ภาพการแตกร้าวเคลื่อนกระจายของบรรดาหน่วยการเมืองไทยในแบบ
ที่ว่า "พื้นที่ภาคเหนือและอีสาน
คือฐานอำนาจของพรรคเพื่อไทยและมวลชนคนเสื้อแดง
ส่วนพื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพมหานครนั้น
คือฐานอำนาจของพรรคประชาธิปัตย์กับมวลมหาประชาชน"
แม้จะเป็นเพียงแค่วลีที่มิอาจจะอธิบายมูลเหตุที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้ง
ทางการเมืองได้อย่างครบเครื่องถ้วนทั่ว
แต่ก็ทำให้เราอดคะนึงคิดมิได้ที่จะมองหาปมปัจจัยอื่นๆที่
ส่งผลต่อการแบ่งขั้วทางการเมือง (Political Polarization)
จนทำให้สังคมไทยอาจหนีไม่พ้นที่จะต้องดำรงสภาพเป็นเพียงแค่รัฐชาติแบบหลวมๆ
ที่เกิดจากการรวมตัวปะติดปะต่อกันของหน่วยการเมืองภายใต้สภาะขัดฝืนพะอืด
พะอมของผู้คนที่มีความคิดแตกต่างกันทางการเมือง
แต่กระนั้น
ในบริบททางประวัติศาสตร์และการเมืองเปรียบเทียบ สภาวะการณ์เช่นนี้
อาจเกิดจากผุดตัวขึ้นมาของ
"แผ่นรอยเลื่อนทางภูมิประวัติศาสตร์/Geo-Historical Fault Line”
ซึ่งมีรูปลักษณ์เป็นเส้นแบ่งร่างกายทางภูมิศาสตร์ของรัฐชาติอันเกิดจากข้อ
ตกลงแบ่งสรรอิทธิพลระหว่างรัฐมหาอำนาจ (ทั้งในยุคอาณานิคม
สงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเย็น)
หรืออาจนับย้อนไปไกลถึงเส้นประเพณีที่เกิดจากการแบ่งปริมณฑลทางการเมืองของ
อาณาจักรจารีตโบราณ โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจ อย่างกรณีของประเทศโปแลนด์
ยูเครน เวียดนามและพม่า
สำหรับการแตกแยกทางการเมืองในรัฐโปแลนด์นั้น
ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อช่วงปลายปี ค.ศ. 2007
ได้ช่วยผลักดันให้เกิดภูมิทัศน์การเมืองอันน่าอัศจรรย์ที่ผ่ารัฐโปแลนด์ออก
เป็นสองส่วนหลักๆ ได้แก่
1.อัสดงค์บริเวณ ซึ่งตั้งอยู่ทางฟากตะวันตกของประเทศ
และเป็นโซนที่เป็นฐานคะแนนนิยมของพรรค “Civic Platform” หรือ “Platforma
Obywatelska” (PO) และ
2. บูรพบริเวณ ที่ตั้งอยู่ทางฟากตะวันออกของประเทศและเป็นฐานคะแนนหลักของพรรค "Law and Justice” หรือ Prawo i Sprawiedliwość (PiS)
โดยแนวนโยบายของพรรคแรกมักจะเน้นการสนับสนุนลัทธิทุนนิยม
เสรี
ขณะที่แนวทางของพรรคการเมืองหลังมันเน้นการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นและการ
ผดุงความยุติธรรมในสังคม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ
เส้นแบ่งของทั้งสองพื้นที่ทางการเมือง
(ที่ลากผ่านภูมิสัณฐานทางตอนกลางของประเทศ)
กลับเป็นเส้นรอยเลื่อนที่ขีดคร่อมซ้อนทับกันพอดีกับเส้นพรมแดนตามประเพณีของ
โปแลนด์ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ซึ่งได้แบ่งรัฐในโปแลนด์ออกเป็นเขตตะวันตกที่ตกอยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิ
