ที่มา
ประชาไท
เห็นได้ชัดว่าการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งในประเทศไทยมักเกิดความ
รุนแรง แน่นอน ทั่วโลกเวลาชุมนุมกันแบบนี้ก็มักจะเกิดเหตุรุนแรงด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงจากฝ่ายรัฐผู้เข้าปราบปราม
หรือจากผู้ชุมนุมเองซึ่งปลุกปั่นยุยงกันและกันให้เกิดความเกลียดชังต่อรัฐ
ปัญหาคือ “ทำไมทุกฝ่ายปล่อยให้มีคนตายและบาดเจ็บ”
ซึ่งเหตุการณ์ในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอและเสื่อมทรุดทาง
ศีลธรรม นั่นคือ
ประเทศไทยหมดความชอบธรรมที่จะอ้างสิทธิแห่งความเป็นเมืองพุทธศาสนาใช่หรือ
ไม่?
ในเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ปล่อยให้มีคนตายและบาดเจ็บอย่างหน้าตาเฉย
โดยไม่ลุกขึ้นมาพูดหรือทำอะไรสักอย่าง
เพราะที่ควรเป็นคือคนจำนวนมากในฐานะเจ้าของสิทธิ์อย่างแท้จริงและเป็นเจ้า
ของพื้นที่ด้วย
น่าจะออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับทั้งรัฐบาลและผู้ชุมนุมที่มัวแต่โยนความ
ผิดให้แก่กันแล้วปล่อยให้มีจำนวนผู้บาดเจ็บและล้มตายเพิ่มขึ้นไม่ใช่หรือ
แต่กลายเป็นว่า
คนส่วนใหญ่ที่อยู่รอบๆพื้นที่ชุมนุมกลับปล่อยให้ความรุนแรงเป็นเรื่องไกลตัว
และเลือกที่จะหลับหูหลับตาเป็นศาสนิกชนที่ดีต่อไป จึงมีข้อสังเกตดังนี้
1. ปัญหาเกี่ยวกับการตัดสินใจและมนุษยธรรมเมื่อ
มีผู้บาดเจ็บล้มตายเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง
รัฐหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความผิดในฐานที่ไม่ควบคุม
สถานการณ์ ไม่ใช่รัฐผิดในฐานที่ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องจนมีคนตาย หมายถึง
รัฐต้องแบกรับความเสี่ยงว่าจะต้องใช้วิธีใดจึงควบคุมสถานการณ์ได้
เช่นโจทย์คลาสสิกอย่างโจรกลุ่มหนึ่งเมายาบ้าแล้วเข้าปล้นธนาคารพร้อมจับตัว
ประกันไว้เป็นจำนวนมาก
โจรขู่ว่าถ้าตำรวจพยายามบุกเข้ามาจะระเบิดฆ่าตัวตายพร้อมกับตัวประกันเหล่า
นั้น ต่อมาโจรยื่นข้อเสนอให้ตำรวจ เช่น ขอเส้นทางหลบหนีพร้อมเงิน
แต่ตำรวจเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจเจรจาได้
โจรจึงกดดันตำรวจด้วยการยิงตัวประกันทิ้งต่อหน้าทีละคนทุกหนึ่งชั่วโมง
โจทย์คือตำรวจต้องทำอย่างไรเพื่อรักษาชีวิตตัวประกันไว้? ที่น่าสนใจคือ
ถ้าโจรคนหนึ่งเห็นว่าตนเป็นเหตุให้มีการตายเกิดขึ้นและต้องการมอบตัวก็ไม่
ได้แปลว่าโจรเลือกข้าง แต่อาจแปลว่ามีสำนึกทางมนุษยธรรม
ขณะเดียวกันถ้าตำรวจนายหนึ่งพยายามหาข้อเสนอที่ดูเหมือนเอาใจโจรก็ไม่ได้แปล
ว่าเลือกข้างแต่อาจแปลว่ามีสำนึกทางมนุษยธรรม (ที่ใช้คำว่า “อาจ”
เพราะในความเป็นจริงอาจซับซ้อนกว่านั้นก็ได้)
แต่สำนึกทางมนุษยธรรมต้องควบคู่กับการบริหารจัดการที่ดีด้วย เช่น
ถ้าตำรวจเลือกที่จะรักษาชีวิตตัวประกันโดยให้ในสิ่งที่โจรต้องการทุกอย่าง
จะกลายเป็นว่า
โจรกลุ่มอื่นย่อมใช้วิธีเดียวกันนี้เพื่อเรียกร้องสิ่งที่ตนเองต้องการเช่น
กันในอนาคต ดังนั้น
