12 สิงหาคม, 2013 - 08:27 | โดย yukti mukdawijitra
ในฐานะที่ร่วมก่อตั้งและร่วมงานกับ
"ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53" (ศปช.)
ผมอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบสปิริตของการทำงานของ ศปช.
กับของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
ว่ามองหลักสิทธิมนุษยชนต่างกันอย่างไร อย่างไรก็ดี
นี่เป็นทัศนะและหลักการของผมเองในการร่วมงานกับ ศปช.
ซึ่งอาจแตกต่างจากสมาชิกคนอื่นบ้าง
ประการ
แรก "การปรองดอง" ขอย้อนกลับไปในตอนแรกก่อตั้ง ศปช. ขึ้นมา
คณะทำงานถกเถียงกันมากว่าจะค้นหาความจริงทุกด้านทุกมุมของความรุนแรงหรือไม่
แต่ในที่สุด ศปช.
วางตำแหน่งของงานตนเองไว้ที่การเสนอข้อมูลที่เป็นทางเลือกจากการทำงานของ
คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
พูดง่ายๆ ก็คือ ศปช. ตั้งใจถ่วงดุลกับ คอป. เนื่องจากไม่ไว้ใจ คอป.
ที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลซึ่งก่อเหตุรุนแรง และไม่เห็นด้วยกับหลักการของ คอป.
ที่ประกาศแต่แรกว่าจะไม่มุ่งตอบว่าใครผิด แต่จะมุ่งความปรองดอง
จาก
มุมที่ผมเห็น ไม่ใช่ว่า ศปช. ไม่ได้ต้องการความปรองดอง หากแต่ ศปช.
วางกรอบของความปรองดองต่างออกไป ศปช.
วางกรอบการปรองดองจากการพิจารณาข้อเท็จจริงของความรุนแรงและการมุ่งผลตัดสิน
ความผิดของผู้ก่อความรุนแรง
เพื่อให้ความยุติธรรมต่อผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ศปช. เห็นว่า
การปรองดองจะไม่เกิดขึ้นหากไม่ได้มุ่งตัดสินให้ได้ว่าใครผิด ผิดอย่างไร
ยิ่ง
กว่านั้น ศปช. ยังมุ่งหวังให้เกิดการดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ
เพื่อที่จะหยุดยั้งการเพิกเฉยไม่เอาผิดต่อการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ
ทั้งนี้เพื่อตัดวงจรการใช้ความรุนแรงโดยรัฐที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าใน
ประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ประการ
ที่สอง "ผู้ก่อความรุนแรงและผู้สูญเสีย" ศปช. ตั้งโจทย์ว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คือความรุนแรงโดยรัฐ
เนื่องจากข้อเท็จจริงเบื้องต้นหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ
ชี้ชัดว่ารัฐใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ
ดังเช่นการที่รัฐใช้กำลังทหารติดอาวุธสงครามเพื่อควบคุมฝูงชนตั้งแต่ก่อนที่
จะมีการใช้กำลังตอบโต้จากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย
หรือการที่ผู้บริสุทธิ์คืออาสาสมัครพยาบาลและสื่อสวลชน บาดเจ็บ ถูกสังหาร
จากทิศทางของกระสุนที่มาจากทหาร
ความสูญเสียอันเนื่องมาจากความรุนแรงโดยรัฐนี้เทียบกันไม่ได้กับความความสูญ
เสียที่เกิดจากการชุมนุม
นี่
คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างรายงานของ ศปช. กับของ กสม. รายงานของ กสม.
นั้น มุ่งถ่วงดุลของความรุนแรงเสียจนกระทั่งกลายเป็นว่า ผลสรุปของรายงาน
กสม. เป็นการปกป้องอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งๆ
ที่มีข้อเท็จจริงมากมายชี้ว่า รัฐใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้ชุมนุม
ส่วนรายงานของ ศปช. นั้นมุ่งปกป้องสิทธิของผู้สูญเสีย
ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ชุมนุมหรือไม่ก็ตาม
ต่อ
ประเด็นนี้ อันที่จริง กสม.
ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยปละละเลยให้เหตุการณ์ล่วงเลยมาจนถึงการที่
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะใช้กำลังสลายการชุมนุม เพราะหาก กสม.
แสดงบทบาทอย่างทันท่วงที
แสดงท่าทีอย่างแข็งขันในการทัดทานการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามกับผู้
ชุมนุม เหตุการณ์ก็จะไม่เลวร้ายเท่านี้
ประการ
ที่สาม "มุมมองจากผู้สูญเสีย" ศปช. มุ่งนำเสนอมุมมองของผู้สูญเสีย แต่ กสม.
