เก็บตกจากสัมมนา 15 ปีองค์กรอิสระ สำรวจธรรมาภิบาล สำรวจประชาธิปไตย
มุมมองจากผู้เป็น เคยเป็น หรือเกี่ยวข้องกับ “องค์กรอิสระ” พงศ์เทพ
เทพกาญจนา-วิษณุ วรัญญู- เมธี ครองแก้ว-โคทม อารียา-สุภิญญา กลางณรงค์-สุนี
ไชยรส ฯ
เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ประชาไทร่วมกับโครงการสะพาน ได้จัดสัมมนาว่าด้วย “องค์กรอิสระ” ขึ้น โดยมีกำหนด 3 ครั้ง ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก ได้รับเกียรติเปิดงานจาก ‘คริสตี้ เคนนี่ย์’ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ ‘พงศ์เทพ เทพกาญจนา’ รองนายกรัฐมนตรี และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีปาฐกถายาวนานว่าด้วย ประวัติศาสตร์ พัฒนาการรัฐธรรมนูญ การก่อกำเนิด และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดย รศ.วิษณุ วรัญญู ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด จากนั้นต่อด้วยวงเสวนาช่วงเช้า จากผู้มีประสบการณ์ตรงกับองค์กรอิสระ และเวทีช่วงบ่ายซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับ องค์กรอิสระกับสื่อมวลชน (รายละเอียดกำหนดการ)
นอกจากนี้วันที่ 1 แล้ว ยังมีการจัดสัมมนาต่อเนื่องในวันที่ 8 มี.ค.นี้ ซึ่งจะว่าด้วย ‘ภาคธุรกิจและองค์กรอิสระ การหนุนเสริมเพื่อสร้างธรรมาภิบาล’ มีผู้อภิปราย ได้แก่ ศ.(พิเศษ) วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. , พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน, วัลลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด ผู้จัดการบริษัทสวนเงินมีมาจำกัด และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท
ปิดท้ายด้วยเสวนาในวันที่ 15 มี.ค. ว่าด้วย ‘ความหวังของภาคประชาสังคมในการถ่วงดุลกระบวนการทางการเมืองและนโยบาย สาธารณะ’ มีผู้อภิปรายได้แก่ ศ.กำชัย จงจักรพันธ์ ที่ปรึกษา กกต., จอน อึ๊งภากรณ์ อนุกรรมการฯ ในกรรมการสิทธิฯ, นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิฯ
เพื่อเป็นการเปิดประเด็น เรียกน้ำย่อยสำหรับการถกเถียงในเรื่องใหญ่ว่าด้วยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ประชาไทรวบรวมโควทที่น่าสนใจของวิทยากรซึ่งได้ร่วมอภิปรายไปแล้วในวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ดังนี้
หัวข้อในวันนี้ค่อนข้างถูกใจฉัน ไม่ใช่เพราะฉันเป็นทูต
หรือเป็นตัวแทนรัฐบาล แต่เพราะฉันเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
และคิดว่าพวกเราที่เป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
ก็อยากให้รัฐบาลและประเทศเข้มแข็ง และสะท้อนความเห็นของประชาชน
และการจะทำเช่นนั้นได้ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ต้องทำให้แน่ใจว่าพลเมืองไม่ว่าพรรคการเมืองใด
มีความคิดทางการเมืองแบบใดได้แสดงความเห็น
และเรามีสถาบันที่ช่วยเป็นช่องทางแสดงความเห็นของพลเมือง
ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทำตามที่ประชาชนต้องการ
การร่วมมือกันระหว่างองค์กรอิสระและสื่อมวลชนจะทำให้เกิดการไหลเวียนของ
ข้อมูลข่าวสารในสังคมเพื่อส่งเสริมธรรมภิบาลได้มาก
โดยหลักการเราจึงต้องเน้นให้มีเสรีภาพสื่ออย่างสูงสุดในสังคมประชาธิปไตย
แต่ทั้งสองส่วนก็ต้องตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ อย่างไรก็ตาม
องค์กรอื่นอาจจะถูกสื่อถูกประชาชนวิจารณ์ได้มาก แต่องค์กรอิสระอย่างศาล
