แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

‘เพื่อถอย’ไม่ได้อีกแล้ว

ที่มา Voice TV

 ใบตองแห้ง Baitonghaeng


ใบตองแห้ง Baitonghaeng

VoiceTV Staff

Bio

คอลัมนิสต์อิสระ


ผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ทำให้กองเชียร์เพื่อไทยอกหักเศร้าซึมกันเป็นแถว ขณะที่สลิ่ม แมลงสาบ ได้ทีตีปีกไชโยโห่ร้องเย้ยหยัน แต่อันที่จริง ถ้าไม่มีโพลล์มาสร้างกระแสจนเกิดความคาดหวังสูง ผลการเลือกตั้งก็ไม่ได้ผิดจากที่ควรจะเป็น และต้องถือว่าพรรคเพื่อไทยประสบความสำเร็จด้วยซ้ำ

สุขุมพันธุ์ได้ 1,256,349 คะแนน พงศพัศได้ 1,077,899 คะแนน ห่างกัน 178,450 คะแนน เมื่อเทียบการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งที่แล้ว ที่สุขุมพันธ์ได้ 934,602คะแนน ยุรนันท์ 611,669 คะแนน (คุณปลื้มอันดับสาม 334,846 คะแนน) ห่างกัน 322,933 คะแนน ถือว่าน่าพอใจ เพราะสะท้อนว่าพรรคเพื่อไทยมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นมั่นคงขึ้น

ถ้าเทียบการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2554 ยิ่งชัดเจนว่าฐานเสียงทั้งสองพรรคแทบไม่เปลี่ยนแปลง ครั้งนั้น ประชาธิปัตย์ได้คะแนน ส.ส.เขต 1,356,672คะแนน เพื่อไทยได้ 1,246,057คะแนน ปาร์ตี้ลิสต์ ประชาธิปัตย์ 1,277,669 คะแนน เพื่อไทย 1,209,508 คะแนน

คะแนนหายไปทั้งคู่ แต่เพื่อไทยหายมากกว่าหน่อย การที่คะแนนหายทั้งคู่ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ 2,715,640 คน คิดเป็น 63.98 % ตอนเลือกตั้ง ส.ส.มีผู้มาใช้สิทธิ 3,019,406 คน คิดเป็น 71.62% การเลือกตั้งท้องถิ่นมีผู้มาใช้สิทธิน้อยกว่าการเลือกตั้งใหญ่เสมอ อาจด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่น ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า หรือไม่กระตือรือร้นเหมือนเลือกรัฐบาล

ถ้าเทียบบัญญัติไตรยางค์ คะแนนทั้งสองพรรคควรหายไป 10% ปรากฏว่าเพื่อไทยหายมากกว่าที่ควรจะเป็น ปชป.หายน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ตรงนี้น่าคิดว่า โอเค ฐานที่เหนียวแน่นของทั้งสองฝ่ายมาลงล้นหลาม แต่พวก Swing Vote หันไปลงให้ ปชป.หรือเปล่า หรืออาจเป็นเพราะคนเคยเลือกเพื่อไทยประมาท เชื่อโพลล์ เห็นเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือเป็นเพราะบางคนเริ่มไม่พอใจรัฐบาล

กระนั้นในภาพรวม ผมสรุปอย่างขำๆ ว่า แม่-จะหาเสียงกันให้เมื่อยทำไมตั้ง 45 วัน เลือกตั้งวันไหนผลก็น่าจะออกมาอย่างนี้ ไม่ว่าตัวบุคคลจะเป็นใคร คุณชายหมู จูดี้ หมา เสาไฟฟ้า ฯลฯ ไม่ว่าจะขายนโยบายอะไร ไม่ว่าจะเมาไวน์หรือมีผลงาน ผลการเลือกตั้งก็คงออกมาอย่างนี้

นั่นคือคนกรุงเทพฯ ข้างละล้านกว่าคนยังแบ่งขั้วแบ่งข้าง เลือก ปชป.เลือก พท.โดยฝ่ายแรกยังเหนือกว่านิดๆ เช่นเดิม ไม่มีใครเปลี่ยนใจใครได้ ต่างฝ่ายต่างก็ยังเลือกข้างของตัว แม้แต่พวกพันธมิตร ดูคะแนน อ.แก้วสรร 144,779 คะแนน ดูคะแนนโหวตโน 133,945 คะแนน ดูคะแนนเสรีพิศุทธ์ 166,582 คะแนน ก็อยู่ในระดับเดิม โดยเสรีพิศุทธ์อาจได้คะแนนเฉพาะตัวเพิ่มมานิดหน่อย

