แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Rich Folks Hoax: เพลงที่น่าจะใช้ได้กับไทย - แรงบันดาลใจยุคเผด็จการเหยียดผิว Apartheid สู่คนรวยเทือกเหยียดคนชนบท

ที่มา Thai E-News



So don't tell me about your success
Nor your recipes for my happiness
Smoke in bed
I never could digest
Those illusions you claim to have going
เรื่องเกี่ยวข้อง: ตายแล้วเกิดใหม่ จากแรงบันดาลใจยุคเผด็จการเหยียดผิว อาพาเต้ (Apartheid) สู่... ร็อกสตาร์


“Searching for Sugar Man” จากแรงบันดาลใจยุคเผด็จการเหยียดผิว อาพาเต้ (Apartheid) สู่... ร๊อกสตาร์ แรงบันดาลใจสำหรับผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

We Vote 2014 W Pimkanjanapong

ที่มา Thai E-News


"เคารพสังคม เคารพตัวเอง"


เสียงหนึ่งซึ่งฝ่อ เพราะพรรคของเขาดร็อปไป

"ผมเบื่อคำว่าประชาธิปไตย ผมเบื่อคนอ้างคำว่าประชาธิปไตย เพราะตอนนี้มันโดนใช้จนกลายเป็นคำน่ารังเกียจไปแล้ว เหมือนกับใช้คำว่าคนดี ศีลธรรม จนกลายเป็นคำน่ารังเกียจไปแล้ว"


"ถ้าจะปฏิรูปการ เมือง ไม่ต้องมาปฏิรูปให้คนไม่โกง ไม่อะไรออกไป ผมว่านะ เอาให้มันได้เลือกตั้งเร็วขึ้น จะทำเอทำบี ทำซ้ายทำขวาก็ให้เลือก...เอาให้เยอะๆ เยอะๆ  เสียงบประมาณไม่เป็นไร ผมบอกเลยนะ นั่นคือค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมันของระบบประชาธิปไตย"

 ภาพขนาดย่อ

จักรภพ เพ็ญแข: อยู่เฉยไม่ใช่ยุทธศาสตร์

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
December 28, 2013

เราสรุปสถานการณ์ประจำวันกันเสียหน่อยนะครับว่า “คณะกรรมการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยก่อนผลัดแผ่นดิน” ที่มอบ กปปส. และ คปท. มาออกแขกก่อนไปพลางๆ นั้น เขาวางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของเขาอย่างไรขณะนี้ ว่ากันสั้นๆ ชัดๆ เพื่อให้พลเมืองประชาธิปไตยทั้งหลาย ช่วยตรวจสอบและขยายพรมแดนการสืบสวนสอบสวนออกไปอีก

๑. เขาให้ธงกับนายสุเทพฯ ไว้ว่า ต้องเผด็จศึกให้ได้ไม่เกินวันศุกร์ที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๗

๒. ถ้านายสุเทพฯ ทำไม่ได้ เขาจะหันกลับมาใช้คำสั่งศาลแทน เพื่อระงับการเลือกตั้ง

๓. ถ้าปัญหาด้านศาลมีมากจนฝ่าด่านไม่ไหว ก็จะหันกลับมาใช้การล้มเลือกตั้งแบบอันธพาลข้างถนนอีก

๔. ไม่ว่าจะเป็นยุทธวิธีอันธพาลข้างถนนหรือใช้คำสั่งศาล ก็มุ่งผลเดียวกันคือ ทำให้นายกรัฐมนตรีหมดจากอำนาจ หรือเสมือนหมดจากอำนาจ แล้วประกาศยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ผู้ที่ยึดตัวจริงไม่ใช่ตัวนายสุเทพฯ แต่ให้นายสุเทพฯ ออกหน้าไปก่อนชั่วระยะหนึ่ง

รู้อย่างนี้แล้ว รัฐบาลควรทำอะไรบ้าง ก็ขอแนะนำกันดังๆ ไปทางนี้เลยนะครับ วันนี้คงไม่ต้องมาทำอะไรหลบเร้นกระมิดกระเมี้ยนอีกแล้ว โดยเฉพาะผมซึ่งอยู่นอกพระราชอาณาเขต ก็สมควรจะพูดตรง และทำตรงกว่าคนอื่น

๑. นายกรัฐมนตรีได้โปรดต่อสาย (หรือสั่งให้ต่อสาย) หาสมาชิก ๕ ประเทศของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ที่ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐรัสเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ราชอาณาจักรอังกฤษ และสาธารณรัฐฝรั่งเศส แล้วขอให้มิตรประเทศผู้เป็นประชาธิปไตยทั้ง ๕ รัฐนี้ออกแถลงการณ์สนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลไทยในการเดินหน้าเลือกตั้งในวัน ที่ ๒ กุมภาพันธ์นี้ ระหว่างนี้ หากมีเอกอัครราชทูต อธิบดี รองปลัดกระทรวง หรือเจ้าหน้าที่คนใดของฝ่ายไทย “ล็อบบี้” แข่งขันกับรัฐบาลเพื่อให้เขาสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม ให้ประกาศปลดและลงโทษฐานทรยศชาติทันที

