แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ส่งท้ายปี ข่าวย่ำอยู่กับที่ ตอนที่ 1: การคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งที่ 3 ของพรรคประชาธิปัตย์

ที่มา ประชาไท


ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปกติจะมีการจัดอันดับสุดยอดด้านต่างๆ โดยสื่อหลากสำนัก และประชาไทได้พยายามหาประเด็นมานำเสนอทุกๆ ปี อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ กองบรรณาธิการเห็นว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมา หลายสิ่งหลายอย่างในประเทศไทยมีเพียงประเด็นวนเวียนและย่ำเท้าอยู่กับที่ จึงได้ทำการคัดเลือกประเด็นย่ำอยู่กับที่-วนลูป ของชาติมานำเสนอทดแทนการจัดอันดับพิเศษ
สำหรับประเด็นแรก คือการปฏิเสธการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในความทรงจำระยะใกล้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2549 และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการผลักแนวทางการแก้ปัญหาตามระบอบประชาธิปไตยไปสู่ การออกนอกกติกา เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในปีนี้ ทวีพร คุ้มเมธา จึงเลือกไปสัมภาษณ์ประจักษ์ ก้องกีรติ เพื่อวิเคราะห์วิพากษ์ถึงการเดินซ้ำรอยเดิม ซึ่งประจักษ์ยังไม่ฟันธงว่าการปฏิเสธการเลือกตั้งหนนี้จะเปิดทางเชื้อเชิญ อำนาจนอกระบบเข้ามาจัดการปัญหาการเมืองไทยหรือไม่
พรรคประชาธิปัตย์ โดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เพราะเชื่อว่า ระบบการเมืองของไทยล้มเหลว การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย นอกเสียจากต้องมีการปฏิรูปเสียก่อน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก หากแต่เป็นครั้งที่สามแล้วที่พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดนี้ตัดสินใจคว่ำ บาตรการเลือกตั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2495ระหว่างที่ นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคคนแรก หลังจากที่จอมพล ป. พิบูลสงครามทำการรัฐประหารตัวเองโดยให้เหตุผลว่าการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรมครั้งที่สอง พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ คว่ำบาตรการเลือกตั้งร่วมกับพรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ในการเลือกตั้งเดือนเมษายนปี 2549 ระหว่างการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดย อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุบสภาโดยไม่ชอบธรรม การคว่ำบาตรทั้งสองครั้งตามมาด้วยวิกฤติความวุ่นวายทางการเมืองและการรัฐ ประหาร ในเดือนกันยายน 2500 และเดือนกันยายน 2549
พฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ นำมาสู่คำถามว่า การเมืองไทยถอยหลัง หรือพรรคประชาธิปัตย์ต่างหากที่ไม่เดินหน้า จึงทำให้เกิดการตัดสินใจที่วนลูป ประชาไทคุยกับ ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงการตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นเช่นไร พรรคประชาธิปัตย์จะตายจากการเมืองไทยไปหรือไม่ และอะไรทำให้พรรคประชาธิปัตย์เดินเกมสุดโต่งเช่นนี้
ถาม: การที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักคว่ำบาตรการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 จะทำให้การเลือกตั้งนี้ไม่ชอบธรรมหรือไม่
มันไม่ขาดความชอบธรรม เพราะพรรคอื่นๆ ลงเลือกตั้งหมด สถานการณ์ไม่เหมือนปี 49 ที่พรรคฝ่ายค้านอื่นคว่ำบาตรการเลือกตั้งกันหมด แต่คราวนี้มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์ที่คว่ำบาตรอยู่ฝ่ายเดียว กลายเป็นพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกโดดเดี่ยวเสียมากกว่า มันมีความสามารถในการแข่งขัน(competitiveness) อยู่ เพราะฉะนั้นแค่ลำพังพรรคเดียว ความชอบธรรมของการเลือกตั้งไม่หมดไป คงต้องถามมากกว่าว่า ทำไมมีพรรคเพียงพรรคเดียวที่คว่ำบาตรการเลือกตั้ง
ถาม: พรรคประชาธิปัตย์พยายามบอกว่า เขายังเล่นอยู่ในเกม เล่นในระบบเพราะเขาเป็นพรรคการเมือง อาจารย์เห็นว่าตอนนี้ประชาธิปัตย์ยังเล่นการเมืองในระบบหรือไม่
ถ้ายังเล่นในระบบจริงก็ต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะเป็นหน้าที่ของพรรคการเมือง พรรคการเมืองต่างจากกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างเช่นกลุ่มคุณสุเทพ พรรคการเมืองต้องดำรงอยู่เพื่อนำเสนอนโยบายต่อประชาชนผ่านการเลือกตั้งถ้า ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งก็เท่ากับขัดกับหน้าที่พื้นฐานของพรรคการเมือง มันเป็นการปิดโอกาสของผู้สนับสนุนพรรคอีกด้วย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีคนตั้ง 11-12 ล้านคนที่ลงคะแนนเลือกประชาธิปัตย์ในระบบสัดส่วน การคว่ำบาตรการเลือกตั้งเท่ากับเป็นการปิดโอกาสไม่ให้เขามีทางเลือก ในแง่นี้คือพรรคประชาธิปัตย์ก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ในระบบได้ เพราะระบบกำหนดให้คุณในฐานะพรรคการเมืองต้องแข่งขันในการเลือกตั้ง และขึ้นสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้ง แล้วถามว่าการปฏิรูปที่คุณอยากเห็นก็ทำได้ในทุกประเทศ โดยการเสนอนโยบายให้ประชาชนเลือกนั่นแหละ การปฏิรูปมันไม่ได้ขัดแย้งกับการเลือกตั้ง กระบวนการเลือกตั้งคือการเสนอพิมพ์เขียนในการปฏิรูปสังคมแล้วก็ไปแข่งกันให้ ประชาชนเลือกว่าชอบพิมพ์เขียวแบบไหน ทั่วโลกเขาก็ทำอย่างนี้แหละ ไม่มีหรอกที่การปฏิรูปแยกต่างหากไปโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง
ถาม: ประชาธิปัตย์และผู้ต่อต้านระบอบทักษิณเขาอ้างว่า ทั้งระบบการเมืองไทยมันวิบัติหมดแล้ว ถ้าไปลงสมัครเลือกตั้งก็คือการยอมรับระบบนี้ เขาจึงไม่ยอมรับการเลือกตั้ง อาจารย์เห็นว่าอย่างไร
