หาก ตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้หรือยังไม่สามารถทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจได้ว่า พรรคเพื่อไทยและนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะไม่ถูกกระทำอย่างโหดร้ายทั้งทางการเมืองและทางคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง เช่นที่พรรคไทยรักไทยและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรถูกกระทำในอดีต
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร
เมื่อรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย บริหารประเทศภายหลังชนะการเลือกตั้งทั่วไป ๒
ครั้ง โดยนำเสนอนโยบายใหม่ ๆ
ที่ประสบผลสัมฤทธิ์ในการช่วยลดช่องว่างการกระจายรายได้และแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับมวลชนรากหญ้าขนบทได้แล้วระดับหนึ่ง
รัฐบาลดังกล่าวก็ถูกวิพากษ์โจมตีจากนักวิชาการและพรรคการเมืองคู่แข่งว่าเป็นการดำเนินนโยบายแบบ
“ประชานิยม” ที่อ้างว่าเป็นความบกพร่องผิดพลาด
ในทางปฏิบัติ ภายในกรอบรวมของนโยบายบริหารของรัฐบาลไทยรักไทยในขณะนั้นมิได้มีแต่การส่งเสริมการยกฐานะทางเศรษฐกิจของชุมชนชนบทรากหญ้าเท่านั้น
แต่มีการกระจายโอกาสและการแข่งขันเสรีทางเศรษฐกิจสำหรับกลุ่มทุนเอกชนระดับล่างถึงบน
(เล็ก-กลาง-ใหญ่) ด้วยเช่นกัน
ในการดำเนินนโยบายส่งเสริมบทบาทของภาคทุนเอกชนนั้น
รัฐบาล
พรรคไทยรักไทยได้วางรากฐานการผ่านกฎหมายรวมทั้งกรอบงบประมาณภาครัฐสำหรับการ
ทำสัญญา
การศึกษาความเป็นไปได้และการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
(โครงข่ายระบบรถไฟฟ้าหลายสายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล)
ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินกู้และความชำนาญทางเทคโนโลยีจากรัฐบาลและกลุ่มทุน
ต่างประเทศ
เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น
หลังผ่านขั้นตอนดำเนินการเหล่านี้สำเร็จและเริ่มต้นดำเนินโครงการพัฒนาดังกล่าวนั้นไม่นานนัก
แนวร่วมกลุ่มต่อต้านพรรคไทยรักไทยก็ยกระดับการต่อต้านและในที่สุดสามารถล้มล้างรัฐบาลพ.ต.ท.
ทักษิณ ชินวัตร ได้ด้วยการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙
ถึงแม้รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทยจะถูกล้มล้างและยุบเลิก แต่รากฐานทางกฎหมายและการดำเนินการต่าง ๆ
ของภาครัฐเกี่ยวกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ามหาศาลดังกล่าวยังมีผลผูกพันตามกฎหมายต่อไป
ซึ่งในทางปฏิบัติก็ปรากฏว่ารัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์
จุลานนท์และคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙
มิได้สั่งให้ยุบทิ้งแต่กลับพยายามเข้าดำเนิการต่อไปโดยตนเองเข้าควบคุม การ
ดำเนินการสานต่อโดยรัฐบาลที่มาจากอำนาจเผด็จการดังกล่าวนั้นประสบอุปสรรคจาก
องค์กรเงินกู้และรัฐบาลต่างประเทศที่เกี่ยวข้องซึ่งส่งผลให้เกิดการชะลอทั้ง
เงินกู้ต่างประเทศและความหยุดชะงักในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ่าสายสีต่างๆ
ดังกล่าวเป็นเวลานาน
แม้ว่าผู้นำกองทัพและเครือข่ายผู้ร่วมล้มล้างพรรคไทยรักไทยจะดำเนินยุทธศาสตร์ให้จัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้สำเร็จในปลายปี
พ.ศ. ๒๕๕๑
แต่การพัฒนาโครงการมูลค่ามหาศาลที่พรรคไทยรักไทยริเริ่มวางรากฐานทางกฎหมายและข้อตกลงต่าง
ๆ ระหว่างประเทศไว้ก่อนการรัฐประหารก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนผลักดันได้มากนักในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์
แต่เริ่ม
ปรากฏให้เห็นการขับเคลื่อนได้ชัดเจนมากขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่ง
องค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลต่างประเทศให้การต้อนรับมากขึ้นภายใต้การทำ
งานอย่างแข็งขันของนายกรัฐมนตรี
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ที่เดินทางไปเจรจากับต่างประเทศอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง
นอกเหนือไปจากการสานต่อโครงการพัฒนารถไฟฟ้าหลายสีหลายสายดังกล่าวได้ผลสัมฤทธิ์คืบหน้ามากขึ้น
รัฐบาล
พรรคเพื่อไทยยังริเริ่มนำเสนอนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กว่าเดิม
เข้าสู่การพิจารณาในภาครัฐเป็นร่างพระราชบัญญัติรองรับการกำหนดกรอบงบประมาณ
ภาครัฐและเงินกู้ต่างประเทศวงเงิน
๒.๒ ล้านล้านบาท (สำหรับ
การพัฒนาโครงการระบบน้ำ โครงการพัฒนารถไฟรางคู่ระบบเดิม
การพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าความเร็วสูงระบบใหม่เชื่อมโยงกลุ่มประเทศอาเซียน