๒. ไม่จำเป็นต้องได้เสียงครบทั้ง ๕ ชาติ (แต่ถ้าได้ก็วิเศษ) เพราะขณะนี้สถานการณ์ยังห่างไกลต่อการที่ไทยจะต้องได้เสียงเอกฉันท์จากคณะ มนตรีความมั่นคงฯ เพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่แรงกว่าในอนาคต เวลานี้แค่หว่านเมล็ดพืชเอาไว้ในแปลงสากล ก็เป็นการเพียงพอ วันหลังค่อยย่องมาต่อยอดได้อีก

๓. จัดการประชุมระหว่างประเทศเรื่อง สถานการณ์ไทยขึ้นในกรุงเทพฯ โดยเชิญผู้แทนรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทในระดับโลก สื่อมวลชนสากล ฯลฯ มาร่วมรับรู้สถานการณ์แปลกประหลาดในประเทศไทย ความกลัวเรื่องสาวไส้ให้กากินนั้นคงผ่านพ้นไปนานแล้ว ไม่ต้องนำมาคิดให้เสียเวลาอีก ถ้าฝ่าย “คณะกรรมการโค่นล้มประชาธิปไตยก่อนผลัดแผ่นดิน” อยากเข้าร่วมด้วย ก็ขอให้จัดคนมา จะได้นำเสนอต่อที่ประชุมประชาธิปไตยระดับโลกว่าทำไมตัวจึงค้านการเลือกตั้ง อย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดฆ่าคนไทยด้วยกันได้ลงคอ

๔. รัฐบาลต้องระวังเรื่องบุคลากรของตัวเองไว้ให้ดี อย่าเหนียมอายเรื่องการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่แอบใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อฝ่าย ตรงข้าม สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เราสอบดูแล้วว่า มีจุดยืนแน่ชัดสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยทั้งต่อหน้าและลับหลังเรา โดยใช้อำนาจตามกฎหมาย จัดสลับสับเปลี่ยนบุคลากรเสียในบัดนี้เลย อย่ากลัวเขาจะโกรธแล้วไปขึ้นเวทีฝ่ายตรงข้ามเหมือน นายกษิต ภิรมย์ เลยครับ เราน่าจะกระตุ้นให้เกิดการแบ่งสายพันธุ์กันให้ชัดเสียเลยเดี๋ยวนี้ จะเป็นประโยชน์ในระยะต่อไปมากกว่า.

ปีใหม่ชีวิตใหม่

ที่มา Buddhadharm

"เวลา"กับ"ตัณหา"


พรปีใหม่ อย่าโง่เท่าเดิม !


ปีใหม่แห่งความไม่ประมาท.


ปีใหม่สามแบบ (๒๕๑๒).


ปีใหม่แห่งการเลื่อนชั้นของจิต.


วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ธรรมบรยาย ๒๒ เม ย ๕๖

ที่มา พระมหาทองมั่น สุทธจิตโต



ธรรมบรรยาย อุบายปฏิบัติธรรม โดย...พระมหาทองมั่น สุทฺธจิตฺโต วัดภัททันตะอาสภาราม จ.ชลบุรี ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรม ตาณังเลณัง เฉลิมราช ๖๐ ปี จ.เชียงใหม่ วันที่ ๒๒ เม.ย. ๕๖ (ถ้าต้องการแผ่น DVD ให้ติดต่อขอได้ ที่ ศูนย์ฯ โทร 053-887210)

ภาพขนาดย่อ

ความเงียบของชนชั้นกลางในฐานะของผู้ชุมนุมและผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา ประชาไท



เห็นได้ชัดว่าการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งในประเทศไทยมักเกิดความ รุนแรง แน่นอน ทั่วโลกเวลาชุมนุมกันแบบนี้ก็มักจะเกิดเหตุรุนแรงด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงจากฝ่ายรัฐผู้เข้าปราบปราม หรือจากผู้ชุมนุมเองซึ่งปลุกปั่นยุยงกันและกันให้เกิดความเกลียดชังต่อรัฐ ปัญหาคือ “ทำไมทุกฝ่ายปล่อยให้มีคนตายและบาดเจ็บ” ซึ่งเหตุการณ์ในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอและเสื่อมทรุดทาง ศีลธรรม นั่นคือ ประเทศไทยหมดความชอบธรรมที่จะอ้างสิทธิแห่งความเป็นเมืองพุทธศาสนาใช่หรือ ไม่? ในเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ปล่อยให้มีคนตายและบาดเจ็บอย่างหน้าตาเฉย โดยไม่ลุกขึ้นมาพูดหรือทำอะไรสักอย่าง เพราะที่ควรเป็นคือคนจำนวนมากในฐานะเจ้าของสิทธิ์อย่างแท้จริงและเป็นเจ้า ของพื้นที่ด้วย น่าจะออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับทั้งรัฐบาลและผู้ชุมนุมที่มัวแต่โยนความ ผิดให้แก่กันแล้วปล่อยให้มีจำนวนผู้บาดเจ็บและล้มตายเพิ่มขึ้นไม่ใช่หรือ แต่กลายเป็นว่า คนส่วนใหญ่ที่อยู่รอบๆพื้นที่ชุมนุมกลับปล่อยให้ความรุนแรงเป็นเรื่องไกลตัว และเลือกที่จะหลับหูหลับตาเป็นศาสนิกชนที่ดีต่อไป จึงมีข้อสังเกตดังนี้
1. ปัญหาเกี่ยวกับการตัดสินใจและมนุษยธรรม