เสนอมุมมองจากเบื้องบน จากผู้มีอำนาจ เหตุผลที่ ศปช.
มุ่งมุมมองจากผู้สูญเสียนั้น ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการที่ ศปช.
มีทุนและจำนวนคนจำกัด ศปช. ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ
ไม่มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลในระดับปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างครบถ้วน
ศปช. จึงเลือกรวบรวมข้อเท็จจริง
เก็บรายละเอียดจากพยานแวดล้อมและผู้ได้รับผลกระทบ
จากมุมของผู้สูญเสียเป็นหลัก ยิ่งกว่านั้น ศปช.
ยังแยกแยะผู้ได้รับผลกระทบในระดับต่างๆ ตั้งแต่ผู้สูญเสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ
ผู้ถูกจับกุมคุมขัง ผู้ถูกดำเนินคดี
ทำให้สามารถใช้เป็นกรอบในการดำเนินการเยียวยาต่อไปได้
ถึง
กระนั้น ศปช. ก็ใช่ว่าจะสามารถเก็บรายละเอียดได้ทุกกรณี ศปช.
เลือกกรณีที่พิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเป็นการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อผู้บริสุทธิ์
และกรณีที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุต่อผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ
นอกจากนั้น ศปช. ยังมีข้อมูลการเผาสถานที่ราชการจากต่างจังหวัด ทำให้ ศปช.
พบว่าผู้ถูกจับกุมคุมขังจำนวนมากไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการก่อเหตุ
แต่อย่างใด
แต่
จะเห็นได้ว่า ข้อมูลรายบุคคล รายกรณีของจุดปะทะ
รายละเอียดของเหตุการณ์จากมุมมองของผู้ได้รับผลกระทบ
รายละเอียดของผู้ได้รับผลกระทบ เป็นข้อมูลที่ขาดหายไปจากรายงานของ กสม.
รายงานของก กสม. จึงไม่สามารถชี้ความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐได้
และไม่สามารถใช้วางกรอบการเยียวยาได้ ขณะที่ในรายงานของ กสม. เอง
ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดของการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างพิสดารมากมาย
นัก มีแต่เพียงปากคำของเจ้าหน้าที่รัฐ
ซึ่งส่วนใหญ่ย่อมต้องวางอยู่บนอคติของเจ้าหน้าที่ รายงานของ กสม.
จึงไม่สามารถใช้ตรวจสอบการกระทำผิดโดยรัฐได้อย่างถี่ถ้วน ข้อมูลของ กสม.
จึงขาดความสมบูรณ์ไม่ว่าจะมองจากมุมผู้สูญเสียหรือมุมผู้ก่อความรุนแรงคือ
รัฐ
ประการ
สุดท้าย "ที่มาของอำนาจ" กสม. เป็นหน่วยงานของรัฐ
ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดยขาดการโยงใยกับประชาชน
ผู้ปฏิบัติหน้าที่ได้รับเงินเดือนประจำตำแหน่งสูงๆ และมีความใกล้ชิด
มีผลประโยชน์พัวพันกับเจ้าหน้าที่รัฐ ถือตนว่าเป็นคนของรัฐ
จึงน่าสงสัยว่าจะมิได้มีอุดมการณ์สอดคล้องไปกับอุดมการณ์ในการก่อตั้งหน่วย
งานนี้ขึ้นมา
และน่าสงสัยว่าจะไม่ได้มีอุดมการณ์ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนมากพอ
ผลงานจึงไม่ได้สะท้อนจิตวิญญาณของนักสิทธิมนุษยชนอย่างที่หน่วยงานนี้กล่าว
อ้าง
หาก
แต่ ศปช. ไม่ได้พิจารณาการใช้ความรุนแรงโดยรัฐเพียงในกรอบของกฎหมายดังที่
กสม. กระทำ ศปช. ทำงานในกรอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งต้องใช้กำกับ
อยู่เหนือกรอบของกฎหมายอีกที หากว่ากฎหมายยอมให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นักสิทธิมนุษยชนย่อมไม่อาจยอมได้
ต่างจากท่าทีต่อหลักการสิทธิมนุษยชนในรายงานของ กสม. ที่แสดงให้เห็นว่า
กสม. ยึดหลักของกฎหมายเหนือหลักสิทธิมนุษยชน
ไม่มุ่งตรวจสอบรายละเอียดการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ
ดูดายกับการที่รัฐใช้กำลังอาวุธสงครามปราบปรามผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธด้วย
การอ้างหลักกฎหมาย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น