![]() |
| ดร.ธงชัย วินิจจะกูล |
ต่อไปนี้เป็นบทความของ ดร.ธงชัย เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษในเว็บไซ้ท์ 'นิวแมนดาล่า' ให้ชื่อว่า The ‘Germs’ :The Reds' Infection of the Thai Political Body ต่อ มาได้มีการแปลเป็นภาษาไทยโดยพงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ ตีพิมพ์ในเว็บไซ้ท์ประชาไท แล้ววารสารอ่านได้ทำการตีพิมพ์ซ้ำโดยปรับปรุงคำแปลเล็กน้อย
![]() |
| ดร.สุเมธ ชุมสาย |
"สื่อ นักวิชาการ กลุ่มประชาสังคม และกลุ่มเฟซบุ๊ค พร้อมใจกันประณามการบุกของเสื้อแดงอย่างรุนแรง ด้วยเสียงที่ดังกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้เลยกับท่าทีหน่อมแน้ม (หรืออันที่จริงคือเงียบเฉย) ที่มีต่อการที่รัฐบาลใช้กำลัง และกระสุนจริงที่ทำให้คนเสียชีวิต ๒๕ รายในวันที่ ๑๐ เมษายน"
เชื้อร้าย:
เมื่อร่างกายทางการเมืองไทยติดเชื้อแดง[1]
ธงชัย
วินิจจะกูล
เหตุการณ์
ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553
สะท้อนภาพวิกฤตการเมืองไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
เหตุการณ์นี้อาจจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับคนเสื้อแดงได้มากเสีย
ยิ่งกว่าข้อกล่าวหาที่รัฐบาลกุขึ้นมาไม่กี่วันก่อนหน้านั้นว่าพวกเขาต้องการ
ล้มเจ้าเสียอีก
เพราะ
เหตุการณ์ดังกล่าวเผยให้เห็นถึงแก่นของความขัดแย้งทางสังคม
และการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์นี้ได้ดียิ่งกว่าข้อกล่าว
หาเลื่อนเปื้อนเรื่องขบวนการล้มเจ้า
เราสามารถทำความ เข้าใจประเด็นสถาบันกษัตริย์ และประเด็นอื่นๆ
ได้ก็จากอุปมาของเหตุการณ์นี้นี่เอง
ตัวเหตุการณ์และการรับรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้อาจทำหน้าที่ไม่ต่างจากภาพ
การแขวนคอในเหตุการณ์สังหารหมู่
6 ตุลา นั่นคือช่วยโหมกระพือความเกลียดชัง
และความบ้าคลั่งอันอาจนำไปสู่การล้อมปราบอีกครั้งอย่างที่ข้อกล่าวหาขบวนการ
ล้มเจ้าทำไม่สำเร็จ
แม้ผมจะหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม
บทความนี้ไม่ได้เป็นการแก้ต่างให้กับการกระทำที่แก้ตัวไม่ขึ้นของคนเสื้อแดงที่โรงพยาบาลจุฬาฯ
แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่ควรมองเหตุการณ์นี้อย่างโดดๆ โดยแยกออกจากบริบทของความขัดแย้งที่ใหญ่กว่านั้นซึ่งสำคัญยิ่งกว่า
ไม่ว่าความจริงของเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรบทความนี้จะกล่าวถึงประเด็นที่ว่าสังคมไทยเข้าใจเหตุการณ์นี้อย่างไร
และมุมมองต่างๆ เหล่านั้นบ่งบอกถึงทัศนะทางการเมือง อคติ คำตัดสิน และการกระทำของพวกเขาอย่างไร
เหตุการณ์โรงพยาบาลจุฬาฯ
คือการรุกล้ำของเชื้อโรคแดงเข้าสู่ร่างกายทางการเมือง-จริยธรรมของไทย (Thai
moral-political body)
เหตุการณ์ตามที่ถูกรายงาน
ผมจะไม่อ้างว่าเป็นผู้รู้ความจริงแม้แต่เพียงน้อยนิดของเหตุการณ์นี้
แต่ที่สิ่งน่าสนใจคือชุดเรื่องเล่าจำนวนมากที่นำเสนอในสื่อมวลชนไทย
(หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์) ซึ่งคาดว่ามีคนไทยหลายล้านติดตามอ่านและชม
และเรื่องเล่าที่สื่อสารผ่านทางเครือข่ายเฟซบุ๊ค ไม่ว่าคำบอกเล่าเหล่านี้จะจริงแท้แค่ไหนก็ตาม
แต่มันเผยให้เห็นว่าสื่อและเครือข่ายเฟซบุ๊คเหล่านี้มองและเข้าใจคนเสื้อแดงกับการประท้วงของพวกเขาอย่างไร
รายงานข่าว (โดยเฉพาะโทรทัศน์)
เต็มไปด้วยคำบอกเล่าจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ถึงความน่ากลัวต่างๆ นานา ทั้งแพทย์
พยาบาล คนไข้และญาติ ต่างอยู่ในภาวะตื่นตระหนก พวกเขาแตกตื่นเคลื่อนย้ายคนไข้ไปอาคารอื่น
โดยที่หลายคนอยู่ในอาการหนักและไม่ควรถูกเคลื่อนย้าย ภาพที่แสดงทางโทรทัศน์ไม่ใช่ปฏิบัติการที่ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
แต่เต็มไปด้วยความโกลาหลปั่นป่วนโดยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่กำลังตื่นตระหนก
พวกเสื้อแดงกำลังมา! ได้ยินว่าพวกเสื้อแดงกำลังมา! เค้าบอกว่าพวกเสื้อแดงกำลังมา!
