:ก่อนปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ถกแอล.เอ.
โดย
ระยิบ เผ่ามโน
ผู้ติดตามประเด็นร้อนในการเมืองไทยคงทราบกันดีว่าสัปดาห์นี้ตั้งแต่วันที่
๑๑ ถึง ๑๕ มีนาคม สถานีโทรทัศน์กึ่งรัฐ ‘ไทยพีบีเอส’
จัดให้มีการอภิปรายเรื่องที่มักพูดคุยกันอย่างกระซิบกระซาบมานานแล้ว
อย่างน้อยตลอดสองสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์เปลี่ยนผ่านอันน่าระทึก
ต้องร่ำไห้-ถอนหายใจกันหลายครั้ง ในหัวข้อ ‘สถาบันพระมหากษัตริย์
ภายใต้รัฐธรรมนูญ’
รายการตอบโจทย์ประเทศไทยนำคนเด่นในสังคมมาซักถามในแต่ละวันเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
การนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมือง และความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อาทิ
ดร. สุรเกียรติ เสถียรไทย ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร
และสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ (สมยา ‘ปัญญาชนสยาม’)
ผู้เขียนได้ชมและฟังวิดีโอคลิป
ตอบโจทย์
สถาบันพระมหากษัตริย์ (๒) ในตอนหนึ่งที่ผู้ดำเนินรายการพยายามถามย้ำซ้ำซ้อนต่อ
ดร.สมศักดิ์ เจียมฯ จะให้ตอบว่าอยู่ข้างไหนระหว่างฝ่ายที่ไม่เห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีความจำเป็น/สำคัญต้องเก็บไว้
กับฝ่ายที่ต้องการปกป้องรักษาสถาบันยิ่งกว่าชีวิต
(ของบรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยทั้งหลาย) แล้วมีความเห็นคล้อยตาม
อจ.สมศักดิ์ประการหนึ่งว่า
การที่ผู้คนต้องพูดถึงสถาบันกษัตริย์ไทยเข้าไปพัวพันกับการเมืองนี้มาไกลมากเสียจนใครก็ตามจะพยายามยับยั้งด้วยวิธีต่างๆ
นานาจนน่าเกลียด หมายจะฉุดกระแสพลวัตของโลกกว้างที่ ‘ตาสว่าง’
แล้วละก็ รังแต่จะทำให้วิกฤติแบ่งแยกแตกขั้วหนักหน่วงลงไปถึงขั้นหลายๆ
คนมองเห็นแต่ว่าสุดท้ายคงไม่พ้นกลียุค
เป็นที่น่ายินดีที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสซึ่งเคยยืนอยู่ข้างรัฐบาลเก่าของนายกฯ
เด็ก และเป็นปรปักษ์ต่อรัฐบาลก่อนๆ ของนายกฯ แก่ (ยกเว้นขิง) แม้ในช่วงต้นๆ
ของรัฐบาลที่มีนายกฯ หญิงเป็นครั้งแรกนี้ก็ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ดีนัก เพิ่งมาเริ่มมองเห็นหัวประชาชนก็แต่เมื่อต้นปีงูเล็กมานี้เอง
จึงได้จับประเด็นอันเป็นเรื่องที่พูดกันอยู่อื้ออึงในสื่อไซเบอร์
และสื่อต่างประเทศนอกอาณาเขตชนิดพอเครื่องบินขึ้นจากสุวรรณภูมิก็ได้ยินแล้วมาให้ถกกันในทางแจ้งเสียที
ดังที่อารัมภบทของรายการบอกว่า
(นาฑีที่
๐๓:๒๘) “การเปิดพื้นที่ทางปัญญาให้ประเด็นสาธารณะซึ่งเคยถูกพูดคุยกันในที่ลับ
