แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปฏิบัติการแห่งอำนาจทางกฎหมายในชีวิตประจำวัน และ สำนึกเรื่อง “สองมาตรฐาน”

ที่มา ประชาไท


บทความเรื่อง “ปฏิบัติการแห่งอำนาจทางกฎหมายในชีวิตประจำวันฯ” นี้เป็นความพยายามของผู้เขียนในการแสดง “ปัญหา” และ “เงื่อนไข” ที่ได้จากความขัดแย้งในชีวิตประจำวันของสามัญชนไทย ที่มักถูก “มองข้าม” หรือ “เก็บกด” ซ่อนเร้นไว้ภายใต้วาทกรรม “เมืองไทยนี้ดี คนไทยมีน้ำใจ รู้รักสามัคคี”  ว่าแท้ที่จริงแล้ว   หากค้นหาความจริงที่ปรากฏอยู่ในชีวิตธรรมดาของประชาชนนั้นล้วนแต่ต้องเผชิญ กับความขัดแย้งหลากหลายรูปแบบ   แต่มีจำนวนไม่น้อยที่ความขัดแย้งเหล่านั้นมิได้ถูกยกระดับเข้าสู่การรับรู้ ของสาธารณชน หรือแม้กระทั่งคนจำนวนไม่น้อยที่ตกในสถานการณ์เหล่านั้นก็จำต้อง “ยอม” รับเอาผลในการระงับข้อพิพาทไปด้วยใจที่คลางแคลง หรือเจ็บแค้น   ซึ่งมีส่วนไม่น้อยในการประกอบสร้างประสบการณ์ทางการเมืองและนำไปสู่การแสวง หา บุคคล สถาบัน นโยบาย หรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่จะมาตอบสนองต่อสภาพปัญหาทางกฎหมายที่ต้องเผชิญ อยู่ในชีวิตประจำวันของตนที่เต็มไปด้วย “ความเสี่ยง”   ด้วยเหตุที่ตนนั้นมีอำนาจด้อยกว่า 
จากงานวิจัยเรื่อง “สภาพปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำวันของประชาชน และแนวทางการใช้หลักกฎหมายเบื้องต้นในการแก้ไข” ของข้าพเจ้าก็ให้ข้อสรุปได้บางประการว่า   อำนาจที่น้อยของประชาชนนั้นมิได้มีเพียงอำนาจทาง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่น้อยกว่าคู่กรณี คู่พิพาท หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น   แต่อาจหมายถึงความด้อยกว่าด้าน “ความรู้” และ “ภาพลักษณ์”   นั่นหมายความว่า งานวิจัยและหนังสือเล่มนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสะสม ความรู้ทางกฎหมายและแนวทางในการใช้กระบวนการทางกฎหมาย เสริมสร้างอำนาจของตน เพื่อนำไปเสริมกลยุทธ์ในการต่อสู้ ต่อรอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นแก่ตน   ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหาของหนังสือจะแสดงให้เห็นทั้งภาพรวมของ ข้อพิพาททางกฎหมายในชีวิตประจำวันของประชาชน   ตัวอย่างกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นรายละเอียดที่น่าสนใจบางคดี   และแนวทางในการนำ “ความรู้ทางกฎหมาย” เบื้องต้น มาใช้เสริมสร้างอำนาจในการต่อสู้ ต่อรอง ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยอำนาจ ด้อยทุนทั้งหลาย   เพราะข้อดีประการหนึ่งของการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการระงับข้อพิพาทก็ คือ มนุษย์ทั้งหลายย่อมได้รับรองสถานะอย่างเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย   เพียงแต่ต้องประยุกต์ใช้กฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมายให้กลายเป็นเครื่องมือของตนให้ได้
ข้อพิพาทหลักของเรื่องว่าเกี่ยวเนื่องกับประเด็นทางกฎหมายด้านต่างๆ สามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่างๆดังต่อไปนี้
โดยประเด็นที่มีความถี่สูงสุด 10 อันดับแรก   ได้แก่
1.                  นิติกรรมสัญญา 329 ประเด็น                                           คิดเป็น 10.19%
2.                  ความผิดต่อทรัพย์/ฉ้อโกง 325 ประเด็น                              คิดเป็น 10.06%
3.                  คดีจราจรทางบก 277 ประเด็น                                          คิดเป็น 8.58%
4.                  ทรัพย์/ทรัพย์สินทางปัญญา 241 ประเด็น                           คิดเป็น 7.46%
5.                  เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 211 ประเด็น                คิดเป็น 6.53%
6.                  คดีผู้บริโภค 181 ประเด็น                                                 คิดเป็น 5.60%
7.                  ละเมิด/จัดการงานนอกสั่ง/ลาภมิควรได้ 167 ประเด็น          คิดเป็น 5.17%
8.                  ปัญหากระบวนการทางอาญา 157 ประเด็น                        คิดเป็น 4.86%
9.                  หนี้ 156 ประเด็น                                                                        คิดเป็น 4.83%
10.              ความผิดต่อร่างกาย 149 ประเด็น                                     คิดเป็น 4.61%