เมื่อ มีผู้บาดเจ็บล้มตายเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง รัฐหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความผิดในฐานที่ไม่ควบคุม สถานการณ์ ไม่ใช่รัฐผิดในฐานที่ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องจนมีคนตาย หมายถึง รัฐต้องแบกรับความเสี่ยงว่าจะต้องใช้วิธีใดจึงควบคุมสถานการณ์ได้ เช่นโจทย์คลาสสิกอย่างโจรกลุ่มหนึ่งเมายาบ้าแล้วเข้าปล้นธนาคารพร้อมจับตัว ประกันไว้เป็นจำนวนมาก โจรขู่ว่าถ้าตำรวจพยายามบุกเข้ามาจะระเบิดฆ่าตัวตายพร้อมกับตัวประกันเหล่า นั้น ต่อมาโจรยื่นข้อเสนอให้ตำรวจ เช่น ขอเส้นทางหลบหนีพร้อมเงิน แต่ตำรวจเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจเจรจาได้ โจรจึงกดดันตำรวจด้วยการยิงตัวประกันทิ้งต่อหน้าทีละคนทุกหนึ่งชั่วโมง โจทย์คือตำรวจต้องทำอย่างไรเพื่อรักษาชีวิตตัวประกันไว้? ที่น่าสนใจคือ ถ้าโจรคนหนึ่งเห็นว่าตนเป็นเหตุให้มีการตายเกิดขึ้นและต้องการมอบตัวก็ไม่ ได้แปลว่าโจรเลือกข้าง แต่อาจแปลว่ามีสำนึกทางมนุษยธรรม ขณะเดียวกันถ้าตำรวจนายหนึ่งพยายามหาข้อเสนอที่ดูเหมือนเอาใจโจรก็ไม่ได้แปล ว่าเลือกข้างแต่อาจแปลว่ามีสำนึกทางมนุษยธรรม (ที่ใช้คำว่า “อาจ” เพราะในความเป็นจริงอาจซับซ้อนกว่านั้นก็ได้) แต่สำนึกทางมนุษยธรรมต้องควบคู่กับการบริหารจัดการที่ดีด้วย เช่น ถ้าตำรวจเลือกที่จะรักษาชีวิตตัวประกันโดยให้ในสิ่งที่โจรต้องการทุกอย่าง จะกลายเป็นว่า โจรกลุ่มอื่นย่อมใช้วิธีเดียวกันนี้เพื่อเรียกร้องสิ่งที่ตนเองต้องการเช่น กันในอนาคต ดังนั้น โจทย์แบบนี้จึงตัดสินใจลำบากและไม่ใช่ทุกครั้งที่ตัดสินใจถูกต้อง จุดนี้เราควรเห็นอกเห็นใจผู้ตัดสินใจด้วย ที่สำคัญถ้าเราคิดว่าเรามีวิธีที่ดีกว่าก็ควรจะเสนอเพื่อนำไปใช้ในสถานการณ์ จริงเสียเลย ไม่ใช่สักแต่พูดเมื่อเหตุการณ์จบไปแล้ว

