แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

"โภคิน พลกุล" พลิกตำราฝ่าด่านตรวจสอบ"

ที่มา มติชน

 http://www.matichon.co.th/online/2013/09/13793108161379311006l.jpg

 หมายเหตุ : นายโภคิน พลกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย (บ้านเลขที่ 111) อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงร่างกฎหมายและโครงการต่างๆ ตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ต่อแถวเรียงคิวทำแต้มตามที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้เมื่อครั้ง สู้ศึกการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา แต่ทว่ากลับเรียงคิวสู่มือศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เช่นกัน

@ ภาพรวมการอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

ประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.คือ ต้องการให้เป็นประชาธิปไตยและยึดโยงกับประชาชน เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 40 ที่เรียกกันว่า “ฉบับประชาชน” ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยตั้งแต่ยังร่างไม่เสร็จ โดยให้มีที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งก็คิดว่าบรรยากาศคงจะเป็นไปตามปกติเพราะเป็นไปตามแนวทางที่ศาลรัฐ ธรรมนูญวางเอาไว้เองด้วยซ้ำว่าสามารถแก้ไขเป็นรายมาตราได้

แต่พอเริ่มวาระ 1 ก็จะเห็นว่าเป็น “ดีเล แทคติค” ของฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เช่น ส.ว.บางส่วน ว่าจะทำอย่างไรให้เรื่องนี้เดินไปได้ช้า และที่ตนเห็นว่าเสียหายอย่างมากคือ การอภิปรายในวาระที่ 2 การพิจารณาวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ เมื่อรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. ว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง จำนวน 200 คนแล้ว เมื่อมีคำแปรญัตติ หรือคำขอแก้ไขข้อเสนอที่ผ่านขั้นการรับหลักการมาแล้วในวาระที่ 1 ก็ต้องแก้ไขในเนื้อหาที่อยู่บนพื้นฐานที่ว่า ที่มาของ ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งจำนวน 200 คน

แต่มันเริ่มยุ่งเมื่อหลายท่านแปรญัตติในแบบ ไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีก ซึ่งประธานสภาก็บอกว่าแปรญัตติอย่างนี้ไม่ได้ เพราะมันขัดต่อหลักการ ซึ่งหลักการคือ ต้องมี ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง แต่แปรญัตติให้มี ส.ว.สรรหา มันก็ขัดหลักการ หากมีผู้แปรญัตติให้กลับไปให้ที่มาของ ส.ว.มาจากการสรรหาซึ่งขัดกับหลักการอยู่อย่างนี้และมีจำนวนหลายร้อยคนต่อ 1 มาตรา และพูดกันเป็นชั่วโมงๆ ผมว่ากฎหมายฉบับเดียวทั้งปีก็ไม่จบ เรื่องอื่นๆ ก็ไม่ต้องทำ ถ้าถามว่าได้ฟังเสียส่วนน้อยหรือไม่ ผมคิดว่าฟังมากยิ่งกว่ามากนะ เพราะผู้ที่อภิปรายส่วนใหญ่ก็เป็น ส.ส.ฝ่ายค้านและ ส.ว.ที่ไม่เห็นด้วย และระยะเวลามหาศาลหมดไปกับการประท้วง การพูดนอกประเด็น

เรื่องที่สอง การทำงานตรงนี้ข้อบังคับสำคัญมาก เพราะที่ผ่านมา แม้จะมีความยุ่งยากวุ่นวายบ้าง แต่คราวนี้ค่อนข้างหนักหนาซึ่งมาจาก 2 ส่วน คือ ฝ่ายค้านและฝ่าย ส.ว.ส่วนหนึ่งมีจุดยืนที่ว่าอย่างไรก็จะไม่รับร่างนี้ แต่แพ้โหวตวาระที่ 1 ไปแล้ว ในวาระที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องรายละเอียด จะต้องขอแก้ไขและอภิปรายในรายละเอียด เช่น การดำรงตำแหน่งควรได้กี่วาระ คุณสมบัติ ข้อห้ามควรปรับปรุงอย่างไร แต่กลับไปพูดอะไรไม่รู้ จนกระทั่งต้องมีคนประท้วง และประธานต้องเตือนเป็นร้อยๆ ครั้งเพราะผิดข้อบังคับ

