โครงสร้างทางการเมืองและวัฒนธรรมที่แปลก ความเป็นประชาชนที่แปลก
และวิธีคิดในแวดวงวิชาการที่แปลก คือสาเหตุหลักของการแสดงออกทางการเมือง
วัฒนธรรมทางการเมือง การใช้สองมาตรฐานทางศีลธรรมและกฎหมายในสังคมไทย
อ่านข่าวจากประชาไทที่ว่า “เอเชียบุ๊คส์ ซึ่งส่งถึงสาขาต่างๆ
และผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการเก็บคืนหนังสือ 3 รายการ ภายในวันที่ 10
ส.ค. ประกอบด้วยนายในสมัยรัชกาลที่ 6 และ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อฯ
ทั้งฉบับปกแข็งและปกอ่อน ด้วยเหตุผลว่า
หนังสือภาษาไทยดังกล่าวมีเนื้อหาค่อนข้างเปราะบางกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
จึงขอเรียกเก็บคืนหนังสือทั้ง 3 รายการ…” ทำให้สัมผัสชัดเจนถึง “ความแปลก”
ในสังคมนี้
ที่ว่าแปลกไม่ได้หมายความว่าปรากฏการณ์เช่นนี้เหนือความคาดหมาย
ที่จริงมันคาดหมายได้อย่างเป็นปกติ
แต่มันเป็นความปกติที่แปลกในวิถีของโลกสมัยใหม่ และในสังคมที่นิยามตนเองว่า
“ปกครองด้วยระบบอบประชาธิปไตย” พูดตรงๆ คือ ความแปลกตามนิยามของผมหมายถึง
1.
ความแปลกเชิงโครงสร้างอำนาจและวัฒนธรรมในสังคมที่นิยามตนเองว่าปกครองระบอบ
ประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมรับ
ไม่เคารพเสรีภาพของประชาชนที่เขามีสิทธิ์จะรู้เรื่องอะไรก็ได้ที่เขาอยากรู้
มีสิทธิที่จะพูด จะอภิปรายถกเถียงด้วยเหตุด้วยผลในเรื่องอะไรก็ได้
หรืออยากศึกษาเรื่องอะไรก็ได้ที่เขาอยากศึกษา
ตราบที่ไม่ละเมิดสิทธิในชีวิตร่างกาย หรือไม่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนสากล
2. ความแปลกข้อ 1 ทำให้เกิดความแปลกตามมาคือ
ที่พูดกันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เป็นคำพูดที่ไร้ความหมาย
เพราะนอกจากอำนาจสูงสุดจะไม่เคยเป็นของประชาชนจริง ยังถามได้ว่า “ประชาชน”
มีอยู่จริงหรือเปล่า เพราะการจะเป็นประชาชนได้ต้องมีสิทธิ์เป็น “คน”
ได้ก่อน คนนั้นต้องมีเสรีภาพในการใช้เหตุผลคิดในเรื่องที่อยากคิด พูด
อภิปรายถกเถียงในเรื่องใดๆ ที่ตนเองสนใจได้ เพราะเสรีภาพและเหตุผลเป็น
“เนื้อหา” (essence) ของความเป็นคน
เมื่อโครงสร้างเชิงอำนาจและวัฒนธรรมดังกล่าวปิดกั้นลดทอนเสรีภาพในการใช้
เสรีภาพและเหตุผลก็เท่ากับปิดกั้นลดทอนความเป็นคน เมื่อคนไม่ใช่ “เสรีชน”
ก็เป็นประชาชนไม่ได้จริง
3. เป็นประชาชนไม่ได้เพราะเป็นเสรีชนไม่ได้
เพราะที่จริงเราอยู่ในประเทศ “ไม่เสรี” (not free)
ดังคำแถลงขององค์กรฟรีดอมเฮ้าส์แถลงไปเมื่อต้นปีนี้ว่า
เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “กฎหมายอาญามาตรา 112
ไม่ขัดกับหลักสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ” และการใช้มาตรา 112 ใช้
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน
แต่ทั้งๆ ที่ในสังคมนี้ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก หรือไม่มี freedom of
speech แต่เมื่อนักวิชาการบางคนเช่น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลชี้ว่า
