วิจัยชุมชนศึกษาข้อมูลหนี้สินชาวนา
เผยอยุธยาจากอู่ข้าวอู่น้ำสู่แหล่งอุตสาหกรรม หนี้สูงเฉลี่ย 6.3 แสน
ขณะที่เพชรบุรีค่าเช่านาสูงถึง 35% ของต้นทุนทำนา
ด้านนักวิชาการชี้ชาวนาไม่มีวันตาย แต่อยู่ทุกวันก็เหมือนตาย
มองทิศทางการต่อสู้ยังต้องต่อรองกันไปเรื่อยๆ
15 ส.ค.56 กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน (Local Action Links)
ร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.)
สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย (สค.ปท.)
และศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จัดสัมมนาวิชาการ “คุณค่า ความหมายของชาวนาและชุมชน ในยุคโลกาภิวัตน์” ณ
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นำเสนอ ข้อค้นพบบางประการจากโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่อง
“ภาวะหนี้สินชาวนากับนัยที่มีผลต่อการสูญเสียที่ดินและความมั่นคงทางอาหาร
ของชุมชนและสังคม” ใน 2 กลุ่มพื้นที่ คือ 1.เกษตรกรกลุ่มอุทัยพัฒนา
จ.อยุธยา จำนวน 100 ราย และ 2.เกษตรกรกลุ่มฟื้นฟูเกษตรกรเมืองเพชร
จ.เพชรบุรี จำนวน 135 ราย และเรื่อง
“การสูญเสียที่ดินของเกษตรกรรายย่อยกับนัยยะที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร
ของชุมชนและสังคม” ศึกษาพื้นที่ ชุมชนบ้านไร่เหนือ ต.ในเตา อ.ห้วยยอด
จ.ตรัง โดยดำเนินโครงการตั้งแต่ ก.ย.55 - ส.ค.56
อยุธยา: การเปลี่ยนผ่าน เมืองเกษตรสู่นครโรงงาน
กิมอัง พงษ์นารายณ์ ชาวนา จ.ชัยนาท
ผู้ประสานงานสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย (สค.ปท.)
นำเสนอผลสรุปกรณีศึกษา จ.อยุธยาว่า อยุธยาจากที่เคยเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ
ตอนนี้กลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรม โดยผลผลิตมวลรวม (จีดีพี)
ของจังหวัดมาจากภาคอุตสาหกรรมถึง 98.27% และจากภาคเกษตรกรรมเพียง 1.73%
ชาวนาส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 62 ปี
และมีแนวโน้มไม่มีลูกหลานสืบทอดอาชีพเกษตรกรต่อ ปัจจุบันเกษตรถึง 84 %
เปลี่ยนไปทำอาชีพนอกภาคเกษตร ด้วยสาเหตุที่ว่ารายได้ไม่เพียงพอ ภาระหนี้สิน
ราคาผลผลิตตกต่ำ และสุขภาพไม่เอื้ออำนวยตามลำดับ
ในส่วนของพื้นที่ ปัจจุบันเนื้อที่ 60%
ของจ.อยุธยายังคงเป็นที่ทำนาปลูกข้าว แต่มีแนวโน้มลดลง และชาวนาส่วนใหญ่คือ
72%
ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองจึงมีการเช่าทำนามายาวนานตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย
กิมอัง กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบันเกษตรกร 27% มีที่ดินน้อยกว่า 1 ไร่
เกษตรกร 45% มีที่ดิน 1-4 ไร่ ส่วนเกษตรกรที่มีที่ดิน 5-9 ไร่ คิดเป็น 15%
รวมแล้วเกษตรกร 87% มีที่ดินน้อยกว่า 10 ไร่