เยอรมันและเขตตะวันออกที่ตกเป็นของจักรวรรดิรัสเซียและจักรวรรดิ
ออสเตรีย-ฮังการี
โดยเขตปริมณฑลแรกล้วนได้รับอิทธิพลจากลัทธิเศรษฐกิจเสรี
นิยมจากเยอรมัน ขณะที่
เขตปริมณฑลหลังมักได้รับแนวการปกครองที่ให้ความสำคัญกับกฏระเบียบตามสไตล์
ของจักรวรรดิสลาฟและยุโรปตะวันออก ผลที่ตามมาจากมรดกทางประวัติศาสตร์ คือ
การตัดแบ่งฐานคะแนนของรัฐโปแลนด์ปัจจุบันออกตามฐานอำนาจของพรรค “Civic
Platform” และพรรค "Law and Justice”
ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากแบบแผนลีลาการบริหารของจักรวรรดิยุโรปใน
ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
สำหรับกรณีของรัฐยูเครนนั้น
เราอาจพบเห็นลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับโปแลนด์ในบางมิติ
โดยการประท้วงต่อต้านรัฐบาลวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych)
ล้วนเป็นไปในแบบที่ว่า พื้นที่ฟากตะวันตกของประเทศ
มักเต็มไปด้วยฐานอำนาจของมวลมหาประชาชนที่พยายามเคลื่อนขบวนโค่นล้มรัฐบาล
ชุดปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ
รัสเซีย จนทำให้ยูเครนต้องพลาดโอกาสในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป
ส่วนพื้นที่ทางฟากตะวันออกนั้น
ก็ล้วนเต็มไปด้วยฐานอำนาจของรัฐบาลยานูโควิชพร้อมตกอยู่ใต้อิทธิพลจากมอ
สโคร์
แต่กระนั้นก็ตาม จุดที่น่าสนใจและทรงเสน่ห์ที่สุด
ก็คงหนีไม่พ้น
เส้นแบ่งโซนการเมืองที่ดันไปทับซ้อนแนบสนิทกับเส้นพรมแดนในช่วงต้นคริสต
ศตวรรษที่ 19
ที่แบ่งสะบั้นให้เขตตะวันตกของยูเครนถูกดึงโยกเข้าไปอยู่กับโปแลนด์
ขณะที่เขตตะวันออกได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต
จากกรณีดังกล่าว เราอาจจะกล่าวได้ว่า
แผ่นรอยเลื่อนทางภูมิประวัติศาสตร์
ล้วนมีผลต่อการก่อรูปของภูมิทัศน์การเมืองยูเครนในปัจจุบัน (ไม่มากก็น้อย)
เพียงแต่ว่า สภาะแตกแยกตัดสะบั้นเช่นนี้
อาจมิได้เกิดขึ้นภายใต้การแข่งขันทางอำนาจในช่วงสงครามโลกหรือสงครามเย็น
เพียงอย่างเดียว หากแต่อาจกินความไปถึงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ภาษา
และวัฒนธรรมของทั้งสองพื้นที่ซึ่งอาจจะเป็นผลพวงจากมรดกทางประวัติศาสตร์ที่
ลากย้อนกลับไปไกลถึงยุคจารีต
โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ดินแดนยูเครนได้ถูกผนวกรวมเข้ากับอาณาจักรโบราณอย่าง
ลิทัวเนีย โปแลนด์ ออสเตรีย-ฮังการี และจักรวรรดิรัสเซีย
สำหรับกรณีของรัฐเอเชียอาคเนย์อย่างเวียดนามและพม่านั้น
แม้เส้นรอยเลื่อนทางภูมิประวัติศาสตร์
จะมิมีผลมากนักต่อกระบวนการเลือกตั้งและการบ่มเพาะฐานคะแนนนิยมที่เด่นชัด
เหมือนดั่งรัฐยุโรปอย่างโปแลนด์หรือยูเครน แต่กระนั้น
เส้นตัดแบ่งทางประวัติศาสตร์