“สังคมไทยไม่มีเสรีภาพทางวิชาการอยู่จริง”
แต่กลับแปลกอย่างยิ่งที่นักวิชาการหลายคน (อย่างน้อยที่เถียงกับ
อ.สมศักดิ์ในหลายที่) พยายาม defend ว่าสังคมไทยมีเสรีภาพทางวิชาการ
เพราะถึงไม่มีเสรีภาพศึกษาประเด็นสถาบันกษัตริย์ในมาตรฐานเดียวกับศึกษา
เรื่องอื่นๆ ก็ถือว่าสังคมไทยมีเสรีภาพทางวิชาการในการศึกษาเรื่องอื่นๆ
แต่ที่จริงผู้โต้แย้งไม่เข้าใจว่าเสรีภาพทางวิชาการในการศึกษาเรื่อง
อื่นๆ โดยห้ามศึกษาประเด็นสถาบันในมาตรฐานเดียวกันได้นั้นไม่ได้อิงอยู่กับ
“กรอบเสรีภาพทางวิชาการ” ตามนิยามของโลกสมัยใหม่
มันเป็นเพียงเสรีภาพทางวิชาการที่ชนชั้นปกครองอนุญาตให้มีได้
ไม่ต่างจากที่ชนชั้นปกครองอนุญาตให้คุณมีเสรีภาพวิจารณ์ตรวจสอบนักการเมือง
และบุคคลสาธารณะอื่นๆได้หมดเลยแต่ห้ามแตะเรื่องสถาบันกษัตริย์
เสรีภาพที่ชนชั้นปกครองอนุญาตดังกล่าวนี้ไม่ใช่เสรีภาพตามหลักประชาธิปไตย
และสิทธิมนุษยชนสากลที่อยู่บนพื้นฐานการยอมรับความเสมอภาคของมนุษย์
ยอมรับเสรีภาพที่เท่าเทียมในการคิด การพูด การเขียน อภิปราย
ถกเถียงหรือศึกษาเรื่องใดๆ ก็ได้ที่แต่ละคนสนใจ
การแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นแค่เสรีภาพตามการอนุญาตของชนชั้นปกครอง
อะไรเป็นเสรีภาพตามหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจึงเป็นความแปลกอย่าง
ยิ่งในวงวิชาการ
และเป็นความแปลกที่ทำให้ไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังยืนยันการคงอยู่ของเสรีภาพ
ตามการอนุญาตของชนชั้นปกครอง
และกำลังปฏิเสธข้อเสนอของสมศักดิ์ที่ยืนยันว่าเสรีภาพทางวิชาการไม่มี
เพื่อที่จะเรียกร้องให้ต่อสู้ร่วมกันเพื่อให้มีเสรีภาพทางวิชาการตามมาตรฐาน
โลกสมัยใหม่ที่ยืนยันประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนทั้งในเชิงโครงสร้าง
วัฒนธรรมทางสังคมการเมือง และวิถีชีวิตประจำวัน
โครงสร้างทางการเมืองและวัฒนธรรมที่แปลก ความเป็นประชาชนที่แปลก
(เพราะไม่ใช่คนที่เป็นเสรีชน) และวิธีคิดในแวดวงวิชาการที่แปลก
(แปลกแยกจากหลักประชาธิปไตย/สิทธิมนุษยชนในโลกสมัยใหม่) ดังกล่าว
คือสาเหตุหลักๆ ของการแสดงออกทางการเมือง วัฒนธรรมทางการเมือง
การใช้สองมาตรฐานทางศีลธรรมและกฎหมาย เป็นต้นทั้งหลายทั้งปวงในสังคมไทย
เช่น
นึกถึงวิธีต่อต้านอำนาจรัฐบาลกรณีค้านกฎหมายนิรโทษกรรมของคุณอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะที่พยายามใช้วิธีให้ม็อบเดินเข้าไปส่งในสภา
ทำให้นึกถึงตอนที่เขาก้าวสู่อำนาจอย่างลุกลี้ลุกลนและทุลักทุเล
ตั้งรัฐบาลในค่ายทหารก็เอา ประชุมโหวตเลือกนายกฯ นอกทำเนียบรัฐบาลก็เอา
ยอมที่จะใช้ทหาร รถถัง ปืน กระสุนจริงรักษาอำนาจ
โดยทั้งหมดนั้นเขาอธิบายว่าทำไปบน
"จุดยืนแก้ไขวิกฤตความขัดแย้งแตกแยกของบ้านเมือง" โดยยืนยันว่า
"ตัวเขาและพรรคการเมืองของเขาไม่ใช่เงื่อนไขความขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น"
วิธีคิดและการกระทำของคุณอภิสิทธิ์ในหน้าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทาง
การเมืองปัจจุบัน ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากว่าเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร
หากเทียบกับประวัติการศึกษาและภาพพจน์นักการเมืองรุ่นใหม่ที่เขาพยายามสร้าง
ขึ้นตั้งแต่แรก
แต่ในสังคมนี้ก็มีเรื่องแปลกอีกมาก เช่น คุณยิ่งลักษณ์
ชินวัตรก็โชว์ความสามารถบางอย่างได้เกินคาด เช่น บทบาทที่
"นิ่งทางการเมือง"
(ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการแสดงภาวะผู้นำแก้ปัญหาประชาธิปไตย) ไม่โต้ตอบ
ไม่ต่อล้อต่อเถียง ไม่ตกไปในเกมการเมืองแบบเก๋ากึ๊กของประชาธิปัตย์
ราวกับว่าคุณยิ่งลักษณ์ก็เก๋าเกมทั้งที่เป็นนักการเมืองสมัยแรก
และอันที่จริงเธอก็เป็นนายกฯที่แปลกที่สุดของสังคมไทย
เพราะลงเลือกตั้งครั้งแรกก็ได้เป็นนายกฯเลย
และคุณทักษิณนี่ก็แปลก ทั้งที่อยู่นอกประเทศ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายเลย
แต่ก็ยังมีอำนาจรูปธรรมในการตั้งรัฐบาล กำหนดเกม และทิศทางการเมืองในประเทศ
มีอิทธิพลสูงต่อนักการเมืองทั้งในพรรคนอกพรรค มีอิทธิพลต่อประชาชนจำนวนมาก
ทำให้ผู้มีอำนาจในประเทศหนักใจ
แต่ความแปลกตามตัวอย่างที่ยกมา และความแปลก ฯลฯ
ในทางการเมืองของประเทศ ที่จริงแล้วมีรากฐานมาจากความแปลกเรื่องเดียวคือ
"ความแปลกที่มีการอ้างสถาบันในทางการเมืองตลอดมา
อ้างสถาบันทำรัฐประหารตลอดมา
แต่ห้ามแตะห้ามอภิปรายประเด็นสถาบันเหมือนกับอภิปรายนักการเมือง"
นี่อาจเรียกว่าเป็น "ความแปลกเชิงโครงสร้างอำนาจและวัฒนธรรม"
ที่เป็นมูลเหตุที่มาของความแปลกทางสังคมการเมือง อุดมการณ์ วิธีคิด
การแสดงออกทางการเมืองทั้งหลายทั้งปวงในบ้านเรา
ล่าสุดรัฐบาลจะมีการเชิญบุคคลสำคัญต่างๆ
มาพูดคุยกันหาทางออกให้กับประเทศ แต่นี่ก็เป็นการพูดคุยที่แปลกอีก
เพราะเป็นการพูดคุยภายใต้การขีดเส้น "ห้ามแตะ" เหมือนเดิม
ซึ่งเราก็รู้ว่าเส้นห้ามแตะนี้มันก่อให้เกิดความผิดปกติทุกเรื่อง เช่น
มันทำให้นักโทษการเมือง (112) ไม่ใช่นักโทษการเมือง
มันทำให้คนด่านักการเมืองไป
อวยเจ้าไปรู้สึกว่าตนเองเป็นคนดีมีความกล้าหาญทางจริยธรรมรับผิดชอบสูงต่อ
บ้านเมือง มันทำให้นักศาสนา นักศีลธรรมดูดีที่อ้างศีลธรรมอวยเจ้าไป
พิพากษาตัดสินนักการเมือง และคนธรรมดาไป ฯลฯ
แล้วล่าสุดมันก็แปลกที่ยังมีนักวิชาการออกมาพูดแบบเดิมๆว่า
คนไทยพูดกันไม่รู้เรื่องเพราะอารมณ์โกรธ เกลียดกัน
ทั้งๆที่ก็รู้ๆกันอยู่ว่าปัญหาจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่
"คนไทยโกรธเกลียดกันจนไร้ความสามารถจะพูดคุยกันให้รู้เรื่อง" แต่อยู่ที่
"การขีดเส้นห้ามพูดเรื่องสำคัญ" ต่างหาก
มันจึงไม่มีทางจะพูดรู้เรื่องกันจริงๆ ได้สักที
แล้วมันก็ยิ่งแปลกเข้าไปอีกที่สังคมนี้ยอมรับ
"ความแปลกเชิงโครงสร้างอำนาจและวัฒนธรรม" กันอย่างปกติ ทั้งๆ
ที่ยืนยันว่าสังคมไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
คือยอมรับเรื่องแปลกเป็นเรื่องปกติไป
(แต่ซีเรียสกับเรื่องปกติเช่นคนโกรธกันเกลียดกัน ฯลฯ ว่าเป็นเรื่องผิดปกติ)
แปลกจริงๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น