สศค.
ยืนยันว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
แม้ร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านลบ. ยังไม่ผ่านสภาฯ ขณะที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทย
ยอมรับนักลงทุนต่างชาติ เป็นห่วงแผนลงทุน 2 ล้านล้านจะไม่เป็นไปตามแผน
นายสมชัย สัจจพงษ์
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ระบุว่า
รัฐบาลยังเชื่อมั่นว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลัง
กู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2
ล้านล้านบาท จะผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร
แต่หากยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ สมัยนี้ รัฐบาลได้เตรียมทางเลือกไว้
เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก
ล่าสุด
กระทรวงการคลังได้หารือกับกระทรวงคมนาคม
จัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการลงทุนในโครงการที่จำเป็นเร่งด่วนต้องเดิน
หน้าก่อสร้าง เช่น รถไฟฟ้า 10 เส้นทาง ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
เพื่อจัดสรรงบประมาณปี 2557 ศึกษาโครงการ
จากนั้นจึงค่อยโยกโครงการลงทุนไปใช้เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาทภายหลัง
โดยเตรียมเสนอนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาในเร็วๆ นี้
ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้ง 4
มาตรการ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ
1 จากเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ร้อยละ 4-4.5 เป็นร้อยละ 5-5.5 คาดว่า
ภายใน 1-2 เดือนนี้ จะทยอยออกมาตรการให้ครบ
ซึ่งมาตรการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง จะออกได้ก่อนเป็นลำดับแรก
พร้อมยอมรับปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลกระทบการส่งออกของไทย
ทำให้ทั้งปีนี้ การส่งออกจะขยายตัวเพียงร้อยละ 3-4
ในขณะที่การค้าชายแดนขยายตัวต่อเนื่อง คาดว่าจะขยายตัวเป็นเลขสองหลัก
โดยเฉพาะการค้ากับลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา
ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร
ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์
ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติกำลังจับตาการพิจารณาร่าง
พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทว่าจะเป็นไปตามแผนหรือไม่
เพราะหากไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ จะกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ในส่วนของบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ เชื่อมั่นว่า
รัฐบาลยังมีช่องทางอื่นในการผลักดันการลงทุนให้เกิดขึ้นได้
โดยไม่ต้องผ่านกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
ส่วนปัญหาการเมือง
แม้ไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่องการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมมากนัก
แต่นักลงทุนต้องการให้การเมืองนิ่ง
ไม่เกิดความวุ่นวายจนกระทบการบริหารประเทศของรัฐบาล ทั้งนี้
เชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1,550 จุด
เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจ
สหรัฐฯ ทำให้ตัวเลขการส่งออกของไทยกลับมาเป็นบวกได้หลังจากติดลบมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด
จะเริ่มทยอยลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ คิวอี ในเดือนกันยายนนี้
แต่ยังมีความจำเป็นต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจนกว่าจะแน่ใจว่าเศรษฐกิจ
สหรัฐฯ ดีขึ้นชัดเจน ทำให้สภาวะสภาพคล่องท่วมโลกยังคงมีต่อไปตลอดช่วง 12-18
เดือนข้างหน้า ซึ่งส่วนตัว เชื่อว่าไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับเศรษฐกิจในประเทศ
ที่อาจมีปัจจัยมากระทบจนทำให้การบริโภคต้องหยุดชะงัก
by
Watchiraporn
13 สิงหาคม 2556 เวลา 11:23 น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น