ลองกลับมาดูความ เห็นของผู้สันทัดกรณีที่อยู่บริเวณโดยรอบเหตุการณ์นี้ดูบ้าง แน่นอนย่อมมีคนที่เห็นว่า ตำรวจควรเสี่ยงเข้าไปช่วยชีวิตตัวประกันโดยให้หน่วยจู่โจมบุกเข้าโจมตีและ ฆ่าโจรพวกนั้นเสีย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งย่อมเห็นว่า ตำรวจควรให้ในสิ่งที่โจรต้องการเพื่อให้ตัวประกันรอดก่อน สมมติเราเพิ่มรายละเอียดว่าโจรที่จับตัวประกันนั้นไม่ใช่คนไทย ทุกคนอาจตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่าให้วิสามัญฆาตกรรมเลยก็เป็นได้ ทำนองเดียวกัน ถ้าโจรที่จับตัวประกันนั้นเป็นคนที่เราคิดว่าเป็นคนดีมากๆล่ะ เราจะยังสนับสนุนให้วิสามัญฆาตกรรมอยู่หรือไม่? และถ้าเราเห็นว่าโจรสมควรถูกวิสามัญฆาตกรรมให้สมกับโทษานุโทษแล้วมนุษยธรรม ของเราจะอยู่ตรงไหน? มากไปกว่านั้น เราคิดเห็นอย่างไรกับหลายประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว? และการสอบสวนตัวเองด้วยโจทย์ที่น่าสนใจเหล่านี้เอง ที่สะท้อนให้เห็นการตัดสินใจทางจริยศาสตร์ซึ่งบ่งบอกตัวตนของความเป็นเราและ เรารับตัวเราเองได้หรือไม่ที่เราเห็นด้วยหรือมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำ ร้ายเบียดเบียนชีวิต สมมติว่าเรารับไม่ได้กับการทำร้ายเบียดเบียนชีวิตทุกกรณี เราทำอะไรไปแล้วบ้าง?
2. การมีส่วนร่วมในความเป็นหรือความตายของผู้คน

บาง อาชีพของรัฐย่อมมีส่วนในความเป็นความตายของผู้คนอยู่แล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ เป็นต้น การตัดสินใจของตำรวจในตัวอย่างข้างต้น ซึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาดหลายๆครั้งก็ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น ตำรวจควรตัดสินใจสลายการชุมนุมเพื่อยุติจำนวนผู้เสียชีวิตและได้รับผลกระทบ ไว้เพียงเท่านี้ ในขณะเดียวกันบางครั้งตำรวจก็ไม่ควรตัดสินใจเช่นนั้น ปัญหาคือตำรวจถูกออกแบบให้ควบคุมความปกติสุขของรัฐ มีหน้าที่ดูแลให้เกิดเสถียรภาพและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่ ดังนั้น ขั้นตอนในการสลายการชุมนุมของตำรวจจึงเป็นสิ่งที่ตำรวจต้องทำอยู่แล้วโดย หน้าที่ ซึ่งความบาดเจ็บแต่ไม่ถึงขั้นตายจากแก๊สน้ำตาหรือกระสุนยางเป็นสิ่งที่ตำรวจ หวังผลให้เกิด ดังนั้น ไม่ใช่ว่าตำรวจทำร้ายประชาชนในประเด็นนี้ แต่เป็นว่าประชาชนเดินเข้าสู่ภาวะที่ยั่วยุให้ตำรวจทำร้ายได้อย่างชอบด้วย กฎหมาย กลับกันถ้าประชาชนมีอาวุธหนักเสียเอง บ่อยครั้งตำรวจจะกลายเป็นผู้สูญเสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่ผู้ชุมนุมต้องตระหนักคือการออกมาเรียกร้องอย่างยืดเยื้อนั่นหมายถึงคุณกำลังมีส่วนร่วมในความเป็นหรือความตายของผู้คน เช่น ถ้อยคำที่คุณพูดปลุกใจกัน ข่าวลือที่เกิดขึ้นในที่ชุมนุม นั่นสะท้อนให้เห็นถึงการร่วมผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเหตุการณ์ต่างๆ เช่น หากคุณพูดว่าคุณชุมนุมโดยสงบ แต่ทำไมยังมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งหรือผู้ที่สนับสนุนการชุมนุมยังใช้ถ้อยคำที่ รุนแรง ปลุกเร้าความโกรธเกลียด รวมกับสนุกปาก ซึ่งนำไปสู่การทุบตีทำร้ายสื่อมวลชน ต้องรู้ว่าการชุมนุมทางการเมืองที่นำไปสู่ความป่าเถื่อนนั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นและไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในความเป็นหรือความตายของผู้คนต่างหาก เพราะคุณทำอะไรจนปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร? เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนประสบการณ์ของแกนนำในการควบคุมมวลชนให้ เป็นไปในทิศทางที่ตนเองต้องการ  และกลับมาที่คำถามว่า เรารับได้หรือไม่ที่ตนเองมีส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เกิดสถานการณ์ รุนแรง ไม่ใช่ในฐานะผู้กระทำความรุนแรง แต่ในฐานะปัจจัยที่ส่งต่อให้เกิดความรุนแรง เช่น การควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้ ซึ่งการโยนความรับผิดชอบในฝ่ายรัฐอย่างเดียวนั้นไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป ตราบใดที่เห็นได้ชัดว่ามีอะไรที่มากไปกว่าการชุมนุมโดยสงบ
3. ชนชั้นกลางผู้ชุมนุมที่ปิดปากเงียบ