ดูเหมือนคำวิจารณ์ยังไปไม่ค่อยถึง
ปัญหาสำคัญของการทำงานร่วมกับระหว่างสื่อและองค์กรอิสระคือ
แม้องค์กรอิสระจะเป็นช่องทางข้อมูลที่สำคัญ แต่ยังมีปัญหาการประสานข้อมูล
หรือการที่องค์กรอิสระมีเรื่องต้องเก็บรักษาความลับ
ปัจจุบันสถาบันอิศราพยายามสร้างความร่วมมือกับป.ป.ช.ในการอบรมให้ความรู้ผู้
สื่อข่าวถึงบทบาทหน้าที่และช่องทางการเข้าถึงข้อมูล
แต่ก็ยังไม่มีการสร้างกระบวนการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ประชาไทร่วมกับโครงการสะพาน ได้จัดสัมมนาว่าด้วย “องค์กรอิสระ” ขึ้น โดยมีกำหนด 3 ครั้ง ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก ได้รับเกียรติเปิดงานจาก ‘คริสตี้ เคนนี่ย์’ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ ‘พงศ์เทพ เทพกาญจนา’ รองนายกรัฐมนตรี และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีปาฐกถายาวนานว่าด้วย ประวัติศาสตร์ พัฒนาการรัฐธรรมนูญ การก่อกำเนิด และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดย รศ.วิษณุ วรัญญู ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด จากนั้นต่อด้วยวงเสวนาช่วงเช้า จากผู้มีประสบการณ์ตรงกับองค์กรอิสระ และเวทีช่วงบ่ายซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับ องค์กรอิสระกับสื่อมวลชน (รายละเอียดกำหนดการ)
นอกจากนี้วันที่ 1 แล้ว ยังมีการจัดสัมมนาต่อเนื่องในวันที่ 8 มี.ค.นี้ ซึ่งจะว่าด้วย ‘ภาคธุรกิจและองค์กรอิสระ การหนุนเสริมเพื่อสร้างธรรมาภิบาล’ มีผู้อภิปราย ได้แก่ ศ.(พิเศษ) วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. , พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน, วัลลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด ผู้จัดการบริษัทสวนเงินมีมาจำกัด และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท
ปิดท้ายด้วยเสวนาในวันที่ 15 มี.ค. ว่าด้วย ‘ความหวังของภาคประชาสังคมในการถ่วงดุลกระบวนการทางการเมืองและนโยบาย สาธารณะ’ มีผู้อภิปรายได้แก่ ศ.กำชัย จงจักรพันธ์ ที่ปรึกษา กกต., จอน อึ๊งภากรณ์ อนุกรรมการฯ ในกรรมการสิทธิฯ, นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิฯ
เพื่อเป็นการเปิดประเด็น เรียกน้ำย่อยสำหรับการถกเถียงในเรื่องใหญ่ว่าด้วยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ประชาไทรวบรวมโควทที่น่าสนใจของวิทยากรซึ่งได้ร่วมอภิปรายไปแล้วในวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ดังนี้
คริสตี้ เคนนี่ย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (พ.ศ.2540)
- 1 -
เรื่องขององค์กรอิสระกับธรรมาภิบาลเป็นหัวใจสำคัญที่เป็นประเด็นปัญหาที่
ประเทศไทยจะต้องมาขบคิดในเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง
ผมเองอาจเป็นคนไม่กี่คนที่ได้มีโอกาสทำงานอยู่ในกลไกการใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง
สามอำนาจ ผมเริ่มจากฝ่ายตุลาการแล้วก็มา เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร
ได้เห็นหมดว่าคนในกลไกต่างๆ ทั้งสามอำนาจมีคนประเภทไหนบ้าง ทำงานอย่างไร
และพูดได้ว่าไม่ว่าจะองค์กรไหน มีคนทุกประเภทปนอยู่เหมือนๆ กันทั้งสิ้น
ไม่มีองค์กรไหนจะมีแต่คนที่เก่งคนที่ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ ดีเหมือนกันทุกคน
ปนกันอยู่ทั้งสิ้น และการที่ปนกันอยู่ไม่ใช่ปนกันเฉพาะในประเทศไทย