ต้องตำหนิและเห็นใจประธานในที่ประชุมสภา ตำหนิที่ประธานไม่เด็ดขาดในข้อบังคับ เช่น ผิดข้อบังคับ พูดวนเวียน ซ้ำซาก ใส่ร้าย ก็ต้องเบรก และอาจจะต้องไม่ให้พูดอีกต่อไป แต่ถ้าไม่ยอมก็ต้องดำเนินมาตรการต่อๆ ไป โดยให้ออกจากห้องประชุม หรือให้ตำรวจสภาเชิญตัวออกไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อครั้งที่ผมเป็นประธานสภาก็เคยทำเช่นนี้ เพราะหากประธานไม่ยึดในข้อบังคับอย่างเคร่งครัดและต้องใช้กับทุกคนให้เสมอ ภาคก็จะเกิดปัญหา กฎ กติกาสำหรับคนหมู่มากแล้ว โดยปกติในโลกนี้ใช้เสียงข้างมากทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นศาลใช้ตัดสินคดีก็ใช้ เสียงข้างมาก บริษัทห้างร้านก็ใช้เสียงข้างมาก รัฐธรรมนูญก็บัญญัติให้ใช้เสียงข้างมากเว้นแต่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเป็นอย่าง อื่น สำหรับข้อบังคับ ประธานเป็นผู้วินิจฉัยและคำวินิจฉัยของประธานต้องถือเป็นที่สุด แต่เมื่อไม่ฟังก็เป็นปัญหา ก็เกิดความโกลาหลอย่างที่ไม่เคยจะเป็น

มีเรื่องที่พูดกันขึ้นมาใหม่ว่า เมื่อมีผู้เสนอคำแปรญัตติหรือกรรมาธิการสงวนความเห็นแล้วต้องได้พูดทุกคน ถ้าไม่ให้พูดถือว่าผิดรัฐธรรมนูญ ผมมองว่าคำแปรญัตติหรือการสงวนความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่ใช่ ญัตติ เพราะเป็นคำขอแก้ไขญัตติเดิม ไม่มีตรงไหนที่ข้อบังคับบอกว่าให้เป็นญัตติ เมื่อผ่านวาระที่ 1 แล้ว หาก ส.ส.หรือ ส.ว.ท่านใดไม่เห็นด้วย ท่านก็ต้องเสนอข้อที่ไม่เห็นด้วยของท่าน แต่เป็นการไม่เห็นด้วยในเนื้อหารายละเอียดของหลักการที่ผ่านไปแล้ว ไม่ใช่อภิปรายไม่เห็นด้วยในร่างนี้ โดยต้องการให้มี ส.ว.ที่มาจากการสรรหาเหมือนเดิม

ตามข้อบังคับถ้ามีผู้อภิปรายหลายคน ประธานจะให้คนใดพูดก็ได้ แต่ให้คำนึงถึงผู้แปรญัตติ กรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้ที่ยังไม่ได้อภิปราย การให้คำนึงถึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้พูดหมด

สมมุติว่ามีผู้แปรญัตติหมือนกันทุกคนจำนวน 20 คน ถ้อยคำแบบเดียวกันหมดเลย ต้องพูดทั้งหมดยี่สิบคนหรือไม่ อย่างนี้เรียกว่าวนเวียนซ้ำซากหรือไม่ อย่างนี้เขาเรียกว่า งอแง ในอดีตจะไม่ยืดเยื้อยาวนานอย่างนี้เลย เพราะมีการส่งตัวแทนพูด ในประเด็นเดียวกัน

