ที่มา Thai E-News
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข”
ฉบับวันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2556
รัฐบาล
พรรคเพื่อไทยมีโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 2 โครงการคือ
โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
และโครงการเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท
สองโครงการนี้จะเป็นการปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของไทย
ยกระดับประเทศเข้าสู่เส้นทางการเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ยั่งยืน
ตั้งแต่
เดือนกรกฎาคม 2554
ธนาคารโลกได้เลื่อนอันดับประเทศไทยให้เข้าอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง
ระดับสูง (upper-middle income country) ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 35 ประเทศ
เช่น อาฟริกาใต้ บราซิล จีน ฮังการี มาเลเซีย และเม็กซิโก
เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอีกมากมาย ประเทศไทยก็นับว่า
ประสบความสำเร็จพอสมควรในการพัฒนายกระดับจากประเทศเกษตรกรรมที่ยากจน
ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง
การพัฒนา
ประเทศในระยะเริ่มต้น จากประเทศเกษตรกรรมที่ยากจน
ให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมรายได้ปานกลางนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นจนเกินไป
เพราะระบบเศรษฐกิจมีแรงงานล้นเกินมากมาย ค่าจ้างต่ำ
ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์
เพียงแต่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
เทคโนโลยีไม่ซับซ้อน ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เป็นวัตถุดิบราคาถูก
ส่งออกสินค้าเกษตรไปแลกกับเครื่องจักรและเทคโนโลยีต่างชาติเข้ามาพัฒนา
อุตสาหกรรม มีระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพและระบบกฎหมายที่พึ่งพาได้
ระบบเศรษฐกิจก็จะพัฒนายกระดับรายได้และมาตรฐานการครองชีพของประชากรจากสังคม
เกษตรดั้งเดิมไปเป็นสังคมอุตสาหกรรมขั้นต้นได้
แต่การยก
ระดับจากประเทศอุตสาหกรรมรายได้ปานกลางไปเป็นประเทศรายได้สูงนั้นทำได้
ยากกว่ามากเพราะไม่มีแรงงานล้นเกินและแหล่งทรัพยากรราคาถูกอีกต่อไป
ต้องหันมาพัฒนาทักษะความรู้ของแรงงาน
ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนเพื่อเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพของงาน
รู้จักดัดแปลงเทคโนโลยีของต่างชาติและคิดค้นเทคโนโลยีที่เป็นของตนเองประกอบ
กัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพสูงรองรับ เช่น
ระบบการศึกษา โทรคมนาคมและขนส่ง ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเสรีนิยม
ระบบกฎหมายและการบังคับใช้ที่สนับสนุนการพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นต้น
นโยบาย
เหล่านี้ทำจริงได้ยากกว่าเพราะต้องมีการลงทุนขนาดใหญ่ในการพัฒนาทั้งคุณภาพ
คนและโครงสร้างกายภาพ
จึงเป็นเหตุให้ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จในการยกระดับจาก
ประเทศรายได้ต่ำมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางในเวลาอันสั้น
แต่กลับไม่สามารถยกระดับระบบเศรษฐกิจของตนต่อไปได้
ต้องติดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางเป็นเวลายาวนาน
สภาพดังกล่าวเรียกกันว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle-income trap)
ประเทศไทย
ก็ติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้ว่า
ประเทศไทยสังกัดอยู่ในกลุ่ม “ประเทศรายได้ปานกลาง” มายาวนานกว่า 30
ปีถึงปัจจุบัน
ในขณะที่ประเทศรายได้ปานกลางในอดีตจำนวนหนึ่งซึ่งเริ่มต้นพัฒนาประเทศในเวลา
ใกล้เคียงหรือหลังประเทศไทย กลับได้ก้าวไปเป็นประเทศรายได้สูงไปแล้ว เช่น
สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ใต้หวัน
แม้แต่มาเลเซียซึ่งเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมหลังประเทศไทยราวสิบปี
ปัจจุบันก็มีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงกว่าไทยเกือบสองเท่า
และจะก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงก่อนไทยอย่างแน่นอน
ประเทศไทย
ติดกับดักรายได้ปานกลางเนื่องจากปัญหาการยกระดับทักษะความรู้ของแรงงานไทย
ระบบการศึกษาและอบรมแรงงาน การพัฒนาวิทยาศาสตร์และการวิจัย
แต่สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ความล้าหลัง ต้นทุนสูง
