แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

การเมืองรุก-รับ ใครใจถึงกว่ากัน?

ที่มา Thai Free News



อุณหภูมิการเมืองไต่ระดับพุ่งสูงนับตั้งแต่
เปิดสมัยประชุมรัฐสภา 1 ส.ค.เป็นต้นมา

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยฝ่าด่านสำคัญไปแล้ว 3 เรื่องด้วยกัน 

คือ การผ่านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระแรก 
ผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ ปี 2557

รวมถึงล่าสุดที่ประชุมร่วมรัฐสภายังได้ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นที่มาส.ว. วาระ 2 โดยใช้เวลาประชุมมาราธอน 12 วัน

สรุปว่าให้มีส.ว. 200 คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 

มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยไม่จำกัดวาระ 
เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วสามารถลงเลือกตั้งต่อได้ 
และไม่ห้ามคู่สมรส บุพการี บุตร
และเครือญาติฝ่ายการเมืองลงสมัคร

และที่สำคัญคือการกำหนดให้ส.ว.สรรหา

ที่มีอยู่ปัจจุบันต้องพ้นหน้าที่ทันทีหลังได้ส.ว.
จากการเลือกตั้งครบทั้ง 200 คน

ซึ่งถูกมองเป็นความตั้งใจ "ขุดรากถอนโคน" 

กลุ่มอำนาจเก่าที่แฝงอยู่ในสภาสูง
มาตั้งแต่หลังการรัฐประหาร ปี 2549

ขั้นตอนจากนี้รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องทิ้งช่วง 15 วัน 

ซึ่งจะครบกำหนด 27 ก.ย. 
จากนั้นถึงจะนัดลงมติโหวตวาระ 3 ได้

ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์และส.ว.บางส่วน

ประกาศว่าจะอาศัยช่วงที่ยังไม่โหวตวาระ 3 
ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความว่า 
กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นดังกล่าว
เป็นไปโดยมิชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่

พร้อมขอให้ศาลฯ มีคำสั่งให้รัฐสภาชะลอ

การลงมติวาระ 3 ไว้ก่อนจนกว่าศาลฯ จะมี คำวินิจฉัยออกมา

พ่วงไปกับการเข้าชื่อถอดถอน 2 ท่านประธาน 

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา
และนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา 
ในฐานะรองประธานรัฐสภา 
ด้วยข้อกล่าวหาทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง

กล่าวโดยสรุปคือ ถึงรัฐบาลสามารถเอาชนะ

ฝ่ายค้านในสภาได้ด้วยเสียงข้างมาก 
แต่ก็เป็นแค่ชัยชนะยกแรก ขณะที่ยกสุดท้ายซึ่งเป็นยกตัดสิน

ศาลรัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่กรรมการชี้ขาด

ผลจะออกมาอย่างไรน่าลุ้นระทึกอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตามเกมยื่นตีความแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เป็นเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลคาดการณ์ไว้แล้ว

แต่อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

หากมัวแต่กลัวฝ่ายค้านยื่นตีความ 

รัฐบาลก็ไม่มีวันเดินหน้านโยบายใดๆ 
ได้เหมือนที่เป็นมาตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ล่าสุดนายอำนวย คลังผา ประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาประกาศปฏิทิน เดินหน้าร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 

เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม
และการขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้าน 
ว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนฯ วาระ 2 ในวันที่ 19-20 ก.ย.นี้

สำหรับร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน หลักๆ 

คือการนำเงินมาลงทุนโครงการ 
"รถไฟความเร็วสูง" และ "รถไฟรางคู่"

กล่าวกันว่าเป็นโครงการพลิกโฉมประเทศไทย

ในรอบหลายทศวรรษนับแต่โครงการ
อีสเทิร์น ซีบอร์ดในยุครัฐบาล "ป๋าเปรม" เป็นต้นมา


โดยจะมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และพัฒนาสังคม

ความเป็นอยู่ของประชาชนไล่ตั้งแต่ระดับ
ชุมชนไปจนถึงระดับทั่วทั้งประเทศ

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการเมืองสูง

เพราะหากโครงการบรรลุตามเป้าก็จะเป็นผลงานระดับ 

"มาสเตอร์พีซ" ของรัฐบาลเพื่อไทย ยิ่งกว่าโครงการ 30 บาท
รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และโครงการพัฒนาหมู่บ้าน
และชุมชน หรือเอสเอ็มแอล ฯลฯ ในยุครัฐบาลไทยรักไทย

