดาวเด่น" ปี 2555 จากสื่อมวลชนประจำรัฐสภา
"วิสุทธิ์" ยอมรับว่าการทำหน้าที่อย่างเถรตรง บางครั้งคนในพรรคก็ไม่ชอบหน้าบางคนมากล่าวหาว่าเขา "เอียง" แต่เขาเลือกทำหน้าที่อย่างเป็นธรรม
"เวลา ทำหน้าที่ผมไม่มองใครเป็นฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ผมมองความเป็นธรรม เพราะท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เคยสั่งให้ผมทำงานเข้าข้างพรรคเพื่อไทย ท่านบอกให้ผมทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม ก็ทำตามที่นายกฯ แนะนำครั้งแรก ดังนั้น จะมาโกรธผมไม่ได้ คงไม่มีใครบอกให้เข้าข้างพรรคนั้นพรรคนี้ บางคนพรรคเดียวกันก็ยังด่าผมเยอะว่าเอียง ผมไม่ได้เอียงหรอก แต่น่าจะเปิดโอกาสฝ่ายค้านได้พูดบ้าง"
เป็นชีวิตของ "วิสุทธิ์ ไชยณรุณ" ตลอด 2 ปีบนบัลลังก์รองประธานสภา
"ภูมิธรรม" ยันไม่เปลี่ยนโลโก้ไทยแลนด์ 2020 ไม่หวั่น ปชป.ลอกเลียน
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

updated: 24 ก.ย. 2556 เวลา 18:18:06 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
เมื่อ
วันที่ 24 ก.ย. นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย
กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์จัดทำโลโก้คล้ายคลึงกับโครงการ “สร้างอนาคตไทย
2020” ของรัฐบาล ว่า เชื่อว่าคนทำต้องการให้ผู้คนสับสนและเกิดปัญหา
แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ปรับเปลี่ยนโลโก้ มั่นใจว่าประชาชนแยกแยะออก
เพราะถ้าพูดถึงโครงการไทยเข้มแข็ง คนก็จะนึกถึงตู้กดน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
โครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน และโครงการอีกจำนวนมากที่ล้มเหลว
ส่วนตัวจึงคิดไม่ถึงว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์จึงกล้านำโครงการที่ตายไปแล้วมา
เป็นจุดขายอีกครั้ง แต่ถ้าพูดถึงโครงการไทยแลนด์ 2020
คนก็จะนึกถึงรถไฟความเร็วสูง
ทั้งนี้ถ้าเราทำดีแล้วมีคนอยากทำตามก็ไม่ขัดข้อง
เพราะถ้าเขาลอกเลียนแสดงว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องดีแล้ว
ส่วนตัวก็ดีใจที่มีคนมาช่วยกันคิด
'บรรหาร' ตรวจเขื่อนเจ้าพระยา เน้นย้ำเฝ้าระวังสถานการณ์ใกล้ชิด
ที่มา Voice TV

"บรรหาร ศิลปอาชา"
เดินทางตรวจดูสถานการณ์น้ำ ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท
พร้อมเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วน
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
วันนี้ (25ก.ย.56)นาย บรรหาร ศิลปอาชา
ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ
อธิบดีกรมชลประทาน
ได้เดินทางตรวจดูสถานการณ์น้ำในเขื่อนเจ้าพระยาจังหวัดชัยนาท
โดยมีนายฎรงศ์กร สมตน ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 12 ให้การต้อนรับ ณ
ห้องประชุมใหญ่สำนักชลประทานที่ 12 จังหวัดชัยนาท
โดย นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ
อธิบดีกรมชลประทาน
ได้บรรยายสถานการณ์น้ำเกี่ยวกับพายุดีเปรสชั่นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางเมื่อ
วันที่ 19-20 กันยายน ที่ผ่านมา
ทำให้มีฝนตกหนักบริเวณกลางลุ่มน้ำสูงสุดที่จังหวัดนครสวรรค์ 117 มิลลิเมตร
ในลุ่มน้ำปิงสูงสุดที่จังหวัดกำแพงเพชร 81 มิลลิเมตร
ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน สูงสุดที่จังหวัดพิจิตร 42 มิลลิเมตร จังหวัด
พิษณุโลก 67 มิลลิเมตร ลุ่มน้ำสะแกกรัง สูงสุดที่จังหวัดอุทัยธานี 72
มิลลิเมตร และจังหวัดชัยนาท 155 มิลิเมตร ลุ่มน้ำท่าจีน
สูงสุดที่จังหวัดสุพรรณบุรี 136 มิลลิเมตร
ซึ่งคาดว่าจะทำให้ปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์เพิ่มสูงขึ้นจาก 1,546
เป็น 1,650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 25 กันยายน
พร้อมกับมีน้ำหลากจากลุ่มน้ำสะแกกรังซึ่งไหลหลากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและ
รวดเร็วจากเทือกเขาสะแกกรังไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา
ส่งผลให้ระดับน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีน้ำไหลผ่านเพิ่มมากขึ้น จาก 1,996 เป็น 2,200
ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 26 กันยายน
จะทำให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 50
เซนติเมตร
ส่วนระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพิ่มสูงขึ้นจาก
เดิมประมาณ 25 เซนติเมตร ขณะที่สถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักฯ
อยู่ในระหว่างคลี่คลายสถานการณ์
พร้อมรับมือสถานการณ์น้ำที่อาจจะเพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ
ด้าน นายฎรงศ์กร สมตน
ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 12 กล่าวว่า
กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์สภาพภูมิอากาศในช่วงวันที่ 25-28 กันยายน
จะมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน
และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มขึ้น
และมีฝนตกหนักบางแห่ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์
จะส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอีกระลอกหนึ่ง
จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 7 วันล่วงหน้า
จะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจาก 1,564 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น
1,750-1,850ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 29 กันยายน
ซึ่งจะทำให้เขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่าน เพิ่มขึ้น จาก 1,996
ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,300 – 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
และจะทำให้ระดับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นประมาณ 75 - 125
เซนติเมตร
ส่วนระดับน้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระ
นครศรีอยุธยา เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 35–65 เซนติเมตร
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำหลาก เนื่องจากอิทธิพลดังกล่าว
ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ นายบรรหาร ศิลปอาชา
ได้เน้นย้ำในเรื่องของการระบายน้ำหัวเขื่อนท้ายเขื่อน ของ เขื่อนเจ้าพระยา
และต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา
จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง
เตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือ
สถานการณ์น้ำ
ขอขอบคุณ : นกน้อยนิวส์ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จังหวัดชัยนาท
by
Wasinee
25 กันยายน 2556 เวลา 11:54 น.