ก็ได้ช่วยบ่งชี้อะไรบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ในภูมิทัศน์การเมือง
เวียดนาม-พม่า
ในส่วนของเวียดนาม
ความพยายามของฝรั่งเศสที่มีผลต่อการสถาปนาเขตปลอดทหาร ณ เส้นขนานที่ 17
ซึ่งมีแม่น้ำเบนไห่เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้
ได้ทำให้ระบบภูมิศาสตร์การเมืองของรัฐในเวียดนามถูกตัดแบ่งออกเป็นสองประเทศ
อธิปไตยหลักซึ่งเต็มไปด้วยความแตกต่างของระบบการปกครอง
วิถีเศรษฐกิจและแนวนโยบายต่างประเทศ
ซึ่งแม้เวียดนามจะหันมารวมชาติก่อสร้างรัฐใหม่เป็นผลสำเร็จ
หากแต่ความแตกต่างบางประการระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้
กลับยังคงส่งผลต่อการผลิตสูตรการเมืองของบรรดาชนชั้นนำเพื่อตบให้ยุทธศาสตร์
การพัฒนารัฐมีเอกภาพและกระชับมากขึ้น
ขณะเดียวกัน
เราอาจพบเห็นความพยายามของรัฐบาลประจำรัฐเวียดนามใหม่ (ในช่วงทศวรรษ 1990)
ที่พยายามจะปฏิรูประบบกระจายอำนาจท้องถิ่นด้วยการปรับโครงสร้าง "Commune”
(หน่วยปกครองระดับท้องถิ่นในชนบท)
ผ่านการลากเส้นแบ่งคอมมูนแต่ละแห่งโดยใช้เกณฑ์ทางเศรษฐกิจ
วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ซึ่งบางแห่งได้ลากไปไกลถึงยุคราชาธิปไตยเวียดนาม
พร้อมมีการจำแนกตีเส้นอาณาเขตใหม่ออกเป็น
กลุ่มคอมมูนซึ่งตั้งขึ้นตามเกณฑ์ทางศาสนา-ชาติพันธุ์
หรือ กลุ่มคอมมูนที่ตั้งขึ้นตามเขตภูมิประวัติศาสตร์
อย่างเช่นคอมมูนแถบปากนำ้โขง คอมมูนแถบชายแดนจีน-ลาว-กัมพูชา
หรือคอมมูนเลียบแนวชายหาด
ซึ่งก็ถือเป็นนวัตกรรมทางรัฐประศาสนศาสตร์ที่น่าทึ่งสำหรับการปรับโครงสร้าง
การปกครองของรัฐเวียดนามใหม่
ส่วนกรณีของรัฐพม่านั้น
เราอาจพบเห็นการลากเส้นของเจ้าอาณานิคมอังกฤษเพื่อแบ่งระหว่างพม่าตอนบน
"Upper Burma” กับพม่าตอนล่าง "Lower Burma”
(จุดแบ่งอยู่แถวๆเมืองตองอูและไม่ไกลจากเนปิดอว์)
ซึ่งถือเป็นสองหน่วยภูมิศาสตร์การเมืองที่แตกต่างกันในหลายมิติ
โดยขณะที่พม่าตอนบนถือเป็นเขตพื้นที่ที่ยังคงฟูมฟัก
อิทธิพลของราชสำนักมัณฑะเลย์เอาไว้อย่างเหนียวแน่น
พร้อมเป็นแหล่งก่อหวอดสำคัญของกบฎชาวนาหรือกบฎผู้มีบุญของซายาซาน
พม่าตอนล่างกลับเป็นศูนย์อำนาจของอังกฤษหรือพลังอาณานิคมต่างชาติ
รวมถึงเป็นแหล่งบ่มเพาะการประท้วงการเมืองสมัยใหม่ที่ค่อนข้างทรงกำลังและ
พร้อมต่อกรกับคณะผู้ปกครองต่างชาติหรือผู้ปกครองพื้นถิ่นที่กระทำการกดขี่
ชาวพม่า
โดยสภาวะแยกโซนทางภูมิประวัติศาสตร์เช่นนี้
ล้วนมีผลต่อพัฒนาการของรัฐพม่าตลอดช่วงสมัยอาณานิคมหรือหลังอาณานิคม
ซึ่งอย่างน้อย การตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่ ณ กรุงเนปิดอว์
ซึ่งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างย่างกุ้งกับมัณฑะเลย์ หรือ Upper Burma กับ