แต่ถ้าหากประธานเห็นว่าผู้อภิปรายได้อภิปรายพอสมควรแล้วและเห็นว่า ประเด็นเริ่มซ้ำซาก เริ่มวนเวียนแล้ว หรือมีเจตนาไม่ได้ต้องการที่จะนำเสนอสิ่งที่ตรงประเด็นอยู่ในกรอบของหลักการ ให้สภาได้ตัดสินใจได้ถูกต้อง แต่ต้องการจะถ่วงซึ่งเป็นเจตนาที่ไม่สุจริตก็เป็นสิทธิและเป็นอำนาจของ ประธานที่จะไม่ให้อภิปรายต่อไป หรือประธานหรือสมาชิกเห็นว่าได้มีการอภิปรายกันมาพอสมควรแล้วจะขอให้ที่ ประชุมตัดสินใจว่าจะปิดอภิปรายก็ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม และการเสนอญัตติขอปิดอภิปรายเป็นสิทธิสมาชิกที่ข้อบังคับรับรองไว้

@ฝ่ายที่จะไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่า ประธานรัฐสภาไม่ปล่อยให้ผู้แปรญัตติได้อภิปรายอย่างครบถ้วน                                 

ถ้าประธานเห็นว่ามันยืดเยื้อ วนเวียน ซ้ำซาก และเจตนาไม่ต้องการนำเสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นการกระทำที่บังคับอยู่แล้ว ประธานมีสิทธิที่จะไม่ให้อภิปรายต่อ หากเห็นว่าอภิปรายมาพอสมควรแล้ว หรือสมาชิกเสนอญัตติปิดอภิปรายก็ได้


@ฝ่ายค้านเตรียมยื่นถอดถอนประธานรัฐสภาเนื่องจากผิดข้อบังคับข้อที่ 99 (ไม่ปล่อยให้สมาชิกอภิปรายได้ครบทุกคน)

การยื่นถอดถอนต้องเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญ โดยมีการตีความมาตรา 89 เรื่องการวางตัวไม่เป็นกลาง โดยโยงว่าผิดข้อบังคับข้อที่ 99 ซึ่งถ้ามีการตีความข้อบังคับว่าเป็นอย่างไร เป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะสามารถตีความข้อบังคับของตัวเองได้ ซึ่งคนอื่นไม่มีอำนาจไปตีความ

@ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจไปตีความ

ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจไปรับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำเพราะการตีความข้อ บังคับเป็นอำนาจของรัฐสภา และเมื่อตีความเป็นอย่างไรแล้วถือเป็นเด็ดขาด

รัฐธรรมนูญปี 40 ที่ให้มีศาลรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่แล้ว ยังให้พิจารณากรณีมีข้อขัดแย้ง ระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่หากมีปัญหาเรื่องการตีความข้อบังคับเป็นอำนาจของรัฐสภาและถือเป็นเด็ดขาด แต่หากเป็นข้อขัดแย้งของคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจตีความ ดังนั้น จึงเรียกว่า ความมีดุลยภาพ

การปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ เช่น สมาชิกเกเร หรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ชอบอาละวาด แล้วประธานไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในกรอบของข้อบังคับได้ ก็แปลว่า ประธานไม่ได้ดำเนินการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับ และถ้าถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ ประธานจะถูกถอดถอนทุกกรณี ใช่หรือไม่ เพราะเขาตีความข้อบังคับตามมาตรา 89 ว่า ผู้แปรญัตติต้องได้พูดทุกคน แต่คราวนี้ไม่ได้พูดทุกคน รัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจตีความก่อนว่าผิดข้อบังคับหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญ และแม้หากมีการยื่นขอถอดถอนประธานวุฒิสภาต่อวุฒิสภาเพื่อส่งต่อให้ ป.ป.ช. ป.ป.ช.ก็ไม่มีอำนาจตีความข้อบังคับ หากสงสัยก็ต้องสอบถามมายังรัฐสภา ว่าผิดข้อบังคับหรือไม่ ซึ่งถ้ารัฐสภาตีความว่าไม่ผิดข้อบังคับ ก็ถือเป็นเด็ดขาดการตีความข้อบังคับของรัฐสภาใช้เสียงข้างมาก ซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองไว้ ในมาตรา 126 วรรค 2 ว่าการลงมติวินิจฉัยข้อปรึกษา ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เว้นแต่ที่มีการบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้นประธานคงต้องโดนถอดถอนกันทุกคนทุกวัน 