นอกจาก ผลิตตรรกะวิบัติอย่างซ้ำๆ เช่น โจมตีบุคคลอื่น สรุปแบบเหมารวมแล้ว ชนชั้นกลางผู้เห็นด้วยกับตา ฟังอยู่กับหูว่าแกนนำใช้คำผรุสวาท เสียดสี ผลิตซ้ำความเกลียดชัง ยุยงให้เกิดอารมณ์ร่วม ก็ยังปิดปากเงียบ ไม่ออกมาแสดงพลังในฐานะผู้มีสิทธิ์มีเสียงในการชุมนุม เป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมชนชั้นกลางผู้ชุมนุมไม่ออกมาคัดค้าน หรือทำไมไม่รวมตัวกันคัดค้าน พฤติกรรมที่ขัดต่อวิธีการชุมนุมโดยสงบ หรือชนชั้นกลางที่คิดว่าตัวเองกล้าออกมาแสดงออกการเมืองกลับกลัวการ์ดของแกน นำเสียเอง กลายเป็นว่าชนชั้นกลางผู้ชุมนุมที่ถือว่าตนเป็นอารยะ เริ่มกลัวความเถื่อนถ่อยแบบกฎหมู่ของพวกเดียวกันแทนที่จะกลัวกฎหมายของตำรวจ หรือถือไปเองว่าตำรวจหมดความชอบธรรมไปแล้วตามที่แกนนำได้ยุยง เป็นที่น่าสงสัยว่า ชนชั้นกลางเหล่านั้นเหตุใดยังเห็นดีเห็นงามกับพฤติกรรมเหล่านั้นได้ ทั้งที่ ชนชั้นกลางเหล่านั้นมีสิทธิมีเสียงโดยตัวเองที่จะยึดอำนาจคืนมาจากแกนนำ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านทุนหรือความรู้ความสามารถ

มากไปกว่านั้น ชนชั้นกลางผู้ชุมนุมยังมีศักยภาพพอที่จะตั้งต้นยุทธศาสตร์แห่งการปฏิรูปเสีย เอง โดยทำการรวบรวมความคิดเห็นในระดับกลุ่มย่อยและนำไปรวมในระดับที่ใหญ่ขึ้นโดย มีเวทีการชุมนุมเป็นศูนย์กลาง โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยนักพูด นักปราศรัย หรืออดีตนักการเมืองเลย (ในเมื่อจะใช้สิทธิของตนเองแล้วก็ไม่เห็นต้องมีตัวแทน) ทำไมชนชั้นกลางผู้ชุมนุมไม่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์พวกเดียวกันเองอย่างออก หน้าออกตา เพื่อแนะนำและชี้ทิศทางให้การเคลื่อนไหวมีแนวโน้มประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น ไม่ใช่ยิ่งหมดความชอบธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ หรือชนชั้นกลางผู้ชุมนุมเห็นดีเห็นงามกับผรุสวาท การด่อทออันหยาบคาย การเปรียบคนเป็นสัตว์อย่างซ้ำๆ  การเสียดสีประชดประชันที่ไร้ความหมาย ซึ่งการไม่ปฏิเสธและปิดปากเงียบย่อมเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการเพิกเฉย ต่อชีวิตและทรัพย์สิน กลายเป็นว่าเวลาฝ่ายอื่นถูกทำร้ายจนบาดเจ็บหรือล้มตาย ชนชั้นกลางผู้ชุมนุมเหล่านั้นไม่ออกมารับผิดชอบหรือพูดอะไรเลย
4. ชนชั้นกลางผู้ได้รับผลกระทบแต่เพิกเฉย

การ ชุมนุมยืดเยื้อย่อมทำให้เกิดผลกระทบในหลายระดับ เช่น ระดับของเศรษฐกิจมหภาค หรือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ดี สภาพคล่องของเศรษฐกิจประจำวันนั้นสำคัญกว่า ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า การจราจรที่ติดขัดหรือการที่ร้านรวงไม่สามารถค้าขายได้ตามปกติเป็นผลกระทบ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และผลกระทบได้ส่งไปถึงชนชั้นล่างอย่างรุนแรงจนหลายคนต้องลาออกหรือลางาน แล้วกลับไปทำเกษตรกรรมที่บ้านเกิด

แต่น่าแปลกที่ชนชั้นกลางบริเวณโดย รอบพื้นที่ชุมนุมได้รับผลกระทบมากมาย แต่กลายเป็นว่าชนชั้นกลางเหล่านั้นเลือกที่จะอดทนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและ ปล่อยให้เกิดขึ้นต่อๆไป ไม่ว่าจะมีคนเจ็บหรือคนตายก็ตาม น่าสนใจที่ชนชั้นกลางเหล่านั้นปล่อยให้ถนนแถวบ้านของตนเปื้อนเลือดจากการ ปะทะ หรือเป็นการบอกเป็นนัยว่าพวกเขาเห็นด้วยกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น การที่ชนชั้นกลางส่วนใหญ่เหล่านี้รอดูท่าทีอยู่ทำให้ฝ่ายรัฐและฝ่ายผู้ ชุมนุมเองสรุปได้ยากว่าเสียงส่วนใหญ่คิดว่าอย่างไร จนที่สุดก็กลายเป็นสมอ้างและคิดไปเอง ที่แน่ๆ ชนชั้นกลางเหล่านี้ปฏิเสธความรับผิดชอบทางมนุษยธรรมไม่ได้ในฐานะที่ไม่ทำ อะไรเลย นั่นคือ ใครจะเป็นใครจะตายก็ตายไป ตราบใดที่ยังไม่ใช่ตัวเอง