และมีคนที่ต้องเช่าที่นาทำนาถึง 85% โดยเสียค่าเช่านาประมาณ 1,052
บาทต่อไร่ ซึ่งคิดเป็น 17.5% ของต้นทุนทำนาทั้งหมด 6,007 บาทต่อไร่
สำหรับเรื่องหนี้สิน เกษตรกรอยุธยากลุ่มตัวอย่างมีหนี้สินเฉลี่ย
636,387 บาทต่อครัวเรือน ในจำนวนนี้เป็นดอกเบี้ยถึง 58% ของหนี้สินทั้งหมด
เพชรบุรี: ที่ดินปัจจัยการผลิตที่ต้องเลือกเพาะปลูก
งานศึกษา จ.เพชรบุรี ระบุข้อมูลว่า
ผู้ที่มีอาชีพทำนาส่วนใหญ่อยู่ในวัยสูงอายุเฉลี่ย 60 ปี
และตัวเลขของคนที่ทำนาเป็นอาชีพหลักลดลงจากอดีตประมาณ 1 ใน 3 ทั้งนี้
ปัจจุบันแม้เกษตรกร 89% ยังคงสืบทอดอาชีพทำนาจากรุ่นพ่อแม่
แต่อาชีพทำนาไม่ใช่อาชีพหลักของเกษตรกรส่วนใหญ่
และพื้นที่นาได้ถูกปรับขนาดให้ลดลงเพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชชนิดอื่นเพื่อ
ตอบสนองตลาด
อีกทั้ง พบว่ารายได้ที่เป็นกำไรสุทธิจากการทำนาขายข้าวของชาวนา
จ.เพชรบุรี เท่ากับ 8,220 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ 7,500
บาทต่อเดือน มีส่วนต่างรายได้เพียง 720 บาท ซึ่งไม่มากนัก
ตรงนี้อาจเป็นเงื่อนไขให้ชาวนานำไปเปรียบเทียบรายได้จากการใช้ประโยชน์
ที่ดินในการปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
กิมอัง ให้ข้อมูลว่า พบเกษตรกรมีที่ดินน้อยกว่า 1 ไร่ 4%
เกษตรกรมีที่ดิน 1-4 ไร่ 27% เกษตรกรมีที่ดิน 5-9 ไร่ 29% รวมแล้วเกษตรกร
60% ที่ดินน้อยกว่า 10 ไร่ และมีคนที่ต้องเช่าที่นาทำนา 24%
โดยค่าเช่านาเฉลี่ย 2,400 บาทต่อไร่ คิดเป็น 35% ของต้นทุนทำนาเฉลี่ย 6,950
บาทต่อไร่
และค่าใช่จ่ายในการลงทุนทางการเกษตรที่สูงที่สุดคือค่าเช่าที่ดิน
ส่วนหนี้สินของเกษตรกร จ.เพชรบุรี เฉลี่ย 364,787 บาทต่อราย ในจำนวนหนี้เป็นดอกเบี้ย 35% ของหนี้สินทั้งหมด
ภาวะหนี้สินชาวนาวังวนปัญหาที่ยังรอการแก้ไข
กิมอัง แสดงความเห็นว่า ที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามแก้ไขปัญหา
แต่ก็ทำได้เพียงเยียวยา ไม่ได้ลงลึกถึงโครงสร้างของปัญหา
ซึ่งจะช่วยเหลือและยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมชาวนาได้จริง
อีกทั้งยังพบปัญหาการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม การไม่ควบคุมราคาปุ๋ยเคมี
สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการปล่อยดอกเบี้ยเงินกู้ที่ไม่เป็นธรรม
การกว้านซื้อที่ดินเพื่อปล่อยเช่าหรือเก็งกำไร
เหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกษตรกรต้องสูญเสียที่ดินทั้งสิ้น
กิมอังให้ข้อมูลด้วยว่า
ขณะนี้มีการส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ของบริษัทอุตสาหกรรมเกษตรรายใหญ่
ที่ให้ผลผลิตสูง โดยมีการรับปากว่าจะรับซื้อผลผลิตคืน
ซึ่งส่วนตัวกลัวว่าหากพันธุข่าวดังกล่าวปลูกกันอย่างแพร่หลายแล้ว
เกษตรกรจะถูกผูกขาดต้องซื้อทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่บริษัทฯ
