“หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะสำหรับคนปัญญาอ่อนอ่าน.
เพราะคนปัญญาอ่อนเอาไปอ่านแล้ว, ก็อ่านไม่รู้เรื่อง,
ซึ่งนั่นมิใช่เป็นปัญหาเดือดร้อนแต่ประการใดสำหรับข้าพเจ้า,
แต่การที่คนปัญญาอ่อนเอาไปอ่าน, แล้วตีความหมายออกมาผิด ๆ ถูก ๆ
อย่างคนปัญญาอ่อน, จนถึงกับทำให้คนปัญญาอ่อนจับเอาถ้อยคำบางคำ, บางคำพูด,
บางประโยค, ไปเป็นหลักฐานฟ้องกับตำรวจผู้ใจดีว่า, ถ้อยคำเหล่านั้น,
คำพูดเหล่านั้น, ประโยคเหล่านั้น, ที่ข้าพเจ้าเขียนไว้นี้,
เป็นข้อเขียนที่ผิดกฎหมายมาตรานั้นมาตรานี้, จนทำให้ตำรวจผู้ใจดีดังกล่าว,
ต้องเสียเวลาการทำงานอันมีค่าของเขา
ในการรักษาความสะอาดและความสงบของบ้านเมือง,
มาเอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องของข้าพเจ้า”
“ข้าพเจ้าขอบอกท่านทั้งหลายด้วยความเชื่อ
และด้วยความนับถืออันสถาพรว่า,
คนปัญญาอ่อนจะพาไปสู่ความมืดแห่งความโง่เขลา, และแห่งความทุกข์ชั่วกาลนาน”
ข้างต้นเป็นบางส่วนของคำนำ “เรื่องยาวขนาดสั้น” บิดาของท่าน บิดาของข้าพเจ้า เขียนโดยบัณฑิต อานียา พิมพ์เมื่อ มกราคม 2524 (ราคา 20 บาท) หนา 178 หน้า
เรื่องเปิดมาด้วยฉากพิธีกรรมไหว้บรรพบุรุษแบบชาวจีนที่สุสาน ซึ่งบิดาที่เสียชีวิตไปแล้ว กลับมานั่งสนทนาวิสาสะกับภรรยาและลูก ๆ อย่างอิ่มอาบและเป็นสุข จากนั้นก็แยกย้ายกลับไปยังภพของตน เมื่อภรรยาและลูก ๆ กลุ่มแรกกลับไปแล้ว ต่อมาลูกชายของภรรยาหลวงผู้ทุกข์ตรมก็มาถึง ปลุกผีบิดาขึ้นมารับฟังความโกรธแค้นชิงชังต่อสิ่งที่บิดาได้เคยกระทำไว้กับ ตนและแม่ของตน
ตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงกลางเรื่องดำเนินไปด้วยท่วงทำนองเหนือจริงอย่างน่า สนใจ เสียดายว่านับจากครึ่งหลังลงไปกระบวนเรื่องกลับเบี่ยงไปสู่ท่วงทำนองขนบแบบ นิทาน และเต็มไปด้วยการเทศนาสั่งสอน “เรื่องยาวขนาดสั้น” เรื่องนี้จึง “หลุด” จากกลวิธีเล่าเรื่องอันสดใหม่ ไปสู่ความเป็น “นิทาน” เทศนา
ประเด็นของเรื่องคือ “การให้อภัย” ของบุตรชายต่อ “บิดาคนเดียวกัน” ซึ่งปฏิบัติต่อบุตรและภรรยาสองครอบครัวแตกต่างกันอย่างชั่วราย ซึ่งเมื่ออ่านเรื่องจบแล้วก็ไม่ควรจะคิดอะไรมาก ทว่าอ่านคำนำของผู้เขียนแล้วก็คิดไปเองได้ต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากบริบทเวลาของการเขียนและตีพิมพ์
บัณฑิต อานียา เป็นนักเขียนนอกกระแสอย่างแท้จริง จะเรียกนักเขียนข้างถนน หรือนักเขียนเถื่อนก็ว่า มีผลงานจำนวนไม่น้อย ปัจจุบันกำลังรอคำพิพากษาศาลฎีกาที่กำลังมาถึงในวันพุทธนี้ ว่าจะต้องเข้าไปนอนตารางอีกครั้งในวัยเจ็ดสิบกว่าปี ด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่
ในอดีต นอกจากบัณฑิต อานียาแล้ว นักเขียนหลายคนที่วงวรรณกรรมปัจจุบันมักนำมายกย่องก็เคยถูกพิพากษาจำคุกด้วย คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผู้ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือ สุวัฒน์ วรดิลก หรือ รพีพร ซึ่งศาลประทับรับคำฟ้องในปี 2501 และสิ้นสุดคดีด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำคุก 5 ปี ในปี 2503 คดีนี้เรียกกันในสมัยนั้นว่า “คดีตั้งชื่อให้สุนัข”
