แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

ภาษีไทยมาจากไหน? และจ่ายไปตรงไหน?

ที่มา Thai E-News



taxes
 
อาจนับได้ว่าภาษีที่เก็บจากสินค้าและบริการนั้นเก็บจาก “ประชาชนทุกคน” ที่ทำการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ.. แต่งบประมาณจากภาครัฐไปที่กรุงเทพฯ ถึงกว่า 72% 
ที่มา whereisthailand
ดังที่เคยเสนอข้อมูลสัดส่วนภาษีเมื่อเทียบกับ GDP ไปแล้วครั้งก่อน [1] คราวนี้ลองพิจารณากันดูต่อไปว่า​“แหล่งที่มา” ของภาษีในประเทศต่างๆนั้นมาจากไหนบ้าง
อย่างที่ทราบกันดีว่าภาษีเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดปลีกย่อยมากและแตกต่าง กันไปในแต่ละประเทศ จึงเป็นเรื่องยากที่จะจัดกลุ่มและเปรียบเทียบภาษีแต่ละชนิดในรายละเอียด อย่างไรก็ตาม หากใช้มาตรฐานข้อมูลของธนาคารโลก [2] เราจะจัดกลุ่มภาษีออกได้คร่าวๆ 4 กลุ่มคือ
  1. ภาษีสินค้าและบริการ (Taxes on goods and services)
  2. ภาษีรายได้ กำไร และกำไรจากสินทรัพย์ (Taxes on income, profits and capital gains)
  3. ภาษีจากการค้าระหว่างประเทศ (Taxes on international trade)
  4. ภาษีอื่นๆ (Other taxes)
อ่านรายละเอียดนิยามของแต่ละกลุ่มได้ที่ [3]
โดยหากเราแบ่งกลุ่มประเภทภาษีตามข้างต้น จะได้สัดส่วนภาษีในแต่ละประเทศในปี 2010 ดังนี้
ประเทศ / ภาษีสินค้าฯ / ภาษีรายได้ / ภาษีการค้าระหว่างประเทศ / อื่นๆ
นอร์เวย์ / 42.5% / 55.0% / 0.4% / 2.1%
สหราชอาณาจักร 40.6% / 49.1% / N/A / 10.2%
สวีเดน 62.4% / 17.2% / N/A / 20.4%
ไทย 51.2% / 42.3% / 5.8% / 0.7%
เกาหลีใต้ 40.0% / 42.0% / 6.0% / 12.0%
มาเลเซีย 66.5% / 24.5% / 3.4% / 5.7%
สิงคโปร์ 34.4% / 44.6% / N/A / 21.0%
ฮ่องกง 14.0% / 58.9% / 0.6% / 26.4%
ลาว 66.2% / 21.1% / 11.6% / 1.0%
ฟิลิปปินส์ / 31.6% / 44.7% / 23.7% / N/A
อินโดนิเซีย 40.8% / 50.6% / 2.8% / 5.7%
กัมพูชา 58.6% / 16.8% / 24.3% / 0.2%
อินเดีย 28.0% / 56.5% / 15.4% / 0.1%
ญี่ปุ่น 43.1% / 49.9% / 1.8% / 5.2%
*หมาย เหตุ N/A หมายถึงไม่มีข้อมูลแสดงในฐานข้อมูลของธนาคารโลก อย่างไรก็ตามเมื่อนับรวมตัวเลขในกลุ่มอื่นๆทุกกลุ่มแล้วได้เท่ากับยอดรวม ภาษีทั้งหมด
สำหรับประเทศไทย สัดส่วนที่มาของเงินภาษีของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลของธนาคารโลกตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปี 2010 ระบุว่า เงินภาษีโดยประมาณครึ่งหนึ่งนั้นมาจากภาษีสินค้าและบริการ และสัดส่วนภาษีรายได้มีทิศทางที่เพิ่มขึ้น (36.4% ในปี 2003) ขณะที่สัดส่วนภาษีที่เก็บจากการค้าระหว่างประเทศนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง (12.3% ในปี 2003)
หากพิจารณาตามเกณฑ์นี้อาจทำให้เราเห็นภาพคร่าวๆได้ว่า “ใคร” เป็นผู้จ่ายภาษีให้กับประเทศหนึ่งๆบ้าง เราอาจนับได้ว่าภาษีที่เก็บจากสินค้าและบริการนั้นเก็บจาก “ประชาชนทุกคน” ที่ทำการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ขณะที่ภาษีรายได้ กำไร และกำไรสินทรัพย์ต่างๆนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภาษีที่อาจแตกต่างกันไปในราย ละเอียด เช่น ฐานภาษีและอัตราภาษีที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ เป็นต้น

อ้างอิง

[1] คนไทยจ่ายภาษีมากแค่ไหน? http://www.whereisthailand.info/2013/02/tax-revenue/
[3] นิยาม:
Taxes on goods and services include general sales and turnover or value added taxes, selective excises on goods, selective taxes on services, taxes on the use of goods or property, taxes on extraction and production of minerals, and profits of fiscal monopolies. http://data.worldbank.org/indicator/GC.TAX.GSRV.CN
Taxes on income, profits, and capital gains are levied on the actual or presumptive net income of individuals, on the profits of corporations and enterprises, and on capital gains, whether realized or not, on land, securities, and other assets. Intragovernmental payments are eliminated in consolidation. http://data.worldbank.org/indicator/GC.TAX.YPKG.CN
Taxes on international trade include import duties, export duties, profits of export or import monopolies, exchange profits, and exchange taxes. http://data.worldbank.org/indicator/GC.TAX.INTT.CN
Other taxes include employer payroll or labor taxes, taxes on property, and taxes not allocable to other categories, such as penalties for late payment or nonpayment of taxes.http://data.worldbank.org/indicator/GC.TAX.OTHR.CN
**********



งบประมาณประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

JULY 20, 2012    

Infographic — งบประมาณประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
การกระจายความเจริญโดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน (การคมนาคมขนส่ง การศึกษา การสาธารณสุข) ไปสู่ระดับภูมิภาคเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการเพิ่มรายได้ในส่วนภูมิภาค ลดภาระและค่าใช้จ่ายให้กับเมืองหลวงที่แออัด ลดความเสี่ยงเช่นในกรณีที่เกิดมหาอุทกภัยในปีที่แล้ว ช่วยยกระดับแรงงานของประเทศเนื่องจากประชากรส่วนมากของประเทศอาศัยอยู่นอกเมืองหลวง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันและความเป็นธรรมในทางการเมืองอีกด้วย
ธนาคารโลก (World Bank) ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในประเทศไทย [1] ซึ่งมีข้อมูลการกระจายตัวของเงินงบระมาณไปยังภูมิภาคในเชิงเปรียบเทียบกับตัวเลขอื่นๆดังนี้
หากลองเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆจะได้ว่า
หากเราแทนประชากรในประเทศไทยด้วยคน 100 คน จะเป็นคนในแต่ละท้องที่ดังนี้
กรุงเทพ 17 คน
ภาคกลาง 17 คน
ภาคเหนือ 18 คน
ภาคอีสาน 34 คน
ภาคใต้ 14 คน
หากคนไทยทั้งประเทศทำงานสร้างเงินได้ 100 บาทต่อปี แต่ละภูมิภาคจะสร้างรายได้ดังนี
กรุงเทพ 26 บาท
ภาคกลาง 44 บาท
ภาคเหนือ 9 บาท
ภาคอีสาน 11 บาท
ภาคใต้ 10 บาท
ทุกๆ 100 บาทที่รัฐบาลนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ จะไปให้
กรุงเทพ 72 บาท
ภาคกลาง 7 บาท
ภาคเหนือ 7 บาท
ภาคอีสาน 6 บาท
ภาคใต้ 8 บาท
จะเห็นได้ว่า ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มากระหว่างภูมิภาค หากเราพิจารณารายได้ GDP ต่อประชากรแล้ว จะพบว่าทั้งกรุงเทพฯ และภาคกลางจะมีรายได้ต่อประชากรสูงมาก เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั้งนี้อาจเป็นเรื่องไม่แปลกใจนักหากเราคำนึงถึงบทความ“เงินร้อยบาทในกระเป๋าคุณมาจากไหน?” [2] ว่ารายได้กว่า 39% ของประเทศมาจากอุตสาหกรรมซึ่งมักจะอยู่ในส่วนภาคกลาง
หากเราพิจารณาส่วนของงบประมาณจากภาครัฐแล้ว จะพบว่าถึงแม้กรุงเทพฯ จะมีประชากร 17% ของประเทศ ทำรายได้ 26% ของ GDP ประเทศ แต่กลับได้รับงบประมาณถึงกว่า 72% ในทางกลับกันภาคอีสานที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศถึง 34% ทำรายได้ 11% แต่กลับได้รับงบประมาณเพียง 6% ของงบประมาณใช้จ่าย
นั่นแปลว่าไม่ว่าจะมองจากมิติของ GDP หรือมิติด้านจำนวนประชากร การจัดสรรงบประมาณรัฐยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก ซึ่งหลักการจัดสรรงบประมาณอย่าง“เป็นธรรม” นั้นขึ้นกับหลักคิดพื้นฐานว่าอะไรคือความเท่าเทียม/ยุติธรรม
บางคนเชื่อว่าหากเราต้องการเห็นพัฒนาที่เท่าเทียมกันมากขึ่น เราควรช่วยเหลือภูมิภาคที่มี GDP น้อยให้มากขึ้น เพื่อให้ภูมิภาคเหล่านั้นสามารถพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของความเจริญและการดึงดูดประชากร นอกจากนั้นสภาพงบประมาณที่ไม่สมสัดส่วนเช่นนี้มีแต่จะซ้ำเติมปัญหาการกระจุกตัวของความเจริญในกรุงเทพ ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงที่สูงมากหากเกิดภัยพิบัติ และยังจะยิ่งทำให้ต้นทุนการบริหารเมืองสูงขึ้นไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด (เมืองยิ่งแออัด ก็ยิ่งบริหารจัดการยาก ต้นทุนสูง)
ในทางกลับกัน บางคนอาจเชื่อว่าความเป็นธรรมหมายถึงการจัดสรรเงินให้พื้นที่ซึ่งสามารถ “เอาเงินไปต่อเงิน” ได้ดีกว่าเพื่อเพิ่ม GDP ให้มากขึ้นในภาพรวม (ซึ่งหมายถึงการสร้างงาน และการพัฒนาประเทศที่มากกว่าแบบแรก) อีกทั้งค่าครองชีพของเขตเมืองกับชนบทก็แตกต่างกัน การลงทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า (คมนาคม การศึกษา สาธารณสุข) ดังนั้นก็ย่อมเป็นธรรมดาที่เขตเมืองเช่น กทม. ย่อมสมควรได้รับงบประมาณมากกว่า
นิยามของ “ความเป็นธรรม” ดูจะเป็นสิ่งทีสังคมไทยต้องถกเถียงค้นหาคำตอบร่วมกันต่อไป แต่ที่แน่ๆคือปัญหาการกระจุกตัวของเมืองใหญ่อย่าง กทม. นั้นคือระเบิดเวลาที่รอการแก้ไขอย่างจริงจังและมีแต่จะย่ำแย่ลงทุกปี

อ้างอิง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น