พวก Swing Vote น่าจะมีไม่ถึง 10% เท่านั้น ส่วนหนึ่งก็คือพวกที่เคยเลือกชูวิทย์ ปุระชัย แต่ครั้งนี้ผู้สมัครอิสระคะแนนหายเรียบ สุหฤทมีแต่คนกด like เป็นไปได้ว่าคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งไม่มาเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งลงให้สุขุมพันธ์

ถ่วงดุลอำนาจใคร

ทำไมโพลล์ กทม.ผิด ในการเลือกตั้ง 2 ครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นหลัง พ.ค.53 ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม่นยำ

สมมติฐานแรก เป็นไปได้ว่าเสื้อแดงหรือคนเลือกพรรคเพื่อไทย คือ “ไพร่” ที่ยืดอกประกาศตัวเปิดเผย ขณะที่คนเลือก ปชป.ส่วนหนึ่งเป็น “อีแอบ” (ฮา) หรือผู้ดีถนิมสร้อย

สมมติฐานที่สอง เป็นไปได้ว่าเสื้อแดงหรือคนเลือกพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ตั้งใจแน่วแน่ ไม่มีเปลี่ยน แต่คนส่วนหนึ่งที่เลือก ปชป.ยังลังเลใจ เพิ่งเทคะแนนให้ในโค้งสุดท้าย

ผมเชื่อว่าเป็นทั้ง 2 สมมติฐานผสมกัน แต่สาเหตุที่ทำให้คนส่วนหนึ่งตัดสินใจเลือก ปชป.โค้งสุดท้าย ไม่น่าจะเพราะกระแส “เผาบ้านเผาเมือง” อย่างที่ ผอ.นิด้าโพลตีขลุม ผมไม่คิดว่าวาทกรรมนี้มีผลต่อ Swing Vote เพราะคนเกลียดเสื้อแดงเข้ากระดูกน่าจะตัดสินใจตั้งแต่แรกแล้ว มันน่าจะเป็น “ความกลัว” ต่างหาก ที่มีผลให้ตัดสินใจโค้งสุดท้าย

วาทกรรมที่ได้ผลกว่าจึงน่าจะเป็น “ต่อต้านการผูกขาดอำนาจ” หรือ “อย่าให้อำนาจทั้งหมดกับครอบครัวเดียว” ของแอนดรูว์ บิ๊กส์ ซึ่งสะท้อนทัศนะประชาธิปไตยแบบตื้นเขินของคนกรุง โดยเฉพาะเมื่อโพลล์ชี้ว่าพงศพัศชนะ ก็กลัวว่าเพื่อไทยจะกินรวบทั้งรัฐบาลทั้งผู้ว่า แล้วจะเหิมเกริม ได้ใจ เหมือนสมัยทักษิณ

คนส่วนนี้น่าจะมีเป็นแสนๆ เลือก ปชป.ทั้งที่ไม่ชอบ ปชป. (ดูผลเลือกตั้งปี 2554 ปชป.ได้คะแนน ส.ส.เขต 1,356,672ปาร์ตี้ลิสต์ 1,277,669 มีคน 1.2 แสนคน เลือกปาร์ติ้ลิสต์พรรคอื่นแต่ ส.ส.เขตเลือก ปชป.น่าจะเป็นเพราะไม่ต้องการให้เพื่อไทยชนะ)

ดู ส.ศิวรักษ์เป็นตัวอย่าง ที่อ้างว่า “เลวน้อยกว่า” “ต่อต้านเผด็จการ” ซึ่งเลอะเทอะจุงเบย เมื่อเทียบระดับสติปัญญาที่ได้รับการยกย่องเป็นปัญญาชนสยาม ทีเผด็จการมาจริงกลับสนับสนุน แล้วก็สับสนตัวเองเรื่องสถาบันกษัตริย์ ตัวเองเที่ยววิพากษ์วิจารณ์ได้ไม่ติดคุกแต่ไปยัดข้อหาคนอื่น “ล้มเจ้า”

ความคิดเลือกเพื่อถ่วงดุลเป็นความคิดตื้นเขิน แม้ไม่ปฏิเสธว่าพรรคเพื่อไทยอาจเหลิงอำนาจ แต่ไม่สามารถเป็นเผด็จการ เพราะบริบทสังคมไทยขณะนี้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ อำนาจเหนือกว่ายังอยู่ในมือขั้วจารีตนิยม การเลือกพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่ใช่การเลือกเพื่อถ่วงดุลตามหลักการ ประชาธิปไตย แต่กลับเลือกเพื่อเป็นเบี้ยของฝ่ายจารีตนิยมที่กำลังขัดขวางสังคมไม่ให้เดิน ไปสู่ประชาธิปไตย