นายกฯให้ศึกษาข้อมูลรอบด้านก่อนสร้างเขื่อนแม่วงก์
ที่มา Voice TV

นายกรัฐมนตรีให้กบอ.ดูข้อมูลทุก
มิติในการสร้างเขื่อนแม่วงก์
เพื่อให้เกิดความสมดุลของธรรมชาติและเพื่อป้องกันอุทกภัย
พร้อมหาเทคนิคอื่นๆแทนการสร้างเขื่อนหากพบว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี
ขณะที่กระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่ดูแลสถานการณ์อุทกภัยในภาคอีสาน
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ
กบอ.รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริงจากตัวแทนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการ
สร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
เพื่อแก้ปัญหาในภาพรวมทุกมิตในการรักษาธรรมชาติควบคู่กับการดูแลไม่ให้เกิด
อุทกภัย โดยยึดหลักผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
ทั้งนี้หากผลสรุปออกมาพบว่าการสร้างเขื่อนมีผลเสียมากกว่าผลดีนั้น
ทางรัฐบาลก็ต้องกลับมาทบทวนและหาวิธีแก้ปัญหาอุทกภัยทางเทคนิคในวิธีอื่น
ส่วนสถานการณ์อุทกภัยในภาพรวมนั้นนายจารุ
พงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ยืนยันว่าทางกระทรวงมหาดไทยได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด
พร้อมมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์
และศรีสะเกษแล้ว ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในจังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี
หากสถานการณ์ล่าสุดยังไม่มีน้ำฝนเพิ่มเติม
ก็จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว
อย่างไรก็ตามยังไม่ได้รับรายงานน้ำทะลัก
เข้าท่วมนิคมอุตสหกรรมบางแห่ง
พร้อมยืนยันว่าการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
เพรายังหวัดมีกลไกลในการทำงานและงบประมาณในการเผชิญเหตุที่สามารถมาช่วย
เหลือประชาขนได้ทันที
by
wiroon
25 กันยายน 2556 เวลา 11:34 น.
ค้านเขื่อนแม่วงก์ ไม่ใช่แค่ความฟินของชนชั้นกลาง
ที่มา ประชาไท
ผมเป็นผู้ติดตาม (Follower) ในเฟซบุ๊กของอาจารย์ศศินฯ มาตลอด
ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2555 เป็นแฟนถึงขนาด
ตั้งค่าการแจ้งเตือนในเฟซฯของแกไว้ว่า Get Notifications เพื่อที่จะไม่พลาด
ในการติดตามดูทุกรูป ทุกสเตตัส ระหว่างทาง "ตั้งแต่แม่วงก์ จนถึง ปทุมวัน"
เพื่อให้เห็นว่าธรรมชาติมันควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้แค่ไหน เป็น NGOs
รับเงินมาเคลื่อนไหวหรือป่าว สิ่งที่แกพูด
มันเป็นเรื่องจริงหรือแค่พูดเอามันส์
ข้อเท็จจริงคือสังคมและสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ไม่ได้ขานรับแก เฉพาะเพียงแค่ในการเดินครั้งนี้ แต่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ คลิปรายงานเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2555 ที่รัฐบาลบอกว่า “เอาอยู่” และการชุมนุมอย่างล้นหลามในวันที่ 22 กันยายน 2556 ไม่ใช่แค่การ “ตีปี๊บ” แต่มันคือ “เสียงสะท้อนกลับ” เพื่อพิสูจน์คุณค่าของสิ่งที่พลเมืองประเทศนี้ละเลยไป ซี่งแน่นอนว่า มันเหลือเชื่อ อย่างน้อยก็ในรอบ 20 ปี
ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับการตื่น รู้เรื่องสิ่งแวดล้อมของชนชั้นกลาง เพราะโลกทุกวันนี้แคบลง การตื่นตัวของพลเมืองในทุกชนชั้น เกิดขึ้นได้เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ ย่อสังคมให้สื่อสารกันได้ในพริบตาในทุกเรื่อง และเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้ลึกๆ หลายคนที่มารวมตัวกันในวันที่ 22 กันยาฯ อาจะเกลียดขี้หน้าพรรคการเมืองบางพรรค นักการเมืองบางคน แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าเหตุผลหลักคือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนุรักษ์มรดกให้กับลูกหลาน และในฐานะสัตว์โลกที่ต้องใช้ O2 ในการหายใจ แผนของอาจารย์ศศินฯ คือการใช้ Facebook สื่อสาร “นิ้วต่อนิ้ว” แทนการขึ้นเวทีปลุกระดมให้เผาเมือง หรือการใช้มวลชนปิดสนามบิน "การเดินออนไลน์ครั้งนี้" ถือว่า “ได้ผลเกินคุ้ม”
"ไม่เอา เขื่อน ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาน้ำ ไม่เอาเขื่อน ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาระบบชลประทาน" ศศินฯ กำลังบอกเราว่า "ควรเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ และนำเสนอว่า เหตุใดเราจึงต้องเลือกที่เก็บน้ำช้่วชีวิต มากกว่าที่เก็บน้ำชั่วคราว"
