แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วราเทพ รัตนากร วางโรดแมป"ปฎิรูปการเมือง" 1ปีสู่ความปรองดอง

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

 http://www.prachachat.net/online/2013/08/13762831351376283171l.jpg

 สัมภาษณ์พิเศษ

โดย ปิยะ สารสุวรรณ



หมายเหตุ : นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่เป็น 1 ในผู้ประสานบุคคลสำคัญเพื่อเข้าร่วมคณะทำงานสภาปฏิรูปการเมือง ตามแนวคิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษ "มติชน" ถึงเจตนารมณ์ของแนวคิดเพื่อปูทางไปสู่การขจัดความขัดแย้งทางการเมือง

นายกรัฐมนตรีให้เหตุผลอย่างไรกับภารกิจเป็นผู้ประสานบุคคลสำคัญเพื่อร่วมคณะทำงานที่เรียกกันว่าสภาปฏิรูปการเมือง

อาจจะเป็นความต่อเนื่องที่เคยได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีในการทำเรื่องประชามติ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินทำให้รัฐสภาไม่สามารถลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ในวาระที่ 3 ได้ โดยมีคณะทำงาน 11 คน ที่มีนายโภคิน พลกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

หลังจากตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวมาพิจารณา เรียบร้อยแล้วว่า ควรจะดำเนินการในลักษณะของการทำประชาพิจารณ์ คณะรัฐมนตรีก็เลยตั้งรองนายกฯพงศ์เทพและผมไปพิจาณา โดยหารือกับสถาบันการศึกษา 3 สถาบัน เพื่อกลับมาพิจารณาว่าจะตัดสินใจอย่างไร อย่างไรก็ตาม ก็เกิดปัญหาประเด็นเรื่องการนิรโทษกรรมและก็มีความเห็นที่หลากหลายเกิดขึ้น เสียก่อน นายกฯมองว่า 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามทำทุกแนวทาง แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปโดยชัดเจน เนื่องจากการเข้ามาของแต่ละฝ่ายที่ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันและยังไม่ได้ มีการพูดคุยกันในเวทีเดียวของทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งหรือมีความเห็นต่าง จึงได้เสนอแนวทางที่จะเชิญทุกฝ่ายมาพูดคุยกัน

ทำไมแนวคิดการตั้งสภาปฏิรูปการเมืองจึงเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้

หลายคนบอกว่าทำช้าไป บางคนก็บอกว่ายังดีกว่าไม่ทำ เพราะเห็นว่าถ้าจะมองว่าช้าก็อาจจะเรียกว่าช้าได้เหมือนกัน เนื่องจากเราไม่คิดว่าปัญหาจะค้างคามาจนถึงปีที่สอง ซึ่งปีแรกรัฐบาลก็พยายามทำทุกวิถีทางแล้ว แต่ว่าแนวทางการเสนอจากนายกรัฐมนตรี โดยเชิญทุกฝ่ายยังไม่เคยเริ่มต้น เพราะฉะนั้นการที่มาเสนอคราวนี้มันก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ถ้าเราไม่นับว่าเป็นเรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เราทำมาอย่างต่อเนื่องแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ช้าไป แต่รูปแบบอาจจะเป็นรูปแบบที่จะแตกต่างกว่าที่ผ่านมา นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยไปดำเนินการในเรื่องการทำประชาเสวนา 108 เวที อีกด้วย ดังนั้น จะบอกว่าทำไมเพิ่งทำช้า จึงไม่ใช่ แต่เป็นเพราะได้ทำแนวทางอื่นๆมาโดยต่อเนื่อง แต่เมื่อแนวทางอื่นๆ ไม่ได้ผล จึงเสนอแนวทางเพิ่มเติมคือแนวทางนี้ได้

เจตนารมณ์ในการตั้งสภาปฏิรูปคืออะไร

นายกฯต้องการเห็นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยรัฐบาลจะเป็นผู้เริ่มต้นเปิดเวทีและสนับสนุนการทำงาน ส่วนเมื่อเกิดเวทีครั้งแรกแล้ว จะพัฒนาการไปสู่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง รัฐบาลจะไม่มีการไปกำหนด วางเงื่อนไขหรือเป็นคนไปควบคุม แต่จะปล่อยให้เป็นอิสระของผู้ที่เข้าร่วมประชุมจะกำหนดกันเอง เพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศในอนาคต คือ เรื่องของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาแล้วมันยังมีปัญหามาถึงปัจจุบัน แล้วดูเหมือนว่าในอนาคตจะยังมีปัญหานี้ตามต่อไปไม่หมดสิ้น และยังเกิดประเด็นปัญหาข้อขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ความเสมอภาค รัฐธรรมนูญ การแสดงออกทางการเมืองต่างๆ ดังนั้น อยากเห็นประเทศมีการวางโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานในด้านระบอบการเมืองการปกครองโดยเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จึงอยากจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพื่อที่จะมากำหนดแนวทางในเรื่องของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยประเทศไทยในวันข้างหน้าว่าควรเป็นอย่างไร