ผลการวิเคราะห์ในเชิงลึกจากกรณีศึกษาที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะแสดงให้เห็น ว่าว่า หากต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของประชาชน การไร้ความรู้เบื้องต้นทางกฎหมายจะทำให้ประชาชนต้องเสี่ยงต่อความเสียเปรียบ และด้อยอำนาจต่อรองอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าหากไร้ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายหรืออำนาจรัฐในการ บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาทั้งหลายเสียแล้ว   ประชาชนในสังคมไทยจำเป็นต้องมีทุนใดบ้างในการแก้ปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำ วันของตน   ดังจะมีการวิเคราะห์ตามกรณีศึกษาที่ปรากฏในชีวิตจริงของบุคคลทั้งหลายที่ผู้ เขียนได้รวมรวมจากงานวิจัย แต่ในส่วนของ “แนวทางแก้ไข” จะเป็นเนื้อหาที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์เพิ่มเติมหลังจากได้วิเคราะห์สภาพ ปัญหาและวิธีการแก้ไข

ชื่อเรื่อง...เจ้าพนักงานเข้าค้นโดยมิชอบ
บ่ายวันหนึ่งมีตำรวจพร้อมหมายศาลขอค้นที่พักอาศัยของคนงานที่ทำงาน โดยให้เหตุผลว่ามี คนงานคนหนึ่งมียาเสพติดไว้ในครอบครอง ด้วยความที่พ่อแม่ข้าพเจ้าเชื่อใจในตัวคนงานมาก  จึงปล่อยให้ตำรวจคนหนึ่งเข้าไปค้นห้องเพียงคนเดียว ตำรวจคนหนึ่งเดินออกมาพร้อมยาบ้าครึ่งเม็ด และขอจับกุมคนงานทุกคนตรวจปัสสาวะ ซึ่งผลออกมาก็ไม่มีผู้ใดที่บ่งบอกว่าติดยา จึงปล่อยทุกคนกลับบ้านและขอคุมตัวคนงานเจ้าของห้องที่พบยาบ้าไว้ก่อน ซึ่งในตอนแรกพ่อกับแม่ขอประกันตัวไว้แต่ก็ไม่ได้รับการยินยอม  แล้วมีตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเดินออกมาพร้อมกล่าวหาว่าแม่ขัดขวางการทำ งานเจ้าพนักงานและพยายามปกปิดความผิดคนงาน  นายตำรวจบอกให้แม่เอาเงินให้เขาจำนวน 50,000 บาทแล้วคดีก็จะสิ้นสุดลง แต่แม่ไม่ยอมให้ นายตำรวจคนนั้นจึงขู่ว่าจะสั่งปิดกิจการทางบ้านและขออายัดทรัพย์สิ้นทั้ง หมด  ทั้งนี้ตำรวจคนนั้นยังจับแม่ไว้และให้เหตุผลว่ากลัวแม่จะหนีความผิด
ซึ่งมองอย่างไรก็ดูเหมือนว่าตำรวจผู้นั้นต้องการแค่เงินของแม่ และเรื่องที่เกิดขึ้นก็ยังทำให้กิจการของทางบ้านจำเป็นต้องหยุดชะงักลงอีก ด้วย

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักการตรวจค้นและตั้งข้อหาตามกระบวนการทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา ซึ่งกรณีนี้การตรวจค้นกระทำได้ตามหมายค้น แต่ยังมีข้อต่อสู้เรื่องการพบยาเพียงครึ่งเม็ดแต่ไม่พบสารเสพติดในร่างกาย ของผู้ใด ส่วนเรื่องการโต้เถียงเป็นการใช้สิทธิธรรมดาที่กระทำได้ไม่ถือเป็นการขัด ขวางการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกเงินถือเป็นความผิดทางอาญาของเจ้าพนักงานสามารถฟ้องต่อศาลอาญาได้ โดยอาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปปช. หรือแต่งทนายขึ้นสู้คดีเอง