ทั่วโลกเหมือนกัน
- 2 -
ผมเองมีส่วนร่วมในการที่ก่อให้เกิดขึ้น ช่วงระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญ
2540 ตอนนั้นก็คิดว่าทำอย่างไรที่จะมีกลไกการตรวจสอบขึ้นมาใหม่
ที่สามารถตรวจสอบทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ก็ต้องยอมรับว่า
ส.ส.ร.ในปี 2540 ก็ผิดพลาด ตัวผมเองก็ผิดพลาด
เพราะคิดว่าเราจะหาคนที่เพียบพร้อม ด้วยคุณธรรมความรู้ ตรงไปตรงมา
เข้ามาอยู่ในองค์กรอิสระ ซึ่งมีเยอะ คนประเภทที่ต้องบอกว่า
ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลาย แต่ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายนั้นมีแต่ในหนังสือการ์ตูน
ในชีวิตจริงหายาก ...และผู้ที่ได้รับการยกย่องชื่นชมทั้งหลาย
หลายครั้งก็ได้กระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเยอะแยะมากมาย
- 3 -
สิ่งที่สำคัญคือเมื่อเราสร้างองค์กรอิสระขึ้นมา
ซึ่งหลายองค์กรมีบทบาทในการตรวจสอบ แต่องค์กรเหล่านี้ซึ่งมีอำนาจมหาศาล
อาจจะมากกว่าองค์กรเดิมๆ ด้วยซ้ำไป แล้วใครล่ะมาตรวจสอบองค์กรเหล่านี้
ใครจะรักษาประโยชน์ของตัวเขาได้ดีที่สุด ....
เราก็เห็นว่าเขาไม่มีทางสามารถรักษาประโยชน์ของคน 60 กว่าล้านคนได้
ทำอย่างไรที่จะจัดกลไกถ้ามีองค์กรอิสระ
องค์กรอิสระนี้ต้องมีความยึดโยงกับประชาชนอย่างไร
องค์กรอิสระเหล่านี้ต้องถูกตรวจสอบอย่างไรวิษณุ วรัญญู ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด
- 1 -
องค์กรหรือสถาบันใดก็ตามถ้าไม่ถูกตรวจสอบ ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์
มีแต่เสื่อม ศาลก็เหมือนกัน ศาลก็ต้องถูกตรวจสอบได้
การตรวจสอบศาลนั้นตรวจสอบผ่านคำพิพากษาว่า คำพิพากษามีเหตุมีผลไหม
ถูกต้องตามกฎหมายไหม ผมเชิญชวนให้เราตรวจสอบคำพิพากษาทั้งของศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องตรวจสอบไม่อย่างนั้นศาลจะเสื่อม
- 2 -
พอองค์กรอิสระอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้วเกิดความเข้าใจไปว่าเป็นองค์กรระดับ
เดียวกับองค์กรใช้อำนาจอธิปไตย ปฏิเสธการถูกตรวจสอบ ก็ทำให้ผิดฝาผิดตัว
รัฐธรรมนูญ 2540 ยังดีที่ใส่องค์กรเหล่านี้ใส่ไว้เฉยๆ
เพื่อให้ได้รับอานิสงค์ของการเป็นกฎหมายสูงสุดที่จะไม่ถูกแก้ไขโดยง่าย
แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ไปไกลเลย
เพราะองค์กรอิสระเหล่านี้ถูกจัดหมวดหมู่ว่าเป็น “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ”
ในทางความรับผิดชอบ การถูกตรวจสอบ มาตรา 223
ของรัฐธรรมนูญจำกัดอำนาจศาลปกครองไว้เลยว่า
ถ้าเป็นการใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรเหล่านี้ไม่ได้
ศาลปกครองไปตรวจสอบไม่ได้
เท่ากับว่าองค์กรเหล่านี้มีสถานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหลุดพ้นจากการ
ถูกตรวจสอบ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจผิดอย่างมาก
....ซึ่งจะเป็นปัญหามากทำให้องค์กรอิสระกลายเป็นองค์กรที่จะมาขบ
ทับซ้อนกับการใช้อำนาจขององค์กรอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ
และเป็นการทับซ้อนในลักษณะที่ไม่มีใครไปตรวจสอบได้ด้วย
- 3 -
องค์กรอิสระของบ้านเราขาดการจินตนาการแบบหลากหลายที่จะให้ที่มา
อำนาจหน้าที่ องค์ประกอบโครงสร้างเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง
ถ้าดูองค์กรอิสระที่มีอยู่มันอิงกับราชการอย่างสำคัญ
ยกเว้นคณะกรรมการสิทธิฯ และ กสทช.
ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าไปเป็นกรรมการได้
- 4 -
นอกจากจัดที่ทางให้องค์กรอิสระมีสถานะที่ถูกต้องแล้ว
ไม่เกินที่ตัวเองเป็น ควรจัดให้องค์กรอิสระต้องมีความรับผิดชอบ
ต้องสามารถถูกตรวจสอบได้
ถ้าองค์กรอิสระไม่สามารถมีความรับผิดชอบหรือไม่สามารถถูกตรวจสอบได้
อันนี้เป็นหายนะจริงๆ เพราะองค์กร ถ้าเป็นอิสระ
แล้วเกิดคนที่อยู่ในองค์กรไม่เป็นกลาง แล้วเป็นอิสระไม่ถูกตรวจสอบ
ทำอะไรก็ทำได้ สามารถเขย่ารัฐให้เกิดวิกฤตได้เลย
ทั้งในทางการเมืองและการบริหารเมธี ครองแก้ว อดีต ป.ป.ช.
- 1 -
การเกิดขึ้นและมีอยู่ขององค์กรอิสระอย่างที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญทั้งสอง
ฉบับ แท้ที่จริงแล้วก็คือการสร้างฐานอำนาจที่สี่ขึ้นมา
โดยมีลักษณะเด่นเฉพาะในเรื่องที่ว่าฐานอำนาจทั้งสามฐานในไทยมีความไม่
สมบูรณ์ในการทำงาน ซึ่งไม่สามารถจะแก้ไขได้ในระบบในตัวของมันเอง
จึงจำเป็นต้องมีองค์กรฐานอำนาจที่สี่ขึ้นมาสร้างการถ่วงดุล
หรือการตรวจสอบฐานอำนาจทั้งสาม
- 2 -
ฝ่ายตุลาการ เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในระดับการพัฒนาที่ใกล้เคียงกัน
เห็นว่าความน่าเชื่อถือของฝ่ายตุลาการของเราเป็นที่ยอมรับได้
แต่ปัญหาคือด้วยความที่ฝ่ายตุลาการของไทย เป็นคนตรงไปตรงมา
จุดไม่สมบูรณ์คือฝ่ายตุลาการไม่มี บทบาทมากนักในการดูว่า
ถ้ากฎหมายไม่เป็นธรรม จะมีบทบาทแก้ไขกฎหมายหรือไม่ เป็นลักษณะ passive
มากกว่า active
แน่นอนอาจบอกว่าศาลมีหน้าที่ตีความตามตัวอักษรเท่านั้นไม่ต้องทำอย่างอื่น
แต่ส่วนตัวเห็นว่า ในสภาพปัจจุบัน การทำเช่นนั้น
อาจไม่ใช่การทำหน้าที่ที่สมบูรณ์
- 3 -
คนสงสัยว่า องค์กรเหล่านี้จะมีอำนาจเกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่
มีใครสามารถตรวจสอบองค์กรเหล่านี้อย่างเช่น ป.ป.ช.ได้หรือไม่ ตอบเลยว่า
ระหว่างที่ผมอยู่ในหน้าที่ไม่เคยคิดเลยว่า
จะเป็นองค์กรที่จะใช้อำนาจบาตรใหญ่กับองค์กรใด
รู้สึกถ่อมตัวด้วยซ้ำที่เขามอบหมายความไว้วางใจและกังวลที่ทำให้ไม่ได้ดัง
ที่เขามอบหมายให้ทำ เช่นทำงานช้า คดีค้าง ตรวจสอบได้ไม่เต็มที่
- 4 -
เรื่องการตรวจสอบองค์กรอิสระ
สำหรับการตรวจสอบโดยสังคมโดยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมีอยู่แล้ว
ถ้ามีกรรมการจะกร่าง กรรมการคนอื่นคงไม่ยอม คงบี้กันในที่ประชุม
แต่การตรวจสอบโดยทางการ มีวุฒิสภาที่มีอำนาจเหนือ ป.ป.ช.