แม้
จะไม่มีภาพแม้สักภาพเดียวว่าเสื้อแดงติดอาวุธ
ไม่มีรายงานแม้สักชิ้นถึงเสียงปืนสักนัด
แต่สังคมได้ทึกทักไปแล้วว่าเสื้อแดงบุกโรงพยาบาลพร้อมอาวุธครบมือ
ข่มขู่แพทย์ และคนไข้
ก่อให้เกิดความปั่น ป่วนวุ่นวายเมื่อผู้คนพยายามหนีเอาตัวรอด
พยาบาลคนหนึ่งพูดในรายงานข่าวว่าเธอต้องทำงานพร้อมความกลัวลูกกระสุนจากคน
เสื้อแดงทุกวัน
ราวกับเคยมีการยิงใส่โรงพยาบาลแม้เพียงสักนัด (ในที่สุดก็มีจนได้
ตรงบริเวณที่จอดรถของโรงพยาบาล เมื่อกลุ่มนปช.เผชิญหน้ากับทหารสองสามนาย
และถูกทหารเหล่านั้นยิงเข้าใส่
กลุ่มนปช.หนีไปได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ)
รพ.จุฬาฯ
นั้นตั้งอยู่ตรงชายขอบด้านหนึ่งของบริเวณสถานที่ชุมนุม
และตกอยู่ในสภาพกดดันมาตลอดทั้งเดือนในสถานการณ์เช่นนั้น
กระทั่งแพทย์ที่สนับสนุนเสื้อแดงก็จำต้องรับฟังคำเตือนของโรงพยาบาลให้เพิ่ม
ความระมัดระวัง
แต่สำหรับคนที่พร้อมจะเชื่ออยู่แล้วนั้นพวกเขาไม่จำเป็นต้องอาศัยข้อพิสูจน์
และไม่ตั้งคำถามว่าทำไมเสื้อแดงจึงมา
พวกเขาพร้อมที่จะหวาดกลัวโดยอาจได้รับทราบมาก่อนถึงภาพพจน์ความโหดร้ายของ
เสื้อแดงที่ถูกกล่าวหาในเหตุการณ์ต่างๆ
เช่นกรณีการยิงระเบิดใส่สถานีรถไฟฟ้าสีลมที่อยู่ใกล้ๆ กันนั้นและกรณีอื่นๆ
คู่
ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย สื่อ และคนกลุ่มอื่นๆ
พยายามรวบรวมปะติดปะต่อเพื่อหาความจริงของเหตุการณ์
บางคนบอกว่าโรงพยาบาลได้เริ่มเคลื่อนย้ายผู้ป่วยบางส่วนเมื่อสองสามวันก่อน
หน้านั้นแล้ว
ฝ่าย นปช.