@การยื่นถอดถอนเป็นการยืมมือป.ป.ช

เป็นการยืมมือ ป.ป.ช เพราะถ้า ป.ป.ช ฟังว่ามีมูลก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และไปถอดถอนที่วุฒิสภาต่อไป ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เสียงสามในห้า

@มีการร้อง ว่าการแก้ไขที่มาของ ส.ว ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68

ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับการตรากฎหมายว่าผิดมาตรา 68 เพราะการตรากฎหมายเป็นการทำหน้าที่ขององค์กรรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนคนหนึ่ง และการทำหน้าที่ของรัฐสภา เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ


@การเปลี่ยนแปลงที่มาของ ส.ว.เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการปกครอง

การประชุมสภาจะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือ เพราะจะร้องว่าการแก้รัฐธรรมนูญขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ เว้นแต่จะแก้ไขเรื่องรูปแบบการปกครองหรือรูปของรัฐ หรือการผิดข้อบังคับเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง คงไม่ใช่ หรือการที่บอกว่า การให้มี ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ทำให้เสียดุลยภาพในการปกครองจึงไปขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าถ้าไปถึงขนาดนั้น บ้านเมืองก็กลียุคแล้ว ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้

ดุลยภาพหมายความว่า การมีสามองค์กรหลัก คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ มีการถ่วงดุล แต่ไม่ใช่เป็นการแทรกแซง ไม่ใช่หมายถึง ส.ว. ต้องมีสองฝ่าย คือฝ่ายเลือกตั้งกับฝ่ายแต่งตั้ง จึงจะเรียกดุลยภาพ

@ฝ่ายร้องให้เหตุผลว่า ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง จะอิงแอบกับพรรคการเมืองทำให้รวมเป็นเนื้อเดียวกันกับ ส.ส. รวมถึงรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับฝ่ายบริหาร

หลายประเทศก็มีสภาเดียว และหลายประเทศก็มีสองสภา ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งแล้วแต่มุมมองไม่มีใครถูกที่สุด และผิดที่สุด แต่ผู้ที่จะกำหนด ก็คือสมาชิกที่เป็นเสียงข้างมากของสภานั้นๆ ว่าจะกำหนดให้มีรูปแบบเป็นอย่างไร แต่ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะ ยุคต่อไปก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างสันติ

@ดุลยภาพในการร้องตามมาตรา 68 ว่า อำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ในการถอดถอนและแต่งตั้ง องค์กรต่างๆ จะเป็นช่องโหว่ให้สามารถรับคำร้องไว้พิจารณาได้หรือไม่

รัฐธรรมนูญปี 40 ก็แบบเดียวกัน การถอดถอน การแต่งตั้งก็มาจาก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง 200 คน และรัฐธรรมนูญปี 40 พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคแรกที่เห็นชอบ ตั้งแต่ยังร่างไม่เสร็จ แสดงว่ารัฐธรรมนูญปี 40 ที่ใช้มา 9 ปี ล้มเหลวอย่างนั้นหรือ ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้น จึงต้องมีการแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป ไม่ใช่เป็นการเสียดุลยภาพแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่มีใครคิดว่า พรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้งได้อย่างถล่มทลายเช่นนั้น