ความคิดแบบนี้ไม่แปลก ไม่ใหม่ เพราะพวก NGO นักเคลื่อนไหว ที่เข้าไปเป็นพันธมิตร ก็คิดว่าจะพึ่งอำมาตย์โค่นอำนาจทักษิณ เป็นความคิดแบบเด็กอนุบาลว่า 1-1 =0 มองไม่เห็นว่าระหว่าง 2 ขั้วนั้น ขั้วที่น่ากลัวกว่านักธุรกิจการเมือง “ทุนสามานย์” คืออำนาจจารีตที่ปิดกั้นพันธนาการสังคมไทย จนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม

อันที่จริง มองผิวเผิน คนที่เลือก ปชป.ทั้งที่ไม่ชอบหรือเกลียด ปชป.แต่เพราะกลัวทักษิณ กลัวเพื่อไทย ก็ไม่ต่างจากผม ที่เลือกเพื่อไทยทั้งที่เบื่อหน่ายสะอิดสะเอียนนักการเมืองกเฬวราก แต่เกลียด ปชป.มากกว่า

กระนั้นลึกลงไปเรามองปัญหาแตกต่างกันเชิงระบบ มองว่าพรรคไหนกอดสิ่งเก่า พรรคไหนยังเห็นแนวโน้มทำให้เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่มองแค่เลวมากเลวน้อย แล้วระบอบการเมืองก็ย่ำอยู่แค่นี้ ฉะนั้นถ้าพูดให้ Extreme หน่อย ไม่ว่านักการเมืองเพื่อไทยเลวทรามต่ำช้าขนาดไหน ตราบใดที่ หนึ่ง มันไม่โหนเจ้า สอง ยังมุ่งเข้าสู่อำนาจด้วยการชนะใจประชาชน ผมก็ต้องเลือก

อย่างน้อยเฉพาะหน้า คนที่เลือกสุขุมพันธ์ก็เอาคะแนนเสียงตัวเองไปเป็นเครื่องมือขัดขวางการ นิรโทษกรรมนักโทษการเมือง ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่บางคนก็บอกว่าเห็นใจคนติดคุก แต่จุดยืนที่ขัดแย้งกันทำให้กลายเป็นดัดจริตเสแสร้งไปอย่างช่วยไม่ได้

ก็เหมือน ส.ศิวรักษ์ คัดค้าน ม.112 แต่เลือก ปชป.ซึ่งปลุกกระแสคลั่งเจ้าเป็นอาวุธ แม้ผมเชื่อว่า ส.สนับสนุนนิติราษฎร์ คัดค้าน 112 อย่างจริงใจ แต่ผลลัพธ์กลายเป็นเสแสร้งอย่างช่วยไม่ได้

อย่างน้อยเฉพาะหน้า คนที่เลือกสุขุมพันธ์ก็เอาตัวเองไปฟอกพฤติกรรมของ ปชป. สายล่อฟ้า มัลลิกา ช่างทาสี ฯลฯ ปชป.จะได้ใจและลอยหน้าลอยตาเล่นการเมืองอย่างนี้ต่อไป เพราะยังไงคนเกลียดกลัวทักษิณ เสื้อแดง เพื่อไทยก็ต้องเลือก แต่ไม่เป็นไร ฮิฮิ เป็นเรื่องดีที่อภิสิทธิ์ยังเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป


บทเรียนรัฐบาล

ในภาพรวม ด้านที่ก้าวหน้าของเพื่อไทยคือคะแนนที่เหนียวแน่นเป็นปึกแผ่นเพิ่มขึ้น จาก 6 แสนเป็น 1 ล้าน ไม่เปลี่ยนแปรไม่หวั่นไหว

คะแนนเหล่านี้ไม่ได้เป็นคะแนนจัดตั้งอีกต่อไป แต่มีลักษณะที่เป็นพลังประชาธิปไตย ซึ่งน่าจะเหนียวแน่นกว่า 1.2 ล้านเสียงด้วยซ้ำ เพราะคนเลือก ปชป.จำนวนหนึ่งมาจากพวกที่ลังเล ไม่แน่ใจ แต่ตัดสินใจในโค้งสุดท้าย

พรรคเพื่อไทยจะรักษาพลังนี้ไว้อย่างไร ก็ขึ้นกับท่าทีกล้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของรัฐบาลด้วย นี่เป็นประการแรก

เพราะพูดถึง ส.ศิวรักษ์ก็ต้องพูดถึงสมศักดิ์ เจียมฯ สมศักดิ์บอกว่าไม่ได้เลือกเพื่อไทย ผมจำไม่ได้ว่าปี 54 สมศักดิ์บอกว่าเลือกเพื่อไทยไหม แต่เชื่อว่าครั้งนี้มีหลายคนไม่เลือกเพราะความเป็น “เพื่อถอย”