ก็ต้องถามว่า การเลือกตั้งไทยเป็นแบบไหน คนที่ศึกษาเรื่องการเลือกตั้งของไทยมา ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าการเลือกตั้งของไทยมันบริสุทธิ์ยุติธรรมมากขึ้น มันไม่เหมือนการเลือกตั้งสมัยปี 2500ที่สกปรก หรือการเลือกตั้งแบบในอินโดนีเซีย สมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โต ของอินโดนีเซียที่ใช้อำนาจข่มขู่คุกคามการเลือกตั้งจนทำให้ฝ่ายค้านหาเสียง ไม่ได้ หรือบีบบังคับให้คนต้องเลือกพรรครัฐบาล ของไทยมันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว มันเปลี่ยนแปลงเป็นการแข่งขันที่แท้จริงในการเลือกตั้งสี่ถึงห้าครั้งที่ ผ่านมา มันไม่มีการโกงอย่างมโหฬารแล้วอย่างในอดีตแล้ว
นอกจากนี้ ถ้าเกิดมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่จากสภาประชาชนของ กปปส. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถึงจุดนั้นคนอื่นก็จะคว่ำบาตรการเลือกตั้งเหมือนกัน ก็เท่ากับว่า พรรคประชาธิปัตย์จะลงแข่งในเกม กติกาที่ตัวเองกำหนดเท่านั้น รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ฝ่ายต่อต้านทักษิณเขาร่างขึ้นมาเอง นอกจากนี้ ระบบรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ ที่เขาบอกว่าเป็นระบบที่มีปัญหา มันก็เป็นหนึ่งในระบบเลือกตั้งที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมตอน ที่คุณอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายก และได้มีการแก้รัฐธรรมนูญ แก้ระบบเลือกตั้งกลับไปให้คล้ายรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ ระบบสัดส่วนแบบเขตประเทศไม่ใช่เขตจังหวัด และเขตเลือกตั้งก็เป็นแบบเขตเดียวคนเดียว และเพิ่มจำนวนที่นั่งของระบบสัดส่วน จาก 100 เป็น 125 ที่นั่ง เพราะพรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าตัวเองทำได้ดีในระบบสัดส่วน ถ้าไปเพิ่มจำนวนที่นั่งตรงนี้ก็น่าจะได้จำนวน ส.ส. มากขึ้น นี่แสดงให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็เคยแก้กฎกติการะบบการเลือกตั้งมาแล้ว ตอนนี้การเลือกตั้งมันก็เป็นระบบ เป็นรูปแบบที่คุณเลือกมาเองแล้ว เป็นรูปแบบที่คุณได้ประโยชน์มากที่สุด ก็เลยยิ่งเข้าใจไม่ได้ที่จะคว่ำบาตรการเลือกตั้งที่ตัวเองร่างกฎกติกาขึ้นมา เอง
ถาม: พรรคประชาธิปัตย์เคยคว่ำบาตรการเลือกตั้งมาสองครั้งแล้วคือในปี 2495, 2549และครั้งล่าสุดนี้อาจารย์คิดว่า การตัดสินใจคว่ำบาตรการเลือกตั้งของประชาธิปัตย์แต่ละครั้งมันต่างกันหรือ เหมือนกันอย่างไรบ้าง
จริงๆ มันก็เหมือนกัน เป็นข้ออ้างชุดเดิมเพื่อทำให้ตัวเองไม่ไปลงแข่งขัน มีการพูดถึงผลในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น คุณไปรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่าจะมีการโกงเลือกตั้ง หรือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม หรือไปทึกทักได้อย่างไรว่าเลือกตั้งแล้วจะไม่เปลี่ยนแปลง จริงๆ มันสะท้อนความอ่อนแอของพรรคตัวเองอยู่หรือเปล่า เพราะพรรคการเมืองฝ่ายค้านทั่วโลกทั้งหลาย เขาลงเลือกตั้งโดยหวังว่าจะชนะเลือกตั้งได้ ถ้าไม่มีความหวังแล้วพรรคเดโมแครตของสหรัฐก็ต้องตัดใจยอมแพ้ไปแล้วสิหลังจาก ที่จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสองสมัยซ้อน และได้ครองตำแหน่งถึงแปดปี แต่เดโมแครตเขาก็เลือกตั้งทุกครั้ง ไม่คว่ำบาตรการเลือกตั้ง เพราะแม้ว่าครั้งที่แล้วแพ้ ครั้งนี้ ครั้งหน้าอาจชนะก็ได้ ซึ่งถ้าพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายที่ดีกว่าได้ ถ้าคุณเชื่อว่าเสียงทั้งประเทศอยู่ข้างคุณ แถมยังมีคนมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์เยอะขนาดนี้ ถ้าคุณเชื่อว่า คนห้า-หกล้านคนออกมาชุมนุมเมื่อมีการเลือกตั้งคุณก็น่าจะชนะถล่มทลายสิ อย่างน้อย ส.ส. ในกรุงเทพฯ และระบบสัดส่วนก็น่าจะได้คะแนนมากกว่านี้แน่ แต่ว่าแม้ในจังหวะที่คุณถึงจุดสูงสุด(peak) แล้ว คุณก็ยังตัดสินใจคว่ำบาตรการเลือกตั้ง มันอาจตั้งคำถามย้อนกลับไปได้ว่า คุณรู้ว่าเสียงส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่ได้สนับสนุนคุณจริง หรือก็คือ กลัวนั่นเอง
คราวนี้ การคว่ำบาตรการเลือกตั้งระหว่างครั้งที่แล้วกับครั้งนี้มันก็เหมือนกันแหละ แต่สิ่งที่ต่างคือ ครั้งที่แล้วประชาธิปัตย์ไม่ได้ไปนำม็อบเอง ตอนนั้นพันธมิตรเคลื่อนไหวปูทางมา แล้วประชาธิปัตย์ก็คว่ำบาตรการเลือกตั้งในฐานะพรรคการเมือง ในคราวนี้ ประชาธิปัตย์ทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น และเพื่อไม่ให้การเมืองในระบบมาเป็นวิถีทางในการแก้ปัญหา อันนี้เป็นจุดต่างเพราะเขาไปนำม็อบเอง มันคือการใช้ยุทธวิธีการคว่ำบาตรการเลือกตั้งไปสอดประสานกับการเคลื่อนไหวบน ท้องถนน เพราะฉะนั้นที่บอกว่าไม่เชื่อมั่นในระบบ ที่บอกว่าการเมืองในระบบแก้ไขไม่ได้ ก็เพราะประชาธิปัตย์เองนั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้การเมืองใน ระบบมันแก้ไขไม่ได้ ก็คุณไปเลือกไปแก้ไขปัญหาบนท้องถนนตั้งแต่ต้น แล้วปิดทางแก้ไขปัญหาในระบบออกไปหมดเลย ต้องถามว่าใครทำให้การแก้ไขปัญหาในระบบมันถึงทางตัน ก็ประชาธิปัตย์เองนั่นแหละ
แล้วถ้าเราย้อนกลับไปดูพฤติกรรมในสภาของประชาธิปัตย์ที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้คนเบื่อหน่ายพรรคการเมืองและ นักการเมือง แน่นอนพรรคเพื่อไทยมีปัญหาเยอะแยะ พฤติกรรมการผลักตันกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ส่วนหนึ่งที่คุณเบื่อหน่าย เพราะการประชุมสภาเละเทะส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะประชาธิปัตย์ด้วย เราคงจำได้กับ การทุ่มเก้าอี้ในสภา การป่วนในสภา การไปลากเก้าอี้ประธานรัฐสภา การใช้การอภิปรายที่หยาบคาย แทนที่จะพุ่งไปที่เรื่องนโยบาย การบอกว่า ไม่ลงเลือกตั้งเพราะคนเบื่อหน่ายการเมืองและนักการเมือง ต้องถามว่า ตัวเองมีส่วนไหมในการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบรัฐสภา อย่าไปโทษคนอื่นแต่ฝ่ายเดียว