สุวัฒน์ วรดิลก เป็นผู้ก่อตั้งสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย (สมาคมเดียวกับสมาคมนักเขียนในปัจจุบัน!)[1] ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติในปี 2534 ได้รับรางวัลศรีบูรพาในปี 2548 นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลรพีพรซึ่ง (เขา) ว่าเป็นรางวัลสำคัญของวงวรรณกรรม[2] “สุวัฒน์ วรดิลก” จึงถือเป็น “กำพืด” ของวงวรรณกรรม หรืออย่างน้อยก็ของสมาคมนักเขียนที่ยังกล่าวอ้างเขาอยู่ เชื่อว่าหากแม้นเขายังมีชีวิตอยู่ ย่อมไม่เห็นด้วยกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงน่าสนใจว่า ผ่านมา 53 ปี จาก “คดีตั้งชื่อให้สุนัข” ของสุวัฒน์ วรดิลก มาจนถึง “คดีคำแนะนำเกี่ยวกับรูปบุคคลเหนือตาชั่ง” ของบัณฑิต อานียา “กำพืด” นี้จะถูกลืมเลือนเสมือนไม่เคยดำรงอยู่หรือไม่
[1]
“สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย มีจุดกำเนิดในปี 2511 จากการที่ นายเลียว
ศรีเสวก เจ้าของนามปากกา "อรวรรณ" นักประพันธ์เอก ป่วยหนัก
เหล่านักเขียนโดยการนำของนายสุวัฒน์ วรดิลก
ได้รวมตัวกันจัดงานชุมนุมน้ำใจในวันที่ 5 พฤษภาคม 2511 เพื่อหาเงินช่วย
"อรวรรณ" หลังจากการจัดงานครั้งนั้น
นักเขียนทั้งหลายได้รวมตัวกันก่อตั้งชมรมนักเขียน 5 พฤษภา และถือเอาวันที่ 5
พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคล และเป็นวันมงคล เป็นวันของนักเขียน
เพื่อร่วมชุมนุมกันเป็นประจำทุกปีมาจนปัจจุบัน
“ชมรมนักเขียน 5พฤษภามีนายสุวัฒน์ วรดิลก เป็นประธานใน 2 ปีแรก (2511-2512) นายอุทธรณ์ พลกุล เป็นประธานในปีต่อมา และในปี 2514 ชมรมนักเขียน 5 พฤษภา ก็ได้ก่อตั้งเป็นสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2514 โดยการนำของผู้ก่อตั้งสามคนคือ นางสุภาว์ เทวกุล ณ อยุธยา, นายเสนีย์ บุษปะเกศ และนายถาวร สุวรรณ และผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมฯคนแรกคือ นายอุทธรณ์ พลกุล” (ดู ประวัติสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย http://www.thaiwriterassociation.org/about.php)
“ชมรมนักเขียน 5พฤษภามีนายสุวัฒน์ วรดิลก เป็นประธานใน 2 ปีแรก (2511-2512) นายอุทธรณ์ พลกุล เป็นประธานในปีต่อมา และในปี 2514 ชมรมนักเขียน 5 พฤษภา ก็ได้ก่อตั้งเป็นสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2514 โดยการนำของผู้ก่อตั้งสามคนคือ นางสุภาว์ เทวกุล ณ อยุธยา, นายเสนีย์ บุษปะเกศ และนายถาวร สุวรรณ และผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมฯคนแรกคือ นายอุทธรณ์ พลกุล” (ดู ประวัติสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย http://www.thaiwriterassociation.org/about.php)
[2] ดูเว็บไซต์สมาคมนักกลอน http://www.thaipoet.net/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=282950
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น