ประสิทธิภาพต่ำของโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบของประเทศไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบคมนาคมขนส่ง
ทั้งการขนส่งทางบกที่พึ่งพารถบรรทุกเป็นหลัก สิ้นเปลืองพลังงานสูง
การขนส่งทางน้ำที่ขาดวิ่นไม่เป็นระบบ
ระบบรถไฟที่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากว่า 100 ปี สนามบินที่แออัดยัดเยียด
แม้แต่ระบบถนนหลวงสี่ช่องจราจรก็ยังไม่ครบถ้วน
แนวคิดการ
ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของประเทศมีการเสนอเป็นครั้งแรกในปลายสมัย
รัฐบาลพรรคไทยรักไทย 1 เรียกว่า เมกาโปรเจ็คท์
แต่ก็ถูกล้มเลิกไปจากวิกฤตการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน
ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสไปถึง 8 ปี
โครงการเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง 2
ล้านล้านบาทจึงเป็นความพยายามอีกครั้งโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่จะบรรลุเป้า
หมายการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ส่วน
ประกอบสำคัญของโครงการ 2 ล้านล้านบาท นอกจาก “รถไฟความเร็วสูง” แล้ว
ยังมีการสร้างและขยายระบบรถไฟรางคู่
การขยายและเชื่อมต่อระบบถนนหลวงสี่ช่องจราจรให้ครบวงจร
การพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำและท่าเรือ
ระบบถนนวงแหวนรอบกรุงเทพฯและขนส่งมวลชนภายในกรุงเทพฯ เป็นต้น
เป็นการเชื่อมต่อระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของทั้งประเทศให้ครบทั้งระบบ
อย่างแท้จริง
โครงการ
เหล่านี้ต้องมีการลงทุนสูง หลายโครงการ เช่น รถไฟความเร็วสูง
เมื่อสร้างเสร็จเริ่มให้บริการในระยะแรก รัฐบาลจะ “ขาดทุน” อย่างแน่นอน
แต่ผลได้ที่มีต่อทั้งระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นจะเป็นทวีคูณ
นอกจากจะกระตุ้นการลงทุนต่อเนื่องของเอกชนและต่างชาติในเศรษฐกิจไทยต่อไปได้
อีกหลายสิบปีแล้ว
ยังเป็นมาตรการกระจายความเจริญออกไปจากกรุงเทพฯที่ได้ผลที่สุด
ความเจริญทางเศรษฐกิจ การลงทุน การก่อสร้างโดยรัฐและเอกชน
การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การจ้างงาน รายได้
และการใช้จ่ายจะกระจายจากกรุงเทพฯไปตามเส้นทางรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูง
ตามเส้นทางถนนและเส้นทางน้ำที่ขยายเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ
เกิดเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาคอีกหลายแห่ง
โครงการ 2
ล้านล้านบาทจะได้มาด้วยการก่อหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นข้อโจมตีสำคัญ
ข้อเท็จจริงคือ ปัจจุบัน
สัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อรายได้ประชาชาติของไทยอยู่ที่ร้อยละ 44.3
ซึ่งยังค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาในระดับเดียวกัน
ยิ่งกว่านั้น แม้ว่าจะกู้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
แต่รายได้ประชาชาติของไทยก็เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน
หากเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปีไปจนถึงปี 2563
ขณะที่รัฐบาลไทยกู้เงินในโครงการจัดการน้ำและโครงการ 2
ล้านล้านบาทในช่วงเดียวกันรวม 2.350 ล้านล้านบาท จะพบว่า ในปี 2563
สัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อรายได้ประชาชาติของไทยจะยังคงอยู่ที่ร้อยละ
45.9 เท่านั้น การโจมตีโครงการดังกล่าวว่า
จะนำมาซึ่งวิกฤตหนี้สาธารณะจึงเป็นการกระพือความกลัวบนความเท็จเท่านั้น
พวกที่โจม
ตีคัดค้านโครงการพัฒนา 2 ล้านล้านบาทมีสองจำพวก พวกแรกเป็น “ฝ่ายแค้น”
ที่ตั้งหน้าคัดค้านทุกเรื่อง โจมตีทุกประเด็น
ไม่ว่าข้อโจมตีจะเป็นความเท็จและไร้สาระสักเพียงใด
เพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทยทุกเม็ด
ส่วนอีกจำพวกหนึ่งนั้นเป็นกลุ่มคนที่ยังขาดข่าวสารข้อมูลและอาจจะอ่อนไหวไป
ตามการกระพือของสื่อกระแสหลักที่อคติเกลียดชังรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
สำหรับคนกลุ่มหลังนี้
รัฐบาลมีหน้าที่จะต้องสื่อความเข้าใจในข้อมูลให้ชัดเจนถูกต้อง
พวกเผด็จ
การจะใช้พรรคฝ่ายค้านและตุลาการขัดขวางโครงการจัดการน้ำและโครงการ 2
ล้านล้านบาทอย่างถึงที่สุด
เพราะการยกระดับเศรษฐกิจและโครงสร้างของประเทศไทยเข้าสู่โลกาภิวัฒน์จะมีผล
เป็นการยกระดับจิตสำนึกและความคาดหวังของประชาชนไทยไปสู่โลกาภิวัฒน์ด้วย
อันจะทำให้อำนาจจารีตนิยมที่พ้นสมัย ล้าหลัง
และครอบงำคนไทยมายาวนานต้องเสื่อมสลายไปในที่สุด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น