เสียงอาจจะดังไม่เท่ากัน แต่ทุกเสียงมีคุณค่าเท่ากัน
ข้อ เท็จจริงคือ การเคลื่อนไหวต่อต้านการสร้างเขื่อนและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เกิดขึ้นในสังคม ไทยมาตลอดตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา แต่ขบวนการเหล่านั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการรณรงค์สาธารณะเพื่อดึงชน ชั้นกลางให้มาสนใจ “เรื่องไกลตัว” น่าคิดเหลือเกินว่าเพราะเหตุใด
ชาว บ้านตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ มีกิจกรรมคัดค้านการโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น จำนวนไม่รู้กี่ครั้งของการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมาเกือบสามสิบปีก็ดี ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูน ที่ชุมนุมเป็นประจำแทบทุกปีทั้ง ๆ ที่เขื่อนสร้างเสร็จไปนานแล้วก็ดี หรือโครงการเขื่อนต่าง ๆ ไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ชาวบ้านในพื้นที่แต่ยังส่งผลกระทบ มหาศาลต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างประเมินค่ามิได้ก็ดี
เหตุ ใด การเคลื่อนไหวค้านเขื่อนของชาวบ้านที่ผ่านมาเรามักไม่ค่อยได้ยินเสียงตอบรับ จากชนชั้นกลางอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเหมือนกับกรณีเขื่อนแม่วงก์
“ยุทธวิธี ที่ใช้” น่าจะเป็นคำตอบให้กับสิ่งที่หลายคนตั้งคำถาม หากอาจารย์ศศินฯ ไม่มี Account Facebook เป็นของตัวเอง หากอาจารย์ศศินฯ ไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน เพราะไม่เคยออกมาตักเตือนให้ระมัดระวังกับคำว่า “เอาอยู่” ของรัฐบาล เมื่อปีที่แล้ว แคมเปญนี้ก็คงจะเป็นแค่ "การเดินแจกใบปลิวข้ามจังหวัด" เท่านั้น และก็อาจจะไม่ได้ครับความสนใจ
แม้ข้อเท็จจริงคือ จะใช้ Facebook สื่อสารแทบตลอดเวลา กระตุ้นเตือนสังคม และผู้ติดตามสักเพียงใด แต่สื่อกระแสหลักก็ยังคงนิ่งเฉยไม่ค่อยนำเสนอเท่าที่ควร สิ่งที่สื่อมวลชนให้ความสำคัญยิ่งกว่า กลับกลายเป็น ข่าวดาราตบตีแย่งสามี ขอหวยจิ้งจกสองหัว บูชาวัวสามขา ฯลฯ
การรับรู้ได้ของสาธารณชน ในเรื่องราวของนักอนุรักษ์ไม่กี่คน ที่เดินเท้าเป็นปากเสียงแทนต้นไม้ใบหญ้าและสัตว์ป่าน้อยใหญ่ แทนที่จะเป็นประชาชนในพื้นที่ที่สนับสนุนและคัดค้านการสร้างเขื่อน ไม่ใช่ประเด็นของการเดินเท้าครั้งนี้ สิ่งที่นักรบจอมป่าพยายามที่จะนำเสนอไม่ใช่ชื่อเสียงของตัวเอง แต่วัตถุประสงค์มันคือ “การเป็นลำโพง” ให้กับประชาชนในพื้นที่เหล่านั้น และรวมไปถึงประชาชน พลเมืองในประเทศทั้งหมดที่เป็นเจ้าของทรัพยากรว่า
“พลเมืองทุกคน ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเพียงพอต่อการตัดสินใจว่าจะ “เอา” หรือ “ไม่เอา” แล้วหรือยัง"
ใน การต่อสู้กับเรื่องที่ไม่เห็นด้วยในระบอบประชาธิปไตยนั้น ศศินฯ ทำให้ เหลือง-แดง ดูเป็นตัวอย่างว่า “สามารถทำได้” ประชาธิปไตยนับคนหนึ่งคน มีหนึ่งสิทธิ แต่ศศินฯ ทำให้เห็นว่า การใช้หนึ่งสิทธิที่สร้างสรรค์ และถูกต้องเป็นอย่างไร
"เดินเงียบ ๆ แต่เสียงฝีเท้ากึกก้องไปทั้งประเทศ"
“ผมเชื่อมาตลอดว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มจากคนจำนวนมาก แต่เกิดจากคนเล็กๆ น้อยๆ ที่มีพลังครับ...”
ศศิน เฉลิมลาภ “นักอนุรักษ์” ขับเน้นให้เห็นถึงวิธีคิดที่ “เน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ” การเดินของ ศศินฯ "เงียบ จนแสบแก้วหู" ทำให้คนที่ไม่เคยสนใจ กลับมาสนใจ
การเคลื่อนไหวของชาวบ้านในประเด็นสิ่งแวดล้อม ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่ยังไม่ได้รับความสนใจจากชนชั้นกลาง อาจไม่ใช่เพราะชนชั้นกลางไม่สนใจ หรือไม่คิดที่จะสนใจ น่าคิดหรือไม่ว่าเป็นเพราะ “ยุทธวิธีและการสื่อสาร ไม่ได้รับการตอบสนอง” ชาวบ้านอยู่กับจอมเสียม หัวเผือกหัวมัน ชาวบ้านไม่ได้อยู่กับ Facebook Line หรือ Twitter ยิ่งสื่อกระแสหลักนำเสนอแต่ข่าวดารา และสิ่งบันเทิงเริงรมย์จนเกินพอดี จนไม่เหลือพื้นที่ปากเสียงให้กับพลเมืองที่เดือดร้อน การเคลื่อนไหวจึงเป็นเหมือนเทียนที่ถูกเป่าให้ดับเสียสนิท