ได้ขยับขึ้นมาสนทนาในที่แจ้ง ให้แต่ละฝ่ายได้แสดงเหตุ และผล เพื่อให้สังคมใคร่ครวญ
และขบคิด จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย
และเป็นส่วนหนึ่งในการคลี่คลายความขัดแย้งทางความคิดที่ฝังรากลึกอยู่ในประเทศมายาวนาน”
ไม่เช่นนั้นในไม่ช้าต่ำกว่าสิบปีประเทศไทยคงกลายเป็นพม่ายุคก่อนศตวรรษที่
๒๑ แห่งใหม่
หรือไม่ก็เป็นดังประเทศที่มีการเปรียบเทียบกันได้ใกล้เคียงมากแห่งหนึ่งก็คือ
เกาหลีเหนือ ด้วยเหตุที่ความจริงมันรัดตัวเข้ามาทุกที อันเนื่องจากที่มีความพยายามปิดหูปิดตาพวกกันเอง
แล้วยังยื่นมือไปปิดปากผู้อื่นเสียจนจะกลายเป็นโกลาหล
ข้อมูลอันเป็นสากล
และพลวัตปรากฏตามสื่อทางเลือกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางวิชาการ หรือด้านสื่อสาร เช่น New
Mandala หรือว่า Zenjournalist ล้วนเอาหลักฐานความจริงมาตีแผ่
เพราะเหตุว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงถูกปกปิดมาเป็นเวลาหลายสิบปี
จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังมีความพยายามบิดเบือนกันอยู่ จึงเป็นไปตามธรรมดาของสรรพสิ่งใดๆ ถูกกดลงไปมันย่อมเกิดปฏิกิริยาดันกลับขึ้นมา
ใน
เมื่อทางหนึ่งพยายามทำให้เป็นเรื่องปิด
อีกทางก็ย่อมมีความพยายามที่จะเปิด ปรากฏการณ์เช่นที่ ดร.สมศักดิ์ เจียมฯ
ตอบกลับผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ว่า ความสนใจ
และต้องการข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อันแปลกไปจากที่ถูกยัดเยียดให้
ตั้งแต่เช้ายันค่ำ
หนักสุดตอนสองทุ่มนั้นมีมากขนาดที่มีผู้ขอเป็นเพื่อนกับ
ดร.สมศักดิ์ทางเฟชบุ๊คเกินพิกัด ๕ พันรายไปแล้ว
ยังเป็นผู้ติดตามอีกเป็นหมื่น
ส่วนเพื่อนของนายแอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล
ที่เพิ่งมาเป็นที่กล่าวถึงในระยะไม่นาน ขณะนี้แตะเพดาน ๕
พันแล้วยังมีผู้ติดตามอีกเกือบ ๘ พัน
การนำเสนอข้อมูลเช่นนี้ใช่ว่าเป็นไปในทางโฆษณาชวนเชื่ออย่างเช่นที่ทำกันมาเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยก็หาไม่
แต่ว่าในทางเทคนิคของการสื่อสารสมัยใหม่ นอกจากจะประกอบไปด้วยหลักฐานภาพถ่าย
ภาพเคลื่อนไหว และเสียงแล้ว ยังแถมด้วยการวิจารณ์แก้ต่าง หรือเสริมส่งให้เกิดอรรถรสเหมือนอยู่ในสถานการณ์จริงได้ด้วย
ลองดูตัวอย่างง่ายๆ
ที่นายแอนดรูว์อ้างถึงในหน้าเฟชบุ๊คกรณีที่มีการแสดงความเห็นเกี่ยวกับบทความของเขาในสื่อสังคม เร็ดดิต นอกเหนือจากมีผู้วิจารณ์หลักฐานของนายแอนดรูว์ว่าอ้างถึงสาระที่ได้มาจากการซุบซิบ
และมีผู้ตอบโต้แก้ต่างแล้ว ยังมีรายหนึ่งตั้งคำถามว่า “And what will happen
when this King moves on?”
