ที่มา
Thai E-News
โดย Wirapa Angkoon
ตั้งแต่เริ่มมีคนตายในเหตุปะทะหน้ารามเมื่อปลายปีก่อน
จนถึงนาทีนี้ ความตายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ความรุนแรงขยายวงสู่ประชาชนกับประชาชน
จนอดถามไม่ได้ว่าจะตัดวงจรก่อนความรุนแรงจะขยายมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร
เราจุดเทียนไปเพื่ออะไร มันยับยั้งไม่ให้มีคนตายเพิ่มได้หรือเปล่า
เราตอบไม่ได้หรอก แต่ถามวันนี้เราตอบได้ว่ายังไงเราก็ไม่ยอมอยู่เฉย
ในนามของคนจุดเทียนคนหนึ่ง
เราออกมาเพราะเราเหลืออดกับการถูกพวกเขาปล้นทุกอย่างในนามสันติวิธี อหิงสา
อารยะขัดขืน พวกเขาจะทำอะไรก็ได้ตราบเท่าที่อ้างมวลมหาประชาชน
พวกเขาชี้หน้าด่ากราดทุบตีทำร้ายใครก็ได้ที่ไม่ใช่พวกตน
พวกเขาปล้นศักดิ์ศรีความเป็นคนของผู้อื่นในนามคนดีมีการศึกษา
พวกเขาปล้นสิทธิเสียงของคนจำนวนมากที่อดทนรอวันที่จะได้แสดงตนว่าไม่เห็น
ด้วยกับเป้าหมายและวิธีการของพวกเขาที่รังแต่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขึ้น
ทุกเมื่อ พวกเขาเส้นใหญ่ทำได้ทุกอย่างแม้แต่ปล้นสีแดงไปจากคนเสื้อแดง
วันนี้พวกเขายังปล้นสีเขียวสัญลักษณ์ของคนทำข่าวในสมรภูมิไปหน้าด้านๆ

บอกได้เลยว่าฉันขยะแขยง รังเกียจ โกรธ แต่ฉันไม่มีวันถือปืนไปฆ่าเขา
แรกเริ่มการจุดเทียนเป็นพื้นที่รองรับความอึดอัดของคนชั้นผู้น้อยได้มีที่
ระบาย คนที่มาร่วมกับเราก็คือคนอย่างเราๆ ท่านๆ
ที่ก้มหน้าฝืนทนเป็นคนส่วนน้อยในสังกัด หน่วยงาน
สถานศึกษาที่ตบเท้าเข้าร่วมม็อบเส้นใหญ่ เวียนวนมาพบเจอกัน
บางคนเป็นข้าราชการในกระทรวงที่ผู้บริหารเปิดประตูเชื้อเชิญม็อบมาปิดตาย
ตำรวจชั้นผู้น้อยที่ถูกกดดันจากทุกฝ่าย อาจารย์ แม่บ้าน ยาม สามล้อ แท็กซี่
และอีกมากเป็นคนหนุ่มสาว
มีคนมากมายในสังคมนี้ที่ไร้ปากเสียงในที่ทำงานในโรงเรียนของตน
การออกมาจุดเทียนมันคือการส่งสารชัดเจนว่า เราจะไม่ยอมถูกกดอีกต่อไป
แต่เราก็ไม่มีวันเอาไปปืนไปยิงใคร
นับแต่จุดเทียนครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้ายเมื่อวานนี้
ทุกครั้งที่จัดมีคนหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ส่วนคนหน้าเดิมก็ยังอยู่กับเรา
เพียงแต่เขยิบมาเป็นอาสาสมัครช่วยงานอย่างแข็งขัน แต่ละครั้งที่จัด
ไม่ใช่แค่จุดเทียน มีโจทย์ใหม่ๆ ให้ขบคิดทุกอาทิตย์ มี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น