12 กันยายน, 2013 - 21:56 | โดย yukti mukdawijitra
นี่เป็นข้อเขียนภาคทฤษฎีของ "การเมืองของนักศึกษาปัจจุบัน" หากใครไม่ชอบอ่านทฤษฎีก็ขอร้องโปรดมองข้ามไปเถอะครับ
ใครก็ตามที่ดูเบาการเคลื่อนไหวเ รื่องเครื่องแบบนักศึกษา ทรงผมนักเรียน คงไม่เข้าใจการเมืองในความหมายห ลังมาร์กซิสม์ ที่ลงรายละเอียดไปถึงเรื่องเรือ นร่าง พื้นที่ ถ้อยคำ กระทั่งการออกแบบผลิตภัณฑ์ นี่เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่ า การศึกษาทางสังคมศาสตร์เปลี่ยนไปรวดเร็วจนทันได้เห็นความล้าห ลังของคนรุ่นก่อนหน้าและลูกศิษย์ลูกหา(บ)ของพวกเขาได้ทันตาในชั่วอายุคน
ในระยะที่พรรคคอมมิวนิสต์ที่บรร ดาครูบาอาจารย์รุ่นเก่าก่อน บรรดา "คนเดือนตุลา" บางคนที่หยุดพัฒนาการทางความคิด ของตนไปแล้วเคยสมาทาน กำลังส่อเค้าเป็นเผด็จการมากขึ้ นนั้น (ตั้งแต่ทศวรรษ 1920 แล้ว) จนเสื่อมสลายลงไปในยุโรปตะวันออ กโดยสิ้นเชิงในที่สุด (ในทศวรรษ 1980) กระแสวิชาการในสายที่ภายหลังเรี ยกกันว่า "มาร์กซิสม์สายตะวันตก" บ้างล่ะ "มาร์กซิสม์สายวัฒนธรรม" บ้างล่ะ ก็ได้เริ่มก่อตัวขึ้น นักคิดคนสำคัญของสายนี้ได้แก่ Antonio Gramsci (1891-1937)
กรัมชีเสนอแนวการวิเคราะห์ปัญหา การครอบงำทางวัฒนธรรม/ อุดมการณ์ (hegemony) ซึ่งซ้อนทับกับการครอบงำด้วย "กำลังบังคับ" (coersion) ที่สำคัญคือ การครอบงำด้วยอำนาจทางวัฒนธรรมนี้ได้มาด้วย "การสมยอม" (consent) ของประชาชน และโอกาสที่ประชาชนจะต่อต้านไม่ ยอมรับการสมยอมนั้น
งานของกรัมชีมีอิทธิพลต่อการพัฒ นาการวิพากษ์วัฒนธรรมต่อเนื่องม าถึงสำนักแฟรงค์เฟิร์ท สำนักมาร์กซิสม์สายวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่โด่งดังได้แก่ Louis Althusser (1918-1990) ผู้วิเคราะห์กลไกทางอุดมการณ์ขอ งรัฐ แนวคิดเหล่านี้สานต่อมาสู่การวิ เคราะห์สัญญะว่าเป็นมายาคติ ผ่านงานของ Roland Barthes (1915-1980)
ในทศวรรษ 1970 กลุ่มนักวิชาการมาร์กซิสม์สายตะ วันตกที่พัฒนางานจนกระทั่งสร้าง งานเชิงทฤษฎีที่เชื่อมโยงกับงาน วิจัยได้อย่างดีคือนักวิชาการมา ร์กซิสม์ในอังกฤษ มีสำนักวัฒนธรรมศึกษาที่เบอร์มิ งแฮมเป็นแกนกลาง นักวิชาการคนสำคัญผู้เป็นคนชายขอบช าวเวลช์ที่พัฒนาแนวคิดของกรัมชี จนสร้างแนวการวิเคราะห์วัฒนธรรม ของตนเอง คนหนึ่งชื่อ Raymond Williams (1921-1988)
แนวคิดสำคัญของวิลเลี่ยมส์ได้แก่การวิเคราะห์โครงสร้างอารมณ์ (structures of feelings) วิลเลียมส์ชี้ว่า อุดมการณ์นั้นมีทั้งฝ่ายครอบงำแ ละต่อต้าน และทั้งสองด้านของอุดมการณ์ไม่ไ ด้แบ่งแยกได้ง่ายๆ ชัดเจนว่าเป็นฝ่ายใด ต่างหยิบยืม ฉกฉวยกันและกัน และต่างก็มีพลวัตเปลี่ยนแปลงสูง จนมีทั้งภาวะเป็นอารมณ์และภาวะที่เป็นตัวเป็นตนมีโครงสร้าง
ในระยะเดียวกันนั้น นักคิดในฝรั่งเศสที่ได้รับอิทธิ พล
จากนิชเชอร์ (และผมว่าเวเบอร์ด้วยนะ) อย่าง Michel Foucault (1926-1984)
ได้ปลิดการวิพากษ์วัฒนธรรม ให้พ้นจากคราบไคลของมาร์กซิสม์
แล้วเสนอแนวการวิเคราะห์ "โบราณคดี" และ "วงศาวิทยา" ของวาทกรรม
เสนอให้เห็นถึงการที่อำนาจแผ่ซ่ านผ่านปฏิบัติการของภาษา ความรู้ และการจัดการระเบียบวินัยในชีวิ ตประจำวัน การวิเคราะห์นี้ดึงเอารัฐและชนชั้นออกไป เพราะเห็นว่า ไม่ว่าจะคนชนชั้นใด หรือไม่ว่าใครจะสังกัดองค์กรทาง การเมืองหรือไม่ ต่างก็มีส่วนใช้อำนาจครอบงำต่อก ันได้ทั้งสิ้น