ถาม: ถ้าในที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ร่วมในการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ แล้วการเลือกตั้งก็เสร็จสิ้นไป ในสภาไม่มีส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์เลย นี่จะเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ประชาธิปัตย์ค่อยๆ ออกไปจากการเมืองในระบบไปจนถึงตายไปในฐานะพรรคการเมืองเลยหรือไม่
คือการตัดสินคว่ำบาตรการเลือกตั้ง และตัดสินใจเอาพรรคตัวเองไปผูกกับการเคลื่อนไหวของม็อบมันมีโอกาสสำเร็จที่ ริบหรี่มาก มันเป็นการเดิมพันที่สูง แล้วคุณไม่เผื่อทางหนีทีไล่ให้ตัวเองเลย ถ้าม็อบนี้ลงหรือแพ้แล้วจะเอาไงต่อในแง่การเป็นสถาบันทางการเมือง มันจบเลย ถ้าลงเลือกตั้งผมเชื่อว่า ความนิยมของประชาธิปัตย์จะมากขึ้น แต่พอไม่ลงเลือกตั้งครั้งนี้ ผมคิดว่า จะมีคนเสื่อมศรัทธากับประชาธิปัตย์มากขึ้น แล้วพรรคจะกลับมาสู่ระบบอย่างไร ยังมองไม่ออก
แล้วนี่ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์สูญเสียคะแนนเสียงและความนิยมในระยะยาว เพราะว่าความนิยมต่อนักการเมืองคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งนั้นขึ้นกับผลงาน เป็นหลัก และการทำงานในพื้นที่และส.ส.ในพื้นที่ที่ได้นำความเปลี่ยนแปลงไปได้ ถ้าเขาจัดตั้งรัฐบาลกันได้ แล้วประชาธิปัตย์ไม่มีคู่แข่งเลย ในจังหวะที่ ส.ส. ประชาธิปัตย์หายไป ชาวบ้านเขาก็ต้องเห็นว่า ส.ส. จากพรรคการเมืองอื่นมาทำงานอะไรในพื้นที่บ้าง แล้วถ้าเขาทำงานได้ดี คนเขาก็จะเปลี่ยนไปเลือก ส.ส. จากพรรคนั้น ฉะนั้นจึงกลายเป็นว่า ไม่ใช่ว่า ประชาธิปัตย์จะสูญเสียฐานที่มั่นในกับเพื่อไทยเท่านั้น แต่ยังมีพรรคอื่นๆ ที่พรรคเหล่านี้จะเข้าไปเกาะกุมพื้นที่และสร้างผลงานให้เข้าตาประชาชน ก็คือกลายเป็นว่า ประชาธิปัตย์ทำหลายโอกาสของตัวเองที่จะสร้างความเข้มแข็งของพรรคให้มากขึ้น มันคือการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบสายตาสั้น เพราะถ้ามองในระยะยาวแล้วเมื่อคุณเป็นนักการเมืองแล้วยังไงคุณก็ต้องอยู่กับ การต่อสู้ในระบบ คุณจะออกมาต่อสู้ข้างถนนตลอดไปไม่ได้ นั่นไม่ใช่หน้าที่ของพรรคการเมือง แล้ววันหนึ่ง การชุมนุมของคุณสุเทพก็ต้องจบไป ผู้ชุมนุมก็แยกย้ายกันกลับบ้าน คุณสุเทพอาจต้องถูกดำเนินคดี การชุมนุมมันเป็นภาวะชั่วคราว แต่พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่ต้องดำรงอยู่ต่อไป ทำหน้าที่เป็นทางเลือกให้กับประชาชนในระบบไปเรื่อยๆ
ถ้าประชาธิปัตย์ต้องการกำจัดระบอบทักษิณจริงๆ วิธีที่ดีที่สุดคือทำให้ตัวเองเป็นพรรคการเมืองทางเลือกที่สามารถชนะการ เลือกตั้งในระบบได้ จะเป็นวิธีต่อสู้กับระบอบทักษิณที่ชอบธรรมที่สุด การได้อำนาจจากการตั้งสภาประชาชนที่เป็นเผด็จการเสียงส่วนน้อย มันไม่มีมีความชอบธรรม แต่ถ้าคุณชนะในระบบความชอบธรรมก็จะมีอยู่และจะทำให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพ ในระยะยาว แล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องมาสู้รบกันบนถนนอีก ถ้าเพราะประชาธิปัตย์ทำให้ตัวเองเป็นพรรคที่สามารถแข่งขันอย่างสูสีกับพรรค อื่นในระบบได้ผู้สนับสนุนประชาธิปัตย์ก็ไม่ต้องขัดข้องใจจนรู้สึกว่าชีวิตจะ ไม่มีทางออกอีกแล้ว เขาก็แค่ต้องรอไปเลือกตั้งครั้งถัดไปเท่านั้นเอง และก็ไม่ต้องออกมาทำสงครามครั้งสุดท้ายตลอดเวลา แทนที่จะออกมาเป่านกหวีด ก็ออกไปใช้สิทธิใช้เสียงเลือกตั้งเลือกประชาธิปัตย์ให้ถล่มทลาย จะทำอย่างนั้นได้พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องไม่ยอมแพ้กับการเมืองในระบบ
ทีนี้ จะชนะเลือกตั้งได้คุณต้องเกาะกระแสคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่เกาะกระแสคนส่วนน้อยที่เป็นอภิสิทธิ์ชน สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ทำพลาดมาโดยตลอดคือ เกาะติดกับฐานเสียงหรือกระแสที่ชอบตัวเองอยู่แล้ว ในกรุงเทพฯ ในเมือง แล้วก็ในภาคใต้ ซึ่งก็จะไม่มีทางชนะการเลือกตั้งได้ จะชนะการเลือกตั้งได้คุณต้องขยายฐานเสียงของคุณออกไป ไปโน้มน้าวแล้วก็ชนะใจคนที่เขาไม่เลือกคุณมาก่อน เช่น ในภาคอีกสาน พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้สู้อยู่กับระบอบทักษิณหรอก แต่สู้อยู่กับคนอีก 15-16 ล้านคน ที่เขาไม่เคยเลือกพรรคคุณเลยในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ เพราะถึงแม้จะกำจัดระบอบทักษิณออกไปได้แล้ว ถ้าคุณมีอะไรที่เป็นนโยบายที่จะไปตอบสนองคน 15 ล้านคนนั้น เขาก็ไม่เลือกคุณอยู่ดี คุณต้องชนะใจคนเหล่านี้ให้ได้คราวนี้ถามว่า ทำไมเขาไม่เลือกประชาธิปัตย์ อย่าตอบว่าเพราะเขาถูกซื้อเสียงทั้ง 15-16 ล้านเสียง คุณอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมายอมรับเองว่าในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้นประชาธิปัตย์ใช้เงิน มากกว่าเพื่อไทยเสียอีก ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ซื่อสัตย์กับตัวเองจริง ก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาที่แพ้ไม่ได้แพ้เพราะเรื่องซื้อเสียง ไม่ได้แพ้เพราะตัวเองมีเงินน้อยกว่า ต้องเริ่มจากความจริงข้อนี้