เองบอกว่าพวกเขายังไม่ทันไปถึงโรงพยาบาลด้วยซ้ำทางโน้นก็วุ่นวายกันแล้ว
รายงานข่าวภายหลังเหตุการณ์ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ชวนอกสั่นขวัญแขวน
(จากสื่อที่ต่อต้านเสื้อแดง) โดยมีรายงานคัดง้างอีกด้านหนึ่ง
(จากสื่อที่ไม่ได้ต่อต้านเสื้อแดง)
อีเมลปลิวกันให้ว่อนพร้อมข้อโต้แย้งทางใดทางหนึ่ง
แต่ไม่ว่าข้อโต้แย้งเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร
การที่คนในโรงพยาบาลหวาดกลัวกันจริงๆ นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
ความกลัวของพวกเขาที่มีต่อเสื้อแดงเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นจริง
ไม่ว่าพวกเขาจะได้เคยประสบความเลวร้ายของเสื้อแดงมาจริงหรือไม่ก็ตาม
พวกเขาต่างรับรู้ถึงความเลวร้ายของเสื้อแดงจากสื่ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ขณะเดียวกันนปช.
ก็อาจจะพูดความจริงด้วยเช่นกันที่ว่าพวกเขาไม่ได้ยกพวกจำนวนมากบุกเข้าโรงพยาบาลแต่ไปเพียงกลุ่มเล็กๆ
เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีกำลังทหารอยู่ข้างใน พวกเขาไม่ได้พกอาวุธ
ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอยู่ด้วยเกือบตลอด ฯลฯ
บางคนถึงขนาดบอกว่าทางโรงพยาบาลมีปฏิกิริยาเกินเหตุ (over-react) หรือช่วยสร้างเรื่องให้ดูเลวร้ายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง
สื่อและคนกรุงเทพฯ ก่นประณามเสื้อแดงที่กระทำการบุ่มบ่าม
กระทั่งการค้นโรงพยาบาลด้วยคนกลุ่มเล็กๆ และไม่มีอาวุธก็เป็นเรื่องไม่สมควร (ซึ่งผมเห็นด้วยในข้อนี้)
ความโกรธไหลบ่าผ่านสื่อ และเฟซบุ๊ค พวกเขาไม่เพียงแต่ประณามเสื้อแดง
แต่ยังเรียกร้องให้มีการจัดการกับภัยเสื้อแดงอย่างเด็ดขาดด้วย
หากเราตัดทัศนะสุดโต่ง
(อย่างข้อกล่าวหาว่าโรงพยาบาลจงใจสร้างเรื่องความวุ่นวาย
หรือคนเสื้อแดงติดอาวุธบุกโรงพยาบาล) ออกไป
เรื่องราวจากสองฝั่งที่ไม่ตรงกันนั้นอาจถูกทั้งสองฝ่าย นั่นคือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหวาดกลัวอย่างยิ่ง
พวกเขากลัวคนเสื้อแดง และต้องทำงานด้วยความกลัวว่ากระสุนจะปลิวเข้ามาในโรงพยาบาล ฯลฯ
ไม่ว่าจะลือหรือจริง หรือขยายเกินจริง ปฏิกิริยาของพวกเขาคือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างลนลาน
แม้ว่านปช. จะไม่ได้บุกโรงพยาบาลพร้อมอาวุธหรือพวกจำนวนมาก แต่ความกลัวของพวกเขาเป็นเรื่องจริง
หมายเหตุข้อเท็จจริงที่สำคัญมากคือ ผู้ป่วยรายสำคัญที่สุดในโรงพยาบาลจุฬาฯ
ขณะนั้นคือสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงประทับมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว พระองค์ทรงปฏิเสธที่จะเคลื่อนย้าย
วันถัดจากที่เกิดเหตุการณ์สมเด็จพระเทพฯ เสด็จยังโรงพยาบาลเพื่อทูลขอให้พระองค์ทรงยอมย้ายไปยังที่ที่ปลอดภัยกว่า
คือโรงพยาบาลศิริราชที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่
ไพร่บุก
หากจะบรรยายว่านี่เป็นเรื่องของโรงพยาบาลที่อยู่กลางสนามรบก็คงไม่ค่อยถูกต้องนัก
ที่น่าจะใกล้เคียงกว่าคือนี่เป็นการบุกโดยทัพที่โหดเหี้ยม