ผลลัพธ์ในการหารือที่เป็นรูปธรรม

รูปธรรมที่มาจากการที่ทุกฝ่ายยอมรับซึ่งเป็นข้อสรุปแล้ว ถ้ามันจำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง แน่นอนที่สุดอยู่กับโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ ก็ต้องกลับไปที่รัฐธรรมนูญ กลับไปที่กฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นก็ไม่ใช่ว่าหมายถึงว่าคณะทำงานชุดนี้พอทำแล้วไม่รอฟังประชาชนก็คงไม่ใช่ ซึ่งอาจจะมี 2 แนวทาง คือยอมรับโดยปริยายหรือโดยการทำประชามติ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดูเหมือนจะเป็นการแก้โครงสร้างของกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก

รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือหรือกลไกที่เป็นกฎหมายสูงสุดในการควบคุมการบริหารบ้านเมือง การวางโครงสร้างระบอบการเมืองภายในประเทศ ไม่ใช่หมายความว่าเป็นวัตถุประสงค์ว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว ถ้าคณะที่มาร่วมกันสามารถที่จะทำทุกอย่างให้มันมีอนาคตที่ชัดเจนของการที่ประเทศเราจะสงบ จะมีการพัฒนาเศรษฐกิจไปได้ ไม่มีปัญหาความขัดแย้ง รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เข้ามาควบคุมทีหลังมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องของการยอมรับเสียก่อน

การพิจารณาของคณะทำงานสามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของการแปรญัตติของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมหรือไม่
ถ้าคณะทำงานมีข้อเสนออะไรระหว่างที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยังไม่เสร็จสิ้นออกเป็นกฎหมายมันก็มีผลในเรื่องการพิจารณาทั้งนั้นอย่างแน่นอน

รัฐบาลจะแสดงความจริงใจอย่างไรเพราะพรรคประชาธิปัตย์ก็ตั้งเงื่อนไขว่ารัฐบาลต้องถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกจากการพิจารณาของรัฐสภาก่อน

ประการแรกรัฐบาลแสดงออกโดยการเชิญทุกกลุ่ม ทุกสี ทุกฝ่าย ไม่เลือก ประการที่สองไม่มีเงื่อนของการที่จะเข้ามาร่วมว่าจะต้องมาเป็นสภาปฏิรูป ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ แต่เปิดโอกาสให้เป็นความเห็นของที่ประชุมร่วมกัน ซึ่งน่าจะเป็นความจริงใจที่ชัดแจ้ง

ถ้าจะมามองว่ารัฐบาลจะมีความจริงใจอะไรที่มากไปกว่านี้ คิดว่าแค่นี้น่าจะแสดงออกได้เพียงพอว่านายกรัฐมนตรีได้ประกาศต่อสาธารณชนเป็นที่รับรู้กันทั้งประเทศแล้ว จากผู้นำรัฐบาลจะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกแล้ว เพราะถือว่าเป็นสัญญาประชาคมที่ประกาศไว้กับคนทั้งประเทศ

ส่วนประกอบของสภาปฏิรูป และอำนาจ หน้าที่ เป็นอย่างไร
ผลของการดำเนินการคงหนีไม่พ้นที่จะต้องมีอำนาจในทางกฎหมายส่วนหนึ่งด้วย ถ้าให้มองจากประวัติศาสตร์คงจะมีคณะกรรมการขึ้นมายกร่าง แนวทางการปฏิรูปการเมือง เสร็จแล้วก็ต้องมีประเด็นหรือเงื่อนไขต่างๆ ว่าไปเกี่ยวข้องกับด้านใดบ้าง และคนที่เกี่ยวข้องในด้านนั้นๆ ต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง เช่น ด้านกระบวนการยุติธรรม ที่อาจจะถูกมองว่ามี 2 มาตรฐาน ก็อาจจะมองว่าข้อสรุปของสภาปฏิรูปที่เกิดขึ้นจะหาทางออกเรื่องนี้อย่างไร ถ้าบอกว่าเป็นเพราะข้อกฎหมาย ก็ต้องไปแก้ที่กฎหมาย ถ้าบอกว่าเป็นการทำงานที่มีปัญหารเรื่องการมีประสิทธิภาพในการทำงาน ก็ต้องเป็นฝ่ายการบริหารงาน หรือการปกครอง ก็คือ ด้านรัฐศาสตร์