Lower Burma
ก็คงบ่งชี้นัยสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับนโยบายการสร้างรัฐสร้างชาติหรือการ
เมืองว่าด้วยการย้ายเมืองหลวงของรัฐพม่าในสหัสวรรษใหม่
(ซึ่งแม้จะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดของการตั้งราชธานีใหม่ก็ตามที)
ส่วนกรณีของรัฐไทยนั้น
เส้นแบ่งทางภูมิประวัติศาสตร์อาจลากกลับไปไกลได้ถึงยุคจารีตโบราณ
โดยในอดีตนั้น ดินแดนที่เป็นประเทศไทยแท้ (Proper Thai) ซึ่งถือเป็นแดนแกน
(Core) ของอารยธรรมทางการเมืองไทย
อาจมีขอบข่ายอยู่เพียงแค่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เคลื่อนแตะไปทางหัวเมืองภาค
กลางตอนบนอย่างพิจิตร พิษณุโลก หรือ หัวเมืองปักษ์ใต้อย่างนครศรีธรรมราช
ในขณะที่ พื้นที่ภาคเหนือกลับเป็นเขตอิทธิพลของอาณาจักรล้านนา
ส่วนภาคอีสานโดยเฉพาะส่วนที่พ้นขึ้นไปจากนครราชสีมา
ก็ล้วนตกอยู่ภายใต้เขตอิทธิพลของล้านช้าง
สภาวะแดนแกน-แดนนอกเช่นนี้
ล้วนเห็นได้ชัดแจ้งอีกครั้งผ่านการปรากฏตัวของรัฐบาลธรรมชาติในแบบการเมือง
ห้าชุมนุมหลังการล่มของพระนครศรีอยุธยา
ซึ่งพื้นที่อิทธิพลของแต่ละก๊กการเมือง
ล้วนแล้วแต่แตะคุมหัวเมืองยุทธศาสตร์ไม่ไกลเกิน พิษณุโลก อุตรดิตถ์
นครราชสีมา หรือ นครศรีธรรมราช สงขลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐล้านนา
รัฐล้านช้างและรัฐมาลัย/รัฐมลายู
มักจะถูกตบให้อยู่ในเขตแกนนอกในฐานะกลุ่มรัฐประเทศราช
มากกว่าจะเป็นหน่วยการเมืองที่ถูกผนึกเข้ามาอยู่ในแดนแกนอย่างแนบแน่น
(ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากระยะทางที่ห่างไกลหากใช้มุมอธิบายแบบการเมือง
มณฑล/Mandala)
ในอีกแง่มุมหนึ่ง
แนวมองที่ผ่าเขตภูมิประวัติศาสตร์เช่นนี้
อาจสามารถพบเห็นได้อีกในยุคอาณานิคมหรือสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น
แถลงการณ์ว่าด้วยเรื่องสยาม
ที่ปรากฏอยู่ในความตกลงฉันทไมตรีระหว่างจักรวรรดิอังกฤษกับฝรั่งเศส เมื่อปี
ค.ศ. 1904
ซึ่งมีการลากเส้นแบ่งเพื่อสร้างให้ประเทศไทยแท้ทางแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยามี
สถานะเป็นเขตกันชน
เพื่อให้อังกฤษต้องยอมรับเขตอิทธิพลของฝรั่งเศสทางด้านตะวันออกของลุ่มแม่
น้ำเจ้าพระยา
และเพื่อให้ฝรั่งเศสทำการยอมรับเขตอิทธิพลอังกฤษทางฟากตะวันตกของลุ่มน้ำ
เจ้าพระยาเช่นกัน
ขณะเดียวกัน นอกจากการมองหาเส้นแบ่งรัฐสยาม/ไทย
ผ่านแกนนอนจากตะวันตกไปทางตะวันออกแล้ว
(คล้ายคลึงบางส่วนกับโปแลนด์-ยูเครน)
เราอาจตามหาเส้นแนวดิ่งจากเหนือลงใต้ที่ผ่าภูมิสัณฐานของรัฐไทยให้คล้ายคลึง
กับรัฐพม่าหรือรัฐเวียดนามได้เช่นกัน ซึ่งกรณีดังกล่าว ฉัตรทิพย์ นาถสุภา
ได้ยกหลักฐานของการประชุมสัมพันธมิตรที่เมืองควิเบกเมื่อปี ค.ศ.