ถาม: อะไรทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนและแนวทางเคลื่อนไหวไปในทางเล่นการเมือง นอกระบบมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจารย์คิดว่า ส.ส.และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการตัดสินใจคว่ำบาตรครั้ง นี้หรือไม่
ผมเชื่อว่าไม่ใช่สมาชิกพรรคทุกคน ส.ส. ทุกคนของพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการคว่ำบาตรการเลือกตั้ง กับการเดิมพันครั้งนี้ แต่อาจจะไม่สามารฝืนมติพรรคได้ แล้วก็ต้องรอดูต่อไปว่า จะมีคนย้ายพรรคไหม จะมีคนแบ่งกลุ่มออกมาไหม เช่น กลุ่มของคุณอลงกรณ์ ที่ผลักดันเรื่องการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์นั้นจะแยกตัวออกมาไหม หรือมีบางกลุ่มแยกตัวออกมาร่วมปฏิรูปกับรัฐบาลไหม คนที่รู้สึกว่าการเดิมพันครั้งนี้มันสูงเกินไปสำหรับเขา และเป็นการตัดอนาคตทางเมืองของเขา เราต้องเข้าใจว่า ถึงที่สุดแล้ว ส.ส. ทุกคนอยากเลือกตั้ง ได้รับเลือกเป็น ส.ส. ไม่เช่นนั้นแล้วจะลงมาเล่นการเมืองทำไม แล้วไม่ใช่ว่า ส.ส. ประชาธิปัตย์ทุกคนจะฮาร์ดคอร์เหมือนกับคุณสุเทพ คุณสุเทพแกเดิมพันส่วนตัวของแกได้  แต่ ส.ส. จำนวนหนึ่งถ้าเขาไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้เป็นผู้แทนแล้วเขาก็จะลำบาก ฉะนั้นการคว่ำบาตรไม่น่าเป็นความต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าตอนนี้ปัญหาคือในบรรดาส.ส. ประชาธิปัตย์ที่ไม่เห็นด้วย เขาจะทำอย่างไรต่อ ถ้ามีการแตกแยกของพรรคประชาธิปัตย์โผล่ออกมาให้สาธารณะเห็น การคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะยิ่งมีความชอบธรรมน้อยลง เพราะจะชี้ให้เห็นว่า คุณกำลังใช้อำนาจเผด็จการหรือเปล่า ไปบังคับฝืนใจ ส.ส. ของคุณเองหรือเปล่า จึงต้องถามว่า การคว่ำบาตรครั้งนี้ใครได้ประโยชน์กันแน่ อาจเป็นแค่กลุ่มของคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพเท่านั้น ที่ครอบงำพรรคอยู่
ปัญหาตอนนี้คือ พรรคถูกครอบงำโดย คุณสุเทพและคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งมีคดีติดตัวเยอะมก อาจต้องติดคุก และอนาคตการเมืองในระบบเหลือน้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเขามีเหตุจูงใจที่จะไม่เล่นการเมืองในระบบ เขามีแรงจูงใจที่จะเล่นการเมืองแบบสุดโต่ง เพราะไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้ว อันนี้เป็นปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะองค์กรว่า จะปล่อยให้ตัวเองถูกครอบงำโดยกลุ่มที่สุดโต่งแบบนี้หรือไม่ ถ้าอยากเห็นประชาธิปัตย์ดำรงอยู่ต่อไปในฐานะพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด อันนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ คุณสุเทพและคุณอภิสิทธิ์กำลังพาพรรคทั้งพรรค องค์กรทั้งองค์กร ลงเหวไปกับตัวเองด้วย ทำพรรคล้ม เพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตัวเอง
ถาม: ในการคว่ำบาตรการเลือกตั้งของประชาธิปัตย์ที่ผ่านมา ในปี 2500 และ 2549 ก็มีส่วนในการปูทางให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง ในการคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่การเข้ามาของอำนาจนอกระบบอีก หรือไม่
คงตอบไม่ได้ว่า จะเกิดหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของอนาคตที่มีตัวแปรซับซ้อน แต่วิเคราะห์ได้ว่า การคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นจิ๊กซอว์อันหนึ่งที่จะนำไปสู่การปูทางของการเข้ามาของอำนาจนอกระบบ พูดง่ายๆ ว่า คว่ำบาตรการเลือกตั้งเพื่อทำให้การเมืองในระบบเกิดทางตัน เพราะการเลือกตั้งเป็นการแก้ปัญหาในระบบประชาธิปไตยทั่วไปที่ทั่วโลกใช้ ถ้าเลือกตั้งผ่านไปได้ก็ไม่ตัน แต่ถ้าฝ่ายชนชั้นนำที่สนับสนุนประชาธิปัตย์อยากให้เกิดทางตัน เขาก็ต้องทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เกิดขึ้น ซึ่งการคว่ำบาตรครั้งนี้ก็เป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่ง เพื่อให้เกิดทางตัน เกิดสุญญากาศทางอำนาจ เพื่อจะปูทางสู่การแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบในที่สุด เพียงแต่ว่าในครั้งนี้ พรรคการเมืองอื่นไม่เอาด้วย ก็เลยต้องมาดูว่า การคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: นายกยิ่งลักษณ์คือหลักชัย