โจทย์แบบนี้จึงตัดสินใจลำบากและไม่ใช่ทุกครั้งที่ตัดสินใจถูกต้อง
จุดนี้เราควรเห็นอกเห็นใจผู้ตัดสินใจด้วย
ที่สำคัญถ้าเราคิดว่าเรามีวิธีที่ดีกว่าก็ควรจะเสนอเพื่อนำไปใช้ในสถานการณ์
จริงเสียเลย ไม่ใช่สักแต่พูดเมื่อเหตุการณ์จบไปแล้ว
ลองกลับมาดูความ
เห็นของผู้สันทัดกรณีที่อยู่บริเวณโดยรอบเหตุการณ์นี้ดูบ้าง
แน่นอนย่อมมีคนที่เห็นว่า
ตำรวจควรเสี่ยงเข้าไปช่วยชีวิตตัวประกันโดยให้หน่วยจู่โจมบุกเข้าโจมตีและ
ฆ่าโจรพวกนั้นเสีย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งย่อมเห็นว่า
ตำรวจควรให้ในสิ่งที่โจรต้องการเพื่อให้ตัวประกันรอดก่อน
สมมติเราเพิ่มรายละเอียดว่าโจรที่จับตัวประกันนั้นไม่ใช่คนไทย
ทุกคนอาจตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่าให้วิสามัญฆาตกรรมเลยก็เป็นได้
ทำนองเดียวกัน ถ้าโจรที่จับตัวประกันนั้นเป็นคนที่เราคิดว่าเป็นคนดีมากๆล่ะ
เราจะยังสนับสนุนให้วิสามัญฆาตกรรมอยู่หรือไม่?
และถ้าเราเห็นว่าโจรสมควรถูกวิสามัญฆาตกรรมให้สมกับโทษานุโทษแล้วมนุษยธรรม
ของเราจะอยู่ตรงไหน? มากไปกว่านั้น
เราคิดเห็นอย่างไรกับหลายประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว?
และการสอบสวนตัวเองด้วยโจทย์ที่น่าสนใจเหล่านี้เอง
ที่สะท้อนให้เห็นการตัดสินใจทางจริยศาสตร์ซึ่งบ่งบอกตัวตนของความเป็นเราและ
เรารับตัวเราเองได้หรือไม่ที่เราเห็นด้วยหรือมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำ
ร้ายเบียดเบียนชีวิต
สมมติว่าเรารับไม่ได้กับการทำร้ายเบียดเบียนชีวิตทุกกรณี
เราทำอะไรไปแล้วบ้าง?
2. การมีส่วนร่วมในความเป็นหรือความตายของผู้คนบาง
อาชีพของรัฐย่อมมีส่วนในความเป็นความตายของผู้คนอยู่แล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่
ได้ เป็นต้น การตัดสินใจของตำรวจในตัวอย่างข้างต้น
ซึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาดหลายๆครั้งก็ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น
ตำรวจควรตัดสินใจสลายการชุมนุมเพื่อยุติจำนวนผู้เสียชีวิตและได้รับผลกระทบ
ไว้เพียงเท่านี้ ในขณะเดียวกันบางครั้งตำรวจก็ไม่ควรตัดสินใจเช่นนั้น
ปัญหาคือตำรวจถูกออกแบบให้ควบคุมความปกติสุขของรัฐ
มีหน้าที่ดูแลให้เกิดเสถียรภาพและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชน
ส่วนใหญ่ ดังนั้น
ขั้นตอนในการสลายการชุมนุมของตำรวจจึงเป็นสิ่งที่ตำรวจต้องทำอยู่แล้วโดย
หน้าที่
ซึ่งความบาดเจ็บแต่ไม่ถึงขั้นตายจากแก๊สน้ำตาหรือกระสุนยางเป็นสิ่งที่ตำรวจ
หวังผลให้เกิด ดังนั้น ไม่ใช่ว่าตำรวจทำร้ายประชาชนในประเด็นนี้
แต่เป็นว่าประชาชนเดินเข้าสู่ภาวะที่ยั่วยุให้ตำรวจทำร้ายได้อย่างชอบด้วย
กฎหมาย กลับกันถ้าประชาชนมีอาวุธหนักเสียเอง
บ่อยครั้งตำรวจจะกลายเป็นผู้สูญเสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่ผู้ชุมนุมต้องตระหนักคือการออกมาเรียกร้องอย่างยืดเยื้อนั่นหมายถึงคุณกำลังมีส่วนร่วมในความเป็นหรือความตายของผู้คน