นำไป "ต่อยอด" สร้างคะแนนนิยมได้อีกหลายสมัย

ฉะนั้น จึงเป็นที่คาดหมายได้ว่าอภิมหาโปรเจ็กต์

พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านที่กำลังจะเข้าสภา 
วาระ 2 ต้องถูกสกัดขัดขวางจากฝ่ายตรงข้าม
สุดลิ่มทิ่มประตูแน่นอน

รวมถึงการที่เรื่องจะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

เหมือนนโยบายอื่นๆก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงอย่างยิ่ง

จากสถานการณ์การเมืองปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

ว่าเหลือเพียงองค์กรอิสระเท่านั้นที่เป็นหลังพิง

ให้พรรคฝ่ายค้านและเครือข่ายต้านรัฐบาล

ทุกอย่างเป็นไปตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ 

แกนนำประชาธิปัตย์ กล่าวไว้ว่า เกมในสภานั้น
ประชาธิปัตย์สู้อย่างไรก็มีแต่แพ้กับแพ้

ขณะที่แนวร่วมนอกสภา หลังแกนนำพันธมิตรฯ ประกาศวางมือ 

ที่เหลือเป็นกลุ่มย่อยๆ ถึงพรรคประชาธิปัตย์พยายาม
จะเข้ามาเป็นแกนเชื่อมรวมกลุ่มแต่ก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์เองก็หมดต้นทุนไปเยอะ

กับพฤติกรรมของส.ส.ในสภา 
ช่วงพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 10 กว่าวันที่ผ่านมา

อาการถดถอยด้านภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ 

ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าคือปัจจัยหลัก
ที่สร้างแรงกดดันต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคอย่างมาก 

แรงกดดันนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่มาของการปราศรัยบนเวที

ผ่าความจริงโดยใช้คำว่า "อีโง่" ประชดประชันโครงการ
ประกวดสมาร์ท เลดี้ ของ
รัฐบาลนายกฯหญิง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เป็นเหตุให้องค์กรสตรีและกลุ่ม ส.ส.หญิง

พรรคเพื่อไทยออกมาประท้วง 

กระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์ "ม็อบผ้าถุง" บุกสภา

งานนี้ถึงไม่มีผลต่อการเมืองโดย ตรง 

แต่ทำให้นายอภิสิทธิ์เสื่อมเสียไม่น้อย

ถ้าไม่เห็นกับตา ไม่ได้ยินกับหู หลายคนแทบ

ไม่เชื่อว่าคนพูดเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน

จากสภาวะ "ขาลง" ชนิดกู่ไม่กลับของประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์

บวกกับผลสำรวจเอแบคโพลล์ที่สมมติวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง 

พบว่าคะแนนนิยมพรรคเพื่อไทย อยู่ในระดับร้อยละ 44.6 
ทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งอยู่ระดับร้อยละ 22.9 ครึ่งต่อครึ่ง

ส่วนที่เหลือร้อยละ 32.5 กระจายไปยังพรรคอื่นๆ 

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน 

ทำให้รัฐบาลเพื่อไทยกล้าเล่นเกมเสี่ยงมากขึ้น 

เห็นได้จากการใช้เสียงข้างมากผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ที่มาของส.ว. และการผลักดันร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านเข้าสภา

ล่าสุดมีการส่งสัญญาณดังมาจากเฟซบุ๊ก 

"หนุ่มโอ๊ค"พานทองแท้ ชินวัตร 
เตือนถึงเด็กๆ ว่า อย่าเล่นแรงกันให้มากนัก 
เพราะเกิด "อาจารย์ปู" ทนไม่ไหว ตัดสินใจยุบสภา

พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นฝ่ายเดือดร้อน

ขู่กันซึ่งหน้าแบบนี้จึงต้องรอดูว่า

พรรคประชาธิปัตย์ยังจะใจถึงอยู่หรือไม่ 

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=48172.0

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น