หาก จะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา การต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เป็นของชนชั้นกลาง ไม่ใช่โดยชนชั้นกลาง และไม่ใช่เพื่อชนชั้นกลางเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันคือการต่อสู้เพื่อต่อลมหายใจของทั้งประเทศ และทั้งโลก
ฝันที่อยากให้เป็นจริง
การ เคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แบบที่ ศศินฯ ทำนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องที่ชนชั้นกลางอยากจะกระโจนเข้าไปมีส่วนร่วม เท่านั้น “ความบริสุทธิ์ ไร้มลทิน” เป็นเรื่องที่ พลเมืองทุกชนชั้นในประเทศนี้ กำลังโหยหาต้องการ และกำลังเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะมันดูสวย และสง่างาม มากกว่าความน่าเบื่อหน่ายจากการอ้าง "เสียงของประชาชน" อยู่ร่ำไป
นี่ไม่ใช่เป็นเพียงการคิดเอาเล่น ๆ
ขบวน การแบบที่ ศศินฯ ทำ ผลลัพธ์มันได้ออกมาน่ากลัวเหลือเกิน น่ากลัวสำหรับอำนาจรัฐที่ต้องการปิดหูปิดตาพลเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่เป็นเรื่องการเมือง พลเมืองเดินตกท่อ พลเมืองเหยียบขี้หมา กลิ่นถังขยะสาธารณะเน่าเหม็น โดยธรรมชาติแล้วเรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด แต่อยู่ที่ว่าเราจะมองมันให้เป็นการเมืองหรือไม่ เพราะการเมืองมันอยู่กับพลเมืองทุกลมหายใจเข้าออก
ขบวนการแบบที่ ศศินฯ ทำ ไม่ใช่การตอกย้ำความไม่เท่าเทียมกันของอำนาจในการแสดงออกซึ่งสิทธิเสียง ระหว่างชนชั้นกลางกับชนชั้นล่าง แต่มันคือตัวอย่างของการใช้ 1 เสียงที่มีอย่างถูกต้อง และมีคุณภาพ และการใช้ 1 เสียงที่มีอย่างถูกต้องและมีคุณภาพไม่ใช่ทำได้โดยวัดกันอย่างฉาบด้วยฐานะทาง เศรษฐกิจและระดับการศึกษา แต่มันอยู่ที่ “วิธีคิด และวิธีการแสดงออก”
ใน สังคมประชาธิปไตย ไม่ว่าใครจะมี “จิตสำนึก” ในเรื่องใดๆ จริงหรือไม่ เท่าไหร่ และอย่างไร “วิธีคิด และวิธีการแสดงออก” เป็นเรื่องที่พลเมืองต้องคำนึงถึง หาก 1 เสียงรู้จัก “กลยุทธ และวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม”
"1 เสียงที่มีนั้น สามารถตะโกนได้ชั่วชีวิตตราบเท่าที่ต้องการ โดยที่ไม่แสบคอ"
การ ตัดสินใจทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนของเรา เรามีรัฐธรรมนูญรับรองไว้อย่างเป็นประชาธิปไตย ปัญหาชั้นแรกคือพลเมือง(ชั้นล่าง)คิดไปแล้ว คิดไปเอง ว่า “ตัวเองไม่มีสิทธิ” ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เปิดรัฐธรรมนูญอ่านแม้แต่ 1 มาตรา และปัญหาชั้นสองคือ แม้เปิดรัฐธรรมนูญอ่านและรับรู้ในสิทธิที่พึงมี แต่อำนาจรัฐก็ยังหมกเม็ดในทางเนื้อหา เช่น ความไม่ชอบทางเทคนิค ของ EHIA ที่พลเมืองในพื้นที่ขัดแย้งควรรับรู้ แต่กลับไม่ได้รับรู้
งานเลี้ยงยังไม่เลิกรา
มอง เลยเรื่องความสำเร็จของประเด็นที่คัดค้าน ว่า “เอา” หรือ “ไม่เอา” เขื่อนแม่วงก์ และแม้จะมีโครงการอื่นของรัฐเกิดขึ้นมาอีกร้อยพันโครงการก็ตาม จากประสบการณ์ที่พลเมืองได้เรียนรู้ร่วมกันในประเด็นการต่อต้านอำนาจรัฐ อย่างสงบ และถูกต้อง ไม่ว่าในรัฐบาลไหนก็ตาม
การเคลื่อนไหวของ ศศินฯ ในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จ และทำให้พลเมืองทุกสี ทุกแนวความคิด เรียนรู้ถึงการต่อสู้ที่ สะอาดและสมควรเอาเป็นแบบอย่าง ซึ่งได้ข้อสรุปอย่างน้อยดังต่อไปนี้
1. การเติบโตของประชาสังคมที่ประชาชนต่างพากันกระตือรือร้น ที่จะตรวจสอบกระบวนการทำงานของรัฐ และเรียกร้องสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศได้อย่างมีพลัง "แม้สื่อกระแสหลัก จะไม่นำพา"
2.“มีคนบอกว่าโครงการพระราช ดำริแตะต้องไม่ได้ ข้อนี้เป็นความคิดที่ผิด หรือเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะหากโครงการพระราชดำริแตะต้องไม่ได้ เมืองไทยไม่เจริญ พระราชดำรินั้น ก็เป็นความคิดของพระราชา ถ้าความคิดของพระราชาแก้ไขไม่ได้ ก็หมายความว่าเมืองไทยมีความก้าวหน้าไม่ได้”
(พระราชดำรัส พระราชทานแก่บุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2536)
มีคนบางกลุ่ม พยายามจะดับความชอบธรรมของ การคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ ด้วยการนำเสนอข้อมูลโดยมีเจตนาร้าย และผมไม่เข้าใจว่า “ทุนที่ไม่อาจกล่าวถึง” ในความหมายของ คุณ “ไม่มีชื่อ” ที่ได้เขียนบทความเรื่อง “ค้านเขื่อนแม่วงก์ ความฟินของชนชั้นกลาง” คืออะไร !!!! และ คุณ “ไม่มีชื่อ” เข้าใจในประเด็นข้อกฎหมายเรื่อง “พระราชอำนาจตามจารีต” หรือไม่ อย่างไร ???!!!