เช่น ถ้อยคำที่คุณพูดปลุกใจกัน ข่าวลือที่เกิดขึ้นในที่ชุมนุม
นั่นสะท้อนให้เห็นถึงการร่วมผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเหตุการณ์ต่างๆ
เช่น หากคุณพูดว่าคุณชุมนุมโดยสงบ
แต่ทำไมยังมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งหรือผู้ที่สนับสนุนการชุมนุมยังใช้ถ้อยคำที่
รุนแรง ปลุกเร้าความโกรธเกลียด รวมกับสนุกปาก
ซึ่งนำไปสู่การทุบตีทำร้ายสื่อมวลชน
ต้องรู้ว่าการชุมนุมทางการเมืองที่นำไปสู่ความป่าเถื่อนนั้น
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นและไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แต่เป็นทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในความเป็นหรือความตายของผู้คนต่างหาก
เพราะคุณทำอะไรจนปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร?
เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนประสบการณ์ของแกนนำในการควบคุมมวลชนให้
เป็นไปในทิศทางที่ตนเองต้องการ และกลับมาที่คำถามว่า
เรารับได้หรือไม่ที่ตนเองมีส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เกิดสถานการณ์
รุนแรง ไม่ใช่ในฐานะผู้กระทำความรุนแรง
แต่ในฐานะปัจจัยที่ส่งต่อให้เกิดความรุนแรง เช่น
การควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้
ซึ่งการโยนความรับผิดชอบในฝ่ายรัฐอย่างเดียวนั้นไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป
ตราบใดที่เห็นได้ชัดว่ามีอะไรที่มากไปกว่าการชุมนุมโดยสงบ
3. ชนชั้นกลางผู้ชุมนุมที่ปิดปากเงียบนอกจาก
ผลิตตรรกะวิบัติอย่างซ้ำๆ เช่น โจมตีบุคคลอื่น สรุปแบบเหมารวมแล้ว
ชนชั้นกลางผู้เห็นด้วยกับตา ฟังอยู่กับหูว่าแกนนำใช้คำผรุสวาท เสียดสี
ผลิตซ้ำความเกลียดชัง ยุยงให้เกิดอารมณ์ร่วม ก็ยังปิดปากเงียบ
ไม่ออกมาแสดงพลังในฐานะผู้มีสิทธิ์มีเสียงในการชุมนุม เป็นที่น่าสงสัยว่า
ทำไมชนชั้นกลางผู้ชุมนุมไม่ออกมาคัดค้าน หรือทำไมไม่รวมตัวกันคัดค้าน
พฤติกรรมที่ขัดต่อวิธีการชุมนุมโดยสงบ
หรือชนชั้นกลางที่คิดว่าตัวเองกล้าออกมาแสดงออกการเมืองกลับกลัวการ์ดของแกน
นำเสียเอง กลายเป็นว่าชนชั้นกลางผู้ชุมนุมที่ถือว่าตนเป็นอารยะ
เริ่มกลัวความเถื่อนถ่อยแบบกฎหมู่ของพวกเดียวกันแทนที่จะกลัวกฎหมายของตำรวจ
หรือถือไปเองว่าตำรวจหมดความชอบธรรมไปแล้วตามที่แกนนำได้ยุยง
เป็นที่น่าสงสัยว่า
ชนชั้นกลางเหล่านั้นเหตุใดยังเห็นดีเห็นงามกับพฤติกรรมเหล่านั้นได้ ทั้งที่
ชนชั้นกลางเหล่านั้นมีสิทธิมีเสียงโดยตัวเองที่จะยึดอำนาจคืนมาจากแกนนำ
ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านทุนหรือความรู้ความสามารถ
มากไปกว่านั้น
ชนชั้นกลางผู้ชุมนุมยังมีศักยภาพพอที่จะตั้งต้นยุทธศาสตร์แห่งการปฏิรูปเสีย
เอง
โดยทำการรวบรวมความคิดเห็นในระดับกลุ่มย่อยและนำไปรวมในระดับที่ใหญ่ขึ้นโดย
มีเวทีการชุมนุมเป็นศูนย์กลาง โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยนักพูด นักปราศรัย