การที่บางคนบอกว่าเป็นสภาผัว สภาเมีย ก็ในเมื่อรัฐธรรมนูญบอกว่า คนต้องมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ แต่มาบอกว่าเป็นผัวเมียไม่มีสิทธิ เพราะถ้ามาอยู่ตรงนี้ จะมีประโยชน์ซับซ้อน เป็นการจินตนาการไปเอง เราคิดจุกจิก จนต้องการไปวางกติกาปิดช่องโหว่จนทำให้คนดีทำงานไม่ได้เลย แต่เราต้องออกกติกา ให้คนดีทำงานได้ โดยแก้ให้ตรงจุดไม่ใช่ไปวางกติกาปิดกั้น จนไม่สามารถทำอะไรได้

การเป็นผัวเมียกันไม่ใช่เป็นการเสียดุลยภาพ แต่เราคิดจุกจิกจนลืมหลักพื้นฐาน แต่ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาจริงก็ต้องจัดการคนคนนั้นว่าไปเอื้อประโยชน์กัน แต่หากคุณไปวางเกณฑ์กั้นไว้หมดก่อนก็จะทำให้คนสุจริตไม่ต้องทำอะไร แต่ควรออกกฎหมายให้คนสุจริตทำงานได้ และออกกฎหมายหรือหาวิธีปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพไปจัดการกับคนที่ไม่สุจริต เป็นกรณีๆ ไป

@ มีผู้ร้องผ่านประธานวุฒิสภาส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 57 ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรคแปดและวรรคเก้า ว่า ให้งบประมาณไม่เพียงพอกับศาลสถิตยุติธรรมและองค์กรอิสระ โดยไม่เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจแต่เพียง ฝ่ายเดียว

ประเด็นอยู่ที่ว่ารัฐบาลเป็นคนหาเงินมา และเมื่อกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานต่างๆ ของบประมาณมา โดยสำนักงบประมาณจะเป็นผู้ปรับปรุงให้เหมาะสมและเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งการเสนองบประมาณที่ถูกต้องคือ โครงการของหน่วยงานนั้นต้องดำเนินการได้เลย แต่หน่วยงานต่างๆ มักเสนอเงินเผื่อถูกตัด เช่น ป.ป.ช. อยากมีสาขาต่างจังหวัด ถ้าเริ่มแรกหากมีมากไปกว่าที่ควรจะเป็นงบประมาณก็รับไม่ไหวเพราะหน่วยงาน อื่นก็ต้องใช้เงินงบประมาณทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสำนักงบประมาณรัฐบาลใครจะเป็นคนดูว่าการขยายงานอย่างนี้ความ เหมาะสมขนาดไหน ถ้าองค์กรอิสระบอกว่าต้องมี 10 สาขา ก็ต้องให้ตามนี้ ถ้าไม่ให้ตามนี้ถือว่าไม่พอเพียงจะถูกต้องหรือไม่ เห็นว่าไม่น่าจะถูก

@ หากโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่เสนอของบประมาณมีแผนที่ต้องดำเนินการแน่นอนจะกระทบหรือไม่

สมมุติว่าผมมีแผนที่จะขยายงานศาลอุทธรณ์อีก 5 แห่งทั่วประเทศ ต้องใช้เงินเพิ่มอีกหลาย เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่มี ถามว่าคนที่จะอนุมัติเงินจำเป็นต้องให้มี 5 แห่ง ทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งเขาอาจจะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมี 5 แห่งตอนนี้ก็ได้ อาจจะมี 1 แห่งก่อนก็ได้ แสดงว่าไม่สามารถทำให้เขาบริหารตามความต้องการของเขาได้เลยใช่หรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะมีหน่วยงานที่เสนอโครงการเช่นนี้มากมายไปหมด เพราะฉะนั้นคนที่พิจารณาต้องมาดูให้มันเหมาะสม ซึ่งงบประมาณก็มีวงเงินที่จำกัด เพราะถ้าหากหน่วยงานต่างๆ ทุกหน่วยงาน ร้องว่าไม่ได้งบประมาณเพียงพอตามที่กำหนด มันจะสามารถทำงานได้หรือไม่