ชื่อเรื่อง...ด่านลอย
พี่ชายผมและพี่สะใภ้เดินทางไปบ้านญาติที่อยู่ในซอยค่อนข้างเปลี่ยวแต่ไม่ ไกลจากชุมชนมากนัก ซึ่งพบด่านตำรวจจึงหยุดให้ตรวจตามปกติ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ขอตรวจค้น และพบหนังสือพิมพ์กีฬาฉบับหนึ่งเขาจึงถามว่าเล่นพนันฟุตบอลหรือ พี่ชายผมปฏิเสธไปเพราะไม่มีหลักฐานอื่นได้ เขาจึงเปลี่ยนประเด็น และบอกว่าเป็นบุคคลต้องสงสัยที่มีประวัติเคยค้ายาเสพติด พี่ชายและพี่สะใภ้ผมจึงปฏิเสธอีกครั้ง  ขณะเดียวกันพี่ชายผมกำลังโทรศัพท์กลับมาที่บ้านเพื่อบอกให้แม่ได้ทราบเจ้า หน้าที่คนดังกล่าว ดึงโทรศัพท์ออกและรุมทำร้ายพี่ชายผม พร้อมกับพูดว่า “ มึงหัวหมอนักหรือ” จากนั้นเอาโทรศัพท์ไปคุย และแนะนำตัวว่าเป็น สารวัตกำนัน และบอกแม่ผมว่าพี่ชายถูกจับเพราะมากับผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติด  ซึ่งแม่ได้ปฏิเสธ จากนั้นเจ้าหน้าที่คนนั้นรับปากทางโทรศัพท์ว่าจะช่วยดูแลพี่ชายผม ซึ่งจริงๆแล้วได้ทำร้ายพี่ชายผมไปแล้วจากนั้นก็ได้ปล่อยตัวพี่ชายผมและพี่ สะใภ้ผมกลับมา หลังจากนั้นแม่จึงรีบไปแจ้งความที่ สภอ.เมือง แต่ สภอ.กลับให้ไปแจ้งที่ สน.ท้องที่ เมื่อไปถึงที่ท้องที่กลับบอกว่าไม่มีการตั้งด่านที่นั้น หากมีการตั้งด่านจะมีแต่ที่ สภอ.เท่านั้น  ซึ่งก่อนกลับได้ไปแวะที่เกิดเหตุหลังจากเดิม 3 ชม. ก็ไม่พบการตั้งด่านใดๆ  เมื่อกลับไปที่ สภอ.เมืองอีกครั้ง จึงได้ลงบันทึกประจำวัน และเจ้าหน้าที่ก็ได้พูดปัดความรับผิดชอบว่าคนทำร้ายเป็นสารวัตกำนันไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ อบต.ให้ไปเอาผิดที่นั้นเอง เช้าวันรุ่งขั้นแม่จึงโทรศัพท์ติดต่อไปแต่ถูกปฏิเสธและถูกพูดเชิงดูถูก
แม่จึงโทรไปหากำนันท้องที่ ซึ่งกำนันคนนั้นก็พูดและถามด้วยความรำคาญทั้งยังเยาะเย้ยและดูถูกโดยไม่สนใจ แต่อย่างใด   ซึ่งหลังจากนั้นแม่จึงโทรศัพท์ไปที่ อบต.อีกครั้ง และได้พบนายกฯอบต.   แม่จึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ซึ่งเขายอมรับฟังเหตุผลและสนทนาด้วยพร้อมกับรับปากว่าจะตักเตือนเจ้าหน้าที่ ในสังกัด และกล่าวขอโทษแม่  แม่จึงยอมยุติเรื่องไว้เท่านี้ แต่ส่วนผมเห็นว่าเป็นการกระทำที่ใช้อำนาจที่มิชอบ

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานต้องกระทำตามกรอบของประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา และความผิดต่อร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา   ซึ่งกรณีนี้มีการตั้งด่านลอยโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ร้อยเวรประจำการ และยังมีการใช้กำลังทำร้ายร่างกาย จึงเป็นการใช้อำนาจนอกกรอบของวีพิจารณาความอาญา และกระทำผิดอาญาต่อร่างกายสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ หากคดีไม่คืบหน้าอาจร้องเรียนไปยัง ปปช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