เป็นผู้กำหนดราคา
“ผลผลิตเกษตรตกอยู่ในมือเขา แล้วนโยบายของรัฐสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ด้วยหรือเปล่า” กิมอังตั้งคำถาม
ส่วนเรื่องปัญหาหนี้สินเกษตรกร นางกิมอัง กล่าวว่า
กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา
มีจำนวนผู้ยื่นคำร้อง 500,000 ราย มีหนี้สินกว่า 60,000 ล้าน
สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้เพียง 30,000 ราย คิดเป็นหนี้สิน 3,000 กว่าล้าน
ซึ่งคงต้องใช้เวลานานกว่าจะแก้ปัญหาหมด
กิมอัง กล่าวด้วยว่า ทางรอดของเกษตรคือลด-เลิกการใช้สารเคมี
หันมาใช้ชีวภาพ แต่ทางรอดกลับไปไม่ได้เพราะวิธีดังกล่าวต้องใช้เวลา
ตราบใดที่เกษตรกรยังมีหนี้สินติดหลังอยู่คงเกิดขึ้นยาก
อีกทั้งยังไม่มีนโยบายส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มของเกษตร
นักวิชาการฟันธงไม่มีวันที่ชาวนาไทยจะหมดไป
ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวถึงคำถามสำคัญสำหรับการศึกษาเกี่ยวกับชาวนาที่
ว่า “ชาวนาคือใคร?” ว่า สถานะของชาวนามีความสับสนมาตั้งแต่ในอดีต
โดยชาวนาถูกมองว่าเป็นคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีสถานะที่ยื่นอยู่ระหว่างกลางไม่ใช่
คนรวยหรือคนจน เพราะชาวนามีปัจจัยการผลิตคือที่ดินอยู่แต่ไม่มากนัก
แต่มีวิถีชีวิตแบบขึ้นๆ ลงๆ เพราะพึ่งพาดินฟ้าอากาศในการทำการเกษตร
จึงต้องดิ้นรนตลอดเวลา ต่างจากโลกสมัยใหม่
ที่ชาวนากลายเป็นผู้รับจ้างทำนาหรือเป็นกรรมกรที่ใช้แรงงานโดยไม่มีที่ดิน
ไม่ต้องแบกรับภาวะความเสี่ยง
ส่วนคำถามที่ว่าชาวนาจะหายไปจากสังคมหรือไม่
เพราะในอดีตมีความเชื่อว่าชาวนานั้นอยู่ในช่วงรอยต่อที่จะก้าวเข้าสู่สังคม
สมัยใหม่
ซึ่งเมื่อเข้าสู่สังคมสมัยใหม่แล้วชาวนาจะถูกผลักเข้าไปเป็นกรรมกรในเมือง
ก็มีข้อถกเถียงทางทางทฤษฎีว่าคนที่ทำนาอยู่ในทุกวันนี้เป็นชาวนาหรือไม่
ผศ.ดร.พิชญ์ กล่าวด้วยว่า
ในปัจจุบันชาวนาไทยอยู่ในภาวะที่ยังมีที่ดินขนาดเล็กอยู่
แต่กำลังจะสูญเสียที่ดินไปเรื่อยๆ และมีหนี้สินมากขึ้นเรื่อยๆ
จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า “ทำไมชาวนายังไม่ตาย”
ซึ่งตรงนี้เป็นข้อค้นพบใหม่ที่ได้จากงานศึกษาวิจัยในวันนี้
นั่นคือชุดความคิดที่พูดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหาร
ในทางหนึ่งมีการค้นพบกรณีคลาสสิกในงานวิจัยชุมชนเกี่ยวกับชาวนาเสมอๆ
นั่นคือ ที่ดินลดลง หนี้สินเพิ่มขึ้น แต่ที่ชาวนาไม่ตายเพราะความเสี่ยง
เนื่องจาก 1.โลกต้องการอาหาร
หากไม่มีชาวนาก็อาจยังผลิตอาหารได้ในลักษณะที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่จ้างแรงงาน
ชาวนาในการผลิต
แต่ในความเป็นจริงไม่มีวันที่ชาวนาจะหมดไปโดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทย
เพราะทุนขนาดใหญ่ไม่กล้าแบกรับความเสี่ยงในการลงทุนผลิตเอง