1943ซึ่งตกลงแบ่งโซนให้ดินแดนไทยและอินโดจีนเหนือเส้นขนานที่ 16
หรือประมาณจังหวัดพิจิตรขึ้นไป
เป็นเขตยุทธภูมิหรือเขตปฏิบัติการของทหารจีนเจียงไคเช็ค
และให้ใต้เส้นขนานที่ 16 ลงมาเป็นเขตอิทธิพลของอังกฤษ
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า
หากประเทศไทยแพ้สงครามมหาเอเชียบูรพา
ดินแดนรัฐไทยอาจะจถูกยึดครองหรือตัดแบ่งไปให้กับอังกฤษและจีนคณะชาติ
โดยอังกฤษจะทำการคลุมแดนแกนทางลุ่มเจ้าพระยาลงมาถึงภาคใต้
ส่วนจีนจะคุมพื้นที่ภาคเหนือของไทยเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงลุ่มเจ้าพระยาตอนบน
จากเหตุการณ์ที่ได้อธิบายไปเบื้องต้น
ผู้เขียนจึงอยากจะชี้ชวนให้ผู้อ่านเห็นว่า
การสร้างเส้นรอยเลื่อนทางประวัติศาสตร์ที่ก่อตัวมายาวนานตามพัฒนาการของรัฐ
ไทย
ได้ทำให้เราเริ่มมองเห็นความซับซ้อนบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังการแตกแยกของ
หน่วยการเมืองที่ถูกผนวกรวมร่างขึ้นมาเป็นรัฐไทย
โดยถึงแม้ว่าบางเส้นอาจจะเป็นเพียงแค่เส้นจินตนาการที่ถูกขีดเขียนขึ้นมา
เพื่อรองรับดุลกำลังของเหล่ามหาอำนาจที่แผ่ศักดาเหนือรัฐไทย
ในขณะที่บางเส้นนั้น
อาจเกิดจากการผนึกควบแน่นกันอย่างลงตัวระหว่างจารีตทางประวัติศาสตร์กับเขต
ภูมิศาสตร์ทางธรรมชาติ
(อย่างแนวดงพญาเย็นที่ยกให้ที่ราบสูงโคราชอยู่เหนือจากเขตที่ลุ่มต่ำภาคกลาง
อย่างเห็นได้ชัด)
แต่กระนั้น
การผุดตัวขึ้นมาของเส้นภูมิประวัติศาสตร์ต่างๆที่ทับถมซ้อนทับกันมาหลายช่วง
ชั้น (ซึ่งก็มีทั้งการแบ่งตั้งแต่ยุคจารีต ยุคอาณานิคม หรือยุคหลังอาณานิคม
หรือ การแบ่งแบบแนวดิ่ง-แนวระนาบ)
ก็ได้ช่วยตอกย้ำให้เห็นว่าภูมิทัศน์การเมืองไทยล้วนเต็มไปด้วยความซับซ้อน
ล้ำลึกของระบบภูมิศาสตร์การเมือง
จนทำให้ความขัดแย้งแยกขั้วระหว่างภูมิภาคต่างๆกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ
รัฐไทยไปเสียแล้ว
เพียงแต่ว่า เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับรัฐอื่นๆแล้ว
การแบ่งแยกฐานคะแนนออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน เช่น โปแลนด์ หรือ ยูเครน
ก็ยังทำให้รัฐเหล่านี้ดำรงสภาพเป็นประเทศเอกราชอยู่ได้
แม้ผู้คนจะมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันหรือโครงสร้างรัฐจะมีความ
ระส่ำระส่ายอยู่บ้างในหลายห้วงเวลา
ส่วนพม่าหรือเวียดนามนั้น
แม้จะเคยถูกเส้นภูมิประวัติศาสตร์แบ่งแยกอย่างชัดแจ้งมาแล้วในอดีต
หากแต่รัฐเหล่านั้นกลับกระทำการสร้างรัฐสร้างชาติจนประสบความสำเร็จอย่างน่า