ทำนองผู้รุกรานที่เหี้ยมโหดกับเหยื่อที่อ่อนแอ ถึงกระนั้นการนำสงครามมาใช้เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้ก็ยังผิดประเด็นอยู่ดี
แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ รายหนึ่งเขียนในเฟซบุ๊คของเขาว่าคนเสื้อแดงเดินเข้าออกใช้ห้องน้ำในโรงพยาบาลราวกับเป็นบ้านตัวเอง
และในวันที่ “บุก” เข้ามานั้น แค่เห็นหน้าตา หรือท่าทางของคนเหล่า
นั้นเขาก็กลัวแล้ว นักข่าวรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าสื่อนำเสนอเหตุการณ์นี้จนคนเสื้อแดงดูเหมือนเป็นผู้ร้ายในหนังไทยเกรดบี
ที่มักเป็นผู้ชายหยาบกร้าน ลูกทุ่ง น่าเกลียด และสกปรก
เที่ยวยิงปืนโป้งป้างโดยไม่มีเหตุผล เพียงเพราะว่าพวกเขาเป็นผู้ร้าย
แม้
สื่อมวลชนจะระมัดระวังไม่เสนอภาพคนเสื้อแดงเป็นคนบ้านนอกชั้นต่ำ
แต่ก็ยังหลุดออกมาให้เห็นตามคอลัมน์ และรายการโทรทัศน์
การนำเสนอภาพดังกล่าวเป็นไปอย่างแพร่หลายในเฟซบุ๊ค
ซึ่งในกรณีของเมืองไทยเป็นชุมชนไซเบอร์ที่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนบางเจเนอเร
ชั่น
และบางพื้นเพทางสังคมเท่านั้นแม้ว่าเราจะไม่สามารถพูดถึงคนเหล่านี้แบบเหมา
รวมอย่างง่ายๆ
ได้ แต่ก็พูดได้ว่าชุมชนเฟซบุ๊คไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นยัปปี้
(ซึ่งมีที่มาทางประวัติศาสตร์ที่อาจจะต่างจากยัปปี้ในประเทศอื่น) และพวก “สน็อบ” (snobs)[2] (ที่คล้ายกับพวกสน็อบอื่นๆ
ทั่วโลก)
พวกเขาพูดถึงคนเสื้อแดงอย่างเปิดเผยว่า เป็นพวกสกปรก น่าเกลียด
ถ่อย ต่ำ ด้อย บ้านนอก สน็อบชาวกรุงตามแบบฉบับรายหนึ่งเขียนในเฟซบุ๊คของเธอว่า
เธอรู้สึกกลัวจนอกสั่นขวัญแขวนทุกครั้งที่เธอนึกถึงพวกเสื้อแดงจากหน้าตาท่าทางของพวกเขา
ที่ตัวดำ สกปรก หยาบกร้าน หน้าตาน่ากลัว
ในการชุมนุมต่อต้านเสื้อแดงคราวหนึ่ง มีป้ายเขียนว่า “พวกบ้านนอกออกไป” คำว่าบ้านนอกถูกใช้ในความหมายว่า
ล้าหลัง ไร้การศึกษา เซ่อๆ ซ่าๆ ไม่ศิวิไลซ์ มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่20
หรืออาจจะนานกว่านั้น ทว่าบ้านนอกก็ยังหมายถึงความซื่อใส บริสุทธิ์
ใกล้ชิดธรรมชาติ ซึ่งตรงข้ามกับความทันสมัย ดังนั้น การ “หวนคืน”
สู่ธรรมชาติตามอุทยานต่างๆ หรือชนบทจึงเป็นกิจกรรมพักผ่อนวันหยุดที่น่ารื่นรมย์สำหรับคนเมือง ในแง่ลำดับชั้นทางสังคม
คนบ้านนอกจึงเป็นพวกที่ต่างออกไป อยู่ห่างไกล และแยกจากคนเมือง
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เป็นกลุ่มที่ขึ้นชื่อในการเรียกผู้สนับสนุนทักษิณว่าเป็นพวกโง่ และไร้การศึกษาเสียจนไม่สมควรออกเสียงเลือกตั้ง
จนจำเป็นต้องมี “การเมืองใหม่” ที่ให้อภิสิทธิ์แก่คนมีการศึกษา และคุณธรรม
พันธมิตรฯ ไม่ได้เป็นต้นคิดทัศนะที่เหยียดหยามเช่นนี้
แต่ทัศนะนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์แบ่งลำดับชั้นต่ำสูงทางสังคมที่เป็นแบบฉบับในวัฒนธรรมไทย
ที่นับว่าเป็นตลกร้ายก็คือ
คนเสื้อแดงขานรับสถานะความเป็นไพร่อย่างหน้าชื่นตาบาน
โดยกลับตาลปัตรนัยยะเชิงดูถูกเหยียดหยามนี้เสียใหม่
