หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์มานาน 3 ปี ในที่สุดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม
ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มี อมรา พงศาพิชญ์ เป็นประธาน
ก็ได้เผยแพร่รายงานยาว 92 หน้า ในชื่อว่า “ผลการตรวจสอบ
กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-19
พ.ค.2553”อย่างเป็นทางการ ปรากฏว่า
รายงานฉบับนี้ได้นำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ทั้งจากนักวิชาการหลายฝ่าย และโดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง
ซึ่งปฏิเสธความชอบธรรมของคณะกรรมการชุดนี้มาตั้งแต่ต้น
ประเด็นสำคัญที่พอสรุปได้จากรายงานฉบับนี้ของกรรมการสิทธิฯมีสองด้าน
คือ อธิบายว่า
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงภายใต้การนำของแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ
(นปช.) เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่ละเมิดสิทธิของประชาชนคนกรุงเทพฯ
มีการปิดการจราจร มีลักษณะยั่วยุให้เกิดความรุนแรง มีการใช้อาวุธ
และยังมีชายชุดดำปะปนอยู่กับผู้ชุมนุม มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิ เช่น
การเจาะเลือด การบุกโรงพยาบาล มีการใช้เด็กและสตรีเป็นโล่มนุษย์ เป็นต้น
และต่อมาก็คือ การเผาอาคารสถานที่ เช่น ศาลากลาง และห้างสรรพสินค้า
ทั้งหมดนี้คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ในทางตรงข้าม การดำเนินการของฝ่ายรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ล้วนแต่ถูกต้อง เช่น การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง
ก็เป็นความจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์
การระงับการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนลและวิทยุชุมชน
ก็เป็นการกระทำในขอบเขตของกฎหมาย การขอคืนพื้นที่คืน
ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน
และได้ดำเนินมาตรการจากเบาไปหาหนักตามหลักการ
ความรุนแรงส่วนหนึ่งก็มาจากความจำเป็นในการป้องกันตัวและตอบโต้ผู้ถืออาวุธ
ที่แฝงตัวมากับประชาชน จึงไม่ได้เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ การเสียชีวิต 6
ศพที่วัดปทุมวนาราม รวมทั้งการเสียชีวิตของสื่อมวลชนต่างประเทศ
ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากฝ่ายไหน การที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
จึงเป็นเพียงความผิดพลาดระดับปฏิบัติการ
ประเด็นปัญหาแรกสุดของรายงานฉบับนี้ ก็คือ
เรื่องความเข้าใจประเด็นสิทธิมนุษยชน เพราะ
สิทธิในการชุมนุมทางการเมืองที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล
เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่ง และรัฐที่เคารพในสิทธิมนุษยชน
จะถือเอาการต่อต้านรัฐบาลมาเป็นเหตุในการปราบปรามกวาดล้างประชาชนนั้นไม่ได้
แม้ว่าการชุมนุมเรียกร้องสิทธิของประชาชนจำนวนหลายครั้ง
ก็มักจะมีการละเมิดกฎหมาย แต่ถ้าอธิบายว่า ถ้าฝ่ายประชาชนละเมิดกฎหมายแล้ว
การที่รัฐเข้าทำการควบคุมปราบปรามก็ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์
การใช้หลักเหตุผลเช่นนี้
ก็คือการสร้างความชอบธรรมให้การปราบปรามประชาชนทั่วโลก
เพราะรัฐบาลที่ปราบปรามก็ต้องออกกฎหมายมารองรับการดำเนินการของตนเองอยู่
แล้ว
ปัญหา ประการต่อมา ของรายงานฉบับนี้ อยู่ที่ว่า
ประเมินการปฏิบัติการของฝ่ายทหารต่ำกว่าความเป็นจริง โดยอ้างว่า
เจ้าหน้าที่-ทหารมีแค่กระบอง แก็สน้ำตา กระสุนยาง ทั้งที่ในวันที่ 10
เมษายน มีการใช้รถถัง อาวุธที่ใช้ปฏิบัติการ มีปืนกลมือ
และปฏิบัติการทั้งหมดมีการใช้กระสุนจริงจำนวนนับแสนนัด
และมีพลซุ่มยิงหรือสไนเปอร์ ยิงผู้ชุมนุม ส่วนผู้ชุมนุมเสื้อแดงฝ่าย นปช.