ที่มา ประชาไท


เมื่อวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงอย่างเป็นทางการว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เพราะประชาธิปไตยถูกบิดเบือนโดยคนบางกลุ่ม และทำให้ประชาชนนั้นขาดความศรัทธาในระบบพรรคการเมือง และในระบบการเลือกตั้ง หากสภาพดังกล่าวยังดำรงต่อไป บ้านเมืองไม่มีการปฏิรูป ก็จะตกอยู่ในสภาพการเมืองที่ล้มเหลว ขัดแย้ง สุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรงและความสูญเสีย และการทุจริตคอร์รัปชั่น พรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นว่าควรจะหยุดการเมืองแบบนี้ และดำเนินการให้มีการปฏิรูปการเมืองเสียก่อน

ท่าทีของพรรคประชา ธิปัตย์ดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับท่าทีของม็อบ กปปส.(คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่ สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งย้ำว่า จะต้องมีการปฏิรูปประเทศไทยเสียก่อนจึงมีการเลือกตั้ง โดยให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออก แล้วดำเนินการปฏิรูปการเมืองตามวิธีการที่นายสุเทพเสนอ คือตั้งนายกคนกลางมาดำเนินการปฏิรูปการเมืองราว 1 ปีขึ้นไป แล้วจึงให้มีการเลือกตั้ง กรณีนี้ ถ้าจะถอดความหมายโดยตรงของการปฏิรูปการเมืองตามข้ออ้างของนายอภิสิทธิ์ ก็คือ ถ้าขืนลงเลือกตั้งก็คงแพ้พรรคเพื่อไทย ดังนั้น จะต้องดำเนินการอย่างไรก็ได้ ให้มีหลักประกันว่าฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์จะชนะเลือกตั้ง แล้วฝ่ายพรรคเพื่อไทยแพ้ แล้วจึงถือว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เรื่องทุจริตคอรัปชั่นอะไรที่ยกมานั้นเป็นเพียงข้ออ้างเรียกความสนับสนุนจาก ชนชั้นกลาง เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เองก็ไม่เคยปลอดจากการทุจริตแม้แต่ครั้งเดียว

