บทบรรณาธิการ
หาก นับจากการชุมนุมในประเด็นการเมือง ซึ่งปิดถนนใจกลางกรุงเทพฯบริเวณแยกอุรุพงษ์ โดยเริ่มเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จากนั้นปลายเดือนเดียวกัน พรรคการเมืองได้จัดชุมนุมปิดถนนย่านสามเสน ก่อนจะย้ายมายังถนนราชดำเนินกลาง ขณะที่อีก 2 กลุ่มผู้ชุมนุมได้ย้ายมาปิดถนนราชดำเนินนอก ที่สะพานผ่านฟ้าฯและสะพานมัฆวานฯ
เท่า กับว่าท้องถนนของเมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่นระดับต้นๆ ของโลก มีการจราจรพลุกพล่านแออัด ทั้งเชื่อมโยงถึงระบบธุรกิจการค้า ได้มีผู้ชุมนุมยึดเป็นจุดประท้วงมานานนับเดือนแล้ว
การชุมนุมประท้วงและปิดถนน เป็นวิธีการปกติของการต่อสู้ เพื่อสร้างผลกระทบและสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล
แต่ พร้อมๆ กันทำให้เกิดความไม่ปกติต่อประชาชนส่วนอื่นๆ และยังเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศนี้ อยู่ในระดับที่ไม่ปกติอย่างชัดเจน
สถานการณ์ ล่าสุดซึ่งเกิดวิกฤตขึ้นเพราะการดันทุรังนำเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรค รัฐบาล นำมาสู่การต่อต้านอย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังเป็นเรื่องดีที่ฝ่ายรัฐบาลยอมรับฟัง ไม่ฝืนความรู้สึกของประชาชน จึงยอมสั่งถอยทุกร่างพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลยังได้ลงสัตยาบันไม่นำฉบับที่ก่อปัญหาและอยู่ในการพิจารณาของวุฒิสภา กลับมาใช้ใหม่อย่างแน่นอน
แต่ ความที่พรรคฝ่ายรัฐบาล ได้แสดงพฤติกรรมไม่ตรงไปตรงมา จึงทำให้สังคมขาดความเชื่อถือ แม้จะยอมถอยทุกอย่าง แต่ยังไม่อาจทำให้กระแสการ ต่อต้านสงบลงอย่างสิ้นเชิง
กระนั้น ก็ตามทุกฝ่ายคงต้องพินิจพิจารณาว่า ในการเคลื่อนไหวหยุดวิกฤตร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวนี้ ดำเนินมาถึงจุดไหนแล้ว เพียงพอเหมาะสมหรือยัง
เพราะแน่นอนว่า ผู้ที่มีเป้าหมายทางการเมือง ย่อมต้องอาศัยการตื่นตัวของประชาชนครั้งใหญ่นี้ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายอื่นอีกอย่างแน่นอน
ประชาชน ทั้งประเทศ ยังสามารถสั่งสอนลงโทษพรรครัฐบาลได้อีกครั้ง ในการเลือกตั้งคราวต่อไป อันเป็นวิธีการตามระบอบประชาธิปไตย ที่ทั่วโลกยึดถือและเป็นการแสดงอำนาจในมือประชาชนได้มากที่สุด
ขณะ เดียวกัน ต่อวิกฤตการเมืองคราวนี้ นอกจากจะร่วมกันแสดงพลังให้ผู้มีอำนาจการเมืองได้รับรู้แล้ว ยังเป็นการช่วยหยุดปัญหาให้กับบ้านเมืองได้อีกด้วย
ดังนั้นเป้าหมายของทุกฝ่าย จึงน่าจะอยู่ที่การร่วมกันหยุดยั้งสิ่งไม่ถูกต้อง และเพื่อหาทางออกให้กับประเทศชาติ
การร่วมกันเคลื่อนไหวต่อสู้ เพื่อช่วยกันคลี่คลายบรรยากาศให้ผ่านพ้นความรุนแรงผ่านพ้นความไม่ปกติ ให้กลับสู่ความเป็นปกติในที่สุด
บ้านเมืองเป็นของเราทุกคน ยามเกิดปัญหาต้องช่วยกันหาทางออก ไม่ใช่ผลักสถานการณ์ไปสู่จุดอับไม่สิ้นสุด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น