หรือ ชนชั้นกลางไม่รู้วิธีแสดงออกเพื่อรักษาสิทธิของตน นั่นเองเป็นเหตุให้รัฐหรือหน่วยงานที่เป็นมีภาพพจน์เป็นกลางกว่ารัฐ จัดกิจกรรมเพื่อให้ชนชั้นกลางเหล่านี้ร่วมใช้สิทธิเสรีภาพของตนในฐานะ ประชากรส่วนใหญ่ของสังคม เป็นต้น  การมองหาผู้ได้รับผลกระทบจากการปิดถนนหรือย่านการค้าและให้แสดงความคิดเห็น ว่าคิดอย่างไรกันแน่? นั่นคือ คุณยอมให้ผู้ชุมนุมล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่นี้และอนุญาตให้ทำรถติดใช่หรือ ไม่? เวลานี้เสียงจากผู้ที่ยังเงียบอยู่สำคัญมาก เพราะจะทำให้รัฐหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประเมินตนเองได้สักทีว่าอะไร เป็นอะไร เพราะการแสดงออกด้วยความคิดเห็นเป็นสิทธิของทุกคน และปริมาณของจำนวนความคิดเห็นจากปัจเจกบุคคลเป็นอะไรที่น่ารวบรวมเพื่อแสดง ทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยเริ่มต้นอย่างง่ายที่สุด เช่น พูดคุยสอบถามแม่ค้าร้านตลาด หรือคนขับแท๊กซี่
5. การเรียกหาความรับผิดชอบจากชนชั้นกลาง

ถึง แม้ชนชั้นกลางจะมีจำนวนน้อยกว่าชนชั้นล่างในประเทศนี้ แต่ชนชั้นกลางเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารรอบด้าน ปฏิเสธไม่ได้ว่าจำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดียจนทำให้เกิดปรากฎการณ์ต่างๆป็นชน ชั้นกลาง แต่กลายเป็นว่าชนชั้นกลางเหล่านี้ไม่แสดงพลังแห่งความคิดเห็นที่ยิ่งใหญ่พอ จะเสนอแนะทางออกให้กับสังคม ในขณะที่สามารถติดตามดาราดังได้เป็นแสนคน จึงกลายเป็นว่ามีผู้ที่สมอ้างว่าเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางส่วนใหญ่เสนอตัวมา คิดแทนและเคลื่อนไหวแทน ซึ่งเหตุการณ์วุ่นวายเพิ่มขึ้นเมื่อมีผู้สมอ้างเหล่านี้มีส่วนในการก่อให้ เกิดความรุนแรง ซึ่งทำให้มีเพื่อนร่วมสังคมบาดเจ็บและล้มตาย กระนั้นก็ดี คนนับแสนเหล่านั้นก็ยังเงียบอยู่ เพราะอะไรกัน?  ความเบื่อหน่ายต่อความขัดแย้งทำให้เพิกเฉยต่อชีวิตของผู้คนได้หรือ? สมมติตั้งคำถามไปยังชนชั้นกลางระดับที่ใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทรงพลังในบรรดาชนชั้นที่เคลื่อนไหวทางการเมือง น่าตั้งคำถามว่า
- จะไม่ออกมาทำอะไรเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนที่เสียหายไปบ้างหรือ?
- จะไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นส่วนตัวจากความรู้ความสามารถบ้างเลยหรือว่าคิดอย่างไรกันแน่?
- จะไม่ใช้โอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีของตนทำประโยชน์อะไรหรือ?
หรือชนชั้นกลางกำลังรอแคมเปญดีๆ ให้เข้าร่วมอยู่ แต่ทำไมไม่สร้างแคมเปญขึ้นมาเอง โดยสร้างจากกลุ่มย่อยๆ และเคลื่อนไหวจนกลายเป็นพลังทางความคิดที่เป็นกลางอยู่เคียงข้างมนุษยธรรม เป็นต้น ถ้ามีดารายอดนิยมที่มีคนติดตามเป็นแสนๆ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้านการอยู่เคียงข้างมนุษยธรรม การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องในทุกคนคำนึงถึงมนุษยธรรมคงมีคนสนใจไม่น้อย เสียดายว่า การทำแบบนี้เสี่ยงต่อการเปลืองตัว ไม่ได้ค่าตัว และอาจจะถูกกล่าวหาว่าเลือกข้างจากความสับสนทางจริยศาสตร์ในข้อที่ 1 ได้
ดังนั้น ชนชั้นล่างและเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจงฟัง

ใครที่จนก็จนอยู่ต่อไป ที่โง่อยู่ก็โง่อยู่ต่อไป ที่เจ็บอยู่ก็เจ็บอยู่ต่อไป

ชนชั้นกลางผู้เข้าถึงโอกาสจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น นอกจากเงียบ

จะเอาอย่างนั้นจริงๆหรือ?

