โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การ
อธิบายหลักการและความหมายของกฎหมายนิรโทษกรรมอาจทำได้ง่าย
ๆ ในห้องเรียนนิติศาสตร์หรือแม้แต่ในเวทีสัมมนาประชาชนทั่วไป
แต่ความง่ายดายนั้นไม่สามารถช่วยให้เกิดความง่ายดายในการออกกฎหมายนิรโทษ
กรรมให้ประชาชนผู้กระทำผิดในการชุมนุมทางการเมือง ในชีวิตจริง
ในบริบททางสังคมและการเมืองที่เป็นจริง
ในสังคมไทยปัจจุบัน
ความซับซ้อนที่ควรค่าแก่การถอดรหัสความหมายในชีวิตจริงและการเมืองจริง
เกี่ยวกับข้อเสนอนิรโทษกรรมการชุมนุมการเมืองที่ผ่านมาปรากฏเป็นประจักษ์
หลักฐานมาโดยตลอด
หากเราใช้ความสังเกตเพียงเล็กน้อย เช่น
ในบางโอกาสผู้นำพรรคการเมืองหนึ่งแถลงว่าเห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม
ให้ผู้ชุมนุมทางการเมือง
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานนักนักการเมืองดังกล่าวสามารถแถลงผ่านเวทีการ
เมืองของตนว่าจะคัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมของพรรคการเมืองอื่นในรัฐสภา
รวมทั้งจะคัดค้านด้วยวิธีการอื่นนอกรัฐสภา
หลักการและความหมายรวมทั้งวิธีการบัญญัติและการบังคับใช้กฎหมายนิรโทษกรรม
อาจอธิบายได้ง่ายเหมือนหลักการที่สมเหตุสมผลทางตรรกในตำราวิชาการแต่ชีวิต
จริงทางการเมืองมีความซับซ้อนกว่าคำอธิบายในห้องเรียนนิติศาสตร์
หรือรัฐศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ทั่วไป
เพราะในชีวิตจริงเต็มไปด้วยปัจจัยเงื่อนไขและข้อมูลเชิงเหตุและผลนอกเหนือไป
จากที่ตำราอธิบายไว้
โดยที่ข้อมูลเหล่าอาจไม่สามารถวิเคราะห์ความหมายได้อย่างง่ายดายตามที่ความคิดบริสุทธิ์
(pure thought) จะพาไปหาข้อสรุป ตัวอย่างเช่น
หากสมาชิกรัฐสภาบัญญัติไว้ในกฎหมายนิรโทษกรรมว่า “ผู้ใดกระทำการขัดต่อพระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติฯและ/หรือพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินฯในการชุมนุมทางการเมืองระหว่างปี
พ.ศ. ๒๕๔๙-๒๕๕๕ ผู้นั้นได้รับการงดเว้นไม่ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย” (ทั้งนี้โดยที่ หากข้อความอื่นในกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติใดมีผลในทางเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของข้อความนี้เลย
ไม่ว่าจะในทางจำกัดขอบเขต ขยายความเพิ่มเติมหรือนิยามความหมายต่าง
ๆ ให้เบี่ยงเบนไปจากความหมายที่ปรากฎในข้อความข้างต้นนี้เลย)
ตัวอย่างข้อกฎหมายนิรโทษกรรมข้างต้นนี้มีความหมายที่สรุปความคิดเชิงตรรก
ได้ง่ายดายแบบคณิตศาสตร์เส้นตรงที่คนจำนวนมากสามารถเข้าใจและยอมรับสนับสนุน
ให้นำไปประกาศใช้ได้ในทางปฏิบัติ
แต่ความซับซ้อนของปัจจัยเงื่อนไขทางสังคมของชีวิตและการเมืองที่เป็นจริงก็
ยังอาจแสดงให้เราเห็นได้ว่าข้อความที่ดูไม่เป็นปัญหานั้นเป็นส่วนหนึ่งของ
โครงสร้างปัญหาร้ายแรงในการเมืองไทยและหากมีการเขียนกฎหมายนิรโทษกรรมด้วย
ข้อความเช่นนั้นออกมาบังคับใช้ในการเมืองที่เป็นจริงต่อไปก็กลับจะมีผลในทาง
ตอกย้ำจุนโครงสร้างของปัญหาร้ายแรงทางการเมืองของไทย
ตัวอย่างข้อความเชิงนิรโทษกรรมข้างต้นมีความหมายชัดเจนตรงไปตรงมาว่าจะไม่มี
การลงโทษต่อผู้กระทำความผิดตามพรบ.ความมั่นคงฯและ/หรือพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน
ในระหว่างการชุมนุมทางการเมืองปี
พ.ศ. ๒๕๔๙-๒๕๕๕ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการกระทำผิดของผู้ใด
และไม่ว่าจะเป็นการกระทำผิดตามกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับที่ระบุนั้น
กฎหมายสองฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้มีอำนาจรัฐในบาง
ขณะหรือบางสถานการณ์สามารถใช้อำนาจรัฐเพิ่มเติมจากอำนาจตามปกติดำเนินการต่อ
ประชาชน
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของรัฐและประชาชน
กฎหมายดังกล่าวจึงเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำซึ่งกันและกัน
ระหว่างผู้ใช้อำนาจรัฐกับประชาชน
สาระสำคัญส่วนหนึ่งของกฎหมายทั้งสองฉบับระบุข้อความคล้ายกันว่า