แต่โยนความเสี่ยงให้เกษตรแบกรับ
2.มิติทางการเมือง ทางการแรงตึงเครียดตรงนี้รัฐได้ทำหน้าที่บางประการ
เพื่อให้วิกฤตดีขึ้น ภายใต้การช่วยเหลือเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ
โดยเฉพาะรัฐที่เป็นประชาธิปไตย
ซึ่งทางหนึ่งเป็นเพราะต้องการได้รับการเลือกตั้ง
และอีกทางหนึ่งคือต้องการลดวิกฤติ ไม่เช่นนั้นคนจะไม่มีอาหารกิน
หากไม่มีการเพาะปลูก ดังนั้นหน้าที่ทางการเมืองตรงนี้จึงยังมีอยู่เสมอ
“ความแตกต่างก็คือทุกข์ของชาวนาเปลี่ยน มันมีความซับซ้อน
แต่ชาวนาก็ยังดำรงอยู่ ตราบใดที่ยังมีวิกฤติของสังคมในการสะสมทุนในวันนี้
ในลักษณะพิเศษแบบนี้ คือโลกนี้ในทางหนึ่งยังจำเป็นต้องมีอาหาร
และในอีกทางหนึ่งทุนใหญ่ก็ไม่อยากแบกความเสี่ยง
ฉะนั้นชาวนาก็ต้องมาทำหน้าที่แบบความเสียงของทุน
แล้วก็ต้องเป็นผู้ผลิตอาหารเลี้ยงโลก
แต่การพูดแบบนี้ก็ต้องเอาทุกข์ชาวนาเป็นที่ตั้งด้วย”
มองทิศทางการต่อสู้ของชาวนา ยังคงต้องต่อรองกันไปเรื่อยๆ
ผศ.ดร.พิชญ์ ยังกล่าวแสดงความเป็นห่วงด้วยว่า
เรื่องความมั่นคงทางอาหารดีในทางหนึ่งคือทำให้คนชั้นกลางในเมืองได้เข้าใจ
ว่าอาหารที่กินเข้าไปนั้นมาจากไหน
ความมั่นคงทางอาหารในขั้นลึกคือชาวนาต้องสามารถที่จะยืนอยู่ได้จึงจะผลิตอ
อาหารที่มั่นคงให้ชนชั้นกลางได้
แต่ในอีกทางหนึ่งข้อเสนอนี้เป็นแนวความคิดที่เห็นแก่ตัว
เพราะสุดท้ายไม่ได้เอาทุกข์ชาวนาเป็นที่ตั้ง
แต่เอาทุกข์ระยะสั้นของผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง
อีกประเด็นใหม่ที่พบในงานวิจัยคือโครงสร้างอายุเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น
แต่ประเด็นที่ไม่ใหม่คือชาวนาออกจากภาคเกษตรไปทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น
ซึ่งเรามักตอบว่าเป็นเพราะไม่พอกิน
หากมองในระดับทฤษฎีนักวิชาการจะบอกว่าเหตุผลที่สำคัญเป็นเพราะวิธีการผลิต
ข้าวในปัจจุบันนั้นไม่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเพียงพอ
แต่กลับไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งในระดับตัวชาวนาเองและกลุ่มทุนก็ไม่เห็น
ความสำคัญ ชาวนาจึงต้องดิ้นรนไปทำอย่างอื่น
ผศ.ดร.พิชญ์ กล่าวด้วยว่า จากงานวิจัยพบว่ามีองค์กรใหม่ๆ
ที่การเข้ามาช่วยแก้ปัญหาจำนวนมากทั้งของรัฐเอง และการรวมตัวของชาวนา
แต่ลักษณะการประเมินผลอาจกระจุกอยู่เฉพาะเรื่องการเจรจาต่อรองเรื่องหนี้สิน
ทั้งที่ภาพใหญ่ในวันนี้ ในงานวิจัยหลายๆ
ชุดพยายามที่จะเชื่อมโยงเรื่องชาวนาเข้ากับมิติทางการเมืองในระดับชาติด้วย
ยกตัวอย่างงานวิจัยของนักวิชาการอินเดีย
ความเปลี่ยนแปลงของสังคมชาวนาข้อหนึ่ง
จากอดีตที่เรานิยามสังคมชาวนาว่าเป็นสังคมที่มีลักษณะพิเศษ
มีชุดทางวัฒนธรรมแบบหนึ่ง เป็นสังคมช่วงรอยต่อจากเก่าสู่ใหม่
แล้วมักจะต้องรวมตัวกันต่อสู้กับโลกภายนอกที่เข้ามากดขี่ขูดรีดชาวนาโดย