ไพร่ อำมาตย์ สงครามชนชั้นของคนบ้านนอก
ในวัฒนธรรมการเมืองไทย
การต่อสู้ของเสื้อแดงเป็นสงครามชนชั้นในแง่ที่เป็นการลุกขึ้นสู้ของคนบ้านนอกที่ถูกกดขี่
ต่อชนชั้นอภิสิทธิ์ทางสังคม และการเมือง คืออำมาตย์
ปัญญาชนที่ต่อต้านเสื้อแดงพากันปฏิเสธหัวชนฝาว่านี่ไม่ใช่ความขัดแย้งทางชนชั้น
พวกเขาเชื่อ และพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่าเสื้อแดงเป็นแค่ลิ่วล้อทักษิณกับชาวบ้านที่ถูกหลอกมา
พวกเขา และเหล่าสน็อบเฟซบุ๊คไม่เคยเหนียมที่จะยืนยันทัศนะของตนต่อเสื้อแดงว่าเป็นพวกบ้านนอกที่โง่เง่าต่ำทราม
แม้ว่าเสื้อแดงจะไม่ได้มีเฉพาะแต่ชาวบ้านชนบทอีกต่อไปแล้ว
หากยังรวมถึงคนจนเมืองจำนวนมาก และชนชั้นกลางมีการศึกษาในกรุงเทพฯ
ที่สนับสนุนประชาธิปไตย แต่ฐานมวลชน และที่มั่นก็ยังอยู่ที่ต่างจังหวัด การเหยียดหยามของบรรดาสน็อบผู้ดีเป็นสิ่งยืนยันถึงภาพพจน์เช่นนี้
ผม
เคยเสนอในบทความอื่นแล้วว่า
ในเมืองไทยการจัดแบ่งคนกระทำผ่านมิติเชิงสถานที่
เช่น กรุง บ้านนอก ป่า แต่ละพื้นที่หมายถึงระดับความศิวิไลซ์ที่ต่างกัน
นี่ไม่ใช่การปฏิเสธการจำแนกชนชั้น
และชาติพันธุ์แบบอื่น แต่ชนชั้นทางเศรษฐกิจ
และการจำแนกชาติพันธุ์ในไทยถูกนำมาปะปนกับการจำแนกเชิงสถานที่เพราะมิติ
เหล่านี้พัฒนามาด้วยกัน
“ชนชั้น” และ “เชื้อชาติ”
ในวาทกรรมวัฒนธรรมและการเมืองไทยถูกนำเสนอและใช้ปนไปกับ “สถานที่” มีนัยยะเชิงสถานที่เหมือนกัน
แม้จะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่สามารถใช้แทนกันได้ และกลับกัน
ลำดับชั้นเชิงสถานที่ก็ไม่เพียงบอกถึงภูมิลำเนาทางภูมิศาสตร์ แต่บอกถึงชนชั้น
ลำดับชั้นทางสังคม และบางครั้งรวมถึงเชื้อชาติด้วย
เชื้อโรค
นับแต่ความขัดแย้งคุกรุ่นขึ้นมาในปี 2548
การต่อต้านทักษิณพุ่งเป้าไปที่ข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นนักการ เมืองที่ฉ้อฉลมากที่สุดที่เคยมีมาในเมืองไทย ฉ้อฉลในที่นี้มีหลายความหมายทั้งการฉ้อฉลอำนาจ และทรัพยากรสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
การเมืองที่สกปรก อย่างที่แย่ที่สุดคือ การซื้อเสียง แต่นอก เหนือจากการเมืองสกปรก
และการกอบโกยผลประโยชน์แล้ว ภัยร้ายแรงยิ่งกว่าของนักการเมืองฉ้อฉลอย่างทักษิณก็คือความเสื่อมทรามทางจริยธรรมอันเป็นผลจากทุนสามานย์
และการคุกคามสถาบันสูงสุดของประเทศที่ดำรงไว้ด้วยคุณธรรมสูงสุด คือสถาบันกษัตริย์
ประชาธิปไตยไทยไม่เคยเป็นเพียงระบบการเมืองที่กลุ่มผลประโยชน์ทางสังคม
เศรษฐกิจ และการเมืองที่ขัดแย้งกันได้ต่อสู้ และประนีประนอมกันเลย ด้วยอิทธิพลของจักรวาลทัศน์แบบพุทธ
ระบบการเมืองที่ดี (รวมถึงที่เรียกว่าประชาธิปไตยด้วย) จึงจะต้องเป็นการเมืองที่มีจริยธรรม
อำนาจเชิงการเมือง และอำนาจเชิงจริยธรรมแยกกันไม่ออก ต่างส่งเสริมกันและกัน
โดยคติเรื่อง “จริยธรรม” นั้นแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ประชาธิปไตยไทยจึงเป็นอวตารของธรรมาธิปไตยโดยผู้ทรงอำนาจทางจริยธรรมในฉบับสมัยใหม่
ทักษิณเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสุดยอดต่อการเมืองเชิงจริยธรรมของไทยเพราะเขาเป็นตัวแทนของสุดยอดความโสมมหลายๆ
แบบ เขาเป็นเชื้อโรคร้ายต่อองค์จริยธรรมไทยไม่ต่างจากคอมมิวนิสต์ในยุคก่อน
แม้ว่าจะไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยก็ตาม
ส่วนเสื้อแดงก็คือพวกที่ติดเชื้อโรคทักษิณมา
ในอดีต
คอมมิวนิสต์เป็นเชื้อโรคแปลกปลอมที่แพร่ระบาดในหมู่เยาวชนที่บริสุทธิ์ และทำให้พวกเขาถูกมองว่าไม่ใช่คนไทยอีกต่อไป
แต่การจะไปกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงไม่เป็นไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้บางส่วนของเสื้อแดงจะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์
แต่ก็ไม่ง่ายที่จะป้ายสีพวกเขาว่าไม่เป็นไทย หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นไทย
ฐานมวลชนเสื้อแดงคือประชาชนที่ยังคงนับถือศาสนา ชาตินิยม
และจงรักภักดีอย่างเหนียวแน่น แม้จะรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้รับการเหลียวแลอยู่บ้างก็ตาม
ตัวแกนนำนปช. สะท้อนให้เห็นการเมืองของมวลชนของพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยแสดงวี่แววว่าต่อต้านสถาบันฯ
แม้แต่น้อย ถ้าจะมีก็เป็นการแสดงความจงรักภักดีเสียมากกว่า
ความเห็นที่แรงที่สุดคือการแสดงความผิดหวัง และพวกเขาก็วิงวอนขอพระมหากรุณาธิคุณ
แต่
สำหรับคนเกลียดทักษิณแล้ว
พวกบ้านนอกเหล่านี้เป็นแหล่งเพาะเชื้อทักษิณชั้นดี เนื่องจากขาดการศึกษา
และภูมิคุ้มกันทางจริยธรรม
พวกบ้านนอกถูกล่อลวงด้วยผลประโยชน์ฉาบฉวยเฉพาะหน้า
ด้วยความละโมบและวัตถุนิยม
พวกเขากลายเป็นเชื้อโรคที่กำลังรุกล้ำร่างกายทางการเมืองเชิงศีลธรรมที่มีชน
ชั้นนำในเมืองเป็นตัวแทนมาตลอดประวัติศาสตร์ไทย
มีหลายองค์ประกอบที่สะท้อนลักษณะชาวบ้านชนิดที่อาจกวนใจชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ
และบรรดาสน็อบเหล่านั้นเป็นอย่างมาก การชุมนุมประท้วงครั้งนี้ต่างจากที่เคยเป็นมาในอดีตที่คนหาเช้ากินค่ำส่วนใหญ่เฉยเมย
คนเสื้อแดงได้รับการต้อนรับจากชนชั้นล่าง และชนชั้นกลางระดับล่าง
อย่างพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย พนักงานห้างร้าน/สำนักงานรักษาความปลอดภัย
คนขับแท็กซี่ คนขับรถเมล์ และคนทำงานบริการทางเพศ
ลีลาของแกนนำนปช. ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในการเคลื่อนไหวที่นำโดยปัญญาชน
พวกเขาเป็น “นักเลง” ลูกผู้ชายลูกทุ่ง พวกเขาตลกเฮฮาแต่ห้าวหาญ
ติดกรุ้มกริ่มแต่ก็ไม่ละลาบละล้วง โหด และหยาบต่อศัตรู
พวกเขาไม่พูดศัพท์แสงการเมืองนามธรรม ยกเว้นคำว่าไพร่ และอำมาตย์
ไม่ค่อยคำนึงถึงความถูกต้องทางการเมืองเวลาโจมตีฝ่ายตรงข้ามเรื่องโฮโมเซ็กช่วล หรือเชื้อชาติ
การปราศรัยของพวกเขาไม่ลึกซึ้ง เนื้อหาไม่เคยพัฒนาเลยตลอดการชุมนุมหนึ่งเดือน
แต่พวกเขาก็ดูไม่ยี่หระ พวกเขามักร้องเพลงลูกทุ่ง และเพลงป๊อปไร้รสนิยมบ่อยกว่าเพลงเพื่อชีวิตของฝ่ายซ้ายเก่า
มวลชนเสื้อแดงดูหยาบกร้าน ค่อนข้างหยาบคาย และ...บ้านนอกอย่างไม่ต้องสงสัย
