ถอดความมาจากเรื่อง
"พระราชินีทรงขอรับสวัสดิการ" ของ
เคนาน มาลิก ในอาทิตย์รีวิว น.ส.พ. เดอะนิวยอร์คไทมส์ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ (โดย ระยิบ เผ่ามโน)
ลอนดอน
–
ราชินีอังกฤษทรงถังแตกเหลือเงินไม่กี่เพ็นนีสุดท้าย เอ่อ
ที่จริงทรงเหลืออีกหลายล้านๆ เพ็นนี
เมื่อเดือนที่แล้วคณะกรรมการตรวจบัญชีสาธารณะ
อันเป็นองค์กรตรวจสอบของรัฐสภาต่อการจับจ่ายงบประมาณสาธารณะ
ได้ตีพิมพ์ผลสำรวจที่ไม่ค่อยเป็นที่ชมชอบนักต่อสถานะทางการเงินของราชวงศ์อังกฤษ
พระราชินีทรงใช้จ่ายเงิน ‘กองทุนสำรอง’ อันเป็นบัญชีออมทรัพย์จากเงินทุนส่วนเกินตกค้างสะสมมาหลายต่อหลายปี
ร่อยหรอจนถึงขั้นตกอยู่ใน ‘ระดับต่ำมากเป็นประวัติการณ์’
เหลือเพียง ๑ ล้านปอนด์สเตอริง (หรือ ๑.๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากเดิมที่มีอยู่
๓๕.๓ ล้านปอนด์ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔
การพยายามทำความเข้าใจกับสถานะทางการเงินของราชวงศ์ก็เหมือนกับพยายามรับประทานสปาเก็ตตีด้วยช้อน
นี่เป็นข้อชวนคิดว่า พระราชินีเอลิซาเบ็ธที่ ๒ ทรงได้รับการกล่าวถึงโดยบางสภาวะว่าทรงเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของโลก
ท่ามกลางพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทรงมีปราสาทบัลมอรัลเป็นที่ประทับอยู่ในที่ราบสูงสก็อต
ซึ่งซื้อมาพร้อมกับที่ดิน ๕ หมื่นเอเคอร์โดยเจ้าชายอัลเบิร์ตถวายสำหรับพระราชินีวิคตอเรียในปี
พ.ศ. ๒๓๙๑ พระราชินีเอลิซาเบ็ธยังทรงเป็นเจ้าของไร่เพาะพันธุ์ม้าหลายแห่ง ศิลปะและเครื่องประดับสะสมส่วนพระองค์อีกมากมาย
ตามการประเมินของฟอร์บความมั่งคั่งของพระองค์อยู่ที่ ๕๐๐ ล้านดอลลาร์
ถ้าพระราชินีทรงมั่งคั่งปานนั้น
เหตุไฉนจึงทรงขาดแคลนเงินสด ในปี ๒๕๕๓
ปรากฏด้วยซ้ำว่าพระองค์ทรงยื่นขอความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลเป็นการส่วนพระองค์ต่อหน่วยงานที่ให้บริการแก่ครอบครัวยากจน
เพื่อให้ช่วยจ่ายค่าทำความร้อนภายในพระราชวังบั๊คกิ้งแฮม
หน่วยงานรัฐบาลแห่งนั้นปฏิเสธคำร้องของพระองค์โดยมีความเห็นเสริมของเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งว่า
“รู้สึกกระอักกระอ่วนต่อการที่อาจมีข้อวิพากษ์จากสื่อมวลชนถ้าอนุมัติเงินช่วยเหลือแก่พระองค์
ขณะที่ผู้ยื่นคำร้องอื่นๆ อาทิ โรงพยาบาล ต้องอด”
แล้วทำไมพระราชินีจึงทรงปฏิบัติพระองค์เฉกเช่นผู้ยากไร้อาศัยในบ้านเอื้ออาทรของทางการเล่า
คำตอบสั้นๆ
คงเพียงว่าพระองค์ก็ทรงพำนักในเรือนอยู่อาศัยที่เป็นสมบัติสาธารณะจริงๆ
เพียงแต่มีข้อยกเว้นว่าของพระองค์เป็นเรือนสาธารณะที่โอฬารตระการเหลือหลาย
พระราชินีมิได้ทรงเป็นเจ้าของพระราชวังบั๊คกิ้งแฮมซึ่งเป็นทรัพย์สินของชาติ