และโครงการพัฒนาระบบพลังงาน)
ซึ่ง
ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการผลักดันดำเนินการให้มีองค์ประกอบครบถ้วนตาม
กฎหมายและในทางปฏิบัติก็อยู่ระหว่างขั้นตอนที่รัฐบาลอาจถูกทำให้พ้นจาก
ตำแหน่งในเวลาต่อไปซึ่งกลุ่มอำนาจต่อต้านพรรคเพื่อไทยอาจมีอิสระในการเลือก
กำหนดเวลาได้มากกว่าอำนาจในการยืดอายุเวลาการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลเอง
ประเทศไทยมีความจำเป็นตามพันธะผูกพันระหว่างประเทศต้องดำเนินการให้มีความพร้อมสำหรับการเข้าร่วม
“ประชาคมอาเซียน” ( Asean Economic Community)
ภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๘
และประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจกายภาพที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอข้างต้นให้เหมาะสมทันต่อสถานการณ์อนาคต[i]
แต่พรรคเพื่อไทยและที่สำคัญกว่านั้นคือประชาชนชาวไทยควรคำนึงถึงด้วยว่าการ
ร่วมมือกันผลักดันโครงการพัฒนามูลค่ามหาศาลที่ผูกพันผลประโยชน์แห่งชาติระยะ
ยาวนั้นต้องดำเนินไปควบคู่กับการป้องกันมิให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยถูกอำนาจ
อื่นล้มล้างก่อนการครบวาระตามรัฐธรรมนูญ
ป้องกันมิให้มีการ ยุบพรรคเพื่อไทย
รวมทั้งการป้องกันและพร้อมจะต่อต้านการรัฐประหารซึ่งจะมีโอกาสความเป็นไปได้
มากขึ้นตามลำดับตั้งแต่ช่วงกลางปี
พ.ศ. ๒๕๕๖
นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นผู้มีตำแหน่งในฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ
รวมทั้งข้าราชการประจำในองค์กรกึ่งการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ซึ่งต้องการผลักดันการดำเนินนโยบายพัฒนามูลค่ามหาศาลตามวงเงินกู้ภาครัฐ
๒.๒ ล้านล้านบาท (ซึ่งเป็นเงินกู้ที่ประชาชนตามกฎหมายจะต้องแบกรับภาระต่อไป)
แม้ว่าจะมีความชอบธรรมทางการเมืองในการผลักดันการดำเนินโครงการดังกล่าวให้มีผลสัมฤทธิ์
แต่ก็ควรจะ
ต้องสามารถอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมให้ประชาชนมั่นใจด้วยว่านักการเมืองเหล่า
นั้นจะป้องกันไม่ให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์
ชินวัตรถูกถอดหรือถูกปลดออกจากตำแหน่งได้อย่างไรหรือไม่
สามารถป้องกันไม่ให้พรรคเพื่อไทยถูกศาลรัฐธรรมวินิจฉัยยุบพรรคได้อย่างไร
หรือไม่
ป้องกันมิให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่มีตำแหน่งทางการเมืองทั้งในฝ่ายบริหาร
และนิติบัญญัติถูกลงมติถอดถอนด้วยอำนาจวุฒิสภาได้อย่างไรหรือไม่,
หรือป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหารได้อย่างไรหรือไม่
หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้หรือยังไม่สามารถทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจได้ว่าพรรคเพื่อไทยและนางสาวยิ่งลักษณ์
ชินวัตรจะไม่ถูกกระทำอย่างโหดร้ายทั้งทางการเมืองและทางคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
เช่นที่พรรคไทยรักไทยและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรถูกกระทำในอดีต,
ผู้
เขียนมีข้อแนะนำให้ผู้เกี่ยวข้องใช้เงื่อนไขความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้าง
พื้นฐานมูลค่ามหาศาลนั้นเป็นข้อเจรจาต่อรองทางการเมืองตามครรลองที่ถูกต้อง
ตามกฎหมายให้สมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ร่วมกันลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทั้ง
๔
ฉบับที่ค้างวาระการพิจารณาในรัฐสภาพร้อมจะให้ลงมติอยู่แล้วให้สำเร็จลุล่วง
มีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ
รวม
ทั้งการผลักดันการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชนให้มีผล
บังคับใช้โดยเร็วในสมัยการประชุมรัฐสภาที่จะเริ่มต้นในเดือนสิงหาคมนี้ก่อน
แล้วจึงเร่งผลักดันดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นตามลำดับต่อไป
[i] ผู้ เขียนขอย้ำว่าเห็นด้วยว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทางกายภาพเหล่านี้และเห็นว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถกำกับดูแลการใช้เงินกู้ใน การพัฒนาได้อย่างโปร่งใสกว่ารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารหรือรัฐบาลที่มีทหาร และองค์กรสรรหาแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญหนุนหลังเช่นพรรคประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกันผู้เขียนยิ่งเห็นว่าประเทศไทยมีความเป็นต้องสร้างหลักประกันความ ยั่งยืนของระบอบประชาธิปไตยเป็นเบื้องต้นด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น