กรอบระยะเวลาในการดำเนินการสภาปฏิรูป
ในใจคิดว่ากรอบระยะเวลาไม่ควร 1 ปี หรือ 1 ปี บวกลบ ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่อาจจะต้องแบ่งในบางเรื่อง บางประเด็นที่ไม่จำเป็นต้องรอถึงขนาดนั้น สามารถจบได้เลย ระหว่างการทำงานจะมีสองเรื่อง คือ เรื่องที่จะทำให้โครงสร้างเกิดความสมบูรณ์ เปลี่ยนแปลงใหม่ กับเรื่องที่มีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เป็นปัญหาสำคัญที่ยังขัดแย้งกันอยู่แล้วมันไปแก้ระบบ โดยไม่จำเป็นต้องรอโครงสร้างใหญ่ได้ ควรจะให้หมดไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น 1 ปี อาจจะนานไปสำหรับบางเรื่อง แต่ถ้าระยะเวลาระหว่างทาง บางเรื่องแก้ไขได้ควรแก้ไขไปเลย

เรื่องเร่งด่วนที่ควรแก้ไขทันที
อาจจะพูดได้เห็นภาพไม่ชัดนัก แต่ถ้าจะพูดในลักษณะเป็นแนวทางให้เห็นอาจจะเป็นแนวทางได้ว่า คือ เรื่องที่ประชาชนเรียกร้องแล้วยังไม่มีการดำเนินการ เช่น ความเสมอภาคบางเรื่อง เรื่องของการที่จะใช้สิทธิของการประชาชนที่ควรได้รับการบริการจากรัฐที่ไม่เพียงพอ หรือไม่ดีพอ มีการแบ่งแยก อะไรที่เป็นเรื่องที่ไม่ต้องไปรอแก้กฎหมาย ไม่ต้องไปรอการตั้งกรรมการขึ้นมาพิสูจน์ใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ที่ประชุมสภาปฏิรูปเห็นตรงกันว่าใช่ และฝ่ายปฏิบัติมองแล้วว่ามันแก้ได้ ก็ควรแก้ให้มันหมดไป

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือคู่ขัดแย้งไม่เข้าร่วมจะเป็นการปฏิรูปฝ่ายเดียวจะไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่
ยังมองข้อสรุปสุดท้ายของคณะทำงาน ถ้าคณะทำงานสามารถหาแนวทางที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ถึงวันนั้น ปชป.หรือพรรคใดๆ ก็ตาม หรือกลุ่มใดๆ ก็ตาม จะขัดแย้งหรือไม่ยอมรับ คิดว่าจะไม่เกิดผลดีกับ ปชป. หรือพรรคใดๆ หรือว่าบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่ค้าน สังคมจะเป็นฝ่ายที่ไปควบคุม หรือไปบีบบังคับเขาเอง ดังนั้น ข้อสรุปที่มาจากทุกฝ่าย และประชาชนยอมรับ แต่ ปชป.จะไม่ยอมรับ คิดว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดของพรรค เพราะจะไม่มีที่ยืน และจะไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน จึงอยากเรียกร้องให้ ปชป.ทบทวนท่าทีในเรื่องนี้ หลังจากทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรแล้วให้ลองดูในเรื่องของเหตุและผล ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

ส่วนคู่ขัดแย้ง เช่น ปชป.ทั้งพรรคหรือไม่ แต่ถ้าบอกว่าพรรคฝ่ายค้านซึ่งบางพรรคก็มาร่วมแล้ว เช่น พรรคมาตุภูมิ และพรรคภูมิใจไทย อาจจะขาดอยู่บ้างในเรื่องของทุกพรรคการเมือง หรือ กลุ่มพันธมิตร ที่คิดว่าเป็นตัวแทน หรือกลุ่มย่อยที่มาจากกลุ่มใหญ่ของกลุ่มพันธมิตร อาจจะมามีส่วนร่วมก่อน






ที่มา นสพ.มติชน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น