ทึ่งอย่างกรณีของเวียดนามหรือได้ค่อยๆแก้ไขจนมีความก้าวหน้าขึ้นมาเป็นลำดับ
อย่างกรณีของพม่า
ฉะนั้นแล้ว หากเปรียบเทียบกับทั้งสี่รัฐที่กล่าวมาเบื้อง
ประเทศไทยของเรา
คงอาจจะมีโอกาสหลายๆอย่างที่ทำให้กระบวนการสร้างสันติภาพสามารถเดินหน้า
เคียงคู่ไปกับการสร้างเอกภาพหรือการสร้างรัฐสร้างชาติได้อย่างเหมาะสมลงตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หากนักปกครองประจำรัฐรู้จักที่จะหันมาลองอ่านเส้นภูมิประวัติศาสตร์กันอย่าง
จริงจัง (ซึ่งมีผลต่อการเติบโต/เสื่อมถอยของรัฐไทย ไม่มากก็น้อย)
ดุลยภาค ปรีชารัชช
สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา, ธรรมศาสตร์
แหล่งอ้างอิง
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. "ภารกิจเพื่อชาติเพื่อ Humanity ของจำกัด พลางกูร" ประชาไท 20 สิงหาคม 2556.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ: มติชน, 2545.
Anderson, Benedict. Imagined Communities: Reflections on the Origin and Spread of
Nationalism. 2nd ed. London : Verso, 1991.
Ekiert, Grzegorz. Public Seminars, “Understanding the
Great Transition in Central and Eastern Europe - 25 years after 1989”,
11 February 2014, 16.30 – 18.00, Department of Politics and Public
Administration, the University of Hong Kong, Hong Kong.
Taylor, Robert. The State in Myanmar. Singapore: NUS Press, 2009.
Turner, Mark (ed). Central-Local Relations in Asia-Pacific: Convergence or Divergence? London: Macmillan, 1999.
Winichakul, T. Siam Mapped: A History of the Geo-Body of A Nation. Honolulu: University of Hawaii Press, 1994.
ภาพแรก:
แผนที่แสดงชายผู้ร่ำไห้ซึ่งสะท้อนความบอบช้ำของรัฐไทย
อันเกิดจากการถูกตรึงขาด้วยความล้มเหลวของโครงการ southern seaboard หรือ
ความเจ็บปวดที่ถูกตอกลิ่มที่เท้าอันเป็นผลจากการแยกดินแดนทางสามจังหวัดภาค
ใต้
(ผู้วาด paretas จาก tambon.blogspot.hk/2011_07_01_archive.html)
ภาพสอง แผนที่โปแลนด์ซึ่งถูกผ่าด้วยความแตกต่างทางการเมือง จาก mypolitikal.com
ภาพสาม แผนที่ยูเครนซึ่งถูกผ่าด้วยความแตกต่างทางการเมือง จากwww.washingtonpost.com
ภาพสี่ แผนที่แสดงการแบ่งเขตในพม่าสมัยอาณานิคมอังกฤษ จาก
Scottish Geographical Magazine and edited by Hugh A. Webster and Arthur
Silva White
ภาพห้า แผนที่แสดงการแบ่งประเทศเวียดนาม จาก vietnam.lohudblogs.com


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น