ตามมาด้วยว่าแม้จะทรงมั่งคั่งเพียงใดพระองค์ไม่ทรงเห็นว่าจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าดูแลรักษา
ในเมื่อพระองค์จำต้องประทับที่นั่นตามพันธกิจของการเป็นองค์ประมุขเท่านั้น
เบื้องหลังการผลักภาระกันไปมาว่าใครควรจะเป็นผู้จ่ายค่าดูแลรักษานี้
เป็นความลักลั่นของระบอบประชาธิปไตยทางรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ที่สืบสานตามสายเลือดกันมาทรงเป็นประมุข
ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่อยู่นอกเหนือปกติเช่นนี้เองเป็นกุญแจไขปริศนาอันลึกลับของสถานะทางการเงินราชวงศ์
มันช่วยอธิบายว่าเหตุใดเราจึงมีราชินีที่ทรงร่ำรวยเป็นการส่วนพระองค์
แต่ก็ทรงประกาศต่อสาธารณะว่าสิ้นไร้เสียเต็มประดา
ความสับสนร่วมสมัยนี้เริ่มมีมาแต่ปี ๒๓๐๓
เมื่อพระเจ้าจ๊อร์จที่สามทรงสะสมหนี้สินส่วนพระองค์ไว้ถึง ๓ ล้านปอนด์
อันเป็นจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบเคียงได้กับมูลค่าตัวเงินในปัจจุบันกว่า ๕๐๐ ปอนด์
เพื่อให้หลุดพ้นบ่วงหนี้ทรงสละพันธะการบริหารจัดการ และสิทธิการรับค่าตอบแทนจากทรัพย์ศฤงคารของพระองค์เกือบทั้งหมดแก่รัฐบาล
แล้วทรงรับเบี้ยหวัดรายปีเป็นจำนวนตายตัวที่เรียกว่า ‘รายจ่ายมหาชน’ (Civil List) ทดแทน
นี่เองโดยนัยเป็นที่มาของการที่รัฐบาลอังกฤษให้การสนับสนุนเลี้ยงดูพระราชวงศ์ติดต่อกันมา
๒๕๐ ปี จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๕๕ เมื่อรัฐสภาอังกฤษยกเลิกรายจ่ายมหาชนแล้วจัดตั้งระบบ ‘ทุนอุทิศราชันย์’ (Sovereign Grant) ขึ้นมาใช้แทน ดังจะเห็นได้ชัดว่านี่เป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่การอุดหนุนทางการเงินแก่พระราชวงศ์
รายจ่ายมหาชนนั้นเป็นแหล่งที่มาหลักของเงินอุดหนุนต่อราชวงศ์
แต่กระนั้นก็ยังมีการให้ทุนเสริมจากแหล่งเงินอุดหนุนอื่นๆ ด้วย
เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายดูแลรักษา การติดต่อสื่อสาร และการเดินทาง
ตัวอย่างเช่นเรือย้อร์จพระที่นั่งบริแทเนียมีกองทุนดำเนินการต่างหากตกปีละ ๑๑
ล้านปอนด์ จนกระทั่งถูกปลดระวางโดยมาตรการลดรายจ่ายของนายกรัฐมนตรี โทนี่ แบลร์
ในปี ๒๕๔๐
ทุนอุทิศราชันย์นั้นตั้งขึ้นเพื่อจะกำจัดรายจ่ายเบี้ยร่ายปลายทางออกไปให้หมด
แทนที่พระราชินีจะทรงได้รับรายจ่ายมหาชนพร้อมไปกับเงินสนับสนับสนุนอื่นๆ เป็นชุด
อัตราทุนอุทิศจะกำหนดง่ายๆ ตายตัวที่ ๑๕
เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมด
การกำหนดรายจ่ายแบบใหม่ที่ไม่ขาดทุนนี้ทำให้รายได้เพิ่มทุกปีอย่างต่อเนื่อง จาก
๓๖.๑ ล้านปอนด์เมื่อปี ๒๕๕๖ มาเป็น ๓๗.๙ ล้านปอนด์ในปีนี้
แม้จะใช้ชื่อเช่นนั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็เป็นสถานที่รวมทรัพย์สินในครอบครองของกษัตริย์ที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ไม่ใช่ขององค์ราชันย์เป็นการส่วนพระองค์