หรืออดีตนักการเมืองเลย
(ในเมื่อจะใช้สิทธิของตนเองแล้วก็ไม่เห็นต้องมีตัวแทน)
ทำไมชนชั้นกลางผู้ชุมนุมไม่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์พวกเดียวกันเองอย่างออก
หน้าออกตา
เพื่อแนะนำและชี้ทิศทางให้การเคลื่อนไหวมีแนวโน้มประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น
ไม่ใช่ยิ่งหมดความชอบธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ
หรือชนชั้นกลางผู้ชุมนุมเห็นดีเห็นงามกับผรุสวาท การด่อทออันหยาบคาย
การเปรียบคนเป็นสัตว์อย่างซ้ำๆ การเสียดสีประชดประชันที่ไร้ความหมาย
ซึ่งการไม่ปฏิเสธและปิดปากเงียบย่อมเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการเพิกเฉย
ต่อชีวิตและทรัพย์สิน กลายเป็นว่าเวลาฝ่ายอื่นถูกทำร้ายจนบาดเจ็บหรือล้มตาย
ชนชั้นกลางผู้ชุมนุมเหล่านั้นไม่ออกมารับผิดชอบหรือพูดอะไรเลย
4. ชนชั้นกลางผู้ได้รับผลกระทบแต่เพิกเฉยการ
ชุมนุมยืดเยื้อย่อมทำให้เกิดผลกระทบในหลายระดับ เช่น ระดับของเศรษฐกิจมหภาค
หรือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ดี
สภาพคล่องของเศรษฐกิจประจำวันนั้นสำคัญกว่า ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า
การจราจรที่ติดขัดหรือการที่ร้านรวงไม่สามารถค้าขายได้ตามปกติเป็นผลกระทบ
ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
และผลกระทบได้ส่งไปถึงชนชั้นล่างอย่างรุนแรงจนหลายคนต้องลาออกหรือลางาน
แล้วกลับไปทำเกษตรกรรมที่บ้านเกิด
แต่น่าแปลกที่ชนชั้นกลางบริเวณโดย
รอบพื้นที่ชุมนุมได้รับผลกระทบมากมาย
แต่กลายเป็นว่าชนชั้นกลางเหล่านั้นเลือกที่จะอดทนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและ
ปล่อยให้เกิดขึ้นต่อๆไป ไม่ว่าจะมีคนเจ็บหรือคนตายก็ตาม
น่าสนใจที่ชนชั้นกลางเหล่านั้นปล่อยให้ถนนแถวบ้านของตนเปื้อนเลือดจากการ
ปะทะ หรือเป็นการบอกเป็นนัยว่าพวกเขาเห็นด้วยกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น
การที่ชนชั้นกลางส่วนใหญ่เหล่านี้รอดูท่าทีอยู่ทำให้ฝ่ายรัฐและฝ่ายผู้
ชุมนุมเองสรุปได้ยากว่าเสียงส่วนใหญ่คิดว่าอย่างไร
จนที่สุดก็กลายเป็นสมอ้างและคิดไปเอง
ที่แน่ๆ
ชนชั้นกลางเหล่านี้ปฏิเสธความรับผิดชอบทางมนุษยธรรมไม่ได้ในฐานะที่ไม่ทำ
อะไรเลย นั่นคือ ใครจะเป็นใครจะตายก็ตายไป ตราบใดที่ยังไม่ใช่ตัวเองหรือ
ชนชั้นกลางไม่รู้วิธีแสดงออกเพื่อรักษาสิทธิของตน
นั่นเองเป็นเหตุให้รัฐหรือหน่วยงานที่เป็นมีภาพพจน์เป็นกลางกว่ารัฐ
จัดกิจกรรมเพื่อให้ชนชั้นกลางเหล่านี้ร่วมใช้สิทธิเสรีภาพของตนในฐานะ
ประชากรส่วนใหญ่ของสังคม เป็นต้น
การมองหาผู้ได้รับผลกระทบจากการปิดถนนหรือย่านการค้าและให้แสดงความคิดเห็น
ว่าคิดอย่างไรกันแน่? นั่นคือ
คุณยอมให้ผู้ชุมนุมล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่นี้และอนุญาตให้ทำรถติดใช่หรือ
ไม่? เวลานี้เสียงจากผู้ที่ยังเงียบอยู่สำคัญมาก