ที่อ้างว่ามีอาวุธก็ไม่ชัดเจน รูปจำนวนมากแสดงว่า มีแค่หนังสะติ๊ก ไม้ และ
พลุตะไล และปรากฏหลักฐานว่า นอกเหนือจากเสียชีวิตของ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม
และคณะในวันที่ 10 เมษายนแล้ว
ก็ไม่ปรากฏการเสียชีวิตของฝ่ายเจ้าหน้าที่อีกเลย ประเด็นก็คือ
ถ้าฝ่ายผู้ชุมนุมมีอาวุธร้ายแรงในการยิงตอบโต้
เหตุใดฝ่ายเจ้าหน้าที่จึงเสียชีวิตเพียงเท่านี้
ด้วยความต้องการที่จะอธิบายความชอบธรรมของการเข่นฆ่าสังหารนี้เอง
ทำให้ในรายงานของคณะกรรมการสิทธิฯข้ามเรื่องสำคัญเรื่องใหญ่ไป คือ
ไม่มีการวิเคราะห์เหตุการณ์การเสียชีวิตของประชาชนแต่ละกรณีอย่างเป็นจริง
ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีรายงานอีกฉบับหนึ่งคือ
รายงานของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม
เมษา-พฤษภา 2553 (ศปช.) ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต
และพบว่า ประขาชนที่เสียชีวิตแทบทั้งหมด
เป็นประชาชนมือเปล่าไม่มีอาวุธอยู่ในมือ และหลายกรณีก็เป็นเด็ก หน่วยกู้ภัย
หรือ ประชาชนที่ผ่านทางเสียด้วยซ้ำ และจำนวนมากถูกยิงที่ศีรษะ
ซึ่งถือเป็นการลงมือของพลซุ่มยิงโดยตรง
นอกจากนี้ ในรายงานยังขาดการวิเคราะห์ถึงรากฐานของปัญหา
จากการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549
และความไม่เป็นธรรมจำนวนมากที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
อันเป็นเหตุนำมาซึ่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง
หรือมีความเป็นไปได้ว่า
คณะกรรมการสิทธิฯก็มองการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในมิติเดียว คือ
เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงเท่านั้น
และด้วยการพิจารณาเช่นนั้น คณะกรรมการสิทธิฯจึงไม่พิจารณาประเด็นสำคัญ เช่น
การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
กุเรื่องผังล้มเจ้ามาโฆษณาโจมตีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 26
เมษายน ทั้งที่การใส่ร้ายป้ายสีว่า
ฝ่ายทักษิณและคนเสื้อแดงเป็นขบวนการล้มเจ้านั้น
เป็นขั้นตอนสำคัญประการหนึ่งที่สร้างความชอบธรรมให้กับการปราบปราม
สรุปแล้วรายงานของคณะกรรมการสิทธิฯฉบับนี้
จึงถือเป็นการเสนอข้อเท็จจริงอันไร้สาระ
และมีเป้าหมายเพียงการแก้ต่างและสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ จึงไม่อาจจะเล่าได้ว่า
การชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้นเป็นไปโดยสันติจนถึงวันที่ 10 เมษายน
ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้มาตรการของพื้นที่คืน
และฝ่ายทหารก็เป็นฝ่ายใช้อาวุธในการปราบปรามประชาชนก่อน
รวมทั้งมีใช้แก๊สน้ำตาจากเฮลิคอปเตอร์
จึงก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน หลังจากนั้น การชุมนุมของฝ่าย
นปช.จึงมีลักษณะของการสร้างป้อมค่ายในการป้องกันตนเอง
ฝ่ายทหารจึงตั้งกำลังล้อมการชุมนุมในทุกทิศทาง
แล้วนำมาสู่การปราบปรามครั้งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม
โดยใช้กระสุนจริงในการปฏิบัติการ
จึงนำมาสู่การบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากของฝ่ายประชาชน และทำให้อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกกล่าวขานว่าเป็นฆาตกร
และบทบาทของกองทัพก็เป็นที่ปฏิเสธของมวลชนคนเสื้อแดงตั้งแต่นั้นมา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น