เวลาเข้ารับตำแหน่งต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินให้วุฒิสภาตรวจสอบรายชิ้น
หมดวาระก็ต้องยื่นเหมือนคนอื่นๆ
นอกจากนี้เมื่อชี้มูลใครก็จะถูกฟ้องทุกครั้ง
เมื่อเขาเห็นว่าเราทำงานไม่สมบูรณ์จะถูกฟ้องได้ ทั้งฟ้องวุฒิสภา
ฟ้องศาลอาญาได้ มีหลายคนโดนพิจารณาถอดถอนมาแล้ว และ
ป.ป.ช.ยังต้องทำรายงานให้กับสภาทุกปี โดยต้องแถลงผลงานแต่ละปี
ต้องอธิบายให้ประชาชนทราบด้วยจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี
- 1 -
เขาวางระบบ ต้องการให้ได้รัฐบาล พรรคการเมือง ผู้นำ
ผู้บริหารที่เข้มแข็ง นายกฯ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เมื่อได้มาอย่างนั้นแล้ว
รัฐบาลได้ฝ่ายนิติบัญญัติมาแล้ว เขาก็คิดว่าต้องมีคนมาตรวจสอบ
โดยมีหลักคิดคือ องค์กรตรวจสอบนั้นต้องไม่ขึ้นกับฝ่ายผู้ถูกตรวจสอบ
ในตอนนั้นความจริงก็มีทั้งข้อดีและมีทั้งปัญหา
แต่เราไม่ได้แก้กันบนวิถีทางของการแก้รัฐธรรมนูญ หรือแก้กฎกติกาต่างๆ
เกิดการรัฐประหารเสีย ก็เลยทำให้ปัญหาที่ค้างคาตอนนั้นไม่ได้รับการแก้ไข
- 2 -
ป.ป.ช. มีปัญหาเรื่องของอำนาจ ถ้าอำนาจจะมากไปคือเรื่องที่หากชี้มูลแล้ว
ต้องพักปฏิบัติหน้าที่ อันนี้มันพอชี้มูลนายกฯ แล้วนายกฯ
หยุดปฏิบัติหน้าที่มันมีปัญหามาก
เท่ากับว่าเป็นองค์กรที่มีอำนาจเหนือกว่าประชาชน โดยหลักที่บอกว่า
ถ้าศาลยังไม่ตัดสินต้องถือว่าเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
จะปฏิบัติเหมือนเขาไม่บริสุทธิ์ไม่ได้
- 3 -
ปัญหาเรื่องการตรวจสอบไม่ได้ อันนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่ขององค์กรอิสระ
ตรวจสอบไม่ได้ เฉพาะการฟ้องต่อศาลไม่พอ เพราะการตรวจสอบองค์กร
ต้องดูว่าการทำงานมีประสิทธิภาพหรือไม่ เลือกปฏิบัติหรือไม่
เลือกปฏิบัติหรือไม่นั้นฟ้องศาลไม่ได้ว่าทำไมตรวจสอบแต่ฉัน
ไม่ตรวจสอบคนนั้นไม่ตรวจสอบคนนี้ ทำไมปล่อยให้เรื่องค้างเต็มไปหมด
แล้วเลื่อนเรื่องนี้ขึ้นมาเร็ว ไม่รู้จะไปร้องกับใคร
อาจจะค้นหามาว่าบกพร่องแล้วบอก กับ ส.ว.ให้ทำหน้าที่ถอดถอน
หรือร้องให้ถอดถอน ปรากฏว่า ส.ว.มาจากการแต่งตั้งของกรรมการ ที่มีประธาน
ป.ป.ช.อยู่ด้วย แล้วถ้า ส.ว.สรรหาหลายคนไม่เอาด้วยกับการถอดถอนเสียแล้ว
ก็ไม่มีทางถอดถอนได้ เพราะต้องใช้เสียงมากในการถอดถอน
- 4 -
การเมืองประเทศไทยแบ่งเป็นสองฝ่าย พอแบ่งเป็นสองฝ่าย ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ
ย่อมกระทบต่อสถานะการดำรงอยู่ขององค์กรอิสระทันที
องค์กรอิสระโดยธรรมชาติก็ต้องเลือกข้างที่รักษารัฐธรรมนูญไว้
ทำให้องค์กรอิสระกลายเป็นสังกัดฝักฝ่าย
ที่ว่าอิสระนั้นไม่ได้อิสระจริงอยู่แล้ว เพราะมาจากฝ่ายที่ยึดอำนาจ