และ ในเมื่อมีการตั้งธงว่า จะล้มการเลือกตั้งให้จงได้ วิธีการดำเนินงานของม็อบ กปปส.ก็คือ การใช้ฝูงชนฝ่ายของตนไปขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง ที่เห็นได้ชัดคือ ในวันที่ 23 ธันวาคม ได้มีการเคลื่อนฝูงชนไปปิดล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง เพื่อใช้กำลังบังคับทำลายการสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนอย่างมากกับเจ้าหน้าที่คณะกรรมการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่มาลงสมัคร และสื่อมวลชนที่มาทำข่าว และฝ่ายม็อบ กปปส.อธิบายว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้น และเป็นที่ชัดเจนว่า ฝ่ายม็อบนายสุเทพใช้วิธีการทุกอย่างในการก่อกวนกระบวนการเลือกตั้งต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน

คงต้องอธิบายตั้งแต่แรกว่า วิธีการที่ม็อบ กปปส.ปิดล้อมการสมัครรับเลือกตั้งที่ดินแดนนั้น เป็นวิธีการอันไม่ถูกต้อง ไม่มีทางที่จะได้รับความเห็นพ้องจากทุกฝ่าย และไม่ใช่วิธีการที่จะนำไปสู่การล้ม”ระบอบทักษิณ”สร้างการเลือกตั้งที่ บริสุทธิ์ยุติ

ธรรมตามข้ออ้าง แต่กลายเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นความถ่อยเถื่อนไร้หลักการ ที่พร้อมที่จะละเมิดสิทธิคนอื่น ที่ฝ่ายม็อบ กปปส.กระทำอยู่ตลอดเวลา โดยที่ฝ่ายของนายสุเทพไม่เคยสนใจเลยว่า จะมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งหรือไม่ที่สนับสนุนการเลือกตั้ง หรือแม้กระทั่งประชาชนฝ่ายที่ยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยจะต้องปฏิบัติอย่างไร

กรณี นี้ ได้สะท้อนด้วยว่า ข้ออ้างทั้งหมดของพรรคประชาธิปัตย์และม็อบ กปปส.เป็นข้ออ้างอันไม่สมเหตุผล กระบวนการเลือกตั้งที่ดำเนินไปขณะนี้เป็นเครื่องแสดงว่า ประชาธิปไตยไทยยังเป็นไปโดยราบรื่น ไม่มีอะไรจะต้องไปปฏิรูปเร่งด่วนแบบฉับพลันจนต้องล้มการเลือกตั้ง แต่ในทางตรงข้าม ถ้าหากการเลือกตั้งไม่เกิดขึ้นตามกำหนดต่างหาก ที่จะนำประเทศไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น จนอาจเกิดมิคสัญญี เพราะต้องอธิบายว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ได้กลายเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กระบวนการเลือกตั้งได้รับการสนับสนุนจากผู้รักความยุติธรรม นักวิชาการฝ่ายก้าวหน้า ผู้ที่เชื่อมั่นในสันติวิธีอย่างแท้จริง และยังได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากโลกนานาชาติรวมทั้งภาคีอาเซียน ในลักษณะที่พรรคประชาธิปัตย์และม็อบสุเทพไม่มีโอกาสได้รับ

ในภาวะ เช่นนี้ คงอธิบายได้เลยว่า ม็อบนายสุเทพไม่มีทางที่จะได้รับชัยชนะ ไม่ว่าจะมีแรงสนับสนุนจากชนชั้นกลางในเมืองมากเท่าใด หรือจะมีฝูงชนเข้าร่วมขนาดไหน หรือต่อให้มีองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการสิทธิมนุษย์ชน หรือแม้แต่ คณะกรรมการเลือกตั้ง คอนสนับสนุนก็ตาม ทั้งนี้เพราะการล้มการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ ก็คือการล้มระบบประชาธิปไตย ยิ่งกว่านั้น ถ้าจะล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ให้สำเร็จได้ จะต้องละเมิดกติกาทุกอย่าง คือ ต้องล้มเลิกไม่ใช้รัฐธรรมนูญหลายมาตรา ล้มเลิกกฤษฎีกา ไม่ใช้กฎหมายเลือกตั้ง หรือไม่ก็ต้องใช้การตะแบงตีความกฎหมายอย่างสุดขีด ซึ่งเป็นการยากที่จะทำได้
จึงสรุปได้ว่า การคุกคามจากพรรคประชาธิปัตย์ ม็อบ กปปส. และองค์กรอิสระที่เป็นอยู่ จึงเป็นภาวะอันไม่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยืนกรานไม่ลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการ แต่ใช้วิธีการไม่รุนแรงกับฝ่ายม็อบ ก็ยังคงเป็นวิธีการที่ถูกต้อง และที่ดีกว่านั้น ก็คือการเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรีที่ลงสู่มวลชนหาเสียงสนับสนุนในต่าง จังหวัด และยังตกลงใจที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นลำดับแรกในระบบบัญชีรายชื่อของ พรรคเพื่อไทย บทบาทของนายกรัฐมนตรีที่ไม่อ่อนไหวไปตามสถานการณ์ จึงมีความสำคัญในการยืนยันประชาธิปไตย ซึ่งเป็นแนวทางการเมืองหลักของประเทศในขณะนี้