ทรัพย์สินอันเป็นสมบัติของชาติที่พระราชินีทรงครอบครองในฐานะองค์ราชันย์ได้แก่
พระราชวังบั๊คกิ้งแฮม ปราสาทวินเซอร์
งานศิลปกรรมสะสมของราชสำนักอันมีชื่อเสียงกระฉ่อนโลก และมหามงกุฏล้อมเพชร
พระราชินีอาจจะทรงขายตำหนักบัลมอรัลในวันพรุ่งนี้ก็ได้ถ้าทรงมีพระราชประสงค์
เพราะนั่นเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่ไม่ทรงสามารถขายมหามงกุฏล้อมเพชรได้เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงลิขสิทธิ์เหนือสิ่งนี้
ถ้าหากว่าสถาบันกษัตริย์ต้องล้มไปในวันรุ่งขึ้น
ทั้งพระราชวังบั๊คกิ้งแฮมและงานศิลปกรรมสะสมราชสำนักก็จะยังคงเป็นสมบัติสาธารณะต่อไปเช่นเคย
แต่พระราชินีจะไม่ทรงต้องแปรพระราชฐาน ดังนักเขียนอารมณ์ขัน ซู ทาวน์เซ็นด์
จินตนาการไว้ในนิยายของเธอเมื่อปี ๒๕๓๕ เรื่อง พระราชินีและดิฉัน
ไปอาศัยอยู่ในสลัม
ทรัพย์ศฤงคารส่วนพระองค์จะทำให้ทรงใช้ชีวิตอย่างแสนสบายเทียมเท่าผู้ทรงอำนาจรัสเซียและราชาธิบดีซาอุดิโดยไม่มีที่สิ้นสุด
ดูเหมือน
ว่าทุนอุทิศราชันย์จะทำให้อะไรๆ
ดูเรียบง่ายขึ้น แต่มันก็ยังไม่อาจแก้ปมยุ่งเหยิงทางรัฐธรรมนูญได้
สมาชิกจำนวนมากในราชวงศ์มองว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นเป็นสมบัติ
ส่วนตัวของพวกตน
และการกำหนดไว้ให้ทุนอุทิศผูกติดโดยตรงกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
เลยกลายเป็นว่าทุนอุทิศสร้างความชอบธรรมให้แก่การอ้างสิทธิเจ้าของต่อ
ทรัพย์สินส่วนกษัตริย์นั้นด้วย
แล้วยังปรากฏมีการอุดหนุนแฝงเร้นอยู่อีก
ดังกรณีดัชชี่แห่งแลงแคสเตอร์ และคอร์นวอล เป็นตัวอย่าง
ทั้งสองแห่งเป็นทรัพย์สินอสังหาในครอบครอง ‘จัดตั้งไว้เป็นกองทุน’ สำหรับองค์ราชันย์และรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ต่อเนื่องกัน
และแตกต่างไปจากพระราชฐานของกษัตริย์
ปีที่แล้วสมเด็จพระราชินีทรงได้รับค่าตองแทนจากดัชชี่แห่งแลงแคสเตอร์
๑๒.๗ ล้านปอนด์ เจ้าชายแห่งเวลส์ก็ทรงรับ ๑๙.๑ ล้านปอนด์เป็นค่าตอบแทนจากดัชชี่แห่งคอร์นวอล
รายได้ทั้งสองกรณีได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจ
กลุ่ม ‘นักสาธารณรัฐ’ (Republican) ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ โวยวายว่า ‘รายได้เข้ารัฐที่เสียไป’
เหล่านั้นน่าที่จะจัดเป็นส่วนที่รัฐยื่นให้เปล่าแก่พระราชินี
ด้วยการประเมินเช่นนี้พวกรีพับลิกันอ้างว่าภาระค่าใช้จ่ายของสถาบันกษัตริย์ที่ประชาชนผู้เสียภาษีต้องแบกรับไว้นั้นตกปีละ
๒๐๐ ล้านปอนด์ (ประมาณ ๑๐,๘๐๐ ล้านบาท) เลยทีเดียว
ในภูมิ
หลังของการสนับสนุนทางการเงินอย่างล้นหลามแก่สถาบันกษัตริย์นี้
มีระเบียบการรัดเข็มขัดที่รัฐบาลจำต้องปฏิบัติมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓
อันเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดอาการโวยวายด้วยความใม่พอใจในหมู่มหาชนขึ้น
แถมมีความเป็นปรปักษ์ต่อสิทธิพิเศษทางสังคมของบรรดาผู้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล
ด้วย
ถึงกระนั้นอาการกระเหี้ยนกระหือเหล่านั้นก็ยังไม่กระเซ็นออกไปถึงเรื่องการอุดหนุนทางการเงินแก่ราชวงศ์
มีคนในอังกฤษจำนวนน้อยกว่าหนึ่งในห้าที่ต้องการเป็นสาธารณะรัฐ ตัวเลขนี้ไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ
ในทางตรงข้ามผลการหยั่งเสียงเมื่อปีที่แล้วพบว่า
๔๕ เปอร์เซ็นต์ของสาธารณชนอังกฤษให้การสนับสนุนต่อสถาบันกษัตริย์อย่างแข็งขัน
เพิ่มขึ้นมาจาก ๒๗ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๔๙ ด้วยซ้ำ
สำหรับ
พวกนิยมกษัตริย์ที่ชี้ถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้จากความหรูหราสง่างาม
ของราชวงศ์
บอกว่าสถาบันกษัตริย์ให้คุณค่าเป็นตัวเงินได้
และเป็นการดีที่จะมีประมุขแห่งรัฐไม่ผูกพันการเมืองเป็นเครื่องรวมความเป็น
อันหนึ่งอันเดียวของชาติ
ดีเสียกว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดการแบ่งแยก
บางคนถึงกับบอกว่าการที่สมาชิกสภาวิจารณ์เรื่องการเงินของพระราชินีนั้นถือ
ว่าเป็นการล่วงล้ำด้วยซ้ำไป
อย่างไรก็ดีความคิดที่ว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองนั้นเหลวไหล การคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ประกาศตัวเองอยู่แล้วว่าอุบัติการณ์โดยกำเนิดนั้นมีค่าควรยิ่งเสียกว่าเจตนารมณ์ทางประชาธิปไตย
ถ้าพวกนิยมกษัตริย์พอจะสมเหตุสมผลบ้างคงเป็นดังนี้
ความไม่พึงใจต่อประชาธิปไตยของพวกเขาฉวยเอาอารมณ์ร่วมสาธารณะที่เกลียดชังนักการเมืองเข้ากระดูกดำ
ด้วยภาพลักษณ์ของการซื้อได้ด้วยเงินและคอรัปชั่น
บ้างชี้ให้เห็นว่าเมื่อถึงคราวเจ้าฟ้าชายชาร์ลที่ทรงเป็นที่นิยมน้อยกว่าขึ้นเป็นกษัตริย์แทนสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบ็ธในที่สุดแล้ว
เสียงสนับสนุนที่มีต่อสถาบันกษัตริย์จะลดน้อยลง
แต่ทว่าเมื่อตอนที่ความโกรธาต่อสำนักวินเซอร์ขึ้นถึงจุดเดือด
ทันทีหลังจากที่การสนองต่อการตายของเจ้าหญิงไดแอน่าในปี ๒๕๔๐ เป็นไปอย่างงุ่มง่าม
ก็ยังมีความกระตือรือล้นต่อทางเลือกแบบไม่เอาเจ้าเพียงน้อยนิด
ในอดีตการเทอดทูลสถาบันกษัตริย์มีรากเหง้ามาจากจิตสำนึกของการยอมสยบและยอมรับเรื่องสืบสายโลหิต
ทุกวันนี้การยอมสยบถูกทดแทนด้วยความระแวง แต่ตราบเท่าที่สาธารณชนยังรังเกียจนักการเมืองและมีความจงรักต่อราชวงศ์
ตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดตระกูลหนึ่งในโลกคงจะได้ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยด้วยเงินภาษีอากรของปวงชน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น