แล้วยังถูกผลักให้ไปสังกัดฝักฝ่าย คือฝ่ายที่ไม่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ
ซึ่งจะเป็นฝ่ายเดียวกับ คมช. เพราะว่า คมช. ก็ต้องการรักษารัฐธรรมนูญ มาตรา
309 ไว้โคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
- 1 -
หากสังเกตดูที่มาก็ดี องค์ประกอบก็ดี อำนาจหน้าที่ก็ดี
คล้ายกับว่าจะเป็นส่วนขยายของราชการ แต่ทำไมจำเป็นต้องมี
เพราะมันมีบางหน้าที่ที่ไปฝากไว้กับฝ่ายบริหารแล้วเหมือนกับเป็นการเอาปลา
ย่างไปฝากไว้กับแมว เช่น การให้ฝ่ายบริหารตรวจสอบการทุจริตเอง
ซึ่งก็มีคนไม่เห็นด้วย เพราะเขาอาจเป็นตัวจำเลย
หากผู้ตรวจสอบเป็นจำเลยเสียเองมันลำบาก
- 2 -
คำถามที่อาจารย์วิษณุตั้งไว้ว่า
แล้วจะทำอย่างไรกันดีหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ผมคิดว่าเป็นเวลาดี
เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มาทบทวนสิ่งเหล่านี้ รวมทั้งทบทวนว่าอำนาจตุลาการเอง
ซึ่งเป็นอำนาจส่วนขยายของราชการจะทำอย่างไรให้ยึดโยงกับฝ่ายประชาชนมากขึ้น
โดยไม่เสียความเป็นอิสระ ไม่เสียความเป็นกลาง ไม่เสียความน่าเชื่อถือ
อันนี้อาจจะต้องไปคิดให้ละเอียด
- 3 -
ขณะเดียวกันองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เราพูดถึง เราจะเอาป้ายชื่อออกไหม
แต่ถ้าจะเอาป้ายชื่อออก
แล้วคุณไม่จัดเป็นหมวดให้พิเศษว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ผมยังเสียดายอยู่นิดหนึ่ง ผมยังอยากจะเสนอ อันนี้คิดโดยฉับพลัน
อาจไม่ละเอียดรอบครอบ ผมอยากเสนอว่า
ในรัฐธรรมนูญสามารถมีบทบัญญัติได้ว่าเรื่องใดควรมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
คือเราเห็นว่าองค์กรอิสระดีอยู่แล้ว ป.ป.ช. กกต. หรืออะไรก็ตาม ก็รับรองโดย
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วก็บัญญัติว่าองค์กรใดมีฐานะ 3
เรื่องนี้ให้มันชัดเจน การมี
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญรองรับเพื่อให้ยากต่อการแก้ไข แต่ไม่ใช่ยากจนเกินไป
สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ในระดับหนึ่ง
ไม่ต้องถึงกับต้องไปแก้รัฐธรรมนูญเสียทุกครั้งไป
- 4 -
เราบัญญัติหลักการใหญ่ๆ ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญไว้ว่า มีความเป็นอิสระ
ตรวจสอบได้ มีความเป็นกลาง มีอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน
แล้วก็ไม่ไปขัดขวางการทำงานตามปกติ
ตามครรลองประชาธิปไตยของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ไปก้าวก่ายสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช.