การพูดถึงสถาบันกษัตริย์ไทยที่แพร่หลายในพื้นที่สากลเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีการพูดภายในประเทศในที่แจ้ง
ทั้งๆ
ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องถกกันในหมู่ประชาชนเพื่อให้อนาคตของประเทศไม่เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย
ความผิดพลาดอันหนึ่งก็คือคดี
อากง อันเป็นที่รู้จักกันดีในต่างประเทศว่า ‘Uncle SMS’ ซึ่งเป็นคดีที่นานาชาติเห็นว่าเป็นความโหดร้ายอย่างล้าหลังของกระบวนการตัดสินคดีความของไทย
ในเมื่อผู้ต้องหาวัยชราที่โจทก์ไม่สามารถยืนยันความผิดได้ด้วยหลักฐาน
แต่ศาลล่วงรู้ถึงเจตนาของจำเลยได้ด้วยเหตุที่ว่าเขาต้องคดีอันเป็นความผิดต่อพระมหากษัตริย์
ซ้ำร้ายไม่ยอมให้เขาประกันตัวออกมาสู้คดีเพื่อที่จะได้รับการรักษาโรคร้ายที่ติดตัว
ในที่สุดอากงก็เสียชีวิตในขณะถูกจองจำ
ดร.ปวิน
ชัชวาลพงศ์พันธ์
เป็นนักวิชาการไทยที่ไปประกอบสัมมาอาชีพสอนหนังสืออยู่ในต่างประเทศ
(ปัจจุบันประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต)
เป็นผู้ที่รณรงค์เพื่อสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวของอากงอย่างแข็งขันคนหนึ่ง
จนกระทั่งเมื่ออากงต้องเสียชีวิตลงในคุก
เขาก็รณรงค์ประท้วงด้วยการเขียนฝ่ามือด้วยชื่อ ‘อากง’ จนเป็นที่รู้จักลุกลามเข้าไปในประเทศไทย
ในช่วงกว่าหนึ่งสัปดาห์ระหว่างวันที่
๑๔ ถึง ๒๔ มีนาคมนี้ อาจารย์ปวินจะเดินทางไปร่วมสัมนา
และพบปะกับนักวิชาการในสหรัฐอเมริกา ที่มลรัฐอิลลินอยส์ และแคลิฟอร์เนีย
การสัมมนารายการหนึ่งเป็นการพบปะ และเสวนากับเพื่อนนักวิชาการในสหรัฐที่นครซานดิเอโก้
ทางตอนใต้ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย การนี้ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
จากประเทศไทยได้รับเชิญไปร่วมด้วย
งานเสวนาที่ซานดิเอโก้นี้จะมีนักวิชาการเป็นจำนวนมากไปร่วมสม่ำเสมอ
รวมทั้ง ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน
ก็เป็นหนึ่งในนักวิชาการของสหรัฐที่เป็นขาประจำของการพบปะดังกล่าว นักวิชาการเหล่านี้จะไปค้างแรมกันหลายวันแล้วจับกลุ่มย่อยๆ
นัดหมายสนทนาตามแต่หัวข้อที่สนใจ
กลุ่มเสวนาของ
ดร.ปวิน นอกจากมี ดร.ชาญวิทย์ ร่วมแล้ว ยังมี ดร. แอนดรูว์ ว้อคเกอร์
จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และ ดร. เดวิด สเตรคฟัสส์
แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซินที่เมดิสัน ซึ่งแต่ละท่านล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเอเซีย
และประเทศไทยทั้งสิ้น
หัวข้อในการเสวนาของกลุ่ม ดร.ปวินก็คือ
‘The
Monarchy in Post Bhumibol Thailand’ ซึ่ง
ดร.ปวินจะนำไปบรรยายให้ชาวไทยฟังกันในการพบปะกับกลุ่มเสื้อแดงในอเมริกา วันที่ ๑๔
มีนาคมที่ชิคาโก้ และ ๒๔ มีนาคมที่ลอส แองเจลีส

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น