บทบาทสำคัญของฝ่าย ประชาชนในขณะนี้จึงต้องสนับสนุนท่าทีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการยืนยันกระบวนการประชาธิปไตย ต้องช่วยกันรณรงค์การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 ดำเนินไปอย่างเป็นปกติที่สุด ต้องบอกพี่น้องเราให้มาเลือกตั้ง โดยไม่จำเป็นต้องเลือกพรรคเพื่อไทย เลือกพรรคไหนก็ได้ที่ลงสมัคร เพราะจนถึงวันนี้ การเลือกตั้งเท่านั้น ที่จะทำให้บ้านเมืองผ่านวิกฤติได้โดยสันติ เพราะถ้าไม่มีเลือกตั้ง ฝ่ายคนเสื้อแดง และผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีจำนวนมากกว่าม็อบ กปปส.คงไม่ยินยอม และความขัดแย้งจะยิ่งไม่มีทางแก้ หรืออาจจะเกิดการบาดเจ็บล้มตายจากการต่อสู้อีก

แต่เหตุผลสำคัญอีก อย่างหนึ่งที่จะต้องยืนยันการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้นี่เอง ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะการที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงเลือกตั้ง ถือเป็นการปฏิรูปการเมืองอย่างสำคัญ คณะกรรมการเลือกตั้งต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นเพียง 1 ในพรรคการเมือง 70 พรรค เมื่อไม่พร้อมจะลงสมัคร 1 พรรค ก็ยังมีพรรคอื่นที่เหลือ พรรคการเมืองเดียวจะล้มการเลือกตั้งทั้งหมดไม่ได้

แต่ ใจความสำคัญของการเว้นวรรคของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ จะไม่มีพรรคการเมืองก่อกวนในรัฐสภา ซึ่งหมายถึงว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า รัฐสภาไทยจะสงบ การพิจารณากฎหมายทั้งหลายก็จะราบรื่นกว่าที่ผ่านมา กลุ่ม 40 สว.ที่ก่อกวนในวุฒิสภาจะไม่มีแนวร่วม เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะทำได้เพียงการก่อกวนนอกสภา มีฐานะเท่ากับฝ่ายพันธมิตร ดังนั้น เพื่อความสงบราบรื่นทางการเมือง รัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้งจึงไม่ควรโอนเอนตามข้อเสนอยุบสภาก่อนกำหนด ต้องอยู่ให้ครบ 4 ปีตามเงื่อนไข ให้ถือว่าการเมืองในสภาที่ไม่มีประชาธิปัตย์ 4 ปีจะทำให้ประเทศไทยก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

มือดีเป่าดับ1 เจ็บ5 การ์ดกปปส. ผวาชุลมุนกลางดึก ชาวเน็ตวิจารณ์ยิงกันเองสร้างสถานการณ์

ที่มา go6tv



28 ธันวาคม 2556 go6TV - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลาประมาณ 3.30น. มีกลุ่มชายฉกรรจ์ขับรถเก๋ง มาจากทางแยกนางเลิ้งมาจอดตรงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ซึ่งเป็นพื้นที่การชุมนุมของม็อบ กปปส. โดยได้ลดกระจกด้านหลังลงจากนั้นแล้วใช้ปืน ลักษณะคล้าย M16 กราดยิง การ์ดของ ม็อบ กปปส.ที่ ยืนเฝ้าระวังเหตุการณ์อยู่บริเวณแนวรั้วด้านหลังเวทีปราศรัย จากนั้นหลบหนีไปโดยใช้เส้นทางวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และพบว่ารถคันดักล่าวได้ขับรถวนไปที่แยกมิสสักวันแล้วกราดยิงในลักษณะเดิม อีกครั้ง

เบื้อง ต้นมีการ์ดของม็อบ กปปส. รวมทั้ง การ์ดของ คปท. ถูกยิง 4 ราย รถกู้ชีพจากมูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่ง รพ.รามาธิบดี 2 ราย รพ.กลาง 1 ราย และ รพ.ราชวิถี 1 ราย โดยรายที่ รพ.กลาง ทราบชื่อ นายจำเรียง จิตรวัตร อายุ 31 ปี ชาวอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เสียชีวิตแล้ว โดยกระสุนทะลุข้างลำตัว และเหตุยิงกันด้วยอาวุธปืน บริเวณที่ชุมนุมเวที คปท. บริเวณสะพานอรทัย มีผู้บาดเจ็บ นำส่ง โรงพยาบาลราชวิถี 1คน ชื่อ นายสเน่ห์ โลหะศาสตร์ อายุ57ปี ถูกยิงข้อเท้าซ้าย กระดูกแตก 

เหตุยิงกันด้วยอาวุธปืนบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ผู้ได้รับบาดเจ็บ ชื่อ นายประวิตร ทองแปรง อายุ25ปี ถูกยิงเหนือเข่า และ นายสุรพงษ์ สมแคล้ว อายุ29ปี ถูกยิงที่คอและไหล่ขวา อาการสาหัส

ต่อมาเวลาประมาณ 05.00น. เกิดเหตุยิงกันด้วยอาวุธปืน บริเวณสะพานอรทัย ผู้บาดเจ็บชื่อนายสมบัติ นาคเพชร อายุ 48ปี ถูกยิงบริเวณข้อศอกซ้าย จะไปโรงพยาบาลเปาโลแต่รถยนต์เสียหลักประสบอุบัติเหตุชนป้อมตำรวจบริเวณแยกโรงกรอกน้ำ ทำให้นางปานทอง นาคเพชร ที่นั่งมาด้วยศรีษะแตก นำส่งรพ.เปาโล