เฉพาะรัฐ แต่ในวันนี้นักวิจัยในอินเดียค้นพบว่า โครงสร้างของรัฐ
โครงการต่างๆ มันแทรกซึมลงไปในชีวิตของหมู่บ้านหมดแล้ว
ชาวนาไม่ได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของภายนอกที่จะเข้ามาทำลายสังคมชาวนาให้
กระจัดกระจายอีกต่อไป และชาวนาก็มีความสามารถในการต่อรองในโครงการต่างๆ สูง
“คือมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวนา
เพราะฉะนั้นชาวนาก็ไม่ได้ปฏิเสธรัฐ หรือถูกรัฐครอบงำอย่างสมบูรณ์
แต่มันเป็นเรื่องของการเจรจาต่อรองในหลายๆ รูปแบบ
ซึ่งมันต่างจากเดิมที่เรามองว่าชาวนาจะถูกดกขี่โดยรัฐอย่างสมบูรณ์”
ผศ.ดร.พิชญ์ กล่าว
และว่าชีวิตชาวนาเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องเนื่องจากชาวนามีหลายสถานภาพ
ดังนั้นการพูดถึงหนี้สินชาวนาในงานวิจัยยังจำเพาะอยู่ในเรื่องเดียวไม่ได้
เชื่อมกับเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นความอยู่รอดของสังคมชาวนา
นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ยังตั้งคำถามด้วยว่า
ทิศทางการต่อสู้ของชาวนาจะเป็นอย่างไร
เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักเป็นทิศทางการตั้งรับและประนีประนอมหนี้
ซึ่งจะยังไม่นำไปสู่การระเบิดออกมา
เพราะสุดท้ายทุกคนยังคงต้องพึ่งพากันอยู่ ทุนนิยมต้องการชาวนา
รัฐก็ต้องการชาวนาเป็นฐานคะแนนเสียง ชาวนาก็ต้องการคนเหล่านี้
เพราะฉะนั้นความเชื่อแบบโบราณที่นำไปสู่การศึกษาเรื่องสังคมชาวนา
ที่เชื่อว่าชาวนานั้นจะเป็นปัจจัยในการปฏิวัติสังคมคงไม่จริง
วันนี้ก็คงต้องเจรจาต่อรองกันไปเรื่อยๆ
“ชาวนาไม่มีวันตาย แต่ทุกวันชาวนาก็เหมือนตายอยู่อย่างนี้
นี่คือลักษณะปกติของความเป็นชาวนาในทฤษฎี
เพราะชาวนาจะมีอาการปริ่มน้ำตลอดเวลา” ผศ.ดร.พิชญ์ กล่าวทิ้งท้าย
ดาวน์โหลดงานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องได้ที่ www.landactionthai.org :
-
“ภาวะหนี้สินเกษตรกรกับนัยที่ส่งผลต่อการสูญเสียที่ดินและความมั่นคงทาง
อาหารของชุมชนและสังคม” กรณีศึกษา สค.ปท. จ.พระนครศรีอยุธยา โดย อารีวรรณ
คูสันเทียะ นักวิจัยพื้นที่ จ.อยุธยา
-
“ภาวะหนี้สินเกษตรกรกับนัยที่ส่งผลต่อการสูญเสียที่ดินและความมั่นคงทาง
อาหารของชุมชนและสังคม” กรณีศึกษา สค.ปท. จ.เพชรบุรี โดย เมธี สิงห์สู่ถ้ำ
นักวิจัยพื้นที่ จ.เพชรบุรี
- “การสูญเสียที่ดินของเกษตรกรรายย่อย
กับนัยที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชนและสังคม” กรณีศึกษา
องค์กรชุมชนบ้านไร่เหนือ คปบ. จ.ตรัง โดย กฤษดา ขุนณรงค์ นักวิจัยพื้นที่
จ.ตรัง
- “นัยยะความมั่นคงทางอาหารในกระแสความเปราะบางของสังคมผู้ผลิต” โดย
ปิยาพร อรุณพงษ์ นักวิจัยประจำโครงการสิทธิชุมชนกับความมั่นคงทางอาหาร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น