คือเลือกมาแล้วเป็นรัฐบาลก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอะไร ไม่กล้าแก้รัฐธรรมนูญ ไม่กล้าทำอะไรซักอย่าง แต่เสวยอำนาจกันครึกครื้น

ถ้ายังเป็นอย่างนี้ เลือกตั้งครั้งหน้า คนที่เหนื่อยหน่ายก็จะเพิ่มขึ้น ความตั้งใจถูกกัดกร่อน แม้ไม่มีวันเปลี่ยนไปเลือก ปชป.แต่ก็อาจไม่ออกมาเลือกตั้ง

มองมุมหนึ่ง ชัยชนะของสุขุมพันธ์อาจทำให้รัฐบาลไม่กล้าเดินหน้านิรโทษกรรม แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มองอีกมุมหนึ่ง คุณไม่สามารถชนะใจคนฝ่ายตรงข้ามได้อยู่แล้ว ยังไงเขาก็เกลียดกลัวคุณอยู่ดี คุณจะกลับโลเลจนเป็นฝ่ายสูญเสียมวลชนของตนหรือเปล่า

อีก 2 ปี พรรคเพื่อไทยยากจะดึงคน 1.25 ล้านที่เลือกสุขุมพันธ์กลับมา ฉะนั้นต้องคิดว่าจะรักษาคน 1.07 ล้านที่เลือกพงศพัศไว้อย่างไร

รัฐบาลต้องเดินหน้านิรโทษกรรมนักโทษการเมืองโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นประเด็นอ่อนไหว นักการเมืองเสวยสุข มวลชนที่ต่อสู้กลับติดคุก ถ้าติดคุกไปถึงปี 58 ก็เลิกกัน ปล่อยให้ขวัญชัย ไพรพนา เป็นนายกฯเสียเถอะ

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจต้องมีจังหวะก้าว ต้องเริ่มการรณรงค์โน้มน้าว ชูประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างเด่นชัดขึ้นก่อน เช่น สว.ลากตั้ง อำนาจคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ หรือความสิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์ขององค์กรอิสระบางองค์กร (เช่น กกต.)

ประการที่สอง รัฐบาลต้องปรับปรุงตัวเอง ในเรื่องการใช้อำนาจตามอำเภอใจ และใช้อำนาจหาผลประโยชน์ ที่ยังมีให้เห็นบางเรื่อง ยังดีนะ ที่บุคลิกยิ่งลักษณ์ไม่เหมือนทักษิณ ไม่งั้นเป็นเรื่องยิ่งกว่านี้

ยกตัวอย่างการตั้งพวกพ้อง คนในพรรค อย่างศิธา ทิวารี เป็นประธานบอร์ดการท่า, วิเชษฐ์ เกษมทองศรี เป็นประธานบอร์ด ปตท. เรื่องรัฐวิสาหกิจนี่รัฐบาลมีปัญหามาแต่ต้น เช่นตั้ง พ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ “สารวัตรเหยิน” จำเลยร่วมคดีฆ่าดาบยิ้มกับ “ไอ้ปื๊ด” เป็น Žผอ.อคส.แล้วถูกปลดเพราะไม่ผ่านการประเมินถึง 2 รอบ ถูกพักงาน มีข้อกล่าวหาทุจริต แต่ก็ยังได้เงินชดเชยไปไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท

การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการก็มีปัญหา โอเค การตั้งข้าราชระดับสูงต้องเลือกคนที่ไว้วางใจได้ แต่ไม่ใช่เส้นสายการเมืองยุ่มย่ามลงไปทั่ว มีคนเล่าให้ฟังว่ากรมหนึ่งในกระทรวงการคลัง ตั้งซี 9 ครึ่งหนึ่งคนของอธิบดี ครึ่งหนึ่งเส้นพรรคเพื่อไทย ไม่มีเส้นไม่มีสิทธิ สอบซี 8 ไม่เปิดเผยคะแนนเหมือนทุกปี บอกแต่ว่าใครสอบได้ แล้วจิ้มเอาว่าใครได้บรรจุ

เรื่องทุจริตก็อย่าบอกนะว่าไม่มี เรื่องอะไรที่ใช้งบประมาณเยอะๆ มีข่าวกระเซ็นกระสายเสมอ แต่ยังไม่เป็นข่าวใหญ่พอจะล้มรัฐบาล อยากให้ไปถึงตรงนั้นหรือ