เพราะจะทำให้รัฐหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประเมินตนเองได้สักทีว่าอะไร
เป็นอะไร เพราะการแสดงออกด้วยความคิดเห็นเป็นสิทธิของทุกคน
และปริมาณของจำนวนความคิดเห็นจากปัจเจกบุคคลเป็นอะไรที่น่ารวบรวมเพื่อแสดง
ทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยเริ่มต้นอย่างง่ายที่สุด เช่น
พูดคุยสอบถามแม่ค้าร้านตลาด หรือคนขับแท๊กซี่
5. การเรียกหาความรับผิดชอบจากชนชั้นกลางถึง
แม้ชนชั้นกลางจะมีจำนวนน้อยกว่าชนชั้นล่างในประเทศนี้
แต่ชนชั้นกลางเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารรอบด้าน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าจำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดียจนทำให้เกิดปรากฎการณ์ต่างๆป็นชน
ชั้นกลาง
แต่กลายเป็นว่าชนชั้นกลางเหล่านี้ไม่แสดงพลังแห่งความคิดเห็นที่ยิ่งใหญ่พอ
จะเสนอแนะทางออกให้กับสังคม ในขณะที่สามารถติดตามดาราดังได้เป็นแสนคน
จึงกลายเป็นว่ามีผู้ที่สมอ้างว่าเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางส่วนใหญ่เสนอตัวมา
คิดแทนและเคลื่อนไหวแทน
ซึ่งเหตุการณ์วุ่นวายเพิ่มขึ้นเมื่อมีผู้สมอ้างเหล่านี้มีส่วนในการก่อให้
เกิดความรุนแรง ซึ่งทำให้มีเพื่อนร่วมสังคมบาดเจ็บและล้มตาย กระนั้นก็ดี
คนนับแสนเหล่านั้นก็ยังเงียบอยู่ เพราะอะไรกัน?
ความเบื่อหน่ายต่อความขัดแย้งทำให้เพิกเฉยต่อชีวิตของผู้คนได้หรือ?
สมมติตั้งคำถามไปยังชนชั้นกลางระดับที่ใช้โซเชียลมีเดีย
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทรงพลังในบรรดาชนชั้นที่เคลื่อนไหวทางการเมือง
น่าตั้งคำถามว่า
- จะไม่ออกมาทำอะไรเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนที่เสียหายไปบ้างหรือ?
- จะไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นส่วนตัวจากความรู้ความสามารถบ้างเลยหรือว่าคิดอย่างไรกันแน่?
- จะไม่ใช้โอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีของตนทำประโยชน์อะไรหรือ?
หรือชนชั้นกลางกำลังรอแคมเปญดีๆ ให้เข้าร่วมอยู่
แต่ทำไมไม่สร้างแคมเปญขึ้นมาเอง โดยสร้างจากกลุ่มย่อยๆ
และเคลื่อนไหวจนกลายเป็นพลังทางความคิดที่เป็นกลางอยู่เคียงข้างมนุษยธรรม
เป็นต้น ถ้ามีดารายอดนิยมที่มีคนติดตามเป็นแสนๆ
มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้านการอยู่เคียงข้างมนุษยธรรม
การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องในทุกคนคำนึงถึงมนุษยธรรมคงมีคนสนใจไม่น้อย
เสียดายว่า การทำแบบนี้เสี่ยงต่อการเปลืองตัว ไม่ได้ค่าตัว
และอาจจะถูกกล่าวหาว่าเลือกข้างจากความสับสนทางจริยศาสตร์ในข้อที่ 1 ได้
ดังนั้น ชนชั้นล่างและเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจงฟัง
ใครที่จนก็จนอยู่ต่อไป ที่โง่อยู่ก็โง่อยู่ต่อไป ที่เจ็บอยู่ก็เจ็บอยู่ต่อไป
ชนชั้นกลางผู้เข้าถึงโอกาสจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น นอกจากเงียบ
จะเอาอย่างนั้นจริงๆหรือ?