- 1 -
เวลาเราพยายามจะปิดจุดอ่อนในตัวบทกฎหมาย แต่ก็มักมีจุดอ่อนใหม่เสมอ
กฎหมายเกี่ยวกับ กสทช.ปรับกันมายาวนาน
เมื่อกลุ่มทุนเข้ามามากเราพยายามกีดกัน
แต่สุดท้ายสัดส่วนกรรมการก็เหมือนหนีเสือปะจระข้
มีภาครัฐราชการทหารพลเรือนเข้ามามาก
ไม่ว่าจะรอบคอบอย่างไรก็อยู่ที่คนที่เข้ามาด้วยโดยเฉพาะ
และน่าจะต้องมีการระบุในกฎหมายให้ชัดเจนเรื่องการเปิดเผยข้อมูลของกสทช.ด้วย
โดยเฉพาะการตัดสินใจของกรรมการ เพราะ กสทช.นับเป็น “Super องค์กรอิสระ”
- 2 -
อยากส่งเสริมให้สนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นกรรมการในองค์กร อิสระ
ตอนนั้นเราก็สู้ว่า 30-65 แต่ไม่สำเร็จ มันถูกแก้เป็น 35-70 ปี
ดิฉันก็หวุดหวิด 35 พอดีก็เลยได้เป็น พอเราให้เปิดถึง 70
ก็จะเห็นว่ามันเป็นที่ฮอลิเดย์ของหลายคน
แล้วท่านเหล่านี้พอจบวาระแล้วท่านไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว ถ้าดิฉันอายุ 40
ดิฉันต้องมีอนาคตต่อ ถ้าดิฉันทำไม่ดี มันจะหลอกหลอนดิฉันไปอีก 20 ปี
มันก็ทำให้เรามีหิริโอตัปปะมากกว่า .... ดิฉันคิดว่าถ้าเราสนับสนุนให้คน
รุ่นใหม่ ซึ่งคนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้เก่ง เข้าสู่องค์กรอิสระให้มากขึ้น
มันจะเปลี่ยนวัฒนธรรม และช่วยเรื่องธรรมาภิบาล
โดยเฉพาะรุ่นใหม่ที่เชื่อในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น แต่ไม่ง่าย
เพราะองค์กรอิสระจะเป็นที่อยู่ของคนที่เกือบเกษียณหรือเกษียณ
นี่ทำให้วัฒนธรรมไม่ได้ถูกท้าทายสุนี ไชยรส รองประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
ภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
- 1 -
เวลาพูดเรื่ององค์กรอิสระ
เมื่อมองระยะสั้นจะเห็นเพียงการถกเถียงกันเพียงแต่ว่าควรมีหรือไม่มีองค์กร
อิสระ จากฝ่ายที่ชอบและไม่ชอบทักษิณ ทั้งที่เราควรมองยาวไปกว่านั้น
เพราะเป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่เกิดมาเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ
- 2 -
รัฐธรรมนูญ 40 ก็ดีหรือปี 50 ก็ดี มันไม่มีอะไรดีกว่ากัน
เราต้องใช้ไปเรียนรู้ไป แล้วเราก็พบว่ามันมีช่องว่าง มีปัญหา
มีความไม่สมบูรณ์ มีปัญหาใหม่ๆ มีสภาพการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น
เวลาที่เราจะแก้ไขกติกาของการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ. พ.ร.ก. อะไรก็ตาม
เราก็ต้องสรุปบทเรียนจากสิ่งเกิดขึ้นแล้วเอาไปแก้ไขมัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น