5 จังหวัด 29 เขตเลือกตั้งไม่สามารถรับสมัคร ส.ส. - บีบ 2 ผู้สมัครถอนตัวที่ชุมพร

ที่มา ประชาไท


รับสมัครวันแรก ส.ส.แบ่งเขต เกิดปัญหา 5 จว. ชุมพร สุราษฎรธานี กระบี่ สงขลา นครศรีธรรมราช ทำให้รับสมัคร ส.ส. ไม่ได้ โดยเฉพาะที่ชุมพรมีการตัดน้ำตัดไฟที่รับสมัครและบีบให้ผู้สมัคร ส.ส.ถอนตัว ส่วนที่ประจวบเริ่มมีผู้ชุมนุมมารวมตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ภูเก็ตรับสมัครได้ครึ่งวัน ต้องยุติรับสมัครชั่วคราว
สมชัยเผยรับสมัคร ส.ส.แบ่งเขตวันแรกปกติทุกภาค ยกเว้นบางจังหวัดในภาคใต้
ในการรับสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตวันแรก ซึ่งเริ่มดำเนินการวันนี้ (28 ธ.ค.) นั้น มติชนออนไลน์ รายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กตต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง พร้อมด้วยนายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการกกต. ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายสมชัย กล่าวว่า การรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งพร้อมกันทั้ง 77 จังหวัด มีเขตเลือกตั้งทั้งหมด 375 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ในส่วนของการเปิดรับสมัครผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคกลางยังคงเปิดรับสมัครได้ปกติ ยกเว้นแต่เขตพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร สุราษฎรธานี กระบี่ สงขลาและนครศรีธรรมราช ที่มีมวลชนเข้ามาปิดล้อม ทำให้เจ้าหน้าที่ กกต.จังหวัดไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้  อย่างไรก็ตาม จังหวัดนครศรีธรรมราชได้มีรายงานเข้ามายัง กกต.แล้วว่า ได้ยุติการรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตในวันนี้แล้ว นอกจากนี้ ในส่วนของ กกต.จังหวัดชุมพรได้ลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ยกคณะ เนื่องจากคาดว่าอาจเป็นการกดดันจากสังคมในการทำงาน และ กกต.จังหวัดก็ได้มีการแต่งตั้งชุดสำรองเข้ามาทำหน้าที่แทนเรียบร้อยแล้ว
ด้านนายภุชงค์ กล่าวว่า ในการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต หากถึงกำหนดการรับสมัครในวันสุดท้ายคือวันที่ 1 มกราคม 2557 แล้วไม่สามารถรับผู้สมัครในเขตภาคใต้ได้การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถตอบได้ในตอนนี้ เนื่องจากยังขาดพื้นฐานที่จะต้องพิจารณาจะต้องให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนเรา จึงจะปรึกษาฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าจะดำเนินการต่อไปเช่นไร

ภูเก็ตยุติรับสมัครชั่วคราว เพราะมีผู้ชุมนุมกดดัน
สำหรับความเคลื่อนไหวและสถานการณ์รับสมัคร ส.ส. จังหวัดอื่นนั้น ที่ จ.ภูเก็ต สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงาน ว่า กกต. ภูเก็ต ได้ออกหนังสือประกาศยุติการรับสมัครเป็นการชั่วคราวแล้ว เมื่อเวลา 12.00 น. วันนี้ (28 ธันวาคม 2556) ไปจนกว่าสถานการณ์ จะเข้าสู่เหตุการณ์ ปกติจึงจะดำเนินการรับสมัครต่อไป ทั้งนี้ เนื่องจากกรณีมีผู้ชุมนุมเข้ามากดดัน การรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สงบ เรียบร้อยอันนำไปสู่ความไม่ปลอดภัย ในชีวิต และ ร่างกายของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และ ผู้สมัคร รวมทั้งทรัพย์สินของทางราชการ