ผู้มีอำนาจรัฐสามารถกระทำการที่อาจกระทบสิทธิของประชาชนได้
กฎหมายทั้งสองฉบับจึงเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษแก่รัฐ
แต่อำนาจพิเศษของรัฐที่จะกระทำการต่าง ๆ ต่อประชาชนนั้นยังต้องอยู่ภายในขอบเขตบังคับของกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐนั้นเอง กฎหมายทั้งสองฉบับมิได้ให้อำนาจสัมบูรณ์
(absolute power) แก่ผู้มีอำนาจรัฐในการกระทำต่าง
ๆ ของรัฐที่ปฏิสัมพันธ์กับประชาชนไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดหรือขณะใดก็ตาม
ใน
ทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ว่าผู้มีอำนาจรัฐในแต่ละขณะอาจบังคับใช้อำนาจตามพ
รบ.ความมั่นคงและ/หรืออำนาจตามพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินอย่างถูกต้อง
(โดยชอบด้วยกฎหมาย) หรืออาจใช้อำนาจนั้นโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย
(โดยมิชอบด้วยกฎหมาย)
เช่นเดียวกับที่ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ว่าประชาชนอาจเป็นผู้กระทำการ
ฝ่าฝืนกฎหมายสองฉบับดังกล่าวในเหตุการณ์ขณะหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง
; ขณะที่ประชาชนในขณะหรือสถานการณ์อื่น
หรือในขณะเดิมและสถานการณ์เดิมแต่เป็นประชาชนต่างกลุ่มกันอาจมิได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวได้เช่นกัน
ตัวอย่างข้อกฎหมายนิรโทษกรรมแบบตรรกเส้นตรงที่ผู้เขียนยกเป็น
“ตุ๊กตาทางนิติศาสตร์” ข้างต้นนั้น หากผ่านมติรัฐสภาออกมาบังคับใช้จริงโดยไม่มีข้อจำกัดขอบเขตความหมายของคำว่า
“ผู้ใด”
เช่นนั้นก็จะกลายเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมที่ช่วยให้ผู้มีอำนาจรัฐที่ใช้อำนาจ
อย่างละเมิดกฎหมายหรือใช้อำนาจโดยมิชอบปฏิบัติกับประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม
ทางการเมืองระหว่างปี
พ.ศ. ๒๕๔๙-๒๕๕๕
สามารถรอดพ้นจากการถูกดำเนินการทางคดีในกระบวนการยุติธรรมต่อไปในอนาคตด้วย
การอ้างสิทธิตามข้อกฎหมายนิรโทษกรรมเท่าเทียมกับสิทธิของประชาชนผู้ร่วม
ชุมนุมทางการเมืองที่เคยถูกผู้มีอำนาจรัฐดังกล่าวสั่งการปราบปรามหรือสั่ง
การสลายการชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
หากกฎหมายดังกล่าวนิยามความหมายของ
“ผู้ใด” ให้มีขอบเขตจำกัดเฉพาะว่าหมายถึง “ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม”
การระบุขอบเขตเช่นนั้นทำให้ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมและได้กระทำผิดตาม
กฎหมายสองฉบับนั้นเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ไม่ต้องถูกลงโทษตามบทบัญญัติของ
กฎหมายสองฉบับดังกล่าว
ประวัติ
ศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ามีการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้มีอำนาจ
รัฐที่กระทำผิด
ทั้งการกระทำผิดต่อประชาชนและการกระทำผิดต่อผู้มีอำนาจการเมืองกลุ่มอื่น ๆ
ที่เป็นปฏิปักษ์กัน
มากกว่าการนิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนที่กระทำผิดระหว่างการชุมนุมทางการเมือง
ที่มีเป้าหมายต่อต้านผู้ใช้อำนาจรัฐ
การนิรโทษกรรมการกระทำผิดของผู้มีอำนาจรัฐเท่าที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมา
ในอดีตได้กลายสภาพเป็นแนวทางปฏิบัติแบบจารีตทางการเมืองของไทย
และได้สร้างภาระความสูญเสียทั้งต่อชีวิตประชาชนและทรัพย์สินสาธารณะรวมทั้ง
มีผลในทางสะสมปัญหาทางการเมืองให้แก่ประชาชนในการเมืองไทยตลอดมา
ขณะที่การนิรโทษกรรมทางการเมืองให้แก่ประชาชนทุกฝ่ายที่กลุ่มพลังทางการ
เมืองเกือบทุกกลุ่มในขณะนี้ต่างก็กล่าวตรงกันว่าเป็น
“เจ้าของอำนาจอธิปไตย” ในการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยกลับยังคงเป็นสิ่งที่ผลักดันดำเนินการได้ยากยิ่ง
และยังคงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “เกมการเมือง”
ระหว่างกลุ่มผู้มีอำนาจและกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจแต่ละขณะในการเมืองไทย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น