แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เปิดรายงาน กสม.ฉบับตรวจสอบผู้ชุมนุม-ปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐ

ที่มา Voice TV




รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เกี่ยวกับผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในช่วงการชุมนุมและการสลายการชุมนุม ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2553  ความหนา 92 หน้า  ยังคงถูกวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเนื้อหาในรายงานฉบับนี้ อาจสรุปได้ว่าเป็นการตรวจสอบผู้ชุมนุมและปกป้องการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ 
 
 
ในรายงานชิ้นนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. ระบุว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  โดยใช้ข้อความที่ว่า "อยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายให้อํานาจไว้" และเป็นการ "คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนส่วนรวมในระหว่างที่สถานการณ์  บ้านเมืองเกิดความไม่สงบ อันมีเหตุความจําเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว"
 
 
ส่วนการปิดสถานีโทรทัศน์ PTV นั้น กสม. ระบุว่า "เมื่อพิจารณาจากเจตนารมณ์ในการใช้มาตรการดังกล่าวแล้ว ก่อให้เกิดผลต่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลกระทบที่มีต่อกลุ่มบุคคลที่ถูกจํา กัดสิทธิและเสรีภาพ  กรณีนี้จึงเป็นการจําเป็นเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว"
 
 
ในกรณีทหารยิงผู้ชุมนุมเสียชีวิต 21 คนในวันที่ 10 เมษายน 2553 นั้น กสม. กล่าวว่าทหาร "มีความจําเป็นต้องป้องกันตนเองและผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัว ที่รุนแรงอาจทําให้ถึงแก่ชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บได้ โดยไม่สามารถใช้วิธีป้องกันอย่างอื่นได้"
 
 
ส่วนในกรณีที่ทหารส่องยิงผู้ชุมนุมช่วงการสลายการชุมนุมวันที่ 13-19 พฤษภาคม จนมีผู้เสียชีวิตราว 60 นั้น  กสม. กล่าวว่า "ยังไม่มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ใดฝ่ายใดเป็นผู้ยิงผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บดังกล่าว และกลุ่มบุคคลผู้ติดอาวุธที่แฝงตัวในกลุ่มผู้ชุมนุมคือใคร" แต่ก็ "เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากการกระทำของฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อาวุธด้วย รัฐบาลจึงมีหน้าที่รับผิดชอบในการเยียวยาช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้เสีย ชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว"
 
 
ประเด็นที่น่าสังเกตประเด็นแรกคือ กสม. ระบุถึงเจตนาในใจของผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนในบางกรณีได้อย่างน่าประหลาดใจ กสม. กล่าวว่าการเสียชีวิตของทหารในวันที่ 10 เมษายน นั้น เกิดจาก "การวางแผนเพื่อฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ทหาร" และเป็นการ "กระทําผิดอาญาฐานฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน"  แต่เมื่อพูดถึงทหารที่สังหารผู้ชุมนุมในวันเดียวกัน กสม. กลับมองอีกแง่ขึ้นมาทันที โดยระบุว่าเป็นเพียง "การกระทําโดยประมาท"
 
 
ประเด็นที่น่าสังเกตเรื่องที่สองคือ สัดส่วนพื้นที่ที่ กสม. ใช้ในการบรรยายการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแต่ละฝ่าย แตกต่างกันอย่างชัดเจน  ในเหตุการณ์ความรุนแรงวันที่ 10 เม.ย. 2553 นั้น มีผู้เสียชีวิต 27 คน เป็นทหารเพียง 5 คน และผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่คือผู้ชุมนุม  แต่ กสม. กลับใช้พื้นที่เกือบทั้งหมด พูดถึงการเสียชีวิตและบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนการตายของผู้ชุมนุม มีเขียนถึงเพียงประโยคเดียวว่า "การเสียชีวิตของกลุ่ม นปช. ขณะนี้กรณีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรมแล้วจึงไม่จําเป็นต้อง วินิจฉัยในประเด็นนี้"
 
 
แต่น่าสังเกตว่า กรณีเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ๆ ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม และเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ กสม. กลับบรรยายอย่างละเอียด เช่น กรณีนายเจ็มส์ สิงห์สิทธิ์ ผู้ต้องหายิงระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง เป็นต้น
 
 
ที่สำคัญคือ กสม. ดูจะให้ความสำคัญต่อการละเมิดต่อทรัพย์สินและสถานที่เป็นอย่างมาก แต่พูดถึงการละเมิดต่อชีวิต ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงที่สุด น้อยมาก  กสม. เรียกเหตุการณ์การสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 60 คน ว่า "เหตุจลาจล ปะทะ และทำลายทรัพย์สินของราชการและเอกชน"  
 
 
กสม. ใช้พื้นที่ถึง 6 หน้ากระดาษพูดถึงกรณี นปช. บุกเข้าตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬา ที่ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บแม้แต่รายเดียว  แต่เหตุการณ์วันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 11 คนนั้น กสม. ใช้เนื้อที่อธิบายเพียงหนึ่งย่อหน้า  เหตุการณ์วันที่ 16 พฤษภาคม มีผู้เสียชีวิต 8 คน กสม. ก็ใช้พื้นที่บรรยายเพียง 1 ย่อหน้าเช่นกัน  ส่วนเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม ที่สลายการชุมนุม มีผู้เสียชีวิต 19 คน กสม. ใช้พื้นที่บรรยายเพียง 5 ย่อหน้า
 
 
สุดท้าย ในขณะที่ กสม. ลงรายละเอียดเรื่องพฤติกรรมของผู้ชุมนุมที่ทำลายทรัพย์สิน และแกนนำที่ปราศรัยยั่วยุ กสม. กลับไม่กล่าวถึงรายละเอียดสำคัญบางประการที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงความรุนแรงของ การละเมิดสิทธิมนุษยชน  เช่น ความจริงที่ว่าผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตเกือบทั้งหมดไม่ได้ใส่ชุดดำ และไม่มีอาวุธในมือขณะเสียชีวิต และส่วนใหญ่ถูกยิงด้วยกระสุนนัดเดียว เข้าศีรษะหรือลำตัวท่อนบน
 
 
อาจเป็นไปได้ว่า กสม. ไม่ได้ตั้งใจจะละเลยความจริงเหล่านี้ เพียงแต่หลงลืมที่จะกล่าวถึง  จนเป็นเหตุให้ จนถึงขณะนี้ ไม่มีหน่วยงาน หรือองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนแห่งใด ชื่นชมผลงานที่ใช้เวลาเก็บรวบรวมข้อมูลมานานกว่า 3 ปี ฉบับนี้ของ กสม.แม้แต่รายเดียว  และมีแต่เสียงตำหนิ บทบาทและทัศนคติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดนี้  ที่กลายเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง
13 สิงหาคม 2556 เวลา 17:39 น.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น