พฤติกรรมของผู้นำ และมวลชนเสื้อแดงที่อาจระคายเคืองชนชั้นสูงในเมืองมากที่สุดคือ
พวกเขามีแนว โน้มที่จะรุนแรง และตอบโต้อย่างรุนแรง แม้พวกเขาจะประกาศยึดมั่นสันติวิธี
และการชุมนุมอย่างสงบ แต่พวกเขาก็ล้ำเส้นในทางคำพูดแทบทุกวัน การกระทำของพวกเขายั่วยุปฏิกิริยาที่รุนแรง
พวกเขาลั่นปากทุกวันว่าเมื่อตีมาจะตีกลับทุกครั้ง สันติวิธีของพวกเขาหมายความเพียงการไม่ติดอาวุธ
และไม่เริ่มโจมตีก่อน ซึ่งห่างไกลโขจากสันติวิธีแบบคานธี แต่อาจจะเป็นสันติวิธีแบบ
“นักเลง”
เหตุการณ์
ที่โรงพยาบาลจุฬาฯเป็นปฏิกิริยาโดยธรรมชาติของพวกเขาต่อข่าวที่พวกเขาได้รับ
มาว่าโรงพยาบาลอาจอนุญาตให้ทหารเข้าไปหลบซ่อนตัวเพื่อจัดการกับแกนนำ
นปช. ผู้นำบางส่วนก็นำกลุ่ม “นักเลง” ตรงไปยังโรงพยาบาลเพื่อหาความจริง
โดยไม่ยั้งคิดถึงผลทางการเมืองที่จะตามมา พวกเขาควรจะตระหนักว่า “นักเลง” นั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับชนชั้นนำในเมือง
ที่มักมองนักเลงไม่ต่างจากกุ๊ยอันธพาล
อันธพาลเสื้อแดงกำลังท้าทายอำนาจของชนชั้นนำในเมือง
เสื้อแดงยึดกรุง!
เหตุการณ์ที่ไม่ได้รับการรายงาน: เชื้อโรคแดง
ในเดือนตุลาคม 2551 หลังจากพันธมิตรฯ ปะทะกับตำรวจ
กลุ่มแพทย์ซึ่งนำโดยแพทย์บางคนของโรง พยาบาลจุฬาฯ ขู่ว่าจะไม่รับรักษาตำรวจ
เนื่องจากตำรวจเป็นเครื่องมือของทักษิณในการปราบปรามพันธมิตรฯ แม้ว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงจากสังคม
แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีคำวิจารณ์หรือคำตำหนิจากองค์กรแพทย์ใดๆ ไม่มีการรายงานว่าพวกเขากระทำตามที่ขู่จริงหรือไม่
แต่ก็มีข่าวว่าแพทย์ที่อื่นปฏิเสธการรักษาเสื้อแดงอีกเช่นกัน
กรณีนี้สร้างความอื้อฉาวแก่แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯว่า “เหลือง” จัด กิตติศัพท์ดังกล่าวได้รับการตอกย้ำด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ
ที่เอาการเอางานที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้นำการชุมนุมของเสื้อชมพู และเสื้อหลากสีมาสนับสนุนรัฐบาลและต่อต้านเสื้อแดงนั้น
เป็นแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ แพทย์คนอื่นๆ และผู้บริหารโรงพยาบาลจะเป็นอย่างไรก็ตาม
โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็ได้ไปปรากฏอยู่แนวหน้าของความขัดแย้งทั้งเชิงกายภาพ เชิงสถานที่
เชิงการเมือง และเชิงอุปมา
คำบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ที่ปรากฏตามสื่อ
และปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น รวมถึงคำบอกเล่าในเฟซบุ๊คของเหล่ายัปปี้ และสน็อบ
ดูราวกับเป็นหนังสยองขวัญหรือหนังมนุษย์ต่างดาวบุกโลก นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นปช.ทำผิดพลาด
ข้อนี้แก้ตัวไม่ขึ้น แต่วิธีการมอง การรายงาน และการเข้าใจการกระทำของคนเสื้อแดงดังที่แสดงให้เห็นจากสื่อ
กลุ่มเฟซบุ๊ค และผู้บริโภคสื่อเหล่านี้
ล้วนถูกกำกับโดยการจัดจำแนกลำดับชั้นของคนในสังคมผ่านสถานที่
ซึ่งเป็นประเด็นหัวใจของความขัดแย้งในปัจจุบัน