ผม เคยรับทราบเพียงแค่ว่า "ในหลวงทรงทำงานหนัก" แต่เมื่อมีคนบางกลุ่ม อ้างถึงพระราชดำริ โดยมีเจตนาร้าย ทำให้ผมยิ่งทราบมากขึ้นว่า "ในหลวงทรง ผลักดันเรื่องน้ำ และระบบชลประทาน" ยิ่งกว่าที่พลเมืองแบบผมเคยได้รับทราบ มากมายหลายเท่านัก
3. โครงการเขื่อนแม่วงก์ ผนวกเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ซึ่ง ศศินฯ ได้ทำการเปิดโปงความไม่โปร่งใส และบอกว่า “ประชาชนไม่ต้องกลัวรัฐบาล รัฐบาลต่างหากที่ต้องกลัวประชาชน”
แม้กิจกรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน มา จะเกิดขึ้นอีกกับโครงการสิ่งแวดล้อมอื่นของรัฐบาล หรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อย ศศินฯ และทีมงาน ก็ได้สอนวิชา สปช. นอกตำรา ให้กับเด็ก ๆ นับร้อยคน รวมถึงพลเมืองที่ใช้ และอ้างประชาธิปไตย โดยอาศัยปริมาณ มากกว่าคุณภาพ สิ่งที่กึกก้องไม่ใช่เพียงแค่ “บทกวีและดนตรีเพื่อชีวิต” แต่มันคือความสวยงามของประชาธิปไตย
ผมหวังว่า ประชาชนทุกสี ทุกฝ่าย จะใช้ฉกฉวยโอกาสนี้ แสดงพลังอำนาจของตัวเองในการตรวจสอบโครงการบริหารจัดการน้ำที่รัฐบาลกำลัง เดินหน้าอย่างเข้มขันจริงจัง งบประมาณสร้างเขื่อน 1.3 หมื่นล้าน ต้องโปร่งใส และงบประมาณ บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ก็ยิ่งต้องโปร่งใส
“การ ที่รัฐบาลได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของรัฐบาลประชาธิปไตย แต่การที่รัฐบาลได้รับการเลือกตั้งเข้ามา และรัฐบาลนั้นถูกตรวจสอบการทำงานโดยประชาชนอย่างโปร่งใสต่างหาก ถึงจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย”
แม้ชนชั้นกลางที่มาร่วมกิจกรรม จะพากันปัดตูดขับพรีอุสกลับบ้าน นอนผึ่งแอร์ ก็ตาม แต่อย่างน้อย รถที่ขับก็ยังเป็น “ไฮบริด” แอร์ที่ผึ่งก็ยังเป็น "เบอร์ 5" ก่อนนอนก็ยังได้สอนลูกว่า
“ที่พ่อพามาเรียนวิชา สปช. ที่หอศิลป์ฯ วันนี้ มันไม่มีสอนในตำราเรียนนะลูก”
ชนชั้นบน ได้เรียนรู้จาก ศศินฯ ว่า “มีแค่เงิน” แต่ก็ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ เพราะต้องใช้ทั้ง “สมอง และแรงงาน”
ชนชั้นกลาง ได้เรียนรู้จาก ศศินฯ ว่า “มีแค่ความคิด” แต่ก็ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ เพราะต้องใช้ทั้ง “ความมุ่งมั่น และการลงมือทำ”
ชนชั้นล่าง ได้เรียนรู้จาก ศศินฯ ว่า “มีแค่แรง” แต่ก็ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ เพราะต้องใช้ทั้ง “ยุทธวิธี และการวางแผน”
ความ เป็นธรรมในสังคมทุกวันนี้ “อาจจะ” ไม่มีอยู่จริง สาเหตุอาจจะเป็นเพราะโลกและสังคม ที่คนในรุ่นเราอาศัยอยู่มันกว้างเกินไป นอกจากนั้น แต่ละคน แต่ละฝ่าย แต่ละแนวคิด ต่างเลือกเสพ "สิ่งที่ตัวเองต้องการ" มากกว่า "สิ่งที่ถูกต้อง"
เทคโนโลยี กับ ธรรมชาติ ไม่ได้สวนทางกัน แต่มีเงื่อนไขว่า “เราต้องใช้มันอย่างถูกวิธี”
วัน นั้น หลายสีอาจจะมาร่วมกิจกรรมด้วยกัน “อย่างไม่สนิทใจ” แต่อย่างน้อย เราก็ยังสามารถฝากความหวังไว้กับเด็ก ๆ ที่เราพาเค้าไปเห็นโลกกว้าง ที่ไม่มีในตำราเรียน
ปลูกฝังเค้าด้วยธรรมชาติ และสิ่งที่ ศศินฯ ได้สอน และทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และเค้าจะโตมาโดยมีพื้นฐานความคิดที่ว่า “เราต้องอยู่กับธรรมชาติ ไม่ใช่เราอยู่เหนือธรรมชาติ” และเด็ก ๆ ในวันนี้ ก็จะโตมากับความคิดเรื่องประชาธิปไตย ที่ถูกปลูกฝังอย่างถูกต้อง
เพราะว่า "การสร้างเด็กที่แข็งแรงนั้น "ง่ายกว่า" การซ่อมแซมผู้ใหญ่ที่ผุพัง" ครับ
____________________________
Tongrob Sunontalad
ข้อเท็จจริงคือสังคมและสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ไม่ได้ขานรับแก เฉพาะเพียงแค่ในการเดินครั้งนี้ แต่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ คลิปรายงานเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2555 ที่รัฐบาลบอกว่า “เอาอยู่” และการชุมนุมอย่างล้นหลามในวันที่ 22 กันยายน 2556 ไม่ใช่แค่การ “ตีปี๊บ” แต่มันคือ “เสียงสะท้อนกลับ” เพื่อพิสูจน์คุณค่าของสิ่งที่พลเมืองประเทศนี้ละเลยไป ซี่งแน่นอนว่า มันเหลือเชื่อ อย่างน้อยก็ในรอบ 20 ปี
ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับการตื่น รู้เรื่องสิ่งแวดล้อมของชนชั้นกลาง เพราะโลกทุกวันนี้แคบลง การตื่นตัวของพลเมืองในทุกชนชั้น เกิดขึ้นได้เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ ย่อสังคมให้สื่อสารกันได้ในพริบตาในทุกเรื่อง และเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้ลึกๆ หลายคนที่มารวมตัวกันในวันที่ 22 กันยาฯ อาจะเกลียดขี้หน้าพรรคการเมืองบางพรรค นักการเมืองบางคน แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าเหตุผลหลักคือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนุรักษ์มรดกให้กับลูกหลาน และในฐานะสัตว์โลกที่ต้องใช้ O2 ในการหายใจ แผนของอาจารย์ศศินฯ คือการใช้ Facebook สื่อสาร “นิ้วต่อนิ้ว” แทนการขึ้นเวทีปลุกระดมให้เผาเมือง หรือการใช้มวลชนปิดสนามบิน "การเดินออนไลน์ครั้งนี้" ถือว่า “ได้ผลเกินคุ้ม”
"ไม่เอา เขื่อน ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาน้ำ ไม่เอาเขื่อน ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาระบบชลประทาน" ศศินฯ กำลังบอกเราว่า "ควรเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ และนำเสนอว่า เหตุใดเราจึงต้องเลือกที่เก็บน้ำช้่วชีวิต มากกว่าที่เก็บน้ำชั่วคราว"
เสียงอาจจะดังไม่เท่ากัน แต่ทุกเสียงมีคุณค่าเท่ากัน
ข้อ เท็จจริงคือ การเคลื่อนไหวต่อต้านการสร้างเขื่อนและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เกิดขึ้นในสังคม ไทยมาตลอดตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา แต่ขบวนการเหล่านั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการรณรงค์สาธารณะเพื่อดึงชน ชั้นกลางให้มาสนใจ “เรื่องไกลตัว” น่าคิดเหลือเกินว่าเพราะเหตุใด
ชาว บ้านตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ มีกิจกรรมคัดค้านการโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น จำนวนไม่รู้กี่ครั้งของการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมาเกือบสามสิบปีก็ดี ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูน ที่ชุมนุมเป็นประจำแทบทุกปีทั้ง ๆ ที่เขื่อนสร้างเสร็จไปนานแล้วก็ดี หรือโครงการเขื่อนต่าง ๆ ไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ชาวบ้านในพื้นที่แต่ยังส่งผลกระทบ มหาศาลต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างประเมินค่ามิได้ก็ดี
เหตุ ใด การเคลื่อนไหวค้านเขื่อนของชาวบ้านที่ผ่านมาเรามักไม่ค่อยได้ยินเสียงตอบรับ จากชนชั้นกลางอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเหมือนกับกรณีเขื่อนแม่วงก์
“ยุทธวิธี ที่ใช้” น่าจะเป็นคำตอบให้กับสิ่งที่หลายคนตั้งคำถาม หากอาจารย์ศศินฯ ไม่มี Account Facebook เป็นของตัวเอง หากอาจารย์ศศินฯ ไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน เพราะไม่เคยออกมาตักเตือนให้ระมัดระวังกับคำว่า “เอาอยู่” ของรัฐบาล เมื่อปีที่แล้ว แคมเปญนี้ก็คงจะเป็นแค่ "การเดินแจกใบปลิวข้ามจังหวัด" เท่านั้น และก็อาจจะไม่ได้ครับความสนใจ
แม้ข้อเท็จจริงคือ จะใช้ Facebook สื่อสารแทบตลอดเวลา กระตุ้นเตือนสังคม และผู้ติดตามสักเพียงใด แต่สื่อกระแสหลักก็ยังคงนิ่งเฉยไม่ค่อยนำเสนอเท่าที่ควร สิ่งที่สื่อมวลชนให้ความสำคัญยิ่งกว่า กลับกลายเป็น ข่าวดาราตบตีแย่งสามี ขอหวยจิ้งจกสองหัว บูชาวัวสามขา ฯลฯ
การรับรู้ได้ของสาธารณชน ในเรื่องราวของนักอนุรักษ์ไม่กี่คน ที่เดินเท้าเป็นปากเสียงแทนต้นไม้ใบหญ้าและสัตว์ป่าน้อยใหญ่ แทนที่จะเป็นประชาชนในพื้นที่ที่สนับสนุนและคัดค้านการสร้างเขื่อน ไม่ใช่ประเด็นของการเดินเท้าครั้งนี้ สิ่งที่นักรบจอมป่าพยายามที่จะนำเสนอไม่ใช่ชื่อเสียงของตัวเอง แต่วัตถุประสงค์มันคือ “การเป็นลำโพง” ให้กับประชาชนในพื้นที่เหล่านั้น และรวมไปถึงประชาชน พลเมืองในประเทศทั้งหมดที่เป็นเจ้าของทรัพยากรว่า
“พลเมืองทุกคน ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเพียงพอต่อการตัดสินใจว่าจะ “เอา” หรือ “ไม่เอา” แล้วหรือยัง"
ใน การต่อสู้กับเรื่องที่ไม่เห็นด้วยในระบอบประชาธิปไตยนั้น ศศินฯ ทำให้ เหลือง-แดง ดูเป็นตัวอย่างว่า “สามารถทำได้” ประชาธิปไตยนับคนหนึ่งคน มีหนึ่งสิทธิ แต่ศศินฯ ทำให้เห็นว่า การใช้หนึ่งสิทธิที่สร้างสรรค์ และถูกต้องเป็นอย่างไร
"เดินเงียบ ๆ แต่เสียงฝีเท้ากึกก้องไปทั้งประเทศ"
“ผมเชื่อมาตลอดว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มจากคนจำนวนมาก แต่เกิดจากคนเล็กๆ น้อยๆ ที่มีพลังครับ...”