จ.ตรัง เพื่อไทย-ภูมิใจไทยส่ง ส.ส. - กกต.ตรังเขต 2 ลาออกเพราะไม่พร้อม
ที่ จ.ตรัง สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า พื้นที่จังหวัดตรังซึ่งมีการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 4 เขตนั้น พรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัครครบทุกเขต ส่วนพรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัคร 2 เขตเลือกตั้ง และเมื่อเวลา 11.00 น. กกต.ประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.ตรัง ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ยุติการทำหน้าที่แล้ว โดยให้เหตุผลว่าไม่พร้อมจัดการเลือกตั้ง ขณะที่ในช่วงเช้ามีการชุมนุมปิดทางเข้าโรงยิมเนเซี่ยม สนามกีฬาเทศบาลนครตรังทุ่งแจ้ง ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัคร ส.ส.
สำหรับ กกต. ประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 ที่ลาออกทั้ง 5 คน ได้แก่ นายปรีชา จันทร์โหนง นายอนันต์ เกลาเกลี้ยง นายกรีฑา ดวงมณี นายประพันธ์ รอดราวี และนายโชคดี กลับสวัสดิ์

กปปส. ชุมพรตัดน้ำไฟ - บีบ 2 ผู้สมัคร ส.ส.ถอนตัว 
บรรยากาศหน้าสถานที่รับสมัคร ส.ส. ที่ จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2556 (ที่มาของภาพ: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์)
ส่วนที่ จ.ชุมพร ที่อาคารกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองชุมพร อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตนั้น สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ [1], [2] รายงานว่า ได้มีแกนนำ กปปส.ชุมพร คือนายกฤษณ์ แก้วรักษ์ ประธาน กปปส.ชุมพร นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ ส.อบจ.เขตเมือง นายโสภณ สงวนเชื้อ นายก อบจ.นาทุ่ง อ.เมือง และแกนนำอีกหลายคน ได้นำรถเครื่องขยายเสียง และมวลชนประมาณ 300 คน เข้าปิดล้อม สถานที่รับสมัคร พร้อมเป่านกหวีด ชูป้ายไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งก่อนการปฏิรูป เข้าปิดล้อมสถานที่รับสมัคร
เมื่อถึงเวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่ กกต. ได้เปิดให้ลงทะเบียนและรับสมัคร โดยมีผู้สมัครเดินทางมาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวน 2 คน คือ น.ส.รุจินาถ ศรีสุวรรณ สังกัดพรรคเพื่อไทย สมัครในเขตเลือกตั้งที่ 2 และ นายเกษม เทียนทอง สังกัดพรรคประชาราษฎร์ สมัครเขตเลือกตั้งที่ 3 ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่กำลังตรวจเอกสารของผู้สมัคร มีผู้ชุมนุมปราศรัยโจมตีเจ้าหน้าที่ กกต. อย่างต่อเนื่อง และปิดกั้นประตู ตัดน้ำตัดไฟ อาคาร ขณะที่ เจ้าหน้าที่รับสมัคร ต่างโทรศัพท์วุ่น เพื่อรายงานให้ กกต.จังหวัด และ กกต.กลางทราบ
จนถึงเวลาประมาณ 09.45 น. กกต.จังหวัด ได้สั่งให้ระงับการรับสมัครไว้ก่อน พร้อมกับสั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมตัวเคลื่อนย้ายเอกสารออกจากที่สมัคร โดยขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยบริเวณชั้น 1 ขึ้นไปรวมตัวที่ชั้น 2 และ 3 เพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างมวลชน ด้านแกนนำปราศรัยขอให้ ตัวแทน กกต.มาชี้แจงกับมวลชนว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่ และยืนยันว่ามวลชนไม่ได้ขัดขวางการรับสมัคร แต่มาคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งและขอให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อน
เวลาประมาณ 10.40 ตัวแทนแกนนำได้ขึ้นไปหารือกับผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งทั้ง 3 เพื่อขอความชัดเจนในการยุติการรับสมัคร ส.ส. ครั้งนี้ ว่าจะมีผลกับผู้สมัครทั้งสองหรือไม่ จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายได้หารือกันและได้ข้อสรุปว่าให้ผู้สมัครทั้งสองคนถอน ตัวออกไปก่อน ซึ่งหากมีการเปิดรับสมัครอีกครั้ง ก็ให้มาดำเนินการไปตามปกติ โดยมวลชนจังหวัดชุมพรขอแค่วันนี้วันเดียว
จากนั้นผู้อำนวยการเลือกตั้งได้เข้าไปหารือกับผู้สมัคร ก่อนที่นายเกษม ผู้สมัครพรรคประชาราษฎร์ จะยอมถอนตัวจากการสมัครทันที
สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์รายงานด้วยว่า ขณะที่ น.ส.รุจินาถ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ยังไม่ยอมถอนตัว โดยมีการโทรคุยกับส่วนกลางหลายนาที จนถึงเวลาประมาณ 12.00 น. จึงยอมถอนตัวจากการสมัครเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งนี้ และได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคุ้มกันพาไปขึ้นรถพร้อมกับ พล.ต.ต.สุทธินาท สุดยอด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ที่อาสาพาผู้สมัครไปขึ้นรถด้วยตนเอง