สื่อ นักวิชาการ กลุ่มประชาสังคม และกลุ่มเฟซบุ๊ค
พร้อมใจกันประณามการบุกของเสื้อแดงอย่างรุนแรง
ด้วยเสียงที่ดังกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้เลยกับท่าทีหน่อมแน้ม
(หรืออันที่จริงคือเงียบเฉย) ที่มีต่อการที่รัฐบาลใช้กำลัง และกระสุนจริงที่ทำให้คนเสียชีวิต
25 รายในวันที่ 10 เมษายน
ร่างกายของการเมืองเชิงจริยธรรมที่สะอาดปลอดเชื้อที่มีโรงพยาบาลเป็นตัวแทน
ดูจะมีคุณค่าสูงส่งกว่าความตายของคนเสื้อแดงซึ่งตอกย้ำสาส์นก่อนหน้านั้นว่า
ความตายของนายทหารที่สั่งการในการปราบปรามอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เมษายนนั้น
มีคุณค่าสูงส่งกว่าเสื้อแดงที่เป็นเหยื่อในการปะทะคราวเดียวกัน
อันทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องสื่อ และชนชั้นนำในเมืองเป็นพวก “สองมาตรฐาน” ยิ่งดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
อันที่จริงแล้วมันเป็นมาตรฐานชุดเดียวกัน กล่าวคือกฎหมาย
เหตุผล สิทธิ บำเหน็จรางวัล และโทษทัณฑ์ ตลอดจนระบบคุณค่าอื่นๆ นั้น ใช้กับคนต่างกันไปตามแต่ละฐานะชนชั้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบ “สองมาตรฐาน” ที่เป็นอยู่นี้
คือรูปแบบหนึ่งของระบบแบ่งแยกคนในสังคม
การ
ชุมนุมของเสื้อแดงที่ราชประสงค์ไม่เพียงแต่เป็นการยึดครองพื้นที่ที่หรูหรา
ฉูดฉาดที่สุดของกรุงเทพฯแต่ยังเป็นการบุกจู่โจมเข้ายึดครองเมืองเทวดา
(กรุงเทพฯ) โดยเชื้อโรคจากบ้านนอกที่สกปรกหยาบกร้าน คำว่า “เสื้อแดงบุก” จึงมีนัยยะของความน่าสะพรึงกลัวกว่าความหมายตามตัวอักษรมากนัก
นั่นคือ โรงพยาบาลจุฬาฯอยู่แนวหน้าเผชิญกับเชื้อโรค และโรคร้าย
และถูกโรคร้ายบุกจู่โจม
การปราบปรามที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงอาจมองได้ว่า
(และกล่าวกันว่า) เป็นการฆ่าเชื้อโรค ระงับการติดเชื้อที่เกิดจากการบุกของพวกบ้านนอกเข้ามาในพื้นที่การเมือง
เพื่อที่จะฟื้นฟูสุขภาพขององค์การเมืองเชิงจริยธรรมของไทย
[1] บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษ ในเว็บไซต์ New
Mandala ดู
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2010/05/03/thongchai-winichakulon-the-red-germs/
เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2553 ต่อมามีการแปลและเผยแพร่เป็นภาษาไทยครั้งแรกในเว็บไซต์ประชาไทwww.prachatai.org
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 ผู้แปลคือ พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ ในการตีพิมพ์ในวารสาร อ่าน ฉบับนี้
ได้มีการแก้ไขสำนวนภาษาอีกเล็กน้อย
[2] หมายเหตุผู้แปล: snob หมายถึง
คนชอบอวดตัวว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ทั้งในแง่การศึกษา รสนิยม สาแหรก
ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม อาจรวมคุณสมบัติต่างๆ ดังต่อไปนี้ เดิ้น ดัดจริต กระแดะ
กรีดกราย อวดภูมิ ยกตัว ที่สำคัญคือ ชอบดูถูกคนอื่นว่าต่ำต้อยกว่า






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น