ขณะ เดียวกัน ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้มีผู้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์กรณีดังกล่าว เป็นจำนวนมาก โดยความเห็นทั้งหมดเป็นไปในทิศทางเดียวกันที่วิเคราะห์ว่าน่า จะเกิดการยิงกันเองของกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อที่ต้องการเป็นข้ออ้างให้การ์ดของ ม็อบ กปปส. ติดอาวุธ รวมทั้งเพื่อเป็นการใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐด้วย





ระยำไม่หยุด! กปปส. ตัดน้ำตัดไฟ ป่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งภาคใต้ เลืยนแบบปิดล้อมกกต.กรุงเทพฯ

ที่มา go6tv

 กปปส. ยกปิดล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต ทำให้ไม่มีผู้เข้ารับสมัคร ส.ส.ในวันนี้ ด้านผอ. กกต หางโผล่ อ้างหากไม่ความปลอดภัยในชีวิตเจ้าหน้าที่พร้อมปิดการรับสมัคร 


กปปส.ชุมพร ปิดประตูเข้าออกสถานที่รับสมัคร ห้ามผู้สมัคร-เจ้าหน้าที่ เข้าออก พร้อมตัดน้ำตัดไฟทั้งหมด / ภาพข่าว ทิวา (ไทยรัฐ)
28 ธันวาคม 2556 go6TV - เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ ผ่านมาบริเวณอาคารโรงยิมเนเซี่ยมสนามกีฬากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นสถานที่เปิดรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต ทั้ง 6 เขตเลือกตั้งของจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นวันแรก ยังไม่มีใครเดินทางมาสมัครแต่อย่างใด นายอวยชัย อินทร์นาค รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้เดินทางมาสังเกตการณ์ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ต้องการสมัครคนใดเดินทางเข้ามาสมัครได้

โดย สถานที่รับสมัครมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้นประตูทางเข้า ทั้ง 2 ด้าน เนื่องจากด้านนอกอาคารมีกลุ่ม กปปส จำนวนหนึ่งพร้อมรถติดเครื่องขยายเสียงมาทำการปิดล้อมสถานที่รับสมัครพร้อม เปิดเวทีปราศรัยกล่าวโจมตีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน 1 กองร้องเข้าดูแลประจำการณ์ในจุดดังกล่าวแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดขณะนี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ ประกอบไปด้วย จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพร จังหวัดยะลา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดนราธิวาส

กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ยะลา เดินทางมาชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดยะลา ห้ามผู้สมัคร-เจ้าหน้าที่ เข้าออก พร้อมตัดน้ำตัดไฟทั้งหมด ไม่ให้ กกต.ยะลา ไม่ให้รับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต
ภาพ กปปส.ยะลาปิดประตูทางเข้า-ออกศาลากลางจังหวัด ปิดทางสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต
กปปส.ยะลา ปราศรัยโจมตี กกต.ยะลา ห้ามผู้สมัคร-เจ้าหน้าที่ เข้าออก พร้อมตัดน้ำตัดไฟทั้งหมด

ภาพรถตำรวจที่สนามไทย-ญี่ปุ่น รูกระสุนพรุน

ที่มา go6tv






Voice TV: สภาฟาสซิสต์ สู่ สภาประชาชน

ที่มา Thai E-News







เริ่มแล้วบรรยากาศเลือกตั้ง ท่ามกลางความไม่เชื่อมั่น

ที่มา Thai E-News






ป้ายหาเสียงเพื่อไทยเบอร์15 จังหวัดยะลา ชูคำขวัญ ยึดมั่นในกติกา รักษาประชาธิปไตย เคารพการตัดสินใจ ของประชาชน

อันนี้แฟนๆพรรคเำพื่อไทยจัดให้


23 ชั่วโมงที่แล้ว 

พรรคพลังประชาธิปไตย ปาร์ตี้ลิสต์แค่เจ็ดคน แต่ผมว่าเลือกกันเยอะๆ จะถึงผมจนได้นะ และผมจะทำการเมืองให้เป็นแบบอย่างครับ
 




เเทน ที่ผมจะอยู่กลางสนามเพื่อจับเบอร์เเวดล้อมด้วยเสียงเชียร์ของผู้สนันสนุน กลับต้องมาอยู่ทามกลางเสียงโห่ร้องของคว่มขัดเเย้ง เสียงปืนเเละเเก๊สน้ำตาเสียงไซเลนเเละผู้บาดเจ็บ ผมจึงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ หรือเพราะว่าพรรคประชาธิปปัตย์ ไม่ได้ลงเลือกตั้งครั้งนี้ มันถึงได้วุ่นวายกันได้ถึงขนานนี้ 

M.l. Nattakorn Devakula




ฟังรายการคุณดนัย FM97สัมภาษณ์ นายวิชา มหาคุณ เรื่องการจัดการลงโทษ ส.ส.ที่โหวตให้สว.มาจากเลือกตั้ง...จนคำถามสุดท้าย ถามว่า ถ้าชี้มูล ส.ส. แล้วบางคนเป็นผู้สมัครเลือกตั้ง จะกระทบการเลือกตั้งรึเปล่า
กรรมการ ปปช. บอกว่า...

"คุณคิดว่าจะได้มีการเลือกตั้งเหรอ"
เสร็จแล้วหัวเราะชอบใจ
"คนเก่งอย่างคุณดนัย อ่านสถานการณ์ไม่ออกหรือ ฮ่าฮ่าฮ่า(หัวเราะตบท้าย)"