นี่รวมถึงประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งถูกกลบอยู่ใต้ภาพความขยัน ตั้งใจ ของยิ่งลักษณ์ แต่รัฐมนตรีที่ทำงานมีประสิทธิภาพน่าจะไม่ถึง 1 ใน 4

พูดง่ายๆว่ารัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้ต่างจากรัฐบาลนักการเมืองกเฬวรากใน อดีต แย่กว่ารัฐบาลไทยรักไทยตั้งเยอะ แต่อยู่ได้ด้วยกระแสประชาธิปไตยเท่านั้น

ประการที่สาม พรรคเพื่อไทยต้องเลิกให้ความสำคัญกลุ่มก๊วนในพรรค เพราะคะแนนที่ออกมาแสดงว่ากลุ่มเจ้าแม่ กทม.ช่วยอะไรไม่ได้มาก พรรคได้คะแนนมาจากมวลชนประชาธิปไตยมากกว่าคะแนนจัดตั้งของ ส.ส. สก. สข. เป็นการต่อสู้กันเรื่องการเมืองระดับชาติ มากกว่ากลไกหัวคะแนน

เช่นเดียวกัน เมื่อย้อนดูการเลือกตั้ง 2554 พรรคเพื่อไทยไม่ได้ชนะเพราะ เสี่ย พ. เจ๊ ด. เจ้าพ่อเจ้าแม่ท้องถิ่น แต่เป็นเพราะมวลชนเสื้อแดง เป็นเพราะกระแสประชาธิปไตย ผู้สมัครแต่ละเขตมีหน้าที่เพียงบริหารจัดการอำนวยความสะดวก ไม่ว่าเอาใครลงสมัคร มวลชนก็เลือกอยู่ดี แต่บางที่ก็จำใจเลือก นี่ไม่ได้บอกให้เอาเสาไฟฟ้า เพราะครั้งหน้าไม่แน่ ต้องคัดคนที่ใกล้ชิดผูกพันกับมวลชนที่สุด

พรรคเพื่อไทยชนะเพราะมวลชน แต่พอตั้งรัฐบาล กลับให้ความสำคัญกลุ่มก๊วนเสวยเก้าอี้มีอำนาจแสวงประโยชน์ นี่เป็นความสำคัญผิด มวลชนไม่ได้ผูกพันกับนักการเมืองเหล่านี้เลย ถ้าจะมีบ้างก็มีแต่ยิ่งลักษณ์กับทักษิณ (แต่ถ้าลงเรือก็โดนด่าขรมมาแล้ว)

ย้อนกลับไปที่ สก.สข.นะครับ พรรคต้องเคี่ยวเข็ญให้คนเหล่านี้แสดงบทบาทในสภา กทม.ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง ไม่ใช่ไปฮั้วกับเขา เพราะเรื่องอื้อฉาวหลายเรื่องก็ไม่ได้มาจาก สก.สข.เช่นกล้องดัมมี่ มาจากการตรวจสอบของประชาชนชาวเน็ต

ประการสุดท้าย เป็นประการสำคัญ คือถึงเวลาต้องแยก “แดงดี แดงเน่า” เพราะไม่อาจปฏิเสธว่ากระแสเกลียดกลัวเสื้อแดงของคนกรุงเป็นอุปสรรคทั้งการ เลือกตั้งและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และไม่อาจปฏิเสธว่าเสื้อแดงเอง โดยเฉพาะแกนนำบางคน ก็มีปัญหา

เราไม่ได้กลัวข้อหา “แดงล้มเจ้า” เพราะเรายึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ต้องการให้ชัดเจนแบบอังกฤษ แบบที่เป็นอยู่ในสากลโลก เรากล้ายืนหยัดต่อสู้ในหลักนี้

แต่เราต้องกลัวข้อหาแกนนำกร่าง (คุยโม้โอ้อวดว่าย้ายตำรวจได้ สั่งมวลชนได้) แกนนำไม่เป็นที่ไว้วางใจ ส่อไปในทางฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ (ซึ่งเราก็รู้กันอยู่เต็มอก)

ทำอย่างไรจะให้สังคมเห็นว่า เสื้อแดงตัวจริง ไม่ใช่มีแค่แกนนำที่ก้าวขึ้นมาตามจังหวะสถานการณ์ แต่เนื้อแท้อยู่ที่มวลชนและ “แกนนอน” ซึ่งมุ่งมั่นจะเปลี่ยนแปลงสังคม

นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่น่าจะต้องคุยกันยาวๆ

                                                                                    ใบตองแห้ง
                                                                                    5 มี.ค.56
......................................



5 มีนาคม 2556 เวลา 14:30 น.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น