@ เป็นไปได้หรือไม่ว่าคณะกรรมาธิการไม่เชิญหน่วยงานที่ของบประมาณมาชี้แจง

ไม่มีการบังคับว่าจะต้องเป็นอย่างไร แต่ถามว่าควรหรือไม่ที่จะเชิญมาสอบถามก็ควร แต่การไม่ได้ไปสอบถามก็ไม่ได้หมายความว่าขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นดีเลย์แทคติคอีกเหมือนกัน เพื่อไม่ให้รัฐบาลทำอะไรสำเร็จ รวมทั้งโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่กำลังจะดำเนินต่อไปด้วย

@การร้องให้มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 57 มาตรา 27 และ 28 ซึ่งเกี่ยวข้องกับงบประมาณของศาลสถิตยุติธรรม เช่น ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ โดยผู้ที่วินิจฉัย คือ องค์กรศาลรัฐธรรมนูญเอง

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า งบของตัวเองได้ไม่เพียงพอตามที่ต้องการ และตัวเองก็เป็นผู้วินิจฉัยเช่นนี้ ถือว่าขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ ซึ่งจะกลายเป็นว่าศาลจะเอาอะไรก็ต้องได้หมด สำหรับศาลนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 197 ว่าการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี เป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ ซึ่งถ้าศาลไปดำเนินการอะไร ที่ไม่ยุติธรรม ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเสียเอง ไม่ถูกต้อง แล้วไปใช้พระปรมาภิไธย ถือว่าเสื่อมเสียหรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องคำนึง และสำนึก และหัวใจต้องไม่มีอคติ จึงต้องระวังตัวอย่างยิ่ง

@หากมองว่าการที่รัฐบาลตัดงบ ของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ เพราะว่ารัฐบาลศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมา

จะมองอย่างไรก็ได้ แต่ต้องดูที่ข้อเท็จจริงว่า โครงการต่างๆ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ ไม่ได้แปลว่าถ้าไม่ถูกใจคุณแล้วแสดงว่า เขาแกล้งคุณ แปลว่าผิดรัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือ ซึ่งเท่าที่ผมดู ไม่มีงบประมาณของศาลและองค์กรอิสระที่น้อยลงกว่าเดิมเลย ล้วนได้เพิ่มทั้งสิ้น


@ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญออกมาระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 29 และ มาตรา 30 ว่าด้วยความเสมอภาค

สมมุติว่ามีการไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญและวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม วรรค 2 ว่าด้วยการยกเว้นนิรโทษกรรมให้กับแกนนำและผู้สั่งการให้มีการเคลื่อนไหว ชุมนุมขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้การนิรโทษกรรมเป็นไปตาม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมตามวรรค 1 คือ นิรโทษกรรมให้กับทุกคน ไม่ยกเว้นแกนนำ หรือผู้สั่งการ ให้มีการเคลื่อนไหว

@หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การนิรโทษกรรมที่ยกเว้นแกนนำ เป็นการขัดรัฐธรรมนูญจะทำให้ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นโมฆะ หรือไม่

ไม่เสียไปทั้งหมด เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญถ้าเป็นสาระสำคัญทั้งมาตราจะเสียไปทั้งหมด แต่สาระสำคัญในวรรคแรก ก็คือ นิรโทษกรรมประชาชนในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดต่อเนื่องมา ส่วนวรรคสอง การนิรโทษกรรมประชาชนไม่รวมแกนนำ หากวรรคสองเสีย วรรคแรกยังคงอยู่ไม่เสีย แปลว่าทุกคน จะได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมดรวมทั้งแกนนำด้วย

@อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญออกมาระบุว่าการไม่แถลงผลงานของรัฐบาลปีละ 1 ครั้งต่อรัฐสภา ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 75 วรรคสอง 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้ว่า คณะรัฐมนตรีต้องทำอะไรและรัฐต้องทำอะไร ในส่วนที่เกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และรัฐคือใคร ซึ่งรัฐหมายถึง คนทุกคนที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจหน้าที่ แต่คราวนี้มันยุ่งตรงที่ว่า ประเทศนี้ไม่มีใครทำถูกสักคนเดียว เช่น ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 303 กำหนดเงื่อนเวลาการออกกฎหมายต่างๆ เช่น ที่ต้องให้เสร็จภายในหนึ่งปี มีหลายหน่วยงานที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ทั้งๆ ที่เวลาล่วงเลยมา 5-6 ปีแล้ว ให้แล้วเสร็จเช่นนี้ ผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และต้องโดนถอดถอนกันอีก หรือไม่

เพราะเป็นกระบวนการ ที่ไม่ใช่ดำเนินการเพียงคนเดียวก็แล้วเสร็จ แต่ต้องมีการเสนอ มีการพิจารณา ซึ่งถ้ามีการใช้วิธีลากยาวแบบรัฐธรรมนูญ กี่ปีก็ไม่จบ และคนที่ลากยาว ไม่ถือเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรืออย่างไร และถ้าคนที่ลากยาว บอกว่าเป็นสิทธิ จะไม่เละไปหมดหรือ บ้านเมืองจะเดินไปไม่ได้หรอก

@ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท อาจจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 169

การกู้เงินก่อนหน้าร่าง พ.ร.บ.นี้ ถือเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือว่าการกู้เงินครั้งก่อนไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่การกู้ครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากเคยมีการปฏิบัติเช่นนี้มา ทำไมเราไม่มีการหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมา ปัจจุบันนี้กลายเป็นว่า รัฐบาลนี้ห้ามทำอะไรหากทำจะขัดรัฐธรรมนูญไปหมด เช่น การแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นอำนาจของรัฐสภาโดยแท้ ก็ติดขัดที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะกู้เงินก็จะติดขัดที่รัฐธรรมนูญอีก กลายเป็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นคัมภีร์ไบเบิลไปแล้ว นายกจะตั้งรัฐมนตรี ที่มีคดีก็ผิดจริยธรรม ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญให้ถือว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ตัดสินว่ากระทำผิด คือไม่ต้องทำอะไรกัน มันผิดไปทุกอย่าง ทั้งหมดเลย ทั้งที่หลายเรื่องเป็นปกติที่เคยปฏิบัติกันมา จึงอยากให้หลายๆ คนพิจารณาด้วยหัวใจที่เป็นกลาง แต่หากเพียงเพื่อหาจุดอ่อน หาช่องว่าง เพื่อที่จะเล่นงานให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปไม่ได้ หรือถึงขนาดไม่ว่าประเทศชาติ จะเสียหายเท่าไรก็ได้ ขอเพียงล้มรัฐบาลได้ จะต้องถึงขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะคนที่เสียหายคือ ประเทศทั้งประเทศ ผมอยากจะเห็นเหมือนกัน ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลต่อไป และทำแบบเดียวกันนี้ จะมีการตีความใหม่ว่าผิดไหม

@ร่างกฎหมายต่างๆ ที่มีผู้ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. จะกลับมาสู่ขบวนการตุลาการภิวัฒน์อีกหรือไม่

ถ้าทุกองค์กรทำหน้าที่อย่างที่พึงกระทำถึงแม้ว่าจะมีความขัดแย้ง อย่างไร มันจะไม่ออกนอกกรอบ ซึ่งจะอยู่ในบริบทของประชาธิปไตย ว่ายกตัวอย่างกองทัพ ถ้ากองทัพนิ่งทำหน้าที่อย่างที่กองทัพ พึงกระทำแล้วนั้น คนจะไปโหนกองทัพย่อมไม่มีผล ถ้าศาลทำหน้าที่ของศาล ที่พึงกระทำคนก็จะไปโหนศาลไม่ได้ เมื่อโหนศาล โหนกองทัพ โหนองค์กรอิสระมาไม่ได้ บ้านเมืองก็จะดำเนินไปตามปกติ และมีสันติสุข

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น