ชื่อเรื่อง...ศอฉ.อายัดเงินในสถานการณ์ฉุกเฉิน
น้าสะใภ้ของนักศึกษาได้เขียนเช็คเงินสดไว้ล้วงหน้าให้แก่ลูกค้าและลูก น้องจำนวน 4-6คน โดยไม่ทราบว่าจะเกิดเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงขึ้น และไม่ทราบว่ากลุ่มลูกค้าเหล่านั้นจะนำเช็คเงินสดไปขึ้นธนาคารเป็นช่วงเวลา พร้อมๆกัน จึงทำให้ยอดรวมของจำนวนเงิน ที่เกิดจาการทำธุรกรรมผ่านในวันนั้นเกิดยอดจำกัด 2,000,000 บาท   น้าสะใภ้ของนักศึกษาจึงถูกรัฐสั่งอายัดเงินทั้งหมดในทุกธนาคารของน้าสะใภ้ ไม่ให้สามารถทำธุรกรรมใดได้จนกว่ายอดเงินที่เกิดการถ่ายเทในวันนั้นได้รับ การตรวจสอบสอบจากทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)  แล้วว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ชุมนุม จนกระทั่ง ณ ขณะนี้ก็เป็นเวลากว่าสองปีแล้วทางรัฐบาลก็ยังตรวจสอบไม่เสร็จ ทำให้ธุรกิจต้องปิดกิจการลง
แม่หาหลักฐานบิลชำระเงินสด ส่งแฟ็กซ์ที่ใช้ทำธุรกิจมารับรองความบริสุทธิ์ และต้องไปขึ้นศาลเพื่อแจ้งความบริสุทธิ์ใจต่อศาลตามการนัดหมายของศาล

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาญา ซึ่งต้องใช้หลักกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งต้องสันนิษฐานไว้ก่อน ว่าผู้ต้องสงสัยเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ  ซึ่งกรณีนี้มีการใช้กฎหมายพิเศษที่มีลักษณะละเมิดสิทธิดังกล่าว และสร้างภาระในการพิสูจน์ให้กับประชาชน จึงต้องมีการฟ้องเพิกถอนการออกคำสั่งอายัดบัญชีของ ปปง. ในศาลยุติธรรมตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542   แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเนื่องจาก พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ตัดสิทธิของประชาชนในการฟ้องศาลปกครองให้ตรวจสอบการใช้อำนาจตามกฎหมายทั้ง สอง   จึงต้องมีการผลักดันให้มีการแก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายทั้งสามฉบับ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของประชาชนอีกต่อไป
หลังจากได้นำเสนอแนวทางในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำ วันของประชาชนไปแล้วจะเห็นได้ว่า แท้ที่จริงแล้วการแก้ไขปัญหาด้วยกฎหมายในประเด็นต่างๆโดยเน้นไปที่การใช้ วิธีการหรือช่องทางกฎหมายเป็นหลักสำคัญ จะต้องใช้เวลาและการตอบสนองจากองค์กรทางกฎหมายของรัฐเป็นอย่างมาก เพื่อนำหลักกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องมาปรับใช้ทั้งในเชิง “สาระ” ของข้อพิพาท และ “กระบวนการทางกฎหมาย” ในการระงับข้อพิพาท   การใช้กฎหมายหรือองค์กรทางกฎหมายจึงอาจเป็นแนวทางในการต่อสู้เพื่อรักษา สิทธิและแสวงหาทางเลือกในการระงับข้อพิพาทอย่างสันติสำหรับประชาชนที่ไม่ ง่ายสำหรับสามัญชนผู้อำนาจด้อยกว่า
ในทางกลับกัน ผู้ที่มี “เส้นสาย” “ฐานะทางเศรษฐกิจ” “ตำแหน่งแห่งที่” หรือ “ความรู้ทางกฎหมาย” ที่ดีกว่า ก็มักอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าในความขัดแย้งเหล่านั้น   แม้จะมีความชอบธรรมน้อยกว่าหากปรับใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรง มาตามลายลักษณ์อักษร    ความยุติธรรมตามกฎหมายที่ได้เขียนไว้ล่วงหน้า โดยยังไม่ได้นำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริง จึงไม่อาจอำนวย ความยุติธรรมทางสังคม ให้กับ ผู้ที่มีต้นทุนน้อย/อำนาจน้อยในสังคม   และประสบการณ์เหล่านั้นก็ได้ประกอบสร้างสำนึกเรื่อง “สองมาตรฐาน” ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนคนสามัญจำนวนไม่น้อยในสังคมไทย

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความ “การประกอบสร้างสำนึก “สองมาตรฐาน” ของประชาชนจากประสบการณ์ปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำวัน”   ซึ่งจะนำเสนอในงานไทยศึกษา ณ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในช่วงวันที่ 24-25 สิงหาคม 2556   โดยอยู่ภายใต้กรอบการนำเสนองานวิชาการเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของ “ลมตะวันออก” ที่ถาโถมเข้าใส่รัฐไทยมากขึ้นทุกที

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น