แนวคิดเหล่านี้เสนออะไรใหม่ๆ ให้กับสังคมศาสตร์หลังทศวรรษ 1980 เป็นต้นมาบ้าง ประการแรก การวิพากษ์การเมืองรุ่นใหม่หยิบ ประเด็นทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิบัติการในชีวิตประจำวันต่างๆ มาเป็นประเด็ นวิพากษ์อย่างสำคัญ การเมืองของแนววิเคราะห์เหล่านี้จึงไม่ได้จำเป็นต้องเป็นการเมื องมวลชน การเมืองของสถาบันทางการเมือง หรือการเมืองของชนชั้นอีกต่อไป
ประการที่สอง การวิพากษ์แนวนี้วิเคราะห์ว่ากา รครอบงำของอำนาจมีอยู่ทุกหัวระแ หงของปริมณฑลที่วัฒนธรรมทำงานอยู่ การวิเคราะห์แนวนี้ไม่ได้มองวัฒ นธรรมเป็นสิ่งดีงามที่ตกทอดมา แต่มองว่าวัฒนธรรมเป็นอุดมการณ์ ครอบงำ ที่ตัวมันเองก็มีพลวัต
ประการที่สาม อย่างไรก็ดี การครอบงำนี้มีขีดจำกัด มีการต่อต้าน มีการพลิกผัน มีการเสนอทางเลือกใหม่ๆ ในกระบวนการทางวัฒนธรรมนี้ตลอดเ วลา
ข้อเสนอสำคัญอีกประการหนึ่งคือ นักวิพากษ์เหล่านี้ไม่เสนอแนวทา งปฏิวัติสังคม ไม่เสนอทางเลือกที่เป็นระบบ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดการค รอบงำแบบใหม่ดังที่เกิดขึ้นหลัง การปฏิวัติรัสเซียอีกต่อไป บางคนเสนอว่าจะเป็นการปฏิวัติอั นยาวนาน ค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในกระบวนการของการครอบงำและต่อต้านนี้
การวิพากษ์การเมืองของนักศึกษาสมัยนี้จึงใหม่ แตกต่างจากแนววิพากษ์ของคนรุ่นก่อนหน้า และไม่ใช่ว่าพวกเขาที่ต่อสู้ในก ารเมืองเรือนร่างนี้จะไม่สนใจกา รเมืองภาพใหญ่ แต่การวิพากษ์อำนาจบนเรือนร่ างก็เป็นการเมืองแบบหนึ่งเหมือน กัน ใครที่ยังดูเบาการเมืองแบบนี้ก็คว รหาเวลาศึกษาการวิพากษ์การเมือง เพิ่มเติม
ส่วนใครที่เป็นหัวๆ ในขบวนการนักศึกษารุ่นก่อน แล้วยังติดกับการเมืองแบบเก่าแล ะคิดว่านักศึกษาปัจจุบันควรแสดง บทบาทเชิงวิพากษ์ด้วยการสนใจการเมืองของสาธารณชนนั้น ที่จริงแล้วควรภูมิใจที่นักศึกษาปัจ จุบันก้าวหน้ากว่านักศึกษารุ่นค ุณๆ ที่หยุดแสวงหาไปนานแล้วมากนัก เพราะพวกคุณเหล่านั้นได้กลายไปเ ป็นผู้สร้างอำนาจครอบงำสังคมปัจ จุบันเสียเองแล้ว
ใครก็ตามที่ดูเบาการเคลื่อนไหวเ
ในระยะที่พรรคคอมมิวนิสต์ที่บรร
กรัมชีเสนอแนวการวิเคราะห์ปัญหา
งานของกรัมชีมีอิทธิพลต่อการพัฒ
ในทศวรรษ 1970 กลุ่มนักวิชาการมาร์กซิสม์สายตะ
แนวคิดสำคัญของวิลเลี่ยมส์ได้แก่การวิเคราะห์โครงสร้างอารมณ์ (structures of feelings) วิลเลียมส์ชี้ว่า อุดมการณ์นั้นมีทั้งฝ่ายครอบงำแ
ในระยะเดียวกันนั้น นักคิดในฝรั่งเศสที่ได้รับอิทธิ
แนวคิดเหล่านี้เสนออะไรใหม่ๆ ให้กับสังคมศาสตร์หลังทศวรรษ 1980 เป็นต้นมาบ้าง ประการแรก การวิพากษ์การเมืองรุ่นใหม่หยิบ
ประการที่สอง การวิพากษ์แนวนี้วิเคราะห์ว่ากา
ประการที่สาม อย่างไรก็ดี การครอบงำนี้มีขีดจำกัด มีการต่อต้าน มีการพลิกผัน มีการเสนอทางเลือกใหม่ๆ ในกระบวนการทางวัฒนธรรมนี้ตลอดเ
ข้อเสนอสำคัญอีกประการหนึ่งคือ นักวิพากษ์เหล่านี้ไม่เสนอแนวทา
การวิพากษ์การเมืองของนักศึกษาสมัยนี้จึงใหม่ แตกต่างจากแนววิพากษ์ของคนรุ่นก่อนหน้า และไม่ใช่ว่าพวกเขาที่ต่อสู้ในก
ส่วนใครที่เป็นหัวๆ ในขบวนการนักศึกษารุ่นก่อน แล้วยังติดกับการเมืองแบบเก่าแล
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น