โดย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
ที่มา เว็บไซต์โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
ความ
ขัดแย้งทางการเมืองก่อให้เกิดนักโทษทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
กลุ่มคนซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำไทยเนื่องมาจากความเชื่อทางการเมืองคือเหยื่อ
ของความไม่สงบและโศกนาถกรรมที่นำไปสู่การเสียชีวิตในเดือนเมษายน/พฤษภาคมใน
ปี 2553
สิ่ง
ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับบุคคลที่มองหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการ
เมืองคือการปล่อยนักโทษทางการเมืองรากหญ้า
โดยต้องมีการนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มคนที่กำลังรอการพิจารณาคดีและกำลังหลบหนี
กระนั้นในปัจจุบัน
กระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองที่กำลัง
ดำเนินอยู่ในประเทศไทย
ยังไม่มีการทำในสิ่งสำคัญที่ควรทำนั้นคือการปล่อยนักโทษเหล่านี้
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้สำหรับบุคคลที่ตั้งใจฟื้นฟูสิทธิทาง
ประชาธิปไตยของประชาชนไทยอย่างจริงจัง
ผมเชื่ออย่างหนักแน่นว่าการปล่อยนักโทษคนเสื้อแดงรากหญ้าและนักโทษหมิ่นพระ
บรมเดชานุภาพคือเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาล
การเพิกเฉยปัญหาอันสำคัญนี้เป็นการผลักไสกลุ่มสำคัญที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย
ผู้
สังเกตการณ์บางรายอาจสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลที่ได้รับประชามติประชาธิปไตย
อย่างท่วมท้นอย่างแกนนำรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงไม่สามารถดำเนินการแก้ไข
สถานการณ์นี้ได้ แม้หลังจากการการเลือกตั้งปี 2554
จะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าประชาชนไทยต้องการให้พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ
อย่าง
ไรก็ตาม
ในสถานการณ์ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถ
บังคับใช้นโยบายส่งเสริมสิทธิทางการเมืองของประชาชน
ได้บอกเป็นนัยถึงหนึ่งในปัญหาอันยากจะแก้ไขปัญหาหนึ่งในการเมืองไทย
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริงอาจเข้ามาบริหารประเทศแต่อาจจะต้อง
ก้มหัวให้กับกลุ่มอำนาจที่อยู่รอบด้านซึ่งเราเรียกว่า “รัฐซ้อนรัฐ” หรือ
“มือที่มองไม่เห็น” (ผู้เขียนใช้คำว่า deep state)
ผมเขียนเคยเขียนบทความเกี่ยวกับรัฐซ้อนรัฐมาแล้ว มือที่มองไม่เห็น (หรือ deep state) คือ
คำศัพท์ที่เริ่มใช้ในประเทศตรุกี เพื่ออธิบายกลุ่มอำนาจในกองทัพ ตุลาการ
และข้าราชการในตรุกีซึ่งใช้อำนาจทำลายประชาธิปไตยและปกป้องผลประโยชน์อัน
มหาศาลของตนเอง ในบทความที่ชื่อว่า “The Rise and Decline of the Turkish Deep State: The Ergenekon Case” ผู้
เขียน Serdar Kaya
ระบุว่าแผนการทางการเมืองที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับมือที่มองไม่เห็นคือ
1) ความคลั่งชาติ 2) ความเกี่ยวข้องและการแทรกแซงการเมืองของกองทัพ และ 3)
สร้างความชอบธรรมให้กับกิจกรรมนอกกฎหมายและความรุนแรงในนามของการปกป้อง
ปิตุภูมิ ไม่ต่างจากประเทศไทย ในประเทศตรุกี
กลุ่มผู้มีอำนาจซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนได้แทรกแซงทางการเมือง
เพื่อทำลายกระบวนการทางประชาธิปไตย และเมื่อไม่นานมานี้
กระบวนการสร้างประชาธิปไตยในประเทศตรุกีแข็งแรงขึ้นเพราะมีการลงโทษจำคุกนายทหารซึ่ง
วางแผนล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
แสดงให้เห็นว่านี่อาจเป็นแนวทางที่ประเทศไทยควรทำเพื่อสร้างความมั่งคงให้
กับประชาธิปไตยและเพื่อจัดตั้งสิทธิทางการเมืองอย่างเต็มขั้นให้กับพลเมือง
ไทย กลุ่มเครือข่ายมือที่มองไม่เห็นของไทยจะต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม
แต่
เรื่องเหล่านี้บอกอะไรเกี่ยวกับนักโทษทางการเมืองไทยบ้าง?
เราจะสามารถเรียกว่านี้คือประชาธิปไตยได้หรือไม่หากประชาชนยังถูกคุมขังใน
คุก
ในขณะที่กลุ่มผู้มีอำนาจซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนยังกระทำการ
ตามอำเภอใจโดยไม่เคารพหลักนิติธรรม?
เหตุใดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะต้องก้มหัวให้กับ
กลุ่มอำนาจนี้โดยการปฏิเสธเสรีภาพขั้นพื้นฐานของลูกหลานชาวไทยอย่างต่อ
เนื่อง?
เราต้องขอบคุณนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ที่เสนอแนวทางที่เป็นไปได้ในการปล่อยนักโทษทางการเมืองไทย กลุ่มนิติราษฎร์ได้ร่างเอกสารชื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง” ซึ่ง
เป็นร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม
เพื่อนิรโทษกรรมประชานที่ถูกดำเนินคดีอาญาอันเกี่ยวเนื่องกับการเมืองนับ
ตั้งแต่วันที่ทหารทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณที่มากจาการเลือกตั้งตาม
ระบอบประชาธิปไตยวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549
จนถึงวันที่อดีตนายกรัฐอภิสิทธิ์ประกาศจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดวัน
ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 โดยข้อเสนอนี้จะนิรโทษกรรมประชาชนทุกคน
“ยกเว้นเจ้าหน้าที่รัฐ”
แม้
ว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยจะนำเอาข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ไปปรับใช้หรือไม่
แต่ปัญหาทางตันเรื่องนักโทษจะต้องยุติ
จะต้องไม่มีนักโทษถูกปล่อยให้ตายในเรือนจำเพราะอาชญากรรมทางความคิดอย่าง นายวันชัย รักสงวนศิลป์และนายอำพล ตั้งนพกุลอีก
ต้องไม่มีการยินยอมให้เงามืดในกลุ่มมือที่มองไม่เห็นสั่งการเพื่อจำกัด
เสรีภาพของประชาชนไทยอีกต่อไป
ต้องมีการจัดตั้งกระบวนการที่ชัดเจนและกระจ่างชัดเพื่อปล่อยคนเสื้อแดง
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องแสดงความกล้าหาญและลุกขึ้นต่อสู้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น