ศศิน เฉลิมลาภ “นักอนุรักษ์” ขับเน้นให้เห็นถึงวิธีคิดที่ “เน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ” การเดินของ ศศินฯ "เงียบ จนแสบแก้วหู" ทำให้คนที่ไม่เคยสนใจ กลับมาสนใจ
การเคลื่อนไหวของชาวบ้านในประเด็นสิ่งแวดล้อม ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่ยังไม่ได้รับความสนใจจากชนชั้นกลาง อาจไม่ใช่เพราะชนชั้นกลางไม่สนใจ หรือไม่คิดที่จะสนใจ น่าคิดหรือไม่ว่าเป็นเพราะ “ยุทธวิธีและการสื่อสาร ไม่ได้รับการตอบสนอง” ชาวบ้านอยู่กับจอมเสียม หัวเผือกหัวมัน ชาวบ้านไม่ได้อยู่กับ Facebook Line หรือ Twitter ยิ่งสื่อกระแสหลักนำเสนอแต่ข่าวดารา และสิ่งบันเทิงเริงรมย์จนเกินพอดี จนไม่เหลือพื้นที่ปากเสียงให้กับพลเมืองที่เดือดร้อน การเคลื่อนไหวจึงเป็นเหมือนเทียนที่ถูกเป่าให้ดับเสียสนิท
หาก จะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา การต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เป็นของชนชั้นกลาง ไม่ใช่โดยชนชั้นกลาง และไม่ใช่เพื่อชนชั้นกลางเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันคือการต่อสู้เพื่อต่อลมหายใจของทั้งประเทศ และทั้งโลก
ฝันที่อยากให้เป็นจริง
การ เคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แบบที่ ศศินฯ ทำนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องที่ชนชั้นกลางอยากจะกระโจนเข้าไปมีส่วนร่วม เท่านั้น “ความบริสุทธิ์ ไร้มลทิน” เป็นเรื่องที่ พลเมืองทุกชนชั้นในประเทศนี้ กำลังโหยหาต้องการ และกำลังเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะมันดูสวย และสง่างาม มากกว่าความน่าเบื่อหน่ายจากการอ้าง "เสียงของประชาชน" อยู่ร่ำไป
นี่ไม่ใช่เป็นเพียงการคิดเอาเล่น ๆ
ขบวน การแบบที่ ศศินฯ ทำ ผลลัพธ์มันได้ออกมาน่ากลัวเหลือเกิน น่ากลัวสำหรับอำนาจรัฐที่ต้องการปิดหูปิดตาพลเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่เป็นเรื่องการเมือง พลเมืองเดินตกท่อ พลเมืองเหยียบขี้หมา กลิ่นถังขยะสาธารณะเน่าเหม็น โดยธรรมชาติแล้วเรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด แต่อยู่ที่ว่าเราจะมองมันให้เป็นการเมืองหรือไม่ เพราะการเมืองมันอยู่กับพลเมืองทุกลมหายใจเข้าออก
ขบวนการแบบที่ ศศินฯ ทำ ไม่ใช่การตอกย้ำความไม่เท่าเทียมกันของอำนาจในการแสดงออกซึ่งสิทธิเสียง ระหว่างชนชั้นกลางกับชนชั้นล่าง แต่มันคือตัวอย่างของการใช้ 1 เสียงที่มีอย่างถูกต้อง และมีคุณภาพ และการใช้ 1 เสียงที่มีอย่างถูกต้องและมีคุณภาพไม่ใช่ทำได้โดยวัดกันอย่างฉาบด้วยฐานะทาง เศรษฐกิจและระดับการศึกษา แต่มันอยู่ที่ “วิธีคิด และวิธีการแสดงออก”
ใน สังคมประชาธิปไตย ไม่ว่าใครจะมี “จิตสำนึก” ในเรื่องใดๆ จริงหรือไม่ เท่าไหร่ และอย่างไร “วิธีคิด และวิธีการแสดงออก” เป็นเรื่องที่พลเมืองต้องคำนึงถึง หาก 1 เสียงรู้จัก “กลยุทธ และวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม”
"1 เสียงที่มีนั้น สามารถตะโกนได้ชั่วชีวิตตราบเท่าที่ต้องการ โดยที่ไม่แสบคอ"
การ ตัดสินใจทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนของเรา เรามีรัฐธรรมนูญรับรองไว้อย่างเป็นประชาธิปไตย ปัญหาชั้นแรกคือพลเมือง(ชั้นล่าง)คิดไปแล้ว คิดไปเอง ว่า “ตัวเองไม่มีสิทธิ” ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เปิดรัฐธรรมนูญอ่านแม้แต่ 1 มาตรา และปัญหาชั้นสองคือ แม้เปิดรัฐธรรมนูญอ่านและรับรู้ในสิทธิที่พึงมี แต่อำนาจรัฐก็ยังหมกเม็ดในทางเนื้อหา เช่น ความไม่ชอบทางเทคนิค ของ EHIA ที่พลเมืองในพื้นที่ขัดแย้งควรรับรู้ แต่กลับไม่ได้รับรู้
งานเลี้ยงยังไม่เลิกรา
มอง เลยเรื่องความสำเร็จของประเด็นที่คัดค้าน ว่า “เอา” หรือ “ไม่เอา” เขื่อนแม่วงก์ และแม้จะมีโครงการอื่นของรัฐเกิดขึ้นมาอีกร้อยพันโครงการก็ตาม จากประสบการณ์ที่พลเมืองได้เรียนรู้ร่วมกันในประเด็นการต่อต้านอำนาจรัฐ อย่างสงบ และถูกต้อง ไม่ว่าในรัฐบาลไหนก็ตาม
การเคลื่อนไหวของ ศศินฯ ในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จ และทำให้พลเมืองทุกสี ทุกแนวความคิด เรียนรู้ถึงการต่อสู้ที่ สะอาดและสมควรเอาเป็นแบบอย่าง ซึ่งได้ข้อสรุปอย่างน้อยดังต่อไปนี้
1. การเติบโตของประชาสังคมที่ประชาชนต่างพากันกระตือรือร้น ที่จะตรวจสอบกระบวนการทำงานของรัฐ และเรียกร้องสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศได้อย่างมีพลัง "แม้สื่อกระแสหลัก จะไม่นำพา"
2.“มีคนบอกว่าโครงการพระราช ดำริแตะต้องไม่ได้ ข้อนี้เป็นความคิดที่ผิด หรือเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะหากโครงการพระราชดำริแตะต้องไม่ได้ เมืองไทยไม่เจริญ พระราชดำรินั้น ก็เป็นความคิดของพระราชา ถ้าความคิดของพระราชาแก้ไขไม่ได้ ก็หมายความว่าเมืองไทยมีความก้าวหน้าไม่ได้”
(พระราชดำรัส พระราชทานแก่บุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2536)
มีคนบางกลุ่ม พยายามจะดับความชอบธรรมของ การคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ ด้วยการนำเสนอข้อมูลโดยมีเจตนาร้าย และผมไม่เข้าใจว่า “ทุนที่ไม่อาจกล่าวถึง” ในความหมายของ คุณ “ไม่มีชื่อ” ที่ได้เขียนบทความเรื่อง “ค้านเขื่อนแม่วงก์ ความฟินของชนชั้นกลาง” คืออะไร !!!! และ คุณ “ไม่มีชื่อ” เข้าใจในประเด็นข้อกฎหมายเรื่อง “พระราชอำนาจตามจารีต” หรือไม่ อย่างไร ???!!!
ผม เคยรับทราบเพียงแค่ว่า "ในหลวงทรงทำงานหนัก" แต่เมื่อมีคนบางกลุ่ม อ้างถึงพระราชดำริ โดยมีเจตนาร้าย ทำให้ผมยิ่งทราบมากขึ้นว่า "ในหลวงทรง ผลักดันเรื่องน้ำ และระบบชลประทาน" ยิ่งกว่าที่พลเมืองแบบผมเคยได้รับทราบ มากมายหลายเท่านัก
3. โครงการเขื่อนแม่วงก์ ผนวกเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ซึ่ง ศศินฯ ได้ทำการเปิดโปงความไม่โปร่งใส และบอกว่า “ประชาชนไม่ต้องกลัวรัฐบาล รัฐบาลต่างหากที่ต้องกลัวประชาชน”
แม้กิจกรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน มา จะเกิดขึ้นอีกกับโครงการสิ่งแวดล้อมอื่นของรัฐบาล หรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อย ศศินฯ และทีมงาน ก็ได้สอนวิชา สปช. นอกตำรา ให้กับเด็ก ๆ นับร้อยคน รวมถึงพลเมืองที่ใช้ และอ้างประชาธิปไตย โดยอาศัยปริมาณ มากกว่าคุณภาพ สิ่งที่กึกก้องไม่ใช่เพียงแค่ “บทกวีและดนตรีเพื่อชีวิต” แต่มันคือความสวยงามของประชาธิปไตย
ผมหวังว่า ประชาชนทุกสี ทุกฝ่าย จะใช้ฉกฉวยโอกาสนี้ แสดงพลังอำนาจของตัวเองในการตรวจสอบโครงการบริหารจัดการน้ำที่รัฐบาลกำลัง เดินหน้าอย่างเข้มขันจริงจัง งบประมาณสร้างเขื่อน 1.3 หมื่นล้าน ต้องโปร่งใส และงบประมาณ บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ก็ยิ่งต้องโปร่งใส
“การ ที่รัฐบาลได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของรัฐบาลประชาธิปไตย แต่การที่รัฐบาลได้รับการเลือกตั้งเข้ามา และรัฐบาลนั้นถูกตรวจสอบการทำงานโดยประชาชนอย่างโปร่งใสต่างหาก ถึงจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย”
แม้ชนชั้นกลางที่มาร่วมกิจกรรม จะพากันปัดตูดขับพรีอุสกลับบ้าน นอนผึ่งแอร์ ก็ตาม แต่อย่างน้อย รถที่ขับก็ยังเป็น “ไฮบริด” แอร์ที่ผึ่งก็ยังเป็น "เบอร์ 5" ก่อนนอนก็ยังได้สอนลูกว่า
“ที่พ่อพามาเรียนวิชา สปช. ที่หอศิลป์ฯ วันนี้ มันไม่มีสอนในตำราเรียนนะลูก”
ชนชั้นบน ได้เรียนรู้จาก ศศินฯ ว่า “มีแค่เงิน” แต่ก็ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ เพราะต้องใช้ทั้ง “สมอง และแรงงาน”
ชนชั้นกลาง ได้เรียนรู้จาก ศศินฯ ว่า “มีแค่ความคิด” แต่ก็ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ เพราะต้องใช้ทั้ง “ความมุ่งมั่น และการลงมือทำ”
ชนชั้นล่าง ได้เรียนรู้จาก ศศินฯ ว่า “มีแค่แรง” แต่ก็ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ เพราะต้องใช้ทั้ง “ยุทธวิธี และการวางแผน”
ความ เป็นธรรมในสังคมทุกวันนี้ “อาจจะ” ไม่มีอยู่จริง สาเหตุอาจจะเป็นเพราะโลกและสังคม ที่คนในรุ่นเราอาศัยอยู่มันกว้างเกินไป นอกจากนั้น แต่ละคน แต่ละฝ่าย แต่ละแนวคิด ต่างเลือกเสพ "สิ่งที่ตัวเองต้องการ" มากกว่า "สิ่งที่ถูกต้อง"
เทคโนโลยี กับ ธรรมชาติ ไม่ได้สวนทางกัน แต่มีเงื่อนไขว่า “เราต้องใช้มันอย่างถูกวิธี”
วัน นั้น หลายสีอาจจะมาร่วมกิจกรรมด้วยกัน “อย่างไม่สนิทใจ” แต่อย่างน้อย เราก็ยังสามารถฝากความหวังไว้กับเด็ก ๆ ที่เราพาเค้าไปเห็นโลกกว้าง ที่ไม่มีในตำราเรียน
ปลูกฝังเค้าด้วยธรรมชาติ และสิ่งที่ ศศินฯ ได้สอน และทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และเค้าจะโตมาโดยมีพื้นฐานความคิดที่ว่า “เราต้องอยู่กับธรรมชาติ ไม่ใช่เราอยู่เหนือธรรมชาติ” และเด็ก ๆ ในวันนี้ ก็จะโตมากับความคิดเรื่องประชาธิปไตย ที่ถูกปลูกฝังอย่างถูกต้อง
เพราะว่า "การสร้างเด็กที่แข็งแรงนั้น "ง่ายกว่า" การซ่อมแซมผู้ใหญ่